อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2560

การฝังศพผู้ตายมุสลิม ในพื้นที่น้ำท่วมขัง


ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

ช่วงนี้นำ้ท่วมมุสลิมถ้าตายแล้วเอาไปฝังที่ไหนค่ะมีที่ฝังหรือเพราะตายก้รีบฝังมิใช่หรืออยากรุ้ค่ะ

คำตอบ

ถามดีครับ .. ถูกต้องครับที่ว่ามุสลิมเมื่อตายก็ให้รีบฝัง ส่วนการฝังนั้น ก็ให้ทำ "เท่าที่สามารถ" จะทำได้ เพราะอิสลามไม่ได้บังคับให้มุสลิมต้องทำในสิ่งที่เกินความสามารถ เพราะฉะนั้น สมมุติว่าถ้ามุสลิมตายในเรือเดินทะเลลึก ก็ให้จัดการศพให้เรียบร้อยเหมือนตายบนฝั่งแล้วฝัง - คือโยน -ในทะเล เป็นต้น สำหรับกรณีที่มีอุทกภัยและในหมู่บ้านที่มีคนตายน้ำท่วมสุสาน (กุโบรฺ)จนฝังไม่ได้ ก็ให้ย้ายศพไปฝังที่หมู่บ้านใกล้เคียงซึ่งไม่มีน้ำท่วมขังครับ





การจับมือให้สลามภายหลังหลังละหมาดฟัรฎูเป็นบิดอะฮ์หรือไม่



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

لسلام عليكم

อ.ครับ
 ไม่ทราบว่าการให้สลามกันหลังละหมาดฟัรดูเป็นบิดอะห์ป่าวครับเเบบทำเป็นอาจินอ่ะครับผมเคยได้ยินว่าการให้สลามกันให้ละหมาดฟัรดูเป็นประจำเป็นบิดอะฮ์?

คำตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม .. ถ้ายังไม่ได้เจอและให้สล่ามกันก่อนละหมาด พอละหมาดเสร็จ .. มาเจอกันแล้วให้สล่ามและจับมือกัน ก็ไม่มีข้อขัดแย้งว่าเป็นที่อนุญาต แต่ถ้าเจอกันแล้วให้สล่ามและจับมือกันแล้วก่อนละหมาด พอละหมาดเสร็จก็ทำอีก ถ้าแค่ครั้งสองครั้งก็พอทำเนา แต่ถ้าทำเป็นประจำอย่างที่คุณถามมา อย่างนี้แหละที่นักวิชาการหลายท่านกล่าวว่าเป็นบิดอะฮ์ .. สำหรับผม ไม่ขอออกความเห็นในกรณีนี้ แต่อยากจะบอกเพียงว่า อย่าทำดีกว่าครับ ...





โต๊ะละไบ กินนูหรี

ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

อัสลามูอาลัยกุม อาจารย์ มีคำถามอีกแล้วค่ะ ดิฉันอยากรู้ทำความเข้าใจ กับคำศัพท์ นิยาม และหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติศาสนาว่าอย่างไร ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันตลอดมากับสังคมมุสลิมบ้านเรา แต่ดิฉันยังไม่ทราบความหมายที่แท้จริง
1) กินบุญ หรือนุหรี (ซึ่งมีความสำคัญกับสังคมมุสลิมบ้านเราเกือบทุกพิธี)
2) โต๊ะลาไบ หรือโต๊ะลาแบ (ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญมากในสังคมบ้านเราและเกี่ยวเนื่องกับกินนุหรี หากโต๊ะไบไม่มากินนุหรีไม่ได้)

คำตอบ


วะอลัยกุมุสสลามครับ คุณมารียะฮ์ .. ..
คำถามของคุณคราวนี้มาแปลก เพราะเป็นเรื่องของคำศัพท์ และคำนิยามของคำบางคำซึ่งหลายคน - รวมทั้งผมด้วย - คุ้นหูกันดี แม้จะไม่ใช่คำที่เป็นบทบัญญัติของศาสนาโดยตรง เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยบ้าง คำศัพท์ภาษามลายูบ้าง ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยจะสันทัดกับคำศัพท์เหล่านี้สักเท่าไร จึงขอตอบจากประสบการณ์ของตัวเองที่พอจะมีบ้าง แต่ไม่ยืนยันว่า มันจะถูกต้องนะครับ ...

(1). คำว่า "กินบุญ" เป็นคำสัพท์ภาษาไทย พจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 อธิบายว่า (ภาษาถิ่นอีสาน) เป็นคำกริยา หมายถึง กินเลี้ยงในงานทำบุญ .. เพราะฉะนั้น ตามความหมายดังกล่าวย่อมแสดงว่า การกินบุญจึงหมายถึงการกินเลี้ยงในงานต่างๆที่ผู้จัด "จะได้รับผลบุญ" จากการจัดงานเลี้ยงนั้น ซึ่งสำหรับชาวพุทธหรือศาสนาอื่นคงไม่มีปัญหาในเรื่องความเชื่อดังกล่าว ตราบใดที่พวกเขาเชื่อว่า การกระทำทุกๆอย่างที่เรียกว่า "ดี" - ตามความเข้าใจมนุษย์ -- ย่อมได้รับผลบุญทั้งสิ้น แต่สำหรับมุสลิมแล้ว เรื่อง "ผลบุญ" เป็นสิทธิเฉพาะของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.เพียงพระองค์เดียว ที่กำหนดว่างานเลี้ยงในวาระอะไรบ้างจะได้รับผลบุญ ดังนั้นเราจะมากะเกณฑ์เอาเองว่า งานเลี้ยงอย่างนั้นอย่างนี้ที่เราคิดจัดขึ้นเอง แล้วเรียกงานนั้นว่าเป็นการทำบุญ - จึงเป็นเพียงความเข้าใจส่วนตัวของผู้จัดที่ไม่มีหลักฐานรองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเลี้ยงที่บ้านผู้ตายเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเพื่อส่งผลบุญให้แก่ผู้ตายและเรียกกันติดปากว่า "ทำบุญบ้านคนตาย" จึงไม่น่าจะตรงกับข้อเท็จจริง .. ตรงกันข้าม หากเรียกการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการ "ทำบาปบ้านคนตาย" น่าจะถูกต้องกว่า เพราะนักวิชาการระดับโลกของทั้ง 4 มัษฮับกล่าวตรงกันว่า การที่ครอบครัวผู้ตายเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารแล้วเชิญแขกมากินเลี้ยงนั้น เป็นบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจหรือเป็นบิดอะฮ์ที่ถูกประณาม จึงย่อมไม่มี "ผลบุญ" ใดๆที่จะส่งหรืออุทิศให้แก่ผู้ตายจากการจัดเลี้ยงดังกล่าวตามความเชื่อในเรื่องนี้ .. วัลลอฮุ อะอฺลัม ..

ส่วนคำว่า "นูหรี" เป็นคำศัพท์ภาษามลายูที่ชาวบ้านพูดกันติดปาก เพี้ยนมาจากคำศัพท์เต็มว่า كندورى (อ่านว่า กันดูรีย์) ..มีความหมายภาษาไทยว่า "งานเลี้ยงอาหาร" นั่นเองครับ ...

(2). ส่วนคำว่า โต๊ะละไบ (่تؤ لبى ชาวบ้านเรียกเพี้ยนเป็น โต๊ะละแบ) น่าจะหมายถึง ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนศาสนาจนมีความรู้ "พอประมาณ" หรืออยู่ในขั้นดี.. คือ สามารถ "เป็นผู้นำ" ชาวบ้านอ่านดุอาในพิธีกรรมและงานบุญต่างๆได้ .. ถ้่าหากมีความรู้ระดับสูงกว่าโต๊ะละไบ คือเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆของอิสลามจนถึงขั้นเปิดปอเนาะสอนเด็กนักเรียน ก็จะเรียกว่าโต๊ะครู ครับ ...








วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

ลูกหนี้จะใช้หนี้ ภายหลังเจ้าหนี้เสียชีวิต เป็นเงินมรดกหรือไม่


ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามูอาลัยกุม
ลูกหนี้จะใช้หนี้ แต่เจ้าหนี้เสียชีวิตแล้ว(ชาย) คำถาม
1. เงินนี้เป็นมรดกไหม หรือคืนให้ภรรยาผู้เสียชีวิตเลย
2. ถ้าเป็นมรดก ต้องแบ่งยังไงครับ ผู้เสียชีวิตมี
- ภรรยา
- ลูกชาย 1 ลูกสาว 3 คน
- พี่ชาย และน้องชายผู้ตาย
ญาซากัลลอฮฺครับ


ตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม .. ถ้าหนี้สินที่กู้ยืมมาเป็นเงินของผู้ตายโดยเฉพาะ เงินหนี้สินส่วนนี้ - ทั้งหมด - ก็เป็นมรดกที่จะต้องแบ่งกันระหว่างทายาทของผู้ตายครับ . แต่ถ้าเงินหนี้สินนี้เป็นเงินที่ผู้ตายและภรรยาทำงานร่วมกัน แล้วเราไปกู้ยืมมา ก็จะเป็นมรดกที่จะต้องแบ่งระหว่างทายาทเพียวครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของภรรยาเพราะเธอยังไม่ตายครับ หวังว่าคงเข้าใจ.
ส่วนมรดกของผู้ตายทั้งหมด ก็ให้แบ่งเป็น 8 ส่วน ภรรยารับไป 1 ส่วน .. อีก 7 ส่วนที่เหลือ ก็ให้แบ่งใหม่เป็น 5 ส่วน ลูกชายคนเดียวได้ไป 2 ส่วน ลูกสาวรับไปคนละ 1 ส่วน พี่ชายและน้องชายผู้ตายในกรณีนี้ไม่มีสิทธิ์รับมรดก เพราะถูกลูกชายผู้ตายกันสิทธิ์ครับ .. วัลลอฮุ อะอฺลัม ..


ถาม

อาจารย์ เรื่องนี้เผื่อเกิดกับครอบครัวของดิฉัน หากผู้ตายทำพินัยกรรมให้บุคคลอื่นหมดแล้ว ทายาทคนอื่นสามารถขอแบ่งมรดกที่ทำพินัยกรรมนั้นอีกได้หรือไม่ ในอิสลาม เจ้ามรดกจะเขียนพินัยกรรมห้ามทายาทคนใดรับมรดกได้หรือไม่ หากลูกเจ้ามรดกตายก่อน ลูกของลูกที่ตายจะรับมรดกแทนที่ได้ไหม และหากตามคำถามข้างต้นมีปู่ มีลุงด้วย ทั้งสองจะถูกกันสิทธิ์ด้วยหรือไม่ค่ะ

ตอบ

(1). พินัยกรรมจะมีผลไม่เกิน 1 ใน 3 ของมรดกผู้ตาย หลังจากจ่ายหนี้สินของผู้ตาย (ถ้ามี) เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น ทายาทผู้ตายยังมีส่วนแบ่งเหลืออยู่ อย่างน้อยก็ 2 ใน 3 ส่วนของมรดกครับ ใครก็ตาม จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ผู้อื่นทั้งหมดโดยไม่มีอะไรเหลือไว้ให้ทายาทเลยไม่ได้หรอกครับ .. ..

(2). เจ้ามรดกจะเขียนพินัยกรรมในลักษณะเป็นคุณหรือเป็นโทษกับทายาทคนใดไม่ได้ครับ และสมมุติถ้ามีเขียนสิ่งดังกล่าวลงไป ข้อความดังกล่าวนั้นถือเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับหรอกครับ ...

(3). หากลูก (หมายถึงลูกชาย ลูกสาวไม่เกี่ยว)ของ เจ้าของมรดกตายก่อน และเขาก็ไม่มีลูกชายอื่นๆเหลืออยู่ ลูกที่เกิดจากลูกชายของเขา(หรืออีกนัยหนึ่ง หลานของผู้ตายที่เกิดจากลูกชายของผู้ตาย) -ไม่ว่าหลานนั้นผู้ชายหรือผู้หญิง - ก็มีสิทธิ์ได้รับมรดก แทนที่และอัตราส่วนเหมือนกับลูกของผู้ตายทุกประการครับ (แต่เรื่องนี้ยังมีรายละเอียดอีกมากที่ผมไม่มีเวลาเขียนลง ณ ที่นี้ครับ) ...

(4). บุคคลเดียวที่จะกันสิทธิ์ปู่จากการรับมรดกก็คือ พ่อของผู้ตายเท่านั้น คนอื่นไม่ว่าใคร - แม้กระทั่งลูกชายผู้ตาย - ก็กันสิทธิ์ปู่ไม่ได้ อนึ่ง ลุงของผู้ตาย โอกาสรับมรดกมีน้อยครับ แม้จะไม่ถึงกับสิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะในทางปฏิบัติจากประสบการณ์ที่ผ่านมา มีคนที่ "ใกล้ชิดทางสายเลือดกับผู้ตายกว่าเขา" คอยกันสิทธิ์เขาอยู่เยอะแยะครับ ...




การปฏิบัติตนหลังคลอดบุตร


ตอบโดย อาจารย์ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามูอาลัยกุม ค่ะ อาจารย์ ดิฉันขอถามเรื่อง การปฏิบัติตนหลังคลอดบุตร ในระหว่างนั้นจนถึงวันหมดเลือดหลังคลอดบุตร มีข้อห้ามและสิ่งที่ให้กระทำมีอะไรบ้าง เช่น มีการห้ามออกนอกบ้านหรือไม่ อ่านอัลกุรอานได้หรือไม่ เป็นต้น นอกจากนี้ดิฉันขอถามเรื่องการกำจัดหรือทำลายรกหลังคลอดและสายสะดื้อที่หลุดจากสะดือเด็กด้วยค่ะ

ตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม ...
เรื่องการปฏิบัติตัวของสตรีหลังคลอดบุตร ส่วนใหญ่จะเน้นเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของสตรีผู้นั้นเป็นหลักซึ่งเป็นเรื่องทางแพทย์ เรื่องนี้จึงควรจะถามแพทย์เป็นดีที่สุดครับ ส่วนในเรื่องของศาสนา หลักฐานเท่าที่ผมอ่านเจอก็คือ ในระหว่างสตรีมีประจำเดือนหรือมีนิฟาสอยู่นั้น ก็ห้ามนางนมาซ, ห้ามฎอว้าฟบัยตุ้ลลอฮ์, ห้ามถือศีลอด, ห้ามมีเพศสัมพันธ์หรือเล้าโลมกับสามี แต่ไม่ควร (ไม่ใช่ห้าม) อ่านอัล-กุรฺอ่าน ครับ ..
ส่วนเรื่องรกหรือสายสะดือที่หลุดจากตัวเด็ก ผมยังไม่เคยเจอหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยครับ เพราะฉะนั้น ที่เหมาะสมในกรณีนี้ก็คือ ควรนำไปฝังน่าจะดีที่สุดครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม ...








วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บรรทัดฐานระหว่างบิดอะฮ์กับมะศอลิห์ มุรฺสะละฮ์ (ตอนที่ 3)




โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย ...

หลังจากนำบทความเรื่องนี้ตอนที่ 2 ลงในเฟสเรียบร้อยแล้ว ก็บังเอิญไปอ่านเจอข้อเขียนของพี่น้องมุสลิมที่นิยมแนวอะชาอิเราะฮ์ท่านหนึ่งในเฟส ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องคำกล่าวของท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. ที่ว่า...
نِعْمَتِ الْبِدْعَةُ هَذِهِ
.. ที่ผมเพิ่งอธิบายผ่านมา ...
ข้อเขียนในเฟสของพี่น้องมุสลิมแนวอะชาอิเราะฮ์ท่านนั้น มีดังนี้ ..
ท่านอิบนุ อะษีรฺได้กล่าวยืนยันไว้ว่า ..
والبدعة الحسنة فى الحقيقة سنة، وعلى هذاالتأويل يحمل الحديث .. كل محدثة بدعة .. على ما خالف اصول الشريعة، وما لم يخالف السنة

"และบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ในความเป็นจริงแล้วคือซุนนะฮ์ และบนการอธิบายตามนัยนี้ ก็ถูกตีความหะดิษที่ว่า "ทุกๆสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้นเป็นบิดอะฮ์" นั้น บนสิ่งที่ขัดกับหลักพื้นฐานของศาสนา และสิ่งที่ขัดกับซุนนะฮ์" ดูหนังสือ อันนิฮายะฮ์ เล่ม 1 หน้า 80 (ถ่ายทอดจากหนังสือ "อัลบะยาน" หน้า 206 ฟัตวาที่ 50
แล้วพี่น้องมุสลิมแนวอะชาอิเราะฮ์ท่านนั้นก็กล่าวตบท้ายว่า ...
"ช่วยหักล้างหลักฐานคำกล่าวของท่านอิบนุอะษีรฺตรงนี้ก่อนครับ .. อย่าเพิ่งหนีไปประเด็นอื่น " ...
จะเห็นได้ว่า ข้อเขียนข้างต้นนี้ เจ้าของเฟสอ้างแหล่งข้อมูลมาจากหนังสือ "อัลบะยาน" หน้า 206 ฟัตวาที่ 50 ...
ขอเรียนว่า ...
ผมไม่มีความประสงค์จะเข้าไปก้าวก่ายและร่วมวงเสวนากับข้อเขียนของพี่น้องอะชาอิเราะฮ์ท่านนั้น และผมก็ไม่ทราบว่าเจ้าของหนังสือ "อัลบะยาน" คือใคร? ...
แต่ผมพูดได้เต็มปากว่า ข้อมูลที่เจ้าของหนังสืออัลบะยานอ้างถึงท่านอิบนุ้ลอะษีรฺในหนังสือ "อัน-นิฮายะฮ์ ฟีเฆาะรีบิ้ลหะดีษ" ดังข้างต้นนั้น เป็นข้อมูลที่ "ถูกบิดเบือน" - บิดเบือนทั้งถ้อยคำและเจตนารมณ์ของท่านอิบนุ้ลอะษีรฺ - เพื่อลากเข้าสู่เป้าหมายตัวเองอย่างน่าเกลียดที่สุด ..
ก่อนอื่นก็อยากจะให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบข้อเขียนของท่านอิบนุ้ลอะษีรฺในหนังสือ "อัน-นิฮายะฮ์ ฟีเฆาะรีบิ้ลหะดีษ" เล่มที่ 1 (ที่อ้างมาเป็นหน้า 80 แต่ฉบับในมือของผมเป็นหน้าที่ 107) ก่อนหน้าข้อความที่เจ้าของหนังสือ "อัลบะยาน" อ้างมา - ซึ่งผมขอแปลเป็นภาษาไทยเพื่อประหยัดเวลา - ดังนี้ ...
(หมายเหตุ สิ่งที่อยู่ในวงเล็บ เป็นคำอธิบายเพิ่มเติมของผม) ...
"และหนึ่งจากประเภทนี้ (คือหนึ่งจากความหมายบิดอะฮ์ที่ท่านอิบนุ้ลอะษีรฺอธิบายไปแล้ว) ก็คือคำพูดท่านอุมัรฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ที่ว่า نِعْمَتِ الْبِدْعَةُ هَذِهِ (บิดอะฮ์ที่ดี คือสิ่งนี้) .. ในเมื่อมัน (คือ การละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์) เป็นส่วนหนึ่งจากการทำสิ่งดีและจัดเข้าอยู่ในกรอบแห่งการยกย่อง ท่านอุมัรฺจึงเรียกมันว่าบิดอะฮ์และยกย่องมัน .. เนื่องจากท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มิได้นำแบบอย่างละหมาดนี้(ในลักษณะญะมาอะฮ์)แก่พวกเขา(อย่างสม่ำเสมอ) .. ท่านเพียงละหมาดมันบางคืนเท่านั้น หลังจากนั้น ท่านก็ละทิ้งมัน โดยมิได้ทำมันเป็นประจำ และประชาชน(หลังจากท่าน)ก็มิได้รวมตัวกระทำมัน และก็มิได้มีการกระทำกัน(อย่างนี้)ในสมัยท่านอบูบักรฺ ร.ฎ. .. ท่านอุมัรฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เพียงแต่(รื้อฟื้นมันด้วยการ)รวมและสนับสนุนประชาชนให้ทำละหมาดนี้ .. ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงเรียกมันว่า บิดอะฮ์"
และ .. ต่อไปนี้ คือคำพูด - จริงๆ - ของท่านอิบนุ้ลอะษีรฺ ..
وَهِىَ عَلَى الْحَقِيْقَةِ سُنَّةٌ ! لِقَوْلِهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : عَلَيْكُمْ بِسُنَّتِىْ وَسُنَّةِ الْخُلَفَاءِ الرَّاشِدِيْنَ مِنْ بَعْدِىْ، .. وَقَوْلِهِ : إِقْتَدُوْا بِاللَّذَيْنِ مِنْ بَعْدِىْ، أَبِىْ بَكْرٍ وَعُمَرَ.. وَعَلَى هَذَاالتَّأْوِيْلِ يُحْمَلُ الْحَدِيْثُ اْلآخَرُ : كُلُّ مُحْدَثَةٍ بِدْعَةٌ .. إِنَّمَا يُرِيْدُ مَاخَالَفَ اُصُوْلَ الشَّرِيْعَةِ وَلَمْ يُوَافِقِ السُّنَّةَ .....

"และมัน (คือ ละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์) ที่จริงแล้วคือซุนนะฮ !(หมายถึงซุนนะฮ์ของคอลีฟะฮ์) .. ทั้งนี้ เนื่องจากคำกล่าวของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมที่ว่า .. "จำเป็นสำหรับพวกท่านจะต้องตามซุนนะฮ์ของฉัน และ "ซุนนะฮ์ของคอลีฟะฮ์" ผู้ปราดเปรื่องหลังจากฉัน" .. และคำกล่าวของท่านที่ว่า .. "พวกท่านจงปฏิบัติตาม 2 ท่านหลังจากฉัน คือ "อบูบักรฺ และอุมัรฺ" ... ซึ่ง(คำว่าบิดอะฮ์จาก)หะดีษอีกบทหนึ่งที่ว่า "ทุกๆสิ่งที่ถูกริเริ่มขึ้นมาใหม่ เป็นบิดอะฮ์" .. ก็ให้ถือตามความหมายจากตามคำอธิบายนี้ .. (นั่นคือ) ท่านศาสดามิได้ประสงค์อื่นใด(จากคำว่าบิดอะฮ์ในหะดีษบทนี้) นอกจาก (หมายถึง) .. "สิ่งที่ขัดแย้งกับพื้นฐานของบทบัญญัติ และไม่สอดคล้องกับซุนนะฮ์ ....."
จะเห็นได้ว่า "ข้อมูลเท็จ" ในหนังสือ "อัลบะยาน" ข้างต้น กับ "ข้อมูลจริง" ของท่านอิบนุ้ลอะษีรฺ มีความแตกต่างกันดังนี้ ...
(1). บิดเบือนถ้อยคำ .. ท่านอิบนุ้ลอะษีรฺ กล่าวว่า وَهِىَ عَلَى الْحَقِيْقَةِ سُنَّةٌ ! (โดยใช้สรรพนามว่า هِىَ ) ซึ่งมีความหมายว่า "ละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์นั้น - ตามความเป็นจริงแล้ว - คือซุนนะฮ์ ! "...
แต่เจ้าของหนังสืออัลบะยานมาแก้ใหม่เป็น وَالْبِدْعَةُ الْحَسَنَةُ فِى الْحَقِيْقَةِ سُنَّةٌ (และบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ในความเป็นจริงแล้วคือซุนนะฮ์) ดังที่เห็น เพื่อหลอกลวงให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ท่านอิบนุ้ลอะษีรฺกล่าวว่า บิดอะฮ์หะสะนะฮ์นั้นคือซุนนะฮ์ . . ซึ่งทั้งสองประโยคนี้มีความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ...
พฤติการณ์ข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นถึงเจตนาไม่บริสุทธิ์และไม่มีอมานะฮ์ในเรื่องวิชาการของเจ้าของหนังสืออัลบะยานนั้น ...
(2). ตัดทอนถ้อยคำและบิดเบือนเจตนารมณ์ .. ผู้เขียนหนังสืออัลบะยาน มีเจตนา "ตัด" หะดีษ 2 บทที่ท่านอิบนุ้ลอะษีรฺนำมาเป็นหลักฐานเรื่องให้ปฏิบัติตามซุนนะฮ์ของคอลีฟะฮ์ เพื่อยืนยันมุมมองของท่านว่า การรื้อฟื้นละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ขึ้นมาใหม่ของท่านอุมัรฺ - ตามความเป็นจริงแล้ว - เป็น "ซุนนะฮ์ของคอลีฟะฮ์" .. มิใช่เป็น "บิดอะฮ์" ตามนัยคำกล่าวของท่านศาสดา แม้ท่านอุมัรฺจะใช้สำนวนกล่าวว่า เป็น "บิดอะฮ์ดี" ก็ตาม ..
แต่เจ้าของหนังสืออัลบะยานได้บิดเบือนเจตนารมณ์ข้อนี้ของท่านอิบนุ้ลอะษีรฺ ทั้งด้วยการตัดข้อความสำคัญออกและเปลี่ยนแปลงคำพูดบางคำ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่า .. ท่านอิบนุ้ลอะษีรฺถือว่า ละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ที่ท่านอุมัรฺรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่นั้น เป็นบิดอะฮ์หะสะนะฮ์หรือบิดอะฮ์ดีในศาสนา ....
พฤติการณ์อย่างนี้ นักวิชาการจริงๆจะไม่มีใครทำกัน ...
ก็อยากจะขอแนะนำท่านเจ้าของโพสน์ว่า ต่อไปก่อนที่จะพูดจาในทำนองท้าทายใครอีก ก็ขอให้ท่านตรวจสอบข้อมูลที่ท่านคัดลอกมาอ้างอิงให้ดีเสียก่อน เพราะมิฉะนั้น ท่านจะหน้าแตก ..



วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อัลมะศอลิฮฺ อัลมุรสะละฮฺ สิ่งดีที่ถูกละไว้






ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

ผมมีสิ่งที่อยากให้อ.ชี้แจง ผลและพี่น้องจะได้ความรู้ไปด้วย อินชาอัลลอฮ ในประเด็นของمصالح مرسلة อัลมะศอลิฮฺ อัลมุรสะละฮฺ ตามที่ อ.ได้นำเสนอ คือ สิ่งดีที่ถูกละไว้ สาเหตุของสิ่งนั้นเคยมีมาแล้วในสมัยของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แต่มีการปล่อยวาง .. คือไม่มีกระทำสิ่งนั้นเลยในสมัยของท่านศาสดา, .. หรืออาจเคยมีการกระทำอยู่ระยะหนึ่งแล้วถูกปล่อยวาง.. คือถูกระงับหรือยุติจากการกระทำในตอนหลัง (ถูกต้องนะคับ)ซึ่งดูแล้วมันแคบไปหรือไม่ เพราะกล่าวถึงเฉพาะสิ่งดีที่เคยเกิดขึ้นในสมัยนบีแต่มีการปล่อยวางในภายหลัง ตามที่ผมเคยศึกษามาจะมีการอธิบายความหมายตรงนี้ไปยัง ผลประโยชน์ต่างๆที่ถูกละไว้ ไม่มีตัวบทกล่าวถึงแต่อย่างใด หรือ เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวบทกล่าวถึงหรือปฏิเสธมัน ซึ่งหลักการตัวนี้มันรักษาผลประโยชน์ของมนุษย์ทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยนบีเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงปัญหาใหมๆที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเสียชีวิตของท่านนบีไปแล้ว ด้วยกับกาลเวลาสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตลอด ปัญหาใหม่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา จึงจำเป็นจะต้องยึดหลัการ มะศอลิฮ มุรสละฮฺ ในประเด็นนั้นๆเพื่อผลประโยชน์ของมนุษย์และขจัดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นซึ่งจะต้องไม่ขัดต่อตัวบทหลักฐาน และอาศัยมันในการกำหนดกฏหมายอิสลาม ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติหรือฮุ่กุ่ม เช่น ในเรื่องการสร้างถนนหนทาง การจัดตั้งองค์กรต่างๆเพื่อส่วนรวม และเรื่องอื่นๆ โดยจะต้องไม่ใช่เรื่อง อิบาดะฮฺ วัลลอฮุอะลัมครับ หากผิดพลาดประการใด อยากให้อ.นำเสนอและชี้แจงครับ ขออัลลอฮตะอาลาตอบแทนท่านครับ
برك الله فيك
หลานครูชุอิบ

ตอบ

สิ่งที่คุณยกตัวอย่างมาทั้งหมด หากจะเรียกว่าเป็นมะศอลิห์ ก็คงถูกต้องครับ เพราะมะศอลิห์ แปลว่าสิ่งดีๆทั้งหลาย ซึ่งไม่จำกัดว่าจะเกิดขึ้น "ในสมัยท่านนบีย์" หรือ "หลังจากท่านนบีย์แล้ว" ...
แต่ถ้าต่อท้ายด้วยคำว่า "มุรสะละฮ์" ก็ต้องหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยท่านนบีย์แล้วเท่านั้น ..
ตัวอย่างที่คุณกล่าวมา เป็นตัวอย่าง "สิ่งดีๆทางโลกหรือทางสังคม" ที่เกิดขึ้นหลังจากสมัยท่านนบีย์แล้ว จึงเรียกว่า "มะศอลิห์" ได้ ..
และการริเริ่มกระทำสิ่งดีๆที่มีประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์ - ไม่ว่าผู้ริเริ่มจะเป็นมุสลิมหรือมิใช่มุสลิมก็ตาม - ดังตัวอย่างที่คุณอ้างมานี้แหละครับที่ผมกล่าวในตอนต้นว่า เป็น "บิดอะฮ์ หะสะนะฮ์" ..
แต่จะใช้คำว่า "มุรฺสะละฮ์" ด้วย กับ "สิ่งดี" ที่เกิดขึ้นในยุคหลังเหล่านี้ก็คงไม่ถูกต้อง
เพราะคำว่า "มุรฺสะละฮ์" เป็นนามกรรม แปลว่า .. "สิ่งที่ถูกละไว้, สิ่งที่ถูกปล่อยวางไว้ ..
คำว่า "ถูกละหรือถูกปล่อยวาง" แสดงว่า จะต้องมี "ผู้ละ, ผู้ปล่อยวาง" สิ่งนั้น ...
เช่นเราพูดว่า "งูถูกตีตาย" ก็หมายถึงว่า ต้องมี "ผู้ตี" งูนั้นตาย ไม่ได้หมายถึงงูตายเอง .. ..
หรือเราพูดว่า "มนุษย์ถูกสร้าง" ก็แสดงว่า มนุษย์ต้อง "มีผู้สร้าง" แต่เรามิได้กล่าวถึงเช่นเดียวกัน ..
ในเรื่องของมะศอลิห์มุรฺสะละฮ์ .. ผู้ที่ละหรือปล่อยวางสิ่งดีๆเหล่านั้น หมายถึงท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังที่ผมอธิบายไปแล้ว ..
คำว่า "มะศอลิห์มุรฺสะละฮ์" จึงมิได้หมายถึง "สิ่งดีที่เกิดขึ้นเองตามวาระ, ตามจังหวะ หรือตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม" ยุคหลัง .. ดังตัวอย่างที่คุณยกมานั้น ...

ทีนี้ สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสมัยของท่านนบีย์ อันเป็นสิ่งดีๆทางสังคมที่เกิดขึ้นมาในยุคหลัง ท่านจะ "ละ" หรือ "ปล่อยวาง" มันได้อย่างไร ...
เพราะฉะนั้น คำว่า "บิดอะฮ์หะสะนะฮ์" กับ "มะศอลิห์มุรฺสะละฮ์" จึงมีความหมายคนละอย่างครับ วัลลอฮุ อะอฺลัมครับ ...
(สิ่งที่ผมเขียนไปในไทม์ไลน์ โปรดอ่านช้าๆและวิเคราะห์ไปด้วยครับ เพราะมันค่อนข้างละเอียดอ่อนสักหน่อย) ..



บรรทัดฐานระหว่างบิดอะฮ์กับมะศอลิห์ มุรฺสะละฮ์ (ตอนที่ 1)


โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย ...

การเข้าใจความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ถูกเรียกว่า บิดอะฮ์ (อุตริกรรมในศาสนา) กับมะศอลิห์ มุรฺสะละฮ์ (สิ่งดีของศาสนาที่ถูกปล่อยวางไว้) เป็นเรื่องสำคัญมาก ...
เพราะอย่างแรก เป็นสิ่งห้ามทำในศาสนา ...
ส่วนอย่างหลัง เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุญาตหรือส่งเสริมให้ทำ ...
เป้าหมายของทั้งสองอย่างนี้จึงเป็นเส้นขนานกัน ไม่อาจมาบรรจบกันได้ ..
แต่ .. ที่สำคัญ ทั้ง 2 อย่างนี้ มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน .. มีความหมายคล้ายกันหรือแทบจะเหมือนกัน - เหมือนฝาแฝด - จนบางคนแยกแยะไม่ออก ...
ไม่รู้ว่า สิ่งไหนเป็นบิดอะฮ์, สิ่งไหนเป็นมะศอลิห์ มุรฺสะละฮ์ ...
เรื่องของเรื่อง จึงทำให้เกิดความเข้าใจสับสนจนทุกวันนี้ ...
ก่อนอื่นขอเรียนว่า ผมเขียนเรื่องนี้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ไม่มีเป้าหมายเพื่อกระแนะกระแหนใคร และไม่มีเป้าหมายเพื่อกล่าวหาใครว่าทำบิดอะฮ์ ...
แต่ต้องการจะอธิบายให้เห็นมุมมองของนักวิชาการว่า .. ที่เขากล่าวหาสิ่งใดว่าเป็นบิดอะฮ์, ทำไม่ได้ .. เขามีมุมมองอย่างไร..
และที่เขากล่าวว่าสิ่งใดเป็นมะศอลิห์ มุรฺสะละฮ์, เป็นสิ่งที่ทำได้ เขามีมุมมองอย่างไร ...
ทุกอย่างที่เขียนนี้ จึงเป็นเรื่องของวิชาการทั้งสิ้น ...
ก็ขออธิบายเรื่องแรก .. คือเรื่องบิดอะฮ์ก่อน ..
ความจริง เรื่องบิดอะฮ์นี้ผมเคยเขียนอธิบายมาอย่างละเอียดนานแล้ว และสำนักพิมพ์อัซซาบิกูน ของ อ.ชารีฟ วงศ์เสงี่ยม และ อ.อามีน ลอนา ก็ได้นำไปพิมพ์แล้วภายใต้ชื่อเรื่อง "คำนะศีฮัตแก่ผู้ที่เชื่อในบิดอะฮ์หะสะนะฮ์" ...
ในบทความนี้ ผมจึงขออธิบายเรื่องบิดอะฮ์นี้พอสังเขปเท่านั้น เพราะเป้าหมายใหญ่คือ ต้องการให้ท่านเข้าใจข้อจำแนกระหว่างบิดอะฮ์กับมะศอลิห์มุรฺสะละฮ์ มากกว่า ...
คำว่าบิดอะฮ์ - ตามหลักภาษา - หมายถึง.. "การกระทำสิ่งใหม่ที่ไม่มีแบบอย่างมาก่อน"
ถ้าการกระทำสิ่งใหม่ที่ไม่มีแบบอย่างมาก่อนเป็นเรื่องทางโลก เขาจะแปล "บิดอะฮ์" ในเรื่องนี้ว่า การประดิษฐ์สิ่งใหม่, การผลิตสิ่งใหม่, การริเริ่มทำสิ่งใหม่ ..
และ .. สิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ในเรื่องทางโลกนี้ จะมี 2 ลักษณะ คือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ดี และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ชั่วหรือเลว ...
ถ้าสิ่งประดิษฐ์ใหม่เป็นสิ่งดีมีคุณประโยชน์แก่ชาวโลกและไม่ขัดต่อหลักการศาสนา .. เช่นประดิษฐ์รถยนตร์, ประดิษฐ์รถไฟ, ประดิษฐ์เครื่องบิน, ประดิษฐ์คอมพิวเตอร์, ประดิษฐ์ยารักษาโรคต่างต่างๆ, ประดิษฐ์เครื่องใช้เครื่องมือทางการแพทย์, ผลิตไฟฟ้า, ผลิตระบบประปา, ประดิษฐ์เครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ ฯลฯ ก็จะเรียกสิ่งประดิษฐ์นี้ว่าเป็น บิดอะฮ์หะสะนะฮ์ (بِدْعَةٌ حَسَنَةٌ) หรือบิดอะฮ์ดี ...
แต่ถ้าสิ่งที่ถูกประดิษฐ์หรือผลิตขึ้นมาใหม่ทางโลก เป็นสิ่งที่เป็นพิษภัยต่อชาวโลกและขัดต่อบทบัญญัติศาสนา เช่น ผลิตยาบ้า, ผลิตเฮโรอิน, ผลิตน้ำกระท่อม, ผลิตอุปกรณ์เล่นการพนันชนิดต่างๆ ฯลฯ ก็จะเรียกสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ว่า บิดอะฮ์ ซัยยิอะฮ์ (بِدْعَةٌ سَيِّئَةٌ) หรือบิดอะฮ์เลว ...
เพราะฉะนั้น คำว่าบิดอะฮ์ หะสะนะฮ์หรือบิดอะฮ์ดี จึงมีเฉพาะในเรื่องทางโลก ..
หรือถ้าหากจะมองว่า อิสลามคือ "ระบอบในการดำเนินชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างที่แวดล้อมตัวเราล้วนเป็นเรื่องของอิสลามทั้งสิ้น" .. เราก็กล่าวได้ว่า .. "บิดอะฮ์หะสะนะฮ์ - ถ้าจะมีในอิสลาม - ก็จะมีเฉพาะใน "ส่วนที่เกี่ยวกับทางโลก" ของอิสลามเท่านั้น ..
อนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องอิบาดะฮ์, เรื่องบาปเรื่องบุญ ..
ในส่วนนี้จะไม่มีคำว่าบิดอะฮ์หะสะนะฮ์หรือบิดอะฮ์ดี ทว่า .. สิ่งที่ถูกอุตริขึ้นมาใหม่ทั้งหมดในเรื่องอิบาดะฮ์และเรื่องบาปเรื่องบุญ ล้วนเป็นบิดอะฮ์ที่หลงผิดทั้งสิ้น .. ตามคำกล่าวของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะอละยฮิวะซัลลัม ...
คำอธิบายดังกล่าว ผมมิได้อธิบายเอง แต่เป็นคำอธิบายของนักวิชาการชั้นแนวหน้าของมัษฮับชาฟิอีย์ คือท่านอิบนุหะญัรฺ อัลอัสเกาะลานีย์ และท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ และนักวิชาการอื่นๆอีกมาก ...
ท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “ฟัตหุ้ล บารีย์” เล่มที่ 13 หน้า 253 เอาไว้ว่า ......
فَالْبِدْعَـةُ فِيْ عُرْفِ الشَّرْعِ مَذْمُوْمَةٌ، بِخِلاَفِ اللُّـغَةِ فَإِنَّ كُلَّ شَىْءٍ اُحْدِثَ عَلَى غَيْرِ مِثَالٍ سَابِقٍ يُسَمَّى بِدْعَـةً، سَوَاءٌ كَانَ مَحْمُوْدًا اَوْمَذْمُوْمًا ........

“ดังนั้น คำว่าบิดอะฮ์ ในความหมายตามนัยของบทบัญญัติ(ทั้งหมด) จึงเป็นสิ่งที่ถูกประณาม, ซึ่งแตกต่างกับ(ความหมายของมัน)ในด้านภาษา เพราะทุกๆสิ่งที่ถูกสร้างให้มีขึ้นมาโดยไม่มีแบบอย่างมาก่อน เรียกว่าบิดอะฮ์(ตามหลักภาษา)ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งดีหรือสิ่งเลว” ...
และท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ นักวิชาการฟิกฮ์แห่งมัษฮับชาฟิอีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 974) ได้เขียนไว้ในหนังสือ “อัล-ฟะตาวีย์” ของท่านว่า ...
فَإنَّ الْبِدْعَـةَ الشَّرْعِـيَّةَ ضَلاَلَـةٌ كَمَا قَالَ رَسُوْلُ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلّمَ وَمَنْ قَسَّمَهَا مِنَ الْعُلَمَاءِ إلَى حَسَنٍ وَغَيْرِ حَسَنٍ فَإنَّمَا قَسَّمَ الْبِدْعَـةَ اللُّغَوِيَّـةَ، وَمَنْ قَالَ كُلُّ بِدْعَـةٍ ضَلاَلَـةٌ فَمَعْنَاهُ الْبِدْعَـةُ الشَّرْعِيَّةُ .....
“แน่นอน (ทุกๆ)บิดอะฮ์ ชัรฺอียะฮ์ (บิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ) นั้น เป็นความหลงผิด! .. ดังคำกล่าวของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, .. และนักวิชาการท่านใดที่แบ่งมันออกเป็นบิดอะฮ์ดีหรือบิดอะฮ์ไม่ดี ก็มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นการแบ่งมันตามนัยของภาษาเท่านั้น, และผู้ใดที่กล่าวว่า "ทุกๆบิดอะฮ์คือความหลงผิด" .. ความหมายของมันก็คือ บิดอะฮ์ตามบทบัญญัติ(بِدْعَةٌ شَرْعِيَّةٌ) ” ....
ถ้าอย่างนั้น بِدْعَةٌ شَرْعِيَّةٌ มีความหมายอย่างไร ? ...
นักวิชาการได้ให้คำนิยามของคำว่า بِدْعَةٌ شَرْعِيَّةٌ ไว้หลากหลายสำนวน แต่คำนิยามที่ผมเห็นว่า ที่มีน้ำหนักที่สุดก็คือ คำนิยามของนักวิชาการอุศู้ลฯ ที่ว่า ...
اَلْبِدْعَةُ هِىَ فِعْلُ مَا تَرَكَهُ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهِ عَلَيْهِ وَسّلَّمَ مَعَ قِيَامِ الْمُقْتَضِىْ وَانْتِفَاءِ الْمَانِعِ

"บิดอะฮ์ (ชัรฺอียะฮ์) ก็คือ การกระทำใดสิ่งที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมละทิ้ง (คือไม่ทำ) มัน ทั้งๆที่มีประเด็นส่งเสริม (หมายถึงเป็นสิ่งดีตามมุมมองผู้ที่ทำ) .. และไม่มีอุปสรรคใดๆมาขัดขวางท่าน(จากการกระทำสิ่งนั้น)" ...
จากคำนิยามที่ว่า "ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมละทิ้งมัน" บ่งบอกความหมายว่า สิ่งนั้น .. "เคยมีเหตุการณ์หรือมีสาเหตุเกิดขึ้นแล้วในสมัยของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม" ...
เพราะสิ่งใดที่ไม่เคยมีเหตุการณ์หรือสาเหตุเกิดขึ้นในสมัยของท่าน จะมากล่าวว่า ท่าน "ละทิ้งมัน" ย่อมไม่ได้ ....
อีกนัยหนึ่ง ความหมายบิดอะฮ์ชัรฺอียะฮ์ ก็คือ .. "การทำสิ่งใดที่ประเด็นส่งเสริมให้ทำสิ่งนั้น(หมายถึง เป็นสิ่งดีในมุมมองของผู้ทำ) เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แต่ท่านไม่กระทำสิ่งนั้น ทั้งๆที่ไม่มีอุปสรรคใดๆขัดขวาง" ...
ตัวอย่างของบิดอะฮ์ชัรฺอียะฮ์ - ตามกฎเกณฑ์ข้อนี้ - ผมจะกล่าวในตอนหลัง ...
ต่อไปก็เป็นเรื่องของมะศอลิห์ มุรฺสะละฮ์ (اَلْمَصَالِحُ الْمُرْسَلَةُ) บ้าง ...
คำว่า "มะศอลิห์ มุรฺสะละฮ์ (اَلْمَصَالِحُ الْمُرْسَلَةُ)" ที่หลายคนไม่เคยได้ยินมาก่อน มีความหมายว่า .. "สิ่งดีๆที่ถูกละไว้, สิ่งดีๆที่ถูกปล่อยวางไว้" ...
คำว่า "สิ่งดีๆ" ในที่นี้ หมายถึงสิ่งดีๆตามหลักการอิสลาม และตามมุมมองของมุสลิมทั่วไปด้วย ...
คำว่า "ถูกละไว้, ถูกปล่อยวางไว้" .. หมายความว่า สาเหตุของสิ่งนั้นเคยมีมาแล้วในสมัยของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แต่มีการปล่อยวาง .. คือไม่มีกระทำสิ่งนั้นเลยในสมัยของท่านศาสดา, .. หรืออาจเคยมีการกระทำอยู่ระยะหนึ่งแล้วถูกปล่อยวาง.. คือถูกระงับหรือยุติจากการกระทำในตอนหลัง ...
แล้วผู้ที่ "ปล่อยวาง" สิ่งนั้นคือใคร ? ...
คำตอบก็คือ ผู้ที่ปล่อยวางสิ่งนั้นได้แก่ .. ท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม !...
หากมีคำถามต่อไปว่า .. ทำไม ท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงปล่อยวางหรือไม่กระทำสิ่งนั้นในสมัยของท่าน ? ...
คำตอบก็คือ .. ที่ท่านต้องปล่อยวางหรือไม่ทำ ก็เพราะท่านมีอุปสรรคจนไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้ ..
สรุปแล้ว มะศอลิห์มุรฺสะละฮ์ ก็คือ "สิ่งดี (ตามหลักการอิสลาม) ที่ประเด็นส่งเสริมให้ทำสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แต่ท่านไม่ทำสิ่งดีนั้น เพราะมีอุปสรรค" ...
เมื่อนำสิ่งที่เรียกว่าบิดอะฮ์ชัรฺอียะฮ์ที่ผ่านมาแล้ว คือ .. "การทำสิ่งดี (ตามมุมมองของผู้ทำ) ที่ประเด็นส่งเสริมให้ทำ มีมาตั้งแต่สมัยของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมแล้ว แต่ท่านไม่ทำสิ่ง(ดี) นั้น ทั้งๆที่ไม่มีอุปสรรคใดๆ" ... มาเทียบ ท่านผู้อ่านก็จะเห็นได้ว่า ...
ทั้งสองอย่างคล้ายกันจนเกือบจะเป็นเรื่องเดียวกัน ..
คือ เป็นสิ่งดีเหมือนกัน, ประเด็นส่งเสริมให้ทำสิ่งดีนั้นเคยเกิดขึ้นแล้วในสมัยท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเหมือนกัน, และท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ "ไม่ทำ" สิ่งดีทั้งสองอย่างนั้นเหมือนกัน ..
นี่คือ "จุดเหมือน" ..
ส่วนจุดต่างของมะศอลิห์มุรฺสะละฮ์ กับบิดอะฮ์ชัรฺอียะฮ์ ก็คือ ...
สิ่งที่เป็นมะศอลิห์มุรฺสะละฮ์ .. ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมไม่ทำ "เพราะมีอุปสรรค" ...
ส่วนสิ่งที่เป็นบิดอะฮ์ชัรฺอียะฮ์ .. ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมไม่ทำ "ทั้งๆที่ไม่มีอุปสรรค" ...
ก็จุดนี้แหละที่ผมบอกว่า ความต่างของสองสิ่งนี้ เป็นเรื่อง "เส้นผมบังภูเขา" ...






บรรทัดฐานระหว่างบิดอะฮ์กับมะศอลิห์ มุรฺสะละฮ์ (ตอนที่ 2)


โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย ...

เมื่อมะศอลิห์มุรฺสะละฮ์ คือสิ่งดีที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมไม่ทำเพราะมีอุปสรรค ...
การที่คนยุคถัดมาเช่น - เศาะหาบะฮ์ - ได้ทำ .. หรือรื้อฟื้นสิ่งนั้นขึ้นมาทำหลังจากอุปสรรคหายไปแล้ว จึงเป็นที่อนุญาต .. ดังตัวอย่างที่จะถึงต่อไป ..
ข้อนี้ต่างกับเรื่องบิดอะฮ์ชัรฺอียะฮ์ - ที่ท่านรอซู้ลฯไม่ทำทั้งๆที่ไม่มีอุปสรรค - การมาทำสิ่งนี้ทีหลังถือว่าเป็นความหลงผิดและเป็นเรื่องต้องห้าม, ...
เพราะการที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม "เจตนา" ไม่ทำสิ่งใดที่เคยมีสาเหตุประเด็นส่งเสริมเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยของท่านทั้งๆที่ไม่มีอุปสรรค ย่อมบ่งบอกความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า สิ่งนั้น "มิใช่เป็นเรื่องของศาสนา และมิใช่เป็นบทบัญญัติของศาสนา " !!! ...
มิฉะนั้น ก็เท่ากับว่าท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ละเลย, เพิกเฉย และบกพร่องต่อการทำหน้าที่รอซู้ลของท่าน ฐานเจตนาละทิ้งสิ่งดีที่มีประโยชน์ต่ออุมมะฮ์ของท่าน ซึ่งความบกพร้องดังกล่าวถือเป็นคุณลักษณะต้องห้ามสำหรับรอซู้ลทุกท่าน ....
ท่านอิหม่ามมาลิก บินอนัส เคยกล่าวเอาไว้ว่า ...
مَنِ ابْتَدَعَ فِى اْلإِسْلاَمِ بِدْعَةً يَرَآهَا حَسَنَةً فَقَدْ زَعَمَ أَنَّ مُحَمَّدًا خَانَ الرِّسَالَةَ ! .. فَقَدْ قَالَ اللهُ تَعَالَى : اَلْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِيْنَكُمْ .. فَمَالَمْ يَكُنْ يَوْمَئِذٍ دِيْنًا لَمْ يَكُنِ الْيَوْمَ دِيْنًا

"ผู้ใดได้อุตริสิ่งใดขึ้นมาใหม่ในอิสลามและมองว่ามัน(การอุตรินั้นของเขา)เป็นเรื่องดี แน่นอน เขาเข้าใจว่าท่านรอซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทุจริต(หรือบกพร่อง) ในการทำหน้าที่รอซู้ลของท่านแล้ว เพราะพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงดำรัสว่า .. "วันนี้ เราได้ทำให้ศาสนาของเจ้าสมบูรณ์แล้ว" .. เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่ในวันนั้นมิใช่ (เป็นเรื่องของ) ศาสนา ในวันนี้ มันก็มิใช่เป็น(เรื่องของ) ศาสนา" ...
ตัวอย่างของมะศอลิห์มุรฺสะละฮ์ และคำอธิบายเทียบกฎเกณฑ์ข้างต้น ...
(1) การที่ท่านอบูบักรฺ ร.ฎ. สั่งให้มีการรวบรวมอัล-กุรฺอานทั้งหมดเข้าด้วยกันดังที่ปรากฏในปัจจุบัน หลังจากที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมสิ้นชีพ และท่านอบูบักรฺ ร.ฎ. ได้รับตำแหน่งเป็นคอลีฟะฮ์..
อธิบาย
ที่กล่าวว่าการรวบรวมอัล-กุรฺอานเข้าด้วยกัน เป็นมะศอลิห์มุรฺสะละฮ์ ก็เพราะ ....
ก. สาเหตุที่ต้องรวบรวมอัลกุรฺอานเข้าด้วยกันมีมาแล้วตั้งแต่สมัยท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมยังมีชีวิตอยู่ นั่นคือ เพื่อป้องกันการสูญหายของอัล-กุรอานทั้งหมดหรือบางส่วน .. เพราะข้อเท็จจริงในขณะนั้น อัล-กุรฺอานยังกระจัดกระจายอยู่ในบันทึกและการท่องจำของเศาะหาบะฮ์จำนวนมาก จึงเสี่ยงต่อการสูญหายหรือเลือนหาย - ทั้งหมดหรือบางส่วน - ได้ การรวบรวมอัล-กุรฺอานเข้าไว้ทั้งหมดจึงเป็นการป้องกันความสูญเสียเหล่านั้น ......
ข. การรวบรวมอัล-กุรฺอานทั้งหมดเข้าด้วยกัน เป็น "สิ่งดี" ของอิสลาม เพราะจะทำให้อัล-กุรฺอานยังมีอยู่ครบถ้วนไม่สูญหาย และอุมมะฮ์ของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมในยุคถัดๆมาจนถึงวันกิยามะฮ์จะได้รับ, ได้อ่าน และได้เข้าใจอัล-กุรฺอานทั้งหมดอย่างถูกต้อง, ครบถ้วน .. ตรงตามที่ถูกประทานลงมา ...
ค. แต่การที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่อาจรวบรวมอัล-กุรฺทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ในสมัยของท่าน ก็เพราะ "มีอุปสรรค" .. นั่นคือ ตราบใดที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ วะห์ยุเรื่องอัล-กุรฺอานย่อมมีสิทธิ์ถูกประทานลงมาเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา การรวมเป็นเล่มเข้าด้วยกันทั้งหมดในขณะนั้นจึงไม่อาจทำได้ ...
แต่หลังจากท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สิ้นชีพไปแล้ว "อุปสรรค" เรื่องความหวั่นเกรงว่าจะมีวะห์ยุเรื่องอัล-กุรฺอานลงมาเพิ่มเติมอีก - จึงหมดสิ้นไปด้วย ..
ดังนั้น การรวบรวมอัล-กุรฺอานทั้งหมดเข้าด้วยกันจึงเป็น "มะศอลิห์มุรฺสะละฮ์" .. คือ "สิ่งดีที่ท่านศาสดาปล่อยวางไว้" .. ให้เศาะหาบะฮ์ของท่านกระทำแทนในภายหลัง ...
(2). การที่ท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฎฎอบ ร.ฎ. มีคำสั่งให้ท่านอุบัยย์ อิบนุกะอฺบ์ ร.ฎ. และท่านตะมีม อัด-ดารีย์ ร.ฎ. นำประชาชน "ละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์" อีก .. หลังจากที่เรื่องนี้ ถูกว่างเว้นมานานตั้งแต่ตอนปลายสมัยท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม, และตลอด 3 ปีแห่งการเป็นคอลีฟะฮ์ของท่านอบูบักรฺ ร.ฎ. ...
อธิบาย
ก. สาเหตุของกรณีนี้ - คือการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในเดือนรอมะฎอน - มีมาแล้วตั้งแต่สมัยท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม .. ตัวท่านรอซู้ลุลลอฮ์เองก็เคยนำเศาะหาบะฮ์ของท่านปฏิบัติละหมาดนี้มาก่อนแล้ว .. ดังหลักฐานถูกต้องมากมายซึ่งรายงานมาในเรื่องนี้ ...
ข. ประเด็นส่งเสริมให้มีการทำญะมาอะฮ์ในละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ก็คือ เป็นสิ่งดี, ทำให้การละหมาดดูเป็นระเบียบเรียบร้อย, ผู้ละหมาดก็จะได้รับผลบุญมากกว่า, มีความมุ่งมั่นและมีสมาธิมากกว่าการละหมาดตามลำพัง ..
ค. แต่การละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ ต้องถูกระงับเพราะมี "อุปสรรค" คือ ท่านศาสดาเกรงว่า มันจะกลายเป็นฟัรฎู !! .. แล้วจะเป็นภาระหนักแก่อุมมะฮ์ของท่านเกินไป .. ดังมีรายงานจากหะดีษที่ถูกต้องซึ่งเป็นที่ทราบกันดี ..
เมื่อท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สิ้นชีพ ท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฎฎอบ ร.ฎ. จึงได้ "รื้อฟื้น" เรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ เพราะอุปสรรคเรื่อง "หวั่นเกรงว่ามันจะกลายเป็นฟัรฺฎู" ได้หมดสิ้นไปพร้อมกับการสิ้นชีพของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ...
ดังนั้น การละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ จึงเป็น "มะศอลิห์มุรฺสะละฮ์" .. คือ "สิ่งดีที่ท่านศาสดาปล่อยวางไว้" .. ให้เศาะหาบะฮ์ของท่านดำเนินการต่อไปแทนท่าน ดังที่ปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน ...
มิใช่เป็น "บิดอะฮ์หะสะนะฮ์" ในเรื่องอิบาดะฮ์ ดังความเข้าใจของบางคน ...
ส่วนการที่ท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. สั่งให้ท่านอุบัยย์ บินกะอฺบ์ ร.ฎ. และท่านตะมีม อัด-ดารีย์ ร.ฎ. นำประชาชนละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ญะมาอะฮ์ แล้วท่านก็กล่าวว่า ...
نِعْمَتِ الْبِدْعَةُ هَذِهِ

... ซึ่งแปลว่า "บิดอะฮ์ที่ดี คือสิ่งนี้" ..
แล้วมีบางคนนำคำพูดนี้มาอ้างเป็นหลักฐานว่า "มีบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ในเรื่องอิบาดะฮ์" .. น่าจะเป็นความเข้าใจผิด ...
ประเด็นคำว่า "หะสะนะฮ์" (เป็นสิ่งดี) ไม่มีใครติดใจ ...
ที่ติดใจก็คือความเข้าใจว่า .. การที่ท่านอุมัรฺสั่งให้ท่านอุบัยย์กับท่านตะมีม นำประชาชนละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ เป็น "บิดอะฮ์" .. นี่แหละ ...
ทั้งนี้ เพราะความหมาย "บิดอะฮ์" ซึ่งเป็นที่รับรู้กันก็คือ "กระทำสิ่งใหม่(อิบาดะฮ์) ซึ่งไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อน" ..
แต่การละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ เป็นสิ่งที่มีแบบอย่างมาก่อนแล้ว, ทั้งจากการกระทำและจากคำสั่งของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ...
แล้วจะเรียกการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ ว่าเป็น "บิดอะฮ์" .. ตามความหมายที่เข้าใจกันได้อย่างไร ? ..
ถ้าอย่างนั้น เราจะเข้าใจคำพูดของท่านอุมัรฺ ที่ว่า نِعْمَتِ الْبِدْعَةُ هَذِهِ (บิดอะฮ์ที่ดี คือสิ่งนี้) ว่าอย่างไร ? ..
คำตอบก็คือ .. เจตนาจากคำพูดของท่านอุมัรฺเกี่ยวกับคำว่า "บิดอะฮ์ดี" ข้างต้นน่าจะหมายถึง "การรื้อฟื้นสิ่งซึ่งเคยมีแบบอย่างมาแล้ว (แต่ถูกสั่งระงับไปเพราะมีอุปสรรค) ขึ้นมาทำใหม่ เป็นสิ่งดี" ..
ไม่ใช่หมายถึง "การริเริ่มทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีแบบอย่างในศาสนามาก่อน เป็นสิ่งดี - " .. เพราะมันขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและขัดแย้งกับความหมายของคำว่า "บิดอะฮ์" ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว ...
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...
หรือผู้อ่านท่านใดเห็นว่า น่าจะมีคำอธิบายคำว่า "บิดอะฮ์" จากคำพูดท่านอุมัรฺ ได้กลมกลืนกว่านี้โดยไม่ขัดกับความหมาย "บิดอะฮ์" อย่างที่เข้าใจกัน ผมก็พร้อมที่จะรับฟังครับ ..




วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ชี้แจง คำถามเรื่องมุสลิมขายอาหารให้แก่ชาวไทยพุทธเพื่อนำไปใส่บาตรให้พระ


ท่านผู้อ่านที่รักครับ ..
ผมตอบคำถามเรื่องมุสลิมขายอาหารให้แก่ชาวไทยพุทธเพื่อนำไปใส่บาตรให้พระไปนานพอสมควรแล้ว และผมก็ปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นดุลยพินิจของท่านผู้อ่านและนักวิชาการจะวินิจฉัยกัน เพราะผมก็ไม่ได้ฟันธงเลยว่าคำตอบของผมคือข้อชี้ขาด ห้ามใครเห็นต่างเป็นอันขาด
แต่ก็ยังมีบางคนที่มีความเชื่อส่วนตัวว่า "พื้นฐาน" การใส่บาตรของชาวพุทธเป็นชิริก ..ได้นำเอาคำตอบอันเป็น "ข้อวินิจฉัย" (มิใช่หลักฐาน) ของอาจารย์บางท่าน (ขออภัยที่ต้องเอ่ยชื่อท่าน คือ ท่าน อ. อามีน ลอนา) ที่ "มองต่างมุม" กับผมในเรื่องนี้ มา ตัดสินในลักษณะว่า คำตอบของ อ.อามีนเท่านั้นคือข้อชี้ขาดของปัญหานี้
...
เขาทราบหรือเปล่าว่า การทำธุรกิจหรือการปฏิบัติบางประการหรือหลายประการกับคนต่างศาสนาในสิ่งที่มุสลิมถือว่าหะรอม แต่คนต่างศาสนาถือว่า ฮาล้าล(สำหรับเขา) - อย่างเช่นกรณีการให้อาหารกาเฟรฺนำไปรับประทานในเดือนรอมะฎอน - นักวิชาการยังขัดแย้งกันว่า จะทำได้หรือทำไม่ได้
เรื่องการขายอาหารให้ชาวพุทธนำไปใส่บาตรพระก็คล้ายๆกันนี่แหละ ...
เมื่อเป็นปัญหาขัดแย้งและไม่มีหลักฐานชัดเจนใดๆ (نَصٌّ صَرِيْحٌ) จะมาชี้ขาด แล้วเราจะเอาอะไรมา "ฟันธง" ว่า ทัศนะนั้นทัศนะนี้เท่านั้นที่ถูกต้อง ...
นอกจากเป็นการกล่าวไปตามอารมณ์หรือความเชื่อส่วนตัวเองเท่านั้น ..
สิ่งนี้ นักวิชาการจริงๆ - โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิชาการในสมัยอดีต - จะไม่กระทำกัน
ยิ่งไปกว่านั้น บางอย่างที่เขานำมาตั้งเป็นคำถาม - อันเป็นเรื่องชิริกที่ "ชัดเจน" อยู่แล้ว - ก็เป็นเรื่องไม่น่าจะนำมาถาม ถ้าเพียงแต่เขาจะอ่านข้อเขียนของผมทั้งหมดอย่างละเอียด, ใคร่ครวญ และเข้าใจ ไม่ใช่อ่านเพียงผิวเผิน ...
เพราะสิ่งที่เขาถาม ก็เป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่ผมเขียนตอบไปก่อนแล้วว่า ทำไม่ได้ ...
อย่างเช่น เขาเขียนถามเรื่องถ้ามีคนไทยพุทธมาซื้อแกงหรือซื้อต้นกล้วยเพื่อนำไปไหว้เจ้าที่เจ้าทางอันเป็นชิริก จะขายให้ได้กระนั้นหรือ ? ... ...
กรณีที่คล้ายคลึงกันนี้ ผมก็เขียนตอบมาก่อนแล้วมิใช่หรือว่า ...
"ข้อนี้ (เรื่องชาวบ้านที่เป็นคนพุทธใส่บาตรเพื่อให้พระนำไปรับประทาน) ต่างกับการที่เราเชือดเป็ดหรือไก่ แล้วนำไปขายให้แก่คนต่างศาสนิก ที่เรา "รู้ชัดเจนแล้ว" ว่าเขาจะนำเป็ดหรือไก่นั้นไปเส้นไหว้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษหรือบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของเขา อันนี้ผมก็เห็นด้วยกับทัศนะที่ว่ามุสลิมขายให้ไม่ได้ ........"
ปัญหาในกรณีคำตอบของผมที่ว่าขายอาหารให้ชาวพุทธนำไปใส่บาตรได้ (ภายใต้เงื่อนไขที่ผมอธิบายไว้ชัดเจนแล้วและจะขออนุญาตนำมากล่าวซ้ำอีกตอนหลัง) จึงอยู่ภายใต้ปัญหาหรือคำถามที่ว่า ...
พื้นฐานการใส่บาตรของชาวพุทธ เป็น "ชิริก" ในตัวของมันเองหรือไม่ ? ...
ถ้าใช่ เราก็ร่วมมือไม่ได้โดยไม่มีเงื่อนไข ...
แต่ถ้าไม่ใช่ เราก็สามารถร่วมมือได้ภายใต้เงื่อนไข ...
ประเด็นนี้สำคัญที่สุด จึงควรทำความเข้าใจให้ช้ดเจนก่อนจะนำไปหุก่มหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ...
ก่อนจะให้คำตอบในเรื่องนี้ ผมขออธิบายเกี่ยวกับเรื่อง "หุก่ม" ของอิสลามก่อน เพื่อให้นำไปเปรียบเทียบกับเรื่องนี้ ดังนี้ ...
หุก่มในเรื่องคำห้าม- คำใช้ของอิสลาม จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ หุก่มตะอับบุดียะฮ์ (حُكْمٌ تَعَبُّدِىٌّ) และหุก่มตะอักกุลียะฮ์ (حُكْمٌ تَعَقُّلِىٌّ) ...
1. حُكْمٌ تَعَبُّدِىٌّ คือหุก่มที่เราไม่สามารถจะใช้สติปัญญาของ
เราหาเหตุผลได้ว่า ที่ใช้หรือห้ามอย่างนั้น เพราะอะไร ? ... หน้าที่
ของเราจึงมีเพียงปฏิบัติตามคำสั่งใช้หรือห้ามนั้นโดยดุษฎีเท่านั้น ...
ตัวอย่างเช่น การที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามอ่านอัล-กุรฺอานในรุกั๊วะอฺและในสุญูด ...
ทั้งๆที่การอ่านอัล-กุรฺอานก็เป็นซิกรุลลอฮ์ที่ดีเลิศที่สุด และการรุกั๊วะอฺและสุญูดก็เป็นอริยาบถที่นอบน้อมที่สุดเท่าที่บ่าวพึงปฏิบัติต่อผู้เป็นนาย ...
แล้วทำไม ท่านศาสดาจึงห้ามอ่านอัล-กุรฺอานซึ่งเป็นสิ่งดีในขณะรุกั๊วะอฺและสุญูดซึ่งเป็นอริยาบถที่ดี ? ..
สิ่งนี้เราไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้เลยว่าเพราะอะไรถึงห้าม นอกจากปฏิบัติตามเพียงอย่างเดียว ...
2. حُكْمٌ تَعَقُّلِىٌّ คือหุก่มที่เราสามารถเข้าใจหรือชี้แจงเหตุผล
ได้ว่า ที่ใช้หรือห้ามนั้น เพราะเหตุผลอะไร ...
ตัวอย่างเช่น การที่ท่านศาสดาห้ามบุคคลในท้องถิ่นที่กำลังมีโรคระบาดเดินทางออกภายนอก และห้ามบุคคลภายนอกเดินทางเข้าไปในท้องถิ่นที่กำลังมีโรคระบาด ...
การห้ามในกรณีนี้ เป็นสิ่งที่เราสามารถเข้าใจเหตุผลได้ นั่นคือเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคนั้นไม่ให้ลุกลามหรือขยายตัวสู่ภายนอก ..
สำหรับเรื่องการใส่บาตรของชาวพุทธ ก็จัดเข้าอยู่ในหลักการดังที่กล่าวมานี้

คือมีทั้งที่เป็น حُكْمٌ تَعَبُّدِىٌّ และที่เป็น حُكْمٌ تَعَقُّلِىٌّ ...
การที่พระพุทธเจ้าวางกฎห้ามพระสงฆ์หุงอาหารเอง และห้ามพระสงฆ์เก็บอาหารไว้ค้างคืนเพื่อรับประทานในวันรุ่งขึ้น ถือเป็น حُكْمٌ تَعَبُّدِىٌّ คือเป็นอิบาดะฮ์สำหรับชาวพุทธ เพราะเราไม่สามารถทราบเหตุผลได้ว่า เพราะอะไร พระพุทธเจ้าจึงได้วางกฎไว้อย่างนี้ ...
ส่วนการที่พระพุทธเจ้าสั่งให้ชาวบ้านนำอาหารมาใส่บาตรให้พระสงฆ์ "ทุกเช้า - ทุกเช้า" นั้น ถือเป็น حُكْمٌ تَعَقُّلِىٌّ คือ เราสามารถทราบเหตุผลได้ว่า ที่ให้นำอาหารมาใส่บาตรให้พระก็เพื่อพระจะได้นำไปรับประทานเพื่อสามารถดำรงชีพอยู่ต่อไปได้ มิฉะนั้นพระสงฆ์ก็จะอดอาหารตาย ...
ดังนั้น "พื้นฐาน" ของการใส่บาตรให้พระของชาวพุทธ จึง มิใช่เป็น حُكْمٌ تَعَبُّدِىٌّ .. คือมิใช่เป็นอิบาดะฮ์หรือพิธีกรรมที่ "ไม่สามารถรู้เหตุผลได้"
และมิได้เป็นชิริก (สำหรับมุสลิม เรา) ในตัวของมันเอง อย่างความเข้าใจของพวกเราบางคน ...
แต่เป็น عَادَةٌ คือประเพณีหรือวิถี ชีวิตประจำวันของชาวพุทธ
แต่มันจะกลายเป็นอิบาดะฮ์(สำหรับชาวพุทธ) และชิริก (สำหรับมุสลิมเรา) ก็ต่อเมื่อมีความเชื่อหรือการกระทำอย่างอื่นเข้ามาประกอบขณะใส่บาตรด้วย ...
เช่นมีความเชื่อว่าขณะใส่บาตรว่า อาหารที่ใส่บาตรไปนั้นจะถึงไปยังวิญญาณญาติพี่น้องที่ตายด้วย, หรือก่อนจะใส่บาตร เขาจะเอาอาหารนั้นวางจบบนศีรษะแล้วอธิษฐาน, หรือขณะพระภิกษุให้พร ผู้ใส่บาตรจะกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ...
เมื่อนั้น การใส่บาตรจึงจะกลายเป็นอิบาดะฮ์สำหรับชาวพุทธ และเป็นชิริกสำหรับมุสลิมทันที ...
ผมจึงไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า การใส่บาตรเป็นอิบาดะฮ์ของชาวพุทธมาตั้งแต่ต้น, เป็นชิริก, และห้ามมุสลิมขายอาหารให้ชาวพุทธนำไปใส่บาตรโดยไม่มีข้อแม้หรือเงื่อนไขใดๆ
และ .. คำตอบเรื่องการขายอาหารให้ชาวพุทธนำไปใส่บาตรนี้ ผมก็มิได้ตอบเลยว่า ขายให้ได้โดยปราศจากเงื่อนไข แต่ผมตอบว่าขายได้ ภายใต้เงื่อนที่ผมกล่าวไว้แล้วคือ .. "ถ้าชาวพุทธที่ซื้ออาหารไป นำอาหารนั้นไปให้แก่พระภิกษุด้วยการใส่บาตร เพื่อให้นำไปรับประทาน(ฉัน)เป็นการประทังชีพอย่างเดียว โดยไม่มีความเชื่อและภาคปฏิบัติที่ค้านต่อหลักการอิสลามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในขณะใส่บาตร" ...
อ่านคำตอบของผมช้าๆและใคร่ครวญซิครับ อย่าอ่านเผินๆหรือลวกๆ ...
โดยเฉพาะตอนท้ายที่ผมเขียนว่า "เพื่อให้นำไปรับประทานเป็นการประทังชีพอย่างเดียวโดยไม่มีความเชื่อและภาคปฏิบัติที่ค้านต่อหลักการอิสลามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในขณะใส่บาตร"
ถ้าชาวพุทธคนใดที่ซื้ออาหารไปใส่บาตรปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขที่กล่าวมานี้ แล้วมีนักวิชาการท่านใดยังยืนยันว่า ขายให้ไม่ได้ ผมก็ขอหลักฐาน ? ...
หลักฐานที่ผมขอ อาจจะเป็นหลักฐานจากหะดีษก็ได้, หรือหลักฐานจากคำตอบของนักวิชาการระดับโลกท่านใดก็ได้ที่ตอบคำถามดังที่มีคนถามผมมาในกรณีนี้ แล้วนักวิชาการระดับโลกท่านนั้นตอบว่า ขายให้ไม่ได้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ...
ถ้าท่านหามาได้ ผมก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงคำตอบของผม ...
แต่ไม่ใช่หลักฐานจาก "ความคิด, ความเข้าใจ หรือมุมมองของตัวเอง" มาฟันธง เพราะคำตอบของผมในเรื่องนี้มิใช่เป็นการนั่งเทียนตอบ แต่ผมอาศัย "หลักวิชาการ" เช่นเดียวกัน ...
นอกจากนั้น การทำธุรกิจหรือการปฏิบัติบางประการกับคนต่างศาสนาในสิ่งที่มุสลิมถือว่าหะรอม แต่คนต่างศาสนาถือว่า ฮาล้าล(สำหรับเขา) .. นักวิชาการยังขัดแย้งกันว่า จะทำได้หรือทำไม่ได้ .. ดังได้กล่าวมาแล้ว ...
ท่านมีสิทธิ์มั่นใจในมุมมองของท่านและผมก็มีสิทธิ์มั่นใจในมุมมองของผม ตราบใดที่เราทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหา نَصٌّ صَرِيْحٌ (หลักฐานที่ชัดเจน) มาตัดสินได้ ...
ส่วนมุมมองใครจะผิดจะถูก .. พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงทราบ ...
หมายเหตุ ..
ผมยังเขียนต่อไปอีกมิใช่หรือครับว่า ...
ส่วนในกรณีที่ผู้ขายอาหาร "มั่นใจหรือรู้แน่ชัด" ว่า ชาวพุทธที่ซื้ออาหารไปเพื่อใส่บาตรให้พระภิกษุนั้น มีการปฏิบัติหรือมีความเชื่อดังข้างต้น เช่นเชื่อว่า อาหารที่ใส่บาตรไปนั้นจะถึงไปยังวิญญาณญาติพี่น้องที่ตายด้วย, หรือก่อนจะใส่บาตร เขาจะเอาอาหารนั้นวางจบบนศีรษะแล้วอธิษฐาน หรือขณะพระภิกษุให้พร ผู้ใส่บาตรจะกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับ ...
อย่างนี้ ผมเห็นว่า เราจะขายอาหารให้ไม่ได้ .....

และ .. ผมยังกล่าวต่อไปอีกว่า ...
หรือถ้าเรา(ผู้ขายอาหาร) "ค่อนข้างมั่นใจ, สงสัย หรือเกรง" ว่า ผู้ซื้อจะมีการปฏิบัติข้อใดข้อหนึ่งจาก 3 ประการนั้น ทางที่ดีเราก็ควร "ระงับ" จากการขายให้ เพื่อหลีกเลี่ยงจากการกระทำสิ่งชุบฮาต (คือสงสัยหรือคลุมเคลือว่าทำได้หรือไม่) .. ดังคำสั่งของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ..
คำตอบนี้ของผม ท่านอ่านละเอียดและทำความเข้าใจแล้วยัง ?.. หรือยังไม่ได้อ่านเลย ? ...
สรุปแล้ว เงื่อนไขของผมที่ว่าขายให้ได้ สำหรับชาวพุทธคงเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติของพวกเขา ซึ่งหากเขาปฏิบัติไม่ได้ เราก็ขายอาหารให้ไม่ได้ ดังที่อธิบายมาแล้ว ..
.
ข้อเปรียบเทียบในเรื่องนี้ก็คล้ายๆกับที่นักวิชาการหะดีษอนุโลมให้นำหะดีษเฎาะอีฟน้อยมาปฏิบัติในเรื่องฟะฎออิลุ้ลอะอฺมาลได้นั่นแหละ เพราะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว การปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้ง 4 ประการนี้เป็นเรื่องยากหรือแทบจะทำไม่ได้เลย ...
เพราะฉะนั้น ข้ออนุโลมให้ขายอาหารให้ชาวพุทธนำไปใส่บาตรได้ภายใต้เงื่อนไขที่ผมกล่าวไว้ และกรณีการนำหะดีษเฎาะอีฟน้อยมาปฏิบัติได้ภายใต้เงื่อนไขที่นักวิชาการกำหนดไว้นี้ ถ้าพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหมือนกับเป็นการ "ตีกัน" ทางอ้อมนั่นเอง ...
และสุดท้าย ผมก็ขอเรียนให้ท่านผู้อ่านทุกท่านทราบว่า ...
ท่าน อ. อามีน ลอนากับผม สนิทสนมกันมาก .. หรืออีกนัยหนึ่ง ท่านเปรียบเสมือนลูกชายของผม, น้องชายของผม หรือศิษย์ของผมคนหนึ่ง มีอะไรท่านก็ไลน์หรือโทรฯมาปรึกษาผมอยู่เสมอ ...
การเห็นต่างกันในเรื่องใดๆระหว่างพ่อกับลูก, พี่กับน้อง หรือศิษย์กับอาจารย์ มิใช่เรื่องใหม่และมิใช่เรื่องแปลก แต่มันมีมาแล้วตั้งแต่อดีต ...
เช่น ความเห็นต่างในหลายๆเรื่องระหว่างท่านอิหม่ามชาฟิอีย์กับท่านอิหม่ามมาลิก ซึ่งทั้งสองท่านเป็นศิษย์กับอาจารย์กัน ..
หรือความเห็นต่างระหว่างท่านอิหม่ามอะห์มัดกับท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ ซึ่งเป็นศิษย์กับอาจารย์กัน ก็เช่นเดียวกัน ...
มิใช่เพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่ผมกับ อ. อามีนเห็นต่างๆกัน แต่อาจจะมีเรื่องอื่นๆอีกก็ได้
ความเห็นต่างเรื่องวิชาการ เป็นเรื่องปกติที่มีมาทุกยุคทุกสมัยแล้ว ...
ทว่า .. ในด้านส่วนตัว ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรจะมาทำลายความสัมพันธ์, ความรักใคร่ห่วงใยและความเคารพนับถือที่เรามีต่อกันได้ อินชาอัลลอฮ์ ...