อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิเคราะห์หลักฐาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิเคราะห์หลักฐาน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บรรทัดฐานระหว่างบิดอะฮ์กับมะศอลิห์ มุรฺสะละฮ์ (ตอนที่ 2)


โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย ...

เมื่อมะศอลิห์มุรฺสะละฮ์ คือสิ่งดีที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมไม่ทำเพราะมีอุปสรรค ...
การที่คนยุคถัดมาเช่น - เศาะหาบะฮ์ - ได้ทำ .. หรือรื้อฟื้นสิ่งนั้นขึ้นมาทำหลังจากอุปสรรคหายไปแล้ว จึงเป็นที่อนุญาต .. ดังตัวอย่างที่จะถึงต่อไป ..
ข้อนี้ต่างกับเรื่องบิดอะฮ์ชัรฺอียะฮ์ - ที่ท่านรอซู้ลฯไม่ทำทั้งๆที่ไม่มีอุปสรรค - การมาทำสิ่งนี้ทีหลังถือว่าเป็นความหลงผิดและเป็นเรื่องต้องห้าม, ...
เพราะการที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม "เจตนา" ไม่ทำสิ่งใดที่เคยมีสาเหตุประเด็นส่งเสริมเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยของท่านทั้งๆที่ไม่มีอุปสรรค ย่อมบ่งบอกความหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า สิ่งนั้น "มิใช่เป็นเรื่องของศาสนา และมิใช่เป็นบทบัญญัติของศาสนา " !!! ...
มิฉะนั้น ก็เท่ากับว่าท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ละเลย, เพิกเฉย และบกพร่องต่อการทำหน้าที่รอซู้ลของท่าน ฐานเจตนาละทิ้งสิ่งดีที่มีประโยชน์ต่ออุมมะฮ์ของท่าน ซึ่งความบกพร้องดังกล่าวถือเป็นคุณลักษณะต้องห้ามสำหรับรอซู้ลทุกท่าน ....
ท่านอิหม่ามมาลิก บินอนัส เคยกล่าวเอาไว้ว่า ...
مَنِ ابْتَدَعَ فِى اْلإِسْلاَمِ بِدْعَةً يَرَآهَا حَسَنَةً فَقَدْ زَعَمَ أَنَّ مُحَمَّدًا خَانَ الرِّسَالَةَ ! .. فَقَدْ قَالَ اللهُ تَعَالَى : اَلْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِيْنَكُمْ .. فَمَالَمْ يَكُنْ يَوْمَئِذٍ دِيْنًا لَمْ يَكُنِ الْيَوْمَ دِيْنًا

"ผู้ใดได้อุตริสิ่งใดขึ้นมาใหม่ในอิสลามและมองว่ามัน(การอุตรินั้นของเขา)เป็นเรื่องดี แน่นอน เขาเข้าใจว่าท่านรอซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทุจริต(หรือบกพร่อง) ในการทำหน้าที่รอซู้ลของท่านแล้ว เพราะพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงดำรัสว่า .. "วันนี้ เราได้ทำให้ศาสนาของเจ้าสมบูรณ์แล้ว" .. เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่ในวันนั้นมิใช่ (เป็นเรื่องของ) ศาสนา ในวันนี้ มันก็มิใช่เป็น(เรื่องของ) ศาสนา" ...
ตัวอย่างของมะศอลิห์มุรฺสะละฮ์ และคำอธิบายเทียบกฎเกณฑ์ข้างต้น ...
(1) การที่ท่านอบูบักรฺ ร.ฎ. สั่งให้มีการรวบรวมอัล-กุรฺอานทั้งหมดเข้าด้วยกันดังที่ปรากฏในปัจจุบัน หลังจากที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมสิ้นชีพ และท่านอบูบักรฺ ร.ฎ. ได้รับตำแหน่งเป็นคอลีฟะฮ์..
อธิบาย
ที่กล่าวว่าการรวบรวมอัล-กุรฺอานเข้าด้วยกัน เป็นมะศอลิห์มุรฺสะละฮ์ ก็เพราะ ....
ก. สาเหตุที่ต้องรวบรวมอัลกุรฺอานเข้าด้วยกันมีมาแล้วตั้งแต่สมัยท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมยังมีชีวิตอยู่ นั่นคือ เพื่อป้องกันการสูญหายของอัล-กุรอานทั้งหมดหรือบางส่วน .. เพราะข้อเท็จจริงในขณะนั้น อัล-กุรฺอานยังกระจัดกระจายอยู่ในบันทึกและการท่องจำของเศาะหาบะฮ์จำนวนมาก จึงเสี่ยงต่อการสูญหายหรือเลือนหาย - ทั้งหมดหรือบางส่วน - ได้ การรวบรวมอัล-กุรฺอานเข้าไว้ทั้งหมดจึงเป็นการป้องกันความสูญเสียเหล่านั้น ......
ข. การรวบรวมอัล-กุรฺอานทั้งหมดเข้าด้วยกัน เป็น "สิ่งดี" ของอิสลาม เพราะจะทำให้อัล-กุรฺอานยังมีอยู่ครบถ้วนไม่สูญหาย และอุมมะฮ์ของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมในยุคถัดๆมาจนถึงวันกิยามะฮ์จะได้รับ, ได้อ่าน และได้เข้าใจอัล-กุรฺอานทั้งหมดอย่างถูกต้อง, ครบถ้วน .. ตรงตามที่ถูกประทานลงมา ...
ค. แต่การที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่อาจรวบรวมอัล-กุรฺทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ในสมัยของท่าน ก็เพราะ "มีอุปสรรค" .. นั่นคือ ตราบใดที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ วะห์ยุเรื่องอัล-กุรฺอานย่อมมีสิทธิ์ถูกประทานลงมาเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา การรวมเป็นเล่มเข้าด้วยกันทั้งหมดในขณะนั้นจึงไม่อาจทำได้ ...
แต่หลังจากท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สิ้นชีพไปแล้ว "อุปสรรค" เรื่องความหวั่นเกรงว่าจะมีวะห์ยุเรื่องอัล-กุรฺอานลงมาเพิ่มเติมอีก - จึงหมดสิ้นไปด้วย ..
ดังนั้น การรวบรวมอัล-กุรฺอานทั้งหมดเข้าด้วยกันจึงเป็น "มะศอลิห์มุรฺสะละฮ์" .. คือ "สิ่งดีที่ท่านศาสดาปล่อยวางไว้" .. ให้เศาะหาบะฮ์ของท่านกระทำแทนในภายหลัง ...
(2). การที่ท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฎฎอบ ร.ฎ. มีคำสั่งให้ท่านอุบัยย์ อิบนุกะอฺบ์ ร.ฎ. และท่านตะมีม อัด-ดารีย์ ร.ฎ. นำประชาชน "ละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์" อีก .. หลังจากที่เรื่องนี้ ถูกว่างเว้นมานานตั้งแต่ตอนปลายสมัยท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม, และตลอด 3 ปีแห่งการเป็นคอลีฟะฮ์ของท่านอบูบักรฺ ร.ฎ. ...
อธิบาย
ก. สาเหตุของกรณีนี้ - คือการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในเดือนรอมะฎอน - มีมาแล้วตั้งแต่สมัยท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม .. ตัวท่านรอซู้ลุลลอฮ์เองก็เคยนำเศาะหาบะฮ์ของท่านปฏิบัติละหมาดนี้มาก่อนแล้ว .. ดังหลักฐานถูกต้องมากมายซึ่งรายงานมาในเรื่องนี้ ...
ข. ประเด็นส่งเสริมให้มีการทำญะมาอะฮ์ในละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ก็คือ เป็นสิ่งดี, ทำให้การละหมาดดูเป็นระเบียบเรียบร้อย, ผู้ละหมาดก็จะได้รับผลบุญมากกว่า, มีความมุ่งมั่นและมีสมาธิมากกว่าการละหมาดตามลำพัง ..
ค. แต่การละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ ต้องถูกระงับเพราะมี "อุปสรรค" คือ ท่านศาสดาเกรงว่า มันจะกลายเป็นฟัรฎู !! .. แล้วจะเป็นภาระหนักแก่อุมมะฮ์ของท่านเกินไป .. ดังมีรายงานจากหะดีษที่ถูกต้องซึ่งเป็นที่ทราบกันดี ..
เมื่อท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สิ้นชีพ ท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฎฎอบ ร.ฎ. จึงได้ "รื้อฟื้น" เรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ เพราะอุปสรรคเรื่อง "หวั่นเกรงว่ามันจะกลายเป็นฟัรฺฎู" ได้หมดสิ้นไปพร้อมกับการสิ้นชีพของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ...
ดังนั้น การละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ จึงเป็น "มะศอลิห์มุรฺสะละฮ์" .. คือ "สิ่งดีที่ท่านศาสดาปล่อยวางไว้" .. ให้เศาะหาบะฮ์ของท่านดำเนินการต่อไปแทนท่าน ดังที่ปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน ...
มิใช่เป็น "บิดอะฮ์หะสะนะฮ์" ในเรื่องอิบาดะฮ์ ดังความเข้าใจของบางคน ...
ส่วนการที่ท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. สั่งให้ท่านอุบัยย์ บินกะอฺบ์ ร.ฎ. และท่านตะมีม อัด-ดารีย์ ร.ฎ. นำประชาชนละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ญะมาอะฮ์ แล้วท่านก็กล่าวว่า ...
نِعْمَتِ الْبِدْعَةُ هَذِهِ

... ซึ่งแปลว่า "บิดอะฮ์ที่ดี คือสิ่งนี้" ..
แล้วมีบางคนนำคำพูดนี้มาอ้างเป็นหลักฐานว่า "มีบิดอะฮ์หะสะนะฮ์ในเรื่องอิบาดะฮ์" .. น่าจะเป็นความเข้าใจผิด ...
ประเด็นคำว่า "หะสะนะฮ์" (เป็นสิ่งดี) ไม่มีใครติดใจ ...
ที่ติดใจก็คือความเข้าใจว่า .. การที่ท่านอุมัรฺสั่งให้ท่านอุบัยย์กับท่านตะมีม นำประชาชนละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ เป็น "บิดอะฮ์" .. นี่แหละ ...
ทั้งนี้ เพราะความหมาย "บิดอะฮ์" ซึ่งเป็นที่รับรู้กันก็คือ "กระทำสิ่งใหม่(อิบาดะฮ์) ซึ่งไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อน" ..
แต่การละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ เป็นสิ่งที่มีแบบอย่างมาก่อนแล้ว, ทั้งจากการกระทำและจากคำสั่งของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ...
แล้วจะเรียกการละหมาดตะรอเวี๊ยะห์ในลักษณะญะมาอะฮ์ ว่าเป็น "บิดอะฮ์" .. ตามความหมายที่เข้าใจกันได้อย่างไร ? ..
ถ้าอย่างนั้น เราจะเข้าใจคำพูดของท่านอุมัรฺ ที่ว่า نِعْمَتِ الْبِدْعَةُ هَذِهِ (บิดอะฮ์ที่ดี คือสิ่งนี้) ว่าอย่างไร ? ..
คำตอบก็คือ .. เจตนาจากคำพูดของท่านอุมัรฺเกี่ยวกับคำว่า "บิดอะฮ์ดี" ข้างต้นน่าจะหมายถึง "การรื้อฟื้นสิ่งซึ่งเคยมีแบบอย่างมาแล้ว (แต่ถูกสั่งระงับไปเพราะมีอุปสรรค) ขึ้นมาทำใหม่ เป็นสิ่งดี" ..
ไม่ใช่หมายถึง "การริเริ่มทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีแบบอย่างในศาสนามาก่อน เป็นสิ่งดี - " .. เพราะมันขัดแย้งกับข้อเท็จจริงและขัดแย้งกับความหมายของคำว่า "บิดอะฮ์" ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว ...
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...
หรือผู้อ่านท่านใดเห็นว่า น่าจะมีคำอธิบายคำว่า "บิดอะฮ์" จากคำพูดท่านอุมัรฺ ได้กลมกลืนกว่านี้โดยไม่ขัดกับความหมาย "บิดอะฮ์" อย่างที่เข้าใจกัน ผมก็พร้อมที่จะรับฟังครับ ..




วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ชี้แจง คำถามเรื่องมุสลิมขายอาหารให้แก่ชาวไทยพุทธเพื่อนำไปใส่บาตรให้พระ


ท่านผู้อ่านที่รักครับ ..
ผมตอบคำถามเรื่องมุสลิมขายอาหารให้แก่ชาวไทยพุทธเพื่อนำไปใส่บาตรให้พระไปนานพอสมควรแล้ว และผมก็ปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นดุลยพินิจของท่านผู้อ่านและนักวิชาการจะวินิจฉัยกัน เพราะผมก็ไม่ได้ฟันธงเลยว่าคำตอบของผมคือข้อชี้ขาด ห้ามใครเห็นต่างเป็นอันขาด
แต่ก็ยังมีบางคนที่มีความเชื่อส่วนตัวว่า "พื้นฐาน" การใส่บาตรของชาวพุทธเป็นชิริก ..ได้นำเอาคำตอบอันเป็น "ข้อวินิจฉัย" (มิใช่หลักฐาน) ของอาจารย์บางท่าน (ขออภัยที่ต้องเอ่ยชื่อท่าน คือ ท่าน อ. อามีน ลอนา) ที่ "มองต่างมุม" กับผมในเรื่องนี้ มา ตัดสินในลักษณะว่า คำตอบของ อ.อามีนเท่านั้นคือข้อชี้ขาดของปัญหานี้
...
เขาทราบหรือเปล่าว่า การทำธุรกิจหรือการปฏิบัติบางประการหรือหลายประการกับคนต่างศาสนาในสิ่งที่มุสลิมถือว่าหะรอม แต่คนต่างศาสนาถือว่า ฮาล้าล(สำหรับเขา) - อย่างเช่นกรณีการให้อาหารกาเฟรฺนำไปรับประทานในเดือนรอมะฎอน - นักวิชาการยังขัดแย้งกันว่า จะทำได้หรือทำไม่ได้
เรื่องการขายอาหารให้ชาวพุทธนำไปใส่บาตรพระก็คล้ายๆกันนี่แหละ ...
เมื่อเป็นปัญหาขัดแย้งและไม่มีหลักฐานชัดเจนใดๆ (نَصٌّ صَرِيْحٌ) จะมาชี้ขาด แล้วเราจะเอาอะไรมา "ฟันธง" ว่า ทัศนะนั้นทัศนะนี้เท่านั้นที่ถูกต้อง ...
นอกจากเป็นการกล่าวไปตามอารมณ์หรือความเชื่อส่วนตัวเองเท่านั้น ..
สิ่งนี้ นักวิชาการจริงๆ - โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิชาการในสมัยอดีต - จะไม่กระทำกัน
ยิ่งไปกว่านั้น บางอย่างที่เขานำมาตั้งเป็นคำถาม - อันเป็นเรื่องชิริกที่ "ชัดเจน" อยู่แล้ว - ก็เป็นเรื่องไม่น่าจะนำมาถาม ถ้าเพียงแต่เขาจะอ่านข้อเขียนของผมทั้งหมดอย่างละเอียด, ใคร่ครวญ และเข้าใจ ไม่ใช่อ่านเพียงผิวเผิน ...
เพราะสิ่งที่เขาถาม ก็เป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่ผมเขียนตอบไปก่อนแล้วว่า ทำไม่ได้ ...
อย่างเช่น เขาเขียนถามเรื่องถ้ามีคนไทยพุทธมาซื้อแกงหรือซื้อต้นกล้วยเพื่อนำไปไหว้เจ้าที่เจ้าทางอันเป็นชิริก จะขายให้ได้กระนั้นหรือ ? ... ...
กรณีที่คล้ายคลึงกันนี้ ผมก็เขียนตอบมาก่อนแล้วมิใช่หรือว่า ...
"ข้อนี้ (เรื่องชาวบ้านที่เป็นคนพุทธใส่บาตรเพื่อให้พระนำไปรับประทาน) ต่างกับการที่เราเชือดเป็ดหรือไก่ แล้วนำไปขายให้แก่คนต่างศาสนิก ที่เรา "รู้ชัดเจนแล้ว" ว่าเขาจะนำเป็ดหรือไก่นั้นไปเส้นไหว้ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษหรือบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของเขา อันนี้ผมก็เห็นด้วยกับทัศนะที่ว่ามุสลิมขายให้ไม่ได้ ........"
ปัญหาในกรณีคำตอบของผมที่ว่าขายอาหารให้ชาวพุทธนำไปใส่บาตรได้ (ภายใต้เงื่อนไขที่ผมอธิบายไว้ชัดเจนแล้วและจะขออนุญาตนำมากล่าวซ้ำอีกตอนหลัง) จึงอยู่ภายใต้ปัญหาหรือคำถามที่ว่า ...
พื้นฐานการใส่บาตรของชาวพุทธ เป็น "ชิริก" ในตัวของมันเองหรือไม่ ? ...
ถ้าใช่ เราก็ร่วมมือไม่ได้โดยไม่มีเงื่อนไข ...
แต่ถ้าไม่ใช่ เราก็สามารถร่วมมือได้ภายใต้เงื่อนไข ...
ประเด็นนี้สำคัญที่สุด จึงควรทำความเข้าใจให้ช้ดเจนก่อนจะนำไปหุก่มหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ...
ก่อนจะให้คำตอบในเรื่องนี้ ผมขออธิบายเกี่ยวกับเรื่อง "หุก่ม" ของอิสลามก่อน เพื่อให้นำไปเปรียบเทียบกับเรื่องนี้ ดังนี้ ...
หุก่มในเรื่องคำห้าม- คำใช้ของอิสลาม จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ หุก่มตะอับบุดียะฮ์ (حُكْمٌ تَعَبُّدِىٌّ) และหุก่มตะอักกุลียะฮ์ (حُكْمٌ تَعَقُّلِىٌّ) ...
1. حُكْمٌ تَعَبُّدِىٌّ คือหุก่มที่เราไม่สามารถจะใช้สติปัญญาของ
เราหาเหตุผลได้ว่า ที่ใช้หรือห้ามอย่างนั้น เพราะอะไร ? ... หน้าที่
ของเราจึงมีเพียงปฏิบัติตามคำสั่งใช้หรือห้ามนั้นโดยดุษฎีเท่านั้น ...
ตัวอย่างเช่น การที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามอ่านอัล-กุรฺอานในรุกั๊วะอฺและในสุญูด ...
ทั้งๆที่การอ่านอัล-กุรฺอานก็เป็นซิกรุลลอฮ์ที่ดีเลิศที่สุด และการรุกั๊วะอฺและสุญูดก็เป็นอริยาบถที่นอบน้อมที่สุดเท่าที่บ่าวพึงปฏิบัติต่อผู้เป็นนาย ...
แล้วทำไม ท่านศาสดาจึงห้ามอ่านอัล-กุรฺอานซึ่งเป็นสิ่งดีในขณะรุกั๊วะอฺและสุญูดซึ่งเป็นอริยาบถที่ดี ? ..
สิ่งนี้เราไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้เลยว่าเพราะอะไรถึงห้าม นอกจากปฏิบัติตามเพียงอย่างเดียว ...
2. حُكْمٌ تَعَقُّلِىٌّ คือหุก่มที่เราสามารถเข้าใจหรือชี้แจงเหตุผล
ได้ว่า ที่ใช้หรือห้ามนั้น เพราะเหตุผลอะไร ...
ตัวอย่างเช่น การที่ท่านศาสดาห้ามบุคคลในท้องถิ่นที่กำลังมีโรคระบาดเดินทางออกภายนอก และห้ามบุคคลภายนอกเดินทางเข้าไปในท้องถิ่นที่กำลังมีโรคระบาด ...
การห้ามในกรณีนี้ เป็นสิ่งที่เราสามารถเข้าใจเหตุผลได้ นั่นคือเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคนั้นไม่ให้ลุกลามหรือขยายตัวสู่ภายนอก ..
สำหรับเรื่องการใส่บาตรของชาวพุทธ ก็จัดเข้าอยู่ในหลักการดังที่กล่าวมานี้

คือมีทั้งที่เป็น حُكْمٌ تَعَبُّدِىٌّ และที่เป็น حُكْمٌ تَعَقُّلِىٌّ ...
การที่พระพุทธเจ้าวางกฎห้ามพระสงฆ์หุงอาหารเอง และห้ามพระสงฆ์เก็บอาหารไว้ค้างคืนเพื่อรับประทานในวันรุ่งขึ้น ถือเป็น حُكْمٌ تَعَبُّدِىٌّ คือเป็นอิบาดะฮ์สำหรับชาวพุทธ เพราะเราไม่สามารถทราบเหตุผลได้ว่า เพราะอะไร พระพุทธเจ้าจึงได้วางกฎไว้อย่างนี้ ...
ส่วนการที่พระพุทธเจ้าสั่งให้ชาวบ้านนำอาหารมาใส่บาตรให้พระสงฆ์ "ทุกเช้า - ทุกเช้า" นั้น ถือเป็น حُكْمٌ تَعَقُّلِىٌّ คือ เราสามารถทราบเหตุผลได้ว่า ที่ให้นำอาหารมาใส่บาตรให้พระก็เพื่อพระจะได้นำไปรับประทานเพื่อสามารถดำรงชีพอยู่ต่อไปได้ มิฉะนั้นพระสงฆ์ก็จะอดอาหารตาย ...
ดังนั้น "พื้นฐาน" ของการใส่บาตรให้พระของชาวพุทธ จึง มิใช่เป็น حُكْمٌ تَعَبُّدِىٌّ .. คือมิใช่เป็นอิบาดะฮ์หรือพิธีกรรมที่ "ไม่สามารถรู้เหตุผลได้"
และมิได้เป็นชิริก (สำหรับมุสลิม เรา) ในตัวของมันเอง อย่างความเข้าใจของพวกเราบางคน ...
แต่เป็น عَادَةٌ คือประเพณีหรือวิถี ชีวิตประจำวันของชาวพุทธ
แต่มันจะกลายเป็นอิบาดะฮ์(สำหรับชาวพุทธ) และชิริก (สำหรับมุสลิมเรา) ก็ต่อเมื่อมีความเชื่อหรือการกระทำอย่างอื่นเข้ามาประกอบขณะใส่บาตรด้วย ...
เช่นมีความเชื่อว่าขณะใส่บาตรว่า อาหารที่ใส่บาตรไปนั้นจะถึงไปยังวิญญาณญาติพี่น้องที่ตายด้วย, หรือก่อนจะใส่บาตร เขาจะเอาอาหารนั้นวางจบบนศีรษะแล้วอธิษฐาน, หรือขณะพระภิกษุให้พร ผู้ใส่บาตรจะกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ...
เมื่อนั้น การใส่บาตรจึงจะกลายเป็นอิบาดะฮ์สำหรับชาวพุทธ และเป็นชิริกสำหรับมุสลิมทันที ...
ผมจึงไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า การใส่บาตรเป็นอิบาดะฮ์ของชาวพุทธมาตั้งแต่ต้น, เป็นชิริก, และห้ามมุสลิมขายอาหารให้ชาวพุทธนำไปใส่บาตรโดยไม่มีข้อแม้หรือเงื่อนไขใดๆ
และ .. คำตอบเรื่องการขายอาหารให้ชาวพุทธนำไปใส่บาตรนี้ ผมก็มิได้ตอบเลยว่า ขายให้ได้โดยปราศจากเงื่อนไข แต่ผมตอบว่าขายได้ ภายใต้เงื่อนที่ผมกล่าวไว้แล้วคือ .. "ถ้าชาวพุทธที่ซื้ออาหารไป นำอาหารนั้นไปให้แก่พระภิกษุด้วยการใส่บาตร เพื่อให้นำไปรับประทาน(ฉัน)เป็นการประทังชีพอย่างเดียว โดยไม่มีความเชื่อและภาคปฏิบัติที่ค้านต่อหลักการอิสลามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในขณะใส่บาตร" ...
อ่านคำตอบของผมช้าๆและใคร่ครวญซิครับ อย่าอ่านเผินๆหรือลวกๆ ...
โดยเฉพาะตอนท้ายที่ผมเขียนว่า "เพื่อให้นำไปรับประทานเป็นการประทังชีพอย่างเดียวโดยไม่มีความเชื่อและภาคปฏิบัติที่ค้านต่อหลักการอิสลามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในขณะใส่บาตร"
ถ้าชาวพุทธคนใดที่ซื้ออาหารไปใส่บาตรปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขที่กล่าวมานี้ แล้วมีนักวิชาการท่านใดยังยืนยันว่า ขายให้ไม่ได้ ผมก็ขอหลักฐาน ? ...
หลักฐานที่ผมขอ อาจจะเป็นหลักฐานจากหะดีษก็ได้, หรือหลักฐานจากคำตอบของนักวิชาการระดับโลกท่านใดก็ได้ที่ตอบคำถามดังที่มีคนถามผมมาในกรณีนี้ แล้วนักวิชาการระดับโลกท่านนั้นตอบว่า ขายให้ไม่ได้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ...
ถ้าท่านหามาได้ ผมก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงคำตอบของผม ...
แต่ไม่ใช่หลักฐานจาก "ความคิด, ความเข้าใจ หรือมุมมองของตัวเอง" มาฟันธง เพราะคำตอบของผมในเรื่องนี้มิใช่เป็นการนั่งเทียนตอบ แต่ผมอาศัย "หลักวิชาการ" เช่นเดียวกัน ...
นอกจากนั้น การทำธุรกิจหรือการปฏิบัติบางประการกับคนต่างศาสนาในสิ่งที่มุสลิมถือว่าหะรอม แต่คนต่างศาสนาถือว่า ฮาล้าล(สำหรับเขา) .. นักวิชาการยังขัดแย้งกันว่า จะทำได้หรือทำไม่ได้ .. ดังได้กล่าวมาแล้ว ...
ท่านมีสิทธิ์มั่นใจในมุมมองของท่านและผมก็มีสิทธิ์มั่นใจในมุมมองของผม ตราบใดที่เราทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหา نَصٌّ صَرِيْحٌ (หลักฐานที่ชัดเจน) มาตัดสินได้ ...
ส่วนมุมมองใครจะผิดจะถูก .. พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงทราบ ...
หมายเหตุ ..
ผมยังเขียนต่อไปอีกมิใช่หรือครับว่า ...
ส่วนในกรณีที่ผู้ขายอาหาร "มั่นใจหรือรู้แน่ชัด" ว่า ชาวพุทธที่ซื้ออาหารไปเพื่อใส่บาตรให้พระภิกษุนั้น มีการปฏิบัติหรือมีความเชื่อดังข้างต้น เช่นเชื่อว่า อาหารที่ใส่บาตรไปนั้นจะถึงไปยังวิญญาณญาติพี่น้องที่ตายด้วย, หรือก่อนจะใส่บาตร เขาจะเอาอาหารนั้นวางจบบนศีรษะแล้วอธิษฐาน หรือขณะพระภิกษุให้พร ผู้ใส่บาตรจะกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับ ...
อย่างนี้ ผมเห็นว่า เราจะขายอาหารให้ไม่ได้ .....

และ .. ผมยังกล่าวต่อไปอีกว่า ...
หรือถ้าเรา(ผู้ขายอาหาร) "ค่อนข้างมั่นใจ, สงสัย หรือเกรง" ว่า ผู้ซื้อจะมีการปฏิบัติข้อใดข้อหนึ่งจาก 3 ประการนั้น ทางที่ดีเราก็ควร "ระงับ" จากการขายให้ เพื่อหลีกเลี่ยงจากการกระทำสิ่งชุบฮาต (คือสงสัยหรือคลุมเคลือว่าทำได้หรือไม่) .. ดังคำสั่งของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ..
คำตอบนี้ของผม ท่านอ่านละเอียดและทำความเข้าใจแล้วยัง ?.. หรือยังไม่ได้อ่านเลย ? ...
สรุปแล้ว เงื่อนไขของผมที่ว่าขายให้ได้ สำหรับชาวพุทธคงเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติของพวกเขา ซึ่งหากเขาปฏิบัติไม่ได้ เราก็ขายอาหารให้ไม่ได้ ดังที่อธิบายมาแล้ว ..
.
ข้อเปรียบเทียบในเรื่องนี้ก็คล้ายๆกับที่นักวิชาการหะดีษอนุโลมให้นำหะดีษเฎาะอีฟน้อยมาปฏิบัติในเรื่องฟะฎออิลุ้ลอะอฺมาลได้นั่นแหละ เพราะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว การปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้ง 4 ประการนี้เป็นเรื่องยากหรือแทบจะทำไม่ได้เลย ...
เพราะฉะนั้น ข้ออนุโลมให้ขายอาหารให้ชาวพุทธนำไปใส่บาตรได้ภายใต้เงื่อนไขที่ผมกล่าวไว้ และกรณีการนำหะดีษเฎาะอีฟน้อยมาปฏิบัติได้ภายใต้เงื่อนไขที่นักวิชาการกำหนดไว้นี้ ถ้าพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหมือนกับเป็นการ "ตีกัน" ทางอ้อมนั่นเอง ...
และสุดท้าย ผมก็ขอเรียนให้ท่านผู้อ่านทุกท่านทราบว่า ...
ท่าน อ. อามีน ลอนากับผม สนิทสนมกันมาก .. หรืออีกนัยหนึ่ง ท่านเปรียบเสมือนลูกชายของผม, น้องชายของผม หรือศิษย์ของผมคนหนึ่ง มีอะไรท่านก็ไลน์หรือโทรฯมาปรึกษาผมอยู่เสมอ ...
การเห็นต่างกันในเรื่องใดๆระหว่างพ่อกับลูก, พี่กับน้อง หรือศิษย์กับอาจารย์ มิใช่เรื่องใหม่และมิใช่เรื่องแปลก แต่มันมีมาแล้วตั้งแต่อดีต ...
เช่น ความเห็นต่างในหลายๆเรื่องระหว่างท่านอิหม่ามชาฟิอีย์กับท่านอิหม่ามมาลิก ซึ่งทั้งสองท่านเป็นศิษย์กับอาจารย์กัน ..
หรือความเห็นต่างระหว่างท่านอิหม่ามอะห์มัดกับท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ ซึ่งเป็นศิษย์กับอาจารย์กัน ก็เช่นเดียวกัน ...
มิใช่เพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่ผมกับ อ. อามีนเห็นต่างๆกัน แต่อาจจะมีเรื่องอื่นๆอีกก็ได้
ความเห็นต่างเรื่องวิชาการ เป็นเรื่องปกติที่มีมาทุกยุคทุกสมัยแล้ว ...
ทว่า .. ในด้านส่วนตัว ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรจะมาทำลายความสัมพันธ์, ความรักใคร่ห่วงใยและความเคารพนับถือที่เรามีต่อกันได้ อินชาอัลลอฮ์ ...



วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ปัญหาการขายอาหารให้คนพุทธนำไปใส่บาตร


ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ ...

หลังจากผมนำคำตอบเรื่อง "การขายอาหารให้คนพุทธนำไปใส่บาตร" ลงในเฟส ก็มีผู้หวังดีหลายท่านส่งข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการใส่บาตรหรือการตักบาตรของชาวพุทธมาให้ผมพิจารณา ซึ่งผมก็ขอขอบคุณในความหวังดีของทุกท่านอย่างจริงใจมา ณ ที่นี้ครับ ...

ก่อนอื่น ขอเรียนว่า คำตอบของผมที่ว่า อนุญาตให้มุสลิม "ขาย" อาหารแก่คนพุทธเพื่อนำไปใส่บาตรได้นั้น ไม่ได้มีความหมายว่า อนุญาตให้มุสลิม "ใส่บาตร" ให้พระภิกษุได้ด้วย .. ดังที่บางคนนำไปพูดกันแพร่หลายขณะนี้ ซึ่งผมถือว่าผู้พูดมีเจตนาบิดเบือนข้อเขียนของผม ..
คงไม่ต้องถึงขั้นให้ผมท้าสาบานอีกนะว่า ผมไม่มีความคิดอย่างนั้นแม้เพียงกะผีกริ้นอยู่ในหัวใจ ...
เพราะกรณีการใส่บาตรให้พระภิกษุนี้ อย่าว่าแต่จะฟัตวาลงในเฟสว่าทำได้เลย แค่คิดผมก็ไม่เคยคิดจะอนุญาตให้มุสลิมคนใดกระทำด้วยซ้ำ ...

ยอมรับว่า คำตอบที่ผมตอบไปแล้วนั้น อาจหละหลวมหรือไม่ครอบคลุมไปนิดเพราะตั้งอยู่บนความเข้าใจ - ซึ่งก็คงเหมือนกับมุสลิมจำนวนมากที่เข้าใจ - ว่า เจตนารมณ์ของชาวพุทธในการใส่บาตรก็คือ การบริจาคอาหารให้พระภิกษุที่มาขอบริจาคอาหาร เพื่อนำไปรับประทานดำรงชีวิตเท่านั้น ไม่มีพิธีกรรมหรือความเชื่ออื่นใดนอกเหนือไปกว่านั้นเข้ามาร่วมด้วย ...
ผมจึงตอบไปว่า การขายอาหารให้ชาวพุทธในกรณีดังกล่าว ไม่ถือว่าขัดต่อหลักอะกีดะฮ์ของเราแต่ประการใด ...

คำตอบนี้ แม้จะไม่ผิด แต่ก็ไม่ครอบคลุมอย่างที่บอกแล้ว ..
ที่ผมไม่เน้นกับคำว่า "ใส่บาตร" อันเป็น "ภาษา" ของคนไทยพุทธโดยเฉพาะดังการท้วงติงของบางคน ก็เพราะผมอธิบายไปแล้วว่า การใส่บาตรหรือตักบาตรก็คือ การที่ชาวพุทธ - ไม่ว่าอาศัยอยู่ในประเทศใดในโลก - นำอาหารมามอบให้แก่พระสงฆ์ ด้วยการใส่ให้ในภาชนะ (บาตร)ที่พระสงฆ์นำมา ขณะที่ชาวพุทธประเทศอื่นจะไม่เรียกการให้อาหารพระสงฆ์ในลักษณะนี้ว่า "การใส่บาตร" เหมือนที่คนไทยพุทธเรียกแน่นอน ...

คำว่า "ตักบาตร" หรือ "ใส่บาตร" จึงเป็นเพียงวิวัฒนาการด้านภาษาของคนไทยเราเท่านั้น ไม่ใช่เป็นภาษาสากลของชาวพุทธทั้งโลก ...
ผมจึงให้ความสำคัญกับ "วิธี" การให้อาหารพระ มากกว่าให้ความสำคัญกับ "ภาษาศาสนา" ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามภาษาพูดของชาวพุทธแต่ละประเทศดังที่อธิบายมาแล้ว ...
อีกอย่างหนึ่ง เรื่อง"วิธีการให้" นี้ แม้กระทั่งตามหลักการศาสนาอิสลามของเราเอง ก็ไม่ได้จำกัดไว้เลยว่า "ให้" วิธีไหนใช้ได้ และ "ให้" วิธีไหนใช้ไม่ได้ ..
.
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าผู้ให้จะยื่นให้, จะโยนให้, จะวางไว้ให้ผู้รับมาหยิบเอาไปเอง หรือเอาไปใส่ในภาชนะที่ผู้ขอนำมา ก็ไม่ถือว่าผิดหลัก "การให้" ตามบัญญัติอิสลามข้อไหน ...
ขอเล่านิทานจริงสั้นๆเรื่องหนึ่งให้ฟัง ...

ขณะที่ผมเรียนอยู่ชั้น ป. 3 ป. 4 คุณพ่อและคุณแม่ของผมขายอาหารในเรือโดยสารขนาดกลางที่วิ่งระหว่างสงขลาและหัวไทรประจำทุกวัน ...

วันเสาร์และวันอาทิตย์ ผมจะติดตามท่านไปช่วยเสิร์ฟอาหารให้แก่ลูกค้าในเรือ รวมทั้งเก็บถ้วยจานมาล้างด้วย ..

เช้าวันหนึ่ง พระภิกษุรูปหนึ่งให้คนมาสั่งอาหารและให้ผมนำไปให้ท่าน ..
พอนำอาหารไปถึง ผมก็วางอาหารนั้นไว้ข้างหน้าของท่าน แต่ท่านไม่ยอมรับ ...

คนไทยพุทธที่เป็นคนมาสั่งอาหารบอกว่า "ประเคนให้ท่านซิ หนู"
ผมงงเพราะไม่เข้าใจคำว่าประเคน คนไทยพุทธคนนั้นจึงอธิบายว่า "ก็ส่งมันให้ถึงมือท่านซิ" ...

ผมจึงประเคน .. คือยื่นจานข้าวให้จนถึงมือพระภิกษุรูปนั้น ...

สรุปว่า "ประเคน" กับ"ใส่บาตร" ก็มีความหมายคล้ายๆกันในทางศาสนาพุทธ คำแรกหมายถึงส่งอาหารให้ถึงมือพระภิกษุ คำที่สองหมายถึงเอาอาหารใส่ในบาตรให้พระภิกษุ ...

ดังนั้น ถ้าจะเอาเป็นเอาตายกับภาษา การที่ผมยื่นอาหารให้ถึงมือพระในวันนั้น คงต้องมีปัญหาแน่นอน ...
ถ้าเราเรียกการกระทำของผมวันนั้นว่า "ยื่นอาหารให้พระ" ก็คงทำได้ เพราะการซื้อขายตามปกติไม่ว่าผู้ซื้อเป็นใคร เราก็ส่งให้ด้วยวิธีนี้อยู่แล้ว ...

แต่ถ้าเราเรียกการยื่นอาหารให้ถึงมือพระภิกษุวันนั้นว่า "ประเคนให้" ก็คงทำไม่ได้ เพราะ "ประเคน" เป็นภาษาศาสนาพุทธเหมือนกับคำว่า ใส่บาตร ...

ตกลง ทุกอย่างจึงมาติดชะงักอยู่ที่ "ภาษา" แทนที่จะคำนึงถึงข้อเท็จจริงของการกระทำว่าเป็นการกระทำอย่างเดียวกันที่ตามปกติก็ไม่ได้ขัดหลักการศาสนาอิสลามแต่ประการใด ...

ขอวกกลับมาพูดเรื่องข้อมูลที่มีผู้ส่งมาให้ผมอีกครั้ง ...

จากข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเรื่องการใส่บาตรที่ผู้หวังดีส่งมา ทำให้ได้รับรู้ว่า บางครั้งการตักบาตรหรือใส่บาตร มีอะไรหลายอย่างมากกว่าที่ผมเคยเข้าใจ ซึ่งทำให้ผมต้องพิจารณาคำตอบของผมในเรื่องนี้ใหม่ ...

ก่อนอื่น โปรดอ่านข้อมูลหนึ่งที่มาจากชาวพุทธเอง ดังนี้ ...

การตักบาตร คือประเพณีอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธปฏิบัติกันมาแต่สมัยพุทธกาล พระภิกษุจะถือบาตรออกบิณฑบาตเพื่อรับอาหารหรือทานอื่นๆ ตามหมู่บ้านในเวลาเช้า ผู้คนที่ออกมาตักบาตรจะนำของทำทานต่างๆ เช่น ข้าว อาหารแห้ง มาถวายพระ
ประเพณีนี้ชาวพุทธถือกันว่าเป็นการสร้างกุศล และถือว่าเป็นการแผ่ส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย โดยเชื่อกันว่าอาหารที่ถวายไปนั้นจะส่งถึงญาติผู้ล่วงลับด้วยเช่นกัน
วิธีการตักบาตร
การตักบาตรโดยทั่วไป
ผู้คนที่นำของที่เอามาตักบาตรจะยืนรออยู่ตรงทางที่พระภิกษุเดินผ่าน ส่วนมากของที่ผู้คนใช้นิยมตักบาตรเป็นหลักคือข้าว โดยก่อนที่พระภิกษุเดินทางมาถึงจะมีการนำถ้วยข้าวจบที่ศีรษะแล้วอธิษฐาน เมื่อพระภิกษุเดินทางมาถึงพระภิกษุจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคนที่จะตักบาตรแล้วเปิดฝาบาตร ก่อนที่จะตักบาตรคนที่ตักบาตรจะต้องถอดรองเท้าก่อน จากนั้นคนที่ตักบาตรจะนำทานที่ตนมีถวายพระ เมื่อให้เสร็จแล้วพระจะให้พร คนที่ตักบาตรประนมมือรับพร (โดยปกติแล้วจะนิยมคุกเข่าหรือนั่งยองๆ ประนมมือ ซึ่งผิดตามพระธรรมวินัย เพราะจะทำให้พระอาบัติ) ขณะที่ให้พรคนที่ตักบาตรอาจจะมีการกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับ (การกรวดน้ำนั้นอาจจะทำขณะที่พระให้พรหรือหลังจากการตักบาตรเสร็จสิ้นก็ได้) หลังจากที่พระภิกษุให้พรแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี ...

หมายเหตุ
จากคำอธิบายข้างต้นทำให้พอจะมองเห็นได้ว่า ตามข้อเท็จจริงแล้ว การตักบาตรในสมัยพุทธกาล มีเป้าหมายเพียงการให้อาหารแก่พระภิกษุเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น เพราะพระภิกษุไม่สามารถเก็บอาหารไว้รับประทานข้ามคืนได้ และไม่สามารถหุงหาอาหารเองได้ ...
ส่วนภาคปฏิบัติหรือความเชื่ออื่นๆ เช่นเชื่อว่า อาหารที่ใส่บาตรไปจะถึงไปยังวิญญาณผู้ตายก็ดี, การจบอาหารบนศีรษะก่อนจะใส่บาตรก็ดี, การกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลขณะพระสงฆ์กำลังให้พรหรือหลังจากให้พรก็ดี มิใช่เป็นบทบัญญัติหรือคำสอนทางศาสนาพุทธ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความเชื่อและประเพณีปฏิบัติของชาวพุทธยุคหลังๆทั้งสิ้น ...

สรุปจากข้อมูลข้างต้น ...
1. การตักบาตร เป็น "ประเพณี" อย่างหนึ่งของชาวพุทธ
2. การตักบาตร ชาวพุทธถือว่าเป็นการแผ่ส่วนกุศลให้กับญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว
3. ชาวพุทธเชื่อกันว่า อาหารที่ถวายไปนั้นจะส่งถึงญาติผู้ล่วงลับด้วย
4. ผู้ใส่บาตรจะนำถ้วยข้าวจบที่ศีรษะแล้วอธิษฐาน
5. พระภิกษุจะให้พรคนที่ใส่บาตรให้
6. ขณะที่พระภิกษุให้พรหรือหลังจากให้พร คนที่ตักบาตรอาจจะมีการกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับ .
..
จากผลสรุป 6 ประการข้างต้น ประการแรกก็เป็นที่รับรู้กันโดยปราศจากข้อขัดแย้งว่า การใส่บาตรนั้น เป็นประเพณีปฏิบัติของชาวพุทธ ซึ่งคงไม่มีมุสลิมที่เข้าใจศาสนาคนใดลอกเลียนแบบไปปฏิบัติแน่นอน เพราะการลอกเลียนแบบพิธีกรรมเฉพาะของศาสนาอื่น เป็นสิ่งที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวห้าม ...

ข้อสอง - คือการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย - ก็ไม่ใช่ปัญหาเท่าไร เพราะมุสลิมเราเองก็ยังมีเยอะแยะที่เลี้ยงอาหารเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย ...

เพราะถ้าเราขายอาหารให้คนพุทธไปใส่บาตรไม่ได้ด้วยเหตุผลข้อนี้ เราก็ขายอาหารให้มุสลิมที่ซื้ออาหารไปเลี้ยงเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คนตายไม่ได้ ด้วยเหตุผลข้อเดียวกัน ...
ส่วนข้อห้า คือภิกษุผู้รับอาหารอวยพรให้แก่ผู้ให้ อันนี้ก็ไม่แตกต่างจากมุสลิมเราที่ผู้รับเลี้ยงอาหาร ขอดุอาให้แก่ผู้เลี้ยงอาหารเราเช่นเดียวกัน .
..
แต่ที่ผมติดใจมากที่สุดก็คือ ข้อ 3, ข้อ 4 และข้อ 6
....
เพราะทั้ง 3 ข้อนี้ เป็นทั้ง "ภาคปฏิบัติ" และ "ความเชื่อ" (อะกีดะฮ์) ที่ขัดต่อหลักการอิสลามทั้งสิ้น ...
เพราะฉะนั้น ผมจึงขอเพิ่มเติมคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
...
(1). ถ้าชาวพุทธที่ซื้ออาหารไป นำอาหารนั้นไปให้แก่พระภิกษุด้วยการใส่บาตร เพื่อให้นำไปรับประทาน(ฉัน)เป็นการประทังชีพอย่างเดียว โดยไม่มีความเชื่อและภาคปฏิบัติที่ค้านต่อหลักการอิสลามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในขณะใส่บาตร ผมก็ยังยืนยันคำตอบเดิมว่า เราขายอาหารให้เขาให้ได้ครับ เพราะถือว่า การขายให้ในลักษณะนี้และการปฏิบัติของเขาในลักษณะนี้ไม่มีข้อใดค้านต่อบทบัญญัติของเรา ..

(2). ในกรณีที่ผู้ขายอาหารมั่นใจหรือรู้แน่ชัดว่า ชาวพุทธที่ซื้ออาหารไปเพื่อใส่บาตรให้พระภิกษุนั้น มีการปฏิบัติหรือมีความเชื่อหรือดังข้างต้น เช่นเชื่อว่า อาหารที่ใส่บาตรไปนั้นจะถึงไปยังวิญญาณญาติพี่น้องที่ตายด้วย, หรือก่อนจะใส่บาตร เขาจะเอาอาหารนั้นวางจบบนศีรษะแล้วอธิษฐาน หรือขณะพระภิกษุให้พร ผู้ใส่บาตรจะกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับ ...
อย่างนี้ ผมเห็นว่า เราจะขายอาหารให้ไม่ได้ .. เหมือนที่ผมอธิบายไปแล้วว่า เราจะขายเป็ดไก่ให้แก่ผู้ที่เรารู้ชัดเจนแล้วว่าจะนำไปเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษหรือบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ เพราะการขายให้ไปเท่ากับเราส่งเสริมหรือสนับสนุนสิ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติของอิสลาม ...

(3). ในกรณีผู้ขายอาหารรู้เพียงว่า ผู้ซื้อนำไปใส่บาตรให้พระภิกษุ แต่ไม่ทราบว่า ผู้ซื้อจะมีการปฏิบัติหรือมีความเชื่อที่ขัดต่อบทบัญญัติของอิสลามตามข้อใดข้อหนึ่งจาก 3 ข้อนั้นในตอนใส่บาตรหรือไม่ ตามหลักการแล้ว อนุญาตให้ขายให้ได้ เพราะอิสลามไม่มีบทบัญญัติให้ผู้ขายไปกำหนดเงื่อนไขหรือรับรู้ว่า สิ่งที่เราขายไปนั้น ผู้ซื้อจะนำไปทำอะไร, ลักษณะใดบ้าง
(4). แต่ถ้าเราค่อนข้างมั่นใจ, สงสัย หรือเกรงว่า ผู้ซื้อจะมีการปฏิบัติข้อใดข้อหนึ่งจาก 3 ประการนั้น ทางที่ดีเราก็ควรระงับจากการขายให้ เพื่อหลีกเลี่ยงจากการกระทำสิ่งชุบฮาต (คือสงสัยหรือคลุมเคลือว่าทำได้หรือไม่) ดังคำสั่งของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ..
ผมเองไม่ใช่คนแถ, รั้น, หรือเชื่อมั่นตัวเองสูงจนไม่รับฟังคำแนะนำของใคร ถ้าพิจารณาเห็นว่า คำแนะนำนั้นมีประโยชน์และถูกต้อง ผมก็ยินดีและพร้อมที่จะรับไปปฏิบัติทันทีครับ ...

วัลลอฮุ อะอฺลัม ...





วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ความรู้สึกมันห้ามกันไม่ได้


มีหลายๆกรณีที่อิสลามห้าม "การกระทำ"
แต่ไม่ห้าม "ความรู้สึก"
เพราะความรู้สึกมันห้ามกันไม่ได้
 โดยเฉพาะความรู้สึกเยี่ยงปุถุชนของมนุษย์ทุกคนที่ย่อมมีความรัก, ความเกลียดชัง, ความพอใจ หรือความไม่พอใจ
ตัวอย่างเช่น ในอายะฮ์ที่ 221 ซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงห้ามมิให้มุสลิมหรือมุสลิมะฮ์นิกาห์กับชาวมุชริกซึ่งเป็นเรื่องของการกระทำ แต่ถามว่า ในด้านความรู้สึก พระองค์ทรงห้ามมิให้มุสลิมชอบพอคนมุชริกที่มีรูปโฉมหรือคุณสมบัติบางอย่างต้องใจด้วยกระนั้นหรือ ? ความรู้สึกรักชอบห้ามกันได้หรือ ? ..
ข้อความจากพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า
 ولو أعجبتكم
 (แม้ว่านางจะเป็นที่ต้องใจของพวกเจ้าก็ตาม)
 บ่งบอกความหมายว่า พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ทรงห้ามการกระทำ คือการนิกาห์กับผู้หญิงมุชริกตราบใดที่นางยังไม่ศรัทธา แต่พระองค์มิได้ทรงห้ามความรู้สึก คือความรักชอบหรือความพึงใจของเราที่มีต่อนางเมื่อนางมีคุณสมบัติถูกใจเรา
 เพราะฉะนั้น กรณีการสิ้นพระชนม์ของในหลวงก็เช่นเดียวกัน..
อิสลามมิได้ห้ามความรู้สึกของมุสลิมที่จะมีความรักความอาลัยต่อการจากไปของพระองค์อันเนื่องมาจากคุณงามความดีและบุญคุณนานานัปการที่พระองค์ทรงมีต่อมุสลิม
แต่อิสลามห้ามมุสลิม "เลียนแบบ" ในการกระทำที่เป็นพิธีกรรมเฉพาะของศาสนาอื่น - เช่นการแต่งชุดดำด้วยเจตนาเพื่อไว้ทุกข์ - ดังเป็นที่ทราบกันดี
 เพราะฉะนั้น ขอร้องผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการมุสลิม - บางท่าน - อีกครั้งเถอะครับว่า กรุณาอย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บด้วยการพยายามสร้างปัญหาในสิ่งที่คนไทยทั้งพุทธและมุสลิมเข้าใจและยอมรับกันแล้ว เพราะผมสังเกตเห็นว่า ปัญหาเรื่องนี้หากจะเกิดขึ้น ก็มิใช่เกิดจากชาวพุทธ แต่เกิดจากนักวิชาการมุสลิมบางคนที่ขาดหิกมะฮ์ในการแสดงออกนี่แหละ ...




กรุณาใช้หิกมะฮ์



นักวิชาการบางท่านได้ให้ความหมายของคำว่า
 حكمة ว่า ...

الحكمة هى فعل ما ينبغى، فى الوقت الذى ينبغى، على الوجه الذى ينبغى

"หิกมะฮ์ก็คือ การกระทำสิ่งที่เหมาะสม(ถูกต้อง) ในเวลาที่เหมาะสม, ด้วยวิธีการที่เหมาะสม"

สรุปแล้ว ความหมายหิกมะฮ์ตามนัยนี้ก็คือ การกระทำ(หรือพูด)สิ่งที่ถูกต้องใดๆ จะต้องคำนึงถึงกาละเทศะด้วย และจะต้องอาศัยวิธีการที่เหมาะสม(หรือต้องใช้จิตวิทยา)ด้วย ...

เพราะฉะนั้น ใครจะทำหรือพูดอะไรในสถานการณ์เช่นนี้ กรุณาใช้หิกมะฮ์ด้วยครับ ...
อย่าสักแต่ว่า เมื่อสิ่งที่ฉันพูดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง(ในทัศนะของฉัน) ฉันก็จะพูด .. โดยไม่คำนึงถึงกาละเทศะและจิตวิทยาใดๆทั้งสิ้น ...

โบราณว่า "ปลาหมอตายเพราะปาก" เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ทุกยุคทุกสมัยครับ ...

ถาม

บางคนแปลว่า วิทยปัญญา

ตอบ

บางคนแปลว่า สุขุม ซึ่งก็ใกล้เคียงกับความหมายที่ผมเขียนมามากที่สุด ส่วนวิทยปัญญา ผมลองเปิดดูหนังสือพจนานุกรมแล้ว ยังหาไม่เจอ เลยไม่รู้ว่า มีหมายความว่าอย่างไร ...

คำว่า الحكمة ในอัล-กุรฺอานตามตำแหน่งต่างๆมีประมาณ 5-6 ความหมายครับ ส่วนความหมายที่ผมนำมาอ้างข้างต้น เขาก็ไม่ได้อ้างว่าเป็นความหมายจากอัล-กุรฺอาน แต่ก็ดูสอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบันดี เลยนำมาลงในเฟสเพื่อเตือนสติกันครับ ... ...





วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ขอร้องอีกครั้งเถอะครับ .. พี่น้องชาวไทยมุสลิมที่รักทุกท่าน ...


ขอร้องทั้ง "ท่านผู้รู้" ทุกท่านว่า .. ให้ยุติการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแต่งกายชุดดำเพื่อไว้ทุกข์ให้ในหลวงในเฟสได้แล้ว ....

เท่าที่หลายๆท่านชี้แจงมาในเฟสก็ชัดเจนและมากมายเกินพอแล้ว ..

และ .. ขอร้องทั้ง "ท่านผู้ไม่รู้" ด้วยว่า ให้ยุติการถาม, หรือแสดงออกถึง "ความไม่เข้าใจและไม่เดียงสาในศาสนาของท่านเอง" เรื่องนี้ในเฟสได้แล้วเช่นเดียวกัน ...

เพราะคำถามของท่าน, การแสดงออกในเฟส ถึงความไม่เข้าใจแม้กระทั่งหลักการศาสนาตัวเองของท่าน อาจสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้ หากผู้ตอบ ตอบคำถามของท่านด้วยสำนวนหรือวาจาที่ไม่เหมาะสม ...
เท่าที่ผมรับฟังและติดตามข่าวมาตลอด ดูเหมือนว่า ท่าน "ผู้หลักผู้ใหญ่" ในบ้านเมืองนี้ที่เป็นไทยพุทธหลายท่านก็ออกมาชี้แจงในลักษณะเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้ว ...

ก็อาจจะมี "ผู้เล็กผู้น้อย" บางท่าน (ผมขออนุญาตไม่ใช้คำคุณศัพท์ขยายต่อว่า - ที่ใจคอคับแคบ - นะครับ) เท่านั้นที่ไม่เข้าใจหรือแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ .. จนมองแค่ว่า ถ้ารักในหลวงจริงก็ต้องแต่งชุดดำไว้ทุกข์เท่านั้น จะแสดงออกด้วยวิธีอื่นใดไม่ได้ ..

จำไม่ได้หรือครับว่า ฟ้าหญิงอุบลรัตน์ฯ ได้เคยกล่าวไว้ในโครงการ “ทูบี นัมเบอร์วัน” ว่า ..
"ท่านสามารถเป็นหนึ่งในสังคมได้ โดยไม่ต้องพึ่งยาเสพย์ติด” ...
ผมก็ขออนุญาตยืมสำนวนของท่านมากล่าวในเชิงเปรียบเทียบในกรณีนี้ว่า ...
"ท่านสามารถแสดงความรักในหลวงได้โดยไม่ต้องสวมชุดไว้ทุกข์" ...

ตัวอย่างง่ายๆในเรื่องนี้ (อย่างที่มุสลิมบางคนนำเสนอในเฟส) ก็คือ การที่พระสงฆ์ซึ่งแม้จะรักในหลวงมากมายสักปานใด ก็ไม่อาจไว้ทุกข์ให้พระองค์ท่านด้วยการเปลี่ยนจีวรที่สวมเป็นสีดำได้ เพราะขัดต่อเงื่อนไขของศาสนาพุทธฉันใด ...

ด้วยเหตุผลเดียวกัน .. ชาวไทยมุสลิมซึ่งแม้จะรักในหลวงมากมายปานใด ก็ไม่อาจจะสวมชุดสีดำเพื่อไว้ทุกข์แก่พระองค์ท่านได้ เพราะการไว้ทุกข์เชิงสัญลักษณ์ทางการแต่งกายด้วยชุดดำ ขัดต่อเงื่อนไขของศาสนาอิสลามฉันนั้น ..

เพราะฉะนั้น พี่น้องมุสลิมท่านใดจะนำเอาเรื่องนี้หรือเรื่องอื่นมากล่าวเปรียบเทียบให้มองเห็นภาพลักษณ์ชัดเจน ก็ขอแนะนำว่า ไม่ควรใช้คำพูดกระแนะกระแหนหรือถามย้อนในลักษณะแดกดัน ...

เพราะผู้ฟังที่เป็นไทยพุทธบางท่านอาจเกิดความหมั่นไส้แทนที่จะยอมรับความจริงก็ได้ ...

บรรยากาศที่กำลังจะดี อาจเปลี่ยนแปลงเป็นมลพิษ ...

และ .. ปัญหาที่กำลังจะยุติ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ครับ


วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ชี้แจง .. บทวิภาษของ อ.อัชอะรีย์ต่อ อ.ปราโมทย์ (ตอนที่ 1)


ชี้แจงข้อกล่าวหาและข้อมูลบางอย่างในภาพรวม

โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้รับเอกสารชุดหนึ่งประมาณ 30 กว่าหน้าจากผู้ไม่ประสงค์ออกนาม .. เป็นเอกสารที่ถ่ายมาจากเว็บไซด์ของนักวิชาการบางท่าน (ซึ่งถ้าดูตามรายนามผู้ตรวจทานแก้ไข ก็น่าจะเป็นข้อเขียนของ อ. อัชอะรีย์) ...
เอกสารดังกล่าวเป็นการวิภาษหรืออีกนัยหนึ่งคือโต้แย้งข้อเขียนเรื่อง “วิภาษคำบรรยาย อ.กอเซ็ม เรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ” ของผม ที่บางเว็บไซด์ได้ขออนุญาตไปนำลง ดังเป็นที่ทราบกันดี ...
บอกตรงๆว่า นี่คือสิ่งที่ผมต้องการจะได้รับจากนักวิชาการและผู้อ่านในข้อเขียนแต่ละครั้ง เพราะผมถือว่าความแตกต่างด้านความคิดคือความจำเริญของวิชาการ และความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ไม่มีผู้ใดที่จะถูกต้องทั้งหมด หรือรอบรู้ไปเสียทุกเรื่อง ...
การโต้แย้งจึงเปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เรารู้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ ...
เสียดายที่ผมเองไม่มีโอกาสที่จะรับรู้ข้อมูลอีกมากมายจากอินเตอร์เน็ต นอกจากจะมีผู้ถ่ายเอกสารออกมาให้เท่านั้น เพราะที่บ้านผมยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ...
จึงขอเรียนให้ อ.อัชอะรีย์ทราบว่า ข้อวิภาษของท่านต่อบทความของผม – ไม่ว่าเรื่องใด -- เป็นสิ่งที่ผมรับฟังด้วยความเคารพเสมอ แต่มิได้หมายความว่าข้อวิภาษหรือความเข้าใจของท่านจะเป็นเรื่องถูกต้องไปเสียทั้งหมด ...
ดังนั้น ข้อวิภาษใดของท่านที่ผมมิได้ชี้แจง จึงมิได้เป็นการยอมรับความถูกต้อง แต่เป็นเพราะผมไม่ได้รับข้อมูลนั้น ...
สำหรับเรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺที่ผมเขียนโต้แย้ง อ.กอเซ็มไป ก็ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ผมไม่ได้โต้แย้ง อ.กอเซ็มในประเด็นเรื่องผลบุญนั้นถึงผู้ตายหรือไม่ และผมก็ไม่บังอาจพอที่จะตัดสินว่า ผู้ตายจะได้รับประโยชน์จากการอ่านอัล-กุรฺอ่านนั้นหรือไม่ .. แต่เกือบทั้งหมดผมโต้แย้งในแง่ข้อเท็จจริงของหลักฐานว่า เชื่อถือได้หรือไม่เพียงใด .. ดังที่ปรากฏในข้อเขียนนั้น ...
ผมจึงไม่เคย “ฟันธง” ในปัญหาขัดแย้ง, ไม่ว่าในข้อเขียนเรื่องใด .. อันเป็นที่ทราบกันดีสำหรับผู้ที่ติดตามอ่านข้อเขียนของผม ...
ดังนั้น คำกล่าวของ อ.อัชอะรีย์ที่ว่า ผม “ฟันธง” ว่าบิดามารดาท่านนบีย์เป็นชาวนรก – ทั้งๆที่ผมได้เขียนไว้อย่างชัดเจนในตอนสรุปแล้วว่า การวิเคราะห์ของผมอาจผิดก็ได้ – จึงถือว่าเป็นการโกหกคำโต ...
อันเนื่องมาจาก อ.อัชอะรีย์ได้เขียนวิภาษผมในลักษณะวกวนและบางครั้งก็ซ้ำซาก ดังนั้นเพื่อความเข้าใจง่ายของผู้อ่าน ผมจึงได้เขียนชี้แจงเป็นเรื่องๆไปตามลำดับของผม (แต่ไม่ได้ตามลำดับของ อ.อัชอะรีย์) ดังต่อไปนี้ ...
(1). ชี้แจงข้อกล่าวหาและข้อมูลบางอย่างในภาพรวม ...
(2). ชี้แจงเรื่อง อนุญาตให้นำหะดีษเฎาะอีฟมาปฏิบัติได้ ...
(3). ชี้แจงเรื่อง โครงสร้างอิบาดะฮ์คือระงับจากการปฏิบัติจนกว่าจะมีบทบัญญัติ (4). ชี้แจงเรื่อง ห้ามนมาซที่กุบูรฺ ...
(5). ชี้แจงเรื่อง การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ ...
(6). ชี้แจงเรื่อง อุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย ? หรือทำแทนผู้ตาย ? ...
(7). ชี้แจงเรื่อง คำพูด อ.กอเซ็มที่ว่า ไม่มีหลักฐานห้ามคือทำได้, และการแก้ต่างของ อ.อัชอะรีย์ ...
(8). ชี้แจงเรื่อง สิ่งที่ท่านนบีย์ละทิ้ง มิได้หมายความว่าจะต้องละทิ้งตาม ...
(1). ชี้แจงข้อกล่าวหาและข้อมูลบางอย่างในภาพรวม ...
1.1 อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ...
“ผมได้รับบทความของ อ.ปราโมทย์ที่ทำการวิภาษ อฺกอเซ็ม โมฮัมมัดอะลี อันเผ็ดร้อนและเกินเลยมารยาทเชิงวิชาการ โดยผ่านการแนะนำจากพี่น้องวะฮาบีย์ ....”
ชี้แจง
สิ่งที่ผมเขียนไป ผู้อ่านทุกกท่านคงไม่มีใครปฏิเสธว่าผมเขียนวิเคราะห์เชิงวิชาการจริงๆดังที่เห็นกันนั้น (ซึ่งการวิเคราะห์จะผิดหรือถูก เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) .. แต่ไม่มีข้อความใดที่จะเรียกว่า “เกินเลยมารยาทเชิงวิชาการ” ดังที่ อ.อัชอะรีย์กล่าวหาผม
ทั้งนี้เพราะผมรักษามารยาทเชิงวิชาการอยู่เสมอ ด้วยการไม่ก้าวร้าวต่อนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิของอิสลามท่านใดในอดีตที่มีทัศนะแตกต่างกับผมแม้แต่ท่านเดียว .. นอกจากจะเขียนโต้แย้งทัศนะของท่านตามมุมมองของผมเท่านั้น ...
จุดเดียวจากบทความของผมข้างต้นที่อาจจะมองว่าผมเกินเลยก็คือการแปลคำพูดของนักวิชาการที่กล่าวถึงท่านอัล-หากิมและท่านอิบนุหิบบานที่ว่า تَسَاهُلٌ فِى التَّصْحِيْحِ (ซึ่งผมแปลว่าสะเพร่าในการตัดสินความถูกต้องของหะดีษ) .. ข้อนี้ผมยอมรับว่าเป็นการใช้คำแปลที่ไม่เหมาะสม แต่ผู้กล่าวหาดังกล่าวนี้คือนักวิชาการหลายท่านในอดีต มิใช่ผมเป็นผู้กล่าวหา .. และการแปลดังกล่าวแม้จะไม่เหมาะสม แต่ผมมั่นใจว่า ไม่ออกนอกกรอบของ “เจตนารมณ์” จากคำกล่าวข้างต้น ดังจะได้อธิบายต่อไป ...
ส่วนคำว่า “เผ็ดร้อน” นั้น (ความจริงน่าจะเรียกว่าเป็นการ “แซว” ที่เผ็ดร้อนมากกว่า).. หากพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ จะอยู่ในรูปของคำถามที่มีต่อ อ.กอเซ็ม .. ซึ่งท่านคงไม่ปฏิเสธว่า แม้จะแซวเผ็ดร้อนไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คำพูดหยาบคายแต่ประการใด ...
แต่คำกล่าวหาของท่าน อ.อัชอะรีย์ข้างต้นต่อผู้ที่มีทัศนะตรงข้ามกับท่านที่ว่า “โดยผ่านการแนะนำจากพี่น้องวะฮาบีย์” .. ซึ่งคำว่า “วะฮาบีย์” นี้ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ามิใช่เป็นคำพูดยกย่อง แต่เป็นคำประณามหรือโจมตีผู้ที่มีทัศนะสอดคล้องกับท่านมุหัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ .. และตามที่ผมได้รับทราบมา (ถ้าผิดก็ขออภัย) ว่า อ.อัชอะรีย์เองเคยก้าวร้าวต่อท่านอิบนุตัยมียะฮ์, ท่านมุหัมมัด บินอับดุลวะฮ์ฮาบ, ท่านอิบนุ้ลก็อยยิม, ท่านอัล-อัลบานีย์ เป็นต้น อย่างรุนแรงในเว็บไซด์ของท่าน ...
ผมไม่ทราบว่า การก้าวร้าวนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิที่มุสลิมทั่วโลกให้การยอมรับเหล่านั้นจะเป็นการ “เกินเลยมารยาทนักวิชาการ” หรือเปล่า ? ...
1.2 อ.อัชอะรีย์ได้อ้างคำพูดของท่านซุฟยานอัษ-เษารีย์จากหนังสือ “หิลยะตุ้ลเอาลิยาอ์” เล่มที่ 6 หน้า 367 (ที่บ้านผมเป็นเล่มที่ 6 หน้า 407) และอ้างคำพูดของท่านอิบนุตัยมียะฮ์จากหนังสือมัจญมูอะฮ์ อัล-ฟะตาวีย์ของท่าน ซึ่งสรุปได้ว่า เมื่อเห็นผู้ใดกระทำสิ่งซึ่งเป็นเรื่องขัดแย้งของนักวิชาการโดยที่เรามีทัศนะตรงข้ามกับเขา ก็จงปล่อยให้เขาทำไป, .. อย่าไปห้าม, คัดค้านหรือตำหนิเขา ...
ชี้แจง
แม้ผมจะเห็นด้วยกับบางส่วน (ไม่ใช่ทั้งหมด) ของคำพูดของท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์และท่านอิบนุตัยมียะฮ์ข้างต้น แต่ในกรณีนี้ ผมอยากจะขอถาม อ.อัชอะรีย์เพียง 2 คำถามคือ ...
ก. การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเป็นปัญหาขัดแย้งของนักวิชาการ .. ข้อนี้ อ.อัชอะรีย์คงไม่ปฏิเสธ ...
ดังนั้น เมื่อเห็นผู้ใดอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ ก็อย่าไปห้ามหรือตำหนิเขา .. นี่คือเนื้อหาจากคำกล่าวของท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์และท่านอิบนุตัยมียะฮ์ ที่ อ.อัชอะรีย์นำเสนอมานั้น ...
ผมจึงอยากจะถามว่า ..
แล้วการที่ท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัลเข้าไปกล่าวในลักษณะคัดค้านต่อชายตาบอดผู้หนึ่งขณะที่เขากำลังอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺว่า ...
يَا هَذَا إِنَّ الْقِرَاءَةَ عِنْدَالْقَبْرِ بِدْعَةٌ! : นี่แน่ะคุณ, การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรเป็นบิดอะฮ์นะ! ...
อ.อัชอะรีย์จะอธิบายในเรื่องนี้อย่างไรไม่ทราบ ? ...
ข. การ “คัดค้านหรือห้าม” เมื่อเห็นผู้กระทำสิ่งที่เป็นปัญหาขัดแย้ง กับ “การเสนอแนะข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการในปัญหาขัดแย้ง” เหมือนกันหรือแตกต่างกัน ? ...
หากตอบว่า การเขียนวิเคราะห์และเสนอแนะข้อเท็จจริงตามหลักวิชาการในปัญหาขัดแย้ง กับการคัดค้านหรือห้ามผู้ที่มีทัศนะตรงกันข้าม มีความหมายเหมือนกัน บรรดานักวิชาการเกือบทั้งหมดในอดีตก็ล้วนไม่ถูกต้องที่ไปเขียนเสนอแนะทัศนะของตนเองในปัญหาขัดแย้งใดก็ตาม เพราะเท่ากับเป็นการคัดค้านหรือห้ามทัศนะผู้อื่นที่ขัดแย้งกับตนเองว่าไม่ถูกต้อง ตามมุมมองนี้ ...
แต่ถ้าหากตอบว่า ทั้งสองกรณีนั้นไม่เหมือนกัน ก็ขอบอกว่า ผมไม่เคยไปสะกิดไหล่ใครเพื่อ “คัดค้านหรือห้าม” ไม่ให้อ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ -- ดังเช่นที่ท่านอิหม่ามอะห์มัดกระทำต่อชายตาบอดผู้นั้น -- แม้แต่คนเดียว .. นอกจากที่กระทำอยู่ก็คือการเขียนวิเคราะห์หลักฐานตามหลักวิชาการอย่างที่เห็นอยู่นี้เท่านั้น ..



ชี้แจง .. บทวิภาษของ อ.อัชอะรีย์ต่อ อ.ปราโมทย์ (ตอนที่ 2)


ชี้แจงเรื่อง อนุญาตให้นำหะดีษเฎาะอีฟมาปฏิบัติได้

โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

(2). ชี้แจงเรื่อง อนุญาตให้นำหะดีษเฎาะอีฟมาปฏิบัติได้ ...
อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ...
“เหตุใดถึงต้องหุก่มบิดอะฮ์อุตริกรรมในศาสนา และต้องด่าทอผู้ที่มีทัศนะอ่านกุรฺอ่านที่กุบูรฺได้ ทั้งที่ปราชญ์สะละฟุสศอลิห์แห่งอุมมะฮ์อิสลามส่วนมากหรือมีมติ (อิจญมาอฺ) ผ่อนปรนการรายงานและปฏิบัติฮะดีษฎออีฟได้ .....”
ชี้แจง
2.1 ผมไม่ปฏิเสธว่า แม้ในทัศนะของผมจะมองว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเป็นบิดอะฮ์ .. ซึ่งความเชื่อนี้ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผม ...
แต่ผมกล้ายืนยันว่า ตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้ายในการวิภาษข้อเขียน อ.กอเซ็มเล่มนั้น ไม่มีตอนใดเลยที่ผมจะด่าทอผู้อ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ หรือกล่าวหุก่มจากปากของตนเองว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ เป็นบิดอะฮ์! .. นอกจากการอ้างถึงคำพูดที่ว่า “การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเป็นบิดอะฮ์” นี้ว่า เป็นทัศนะของนักวิชาการบางท่าน อาทิเช่น ท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัล, หรือท่านอัล-อัลบานีย์เป็นต้น ...
ยิ่งไปกว่านั้น ขอเรียนว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่สนับสนุน,ไม่ส่งเสริม,.. แถมยังแอนตี้และไม่ชอบให้ผู้ใดนำคำว่า “บิดอะฮ์” มาใช้กล่าวหาผู้อื่นที่มีทัศนะแตกต่างกับตัวเองอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะผมถือว่าปัญหาขัดแย้งต่างๆก็ดี, เรื่องบิดอะฮ์บางเรื่องก็ดี เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเป็นการ “มองต่างมุม” ของนักวิชาการทั้งอดีตและปัจจุบัน ...
หน้าที่ของพวกเรา(ตามทัศนะของผม) ก็คือ ต้องยึดมั่นในซุนนะฮ์ให้แน่นแฟ้น, รักษาเอกภาพของความเป็นพี่น้องมุสลิม และให้หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เรามองว่าเป็นบิดอะฮ์ .. โดยไม่ต้องไปหุก่มหรือประณามพี่น้องมุสลิมคนใดว่าทำบิดอะฮ์ เพราะพระองค์อัลลอฮ์คือผู้พิพากษาโทษการกระทำของเขา ไม่ใช่เรา ...
นี่คือสิ่งที่ผมพร่ำย้ำเตือนอยู่เสมอในการบรรยายและการสอนในปัจจุบัน ซึ่งบรรดาศิษย์ที่ศึกษาอยู่กับผมทุกคนย่อมเป็นพยานยืนยันได้ หรือหาก อ.อัชอะรีย์จะไปอ่านตอนต้นบทความเรื่อง การอ่านกุนูตในนมาซซุบห์ของผม ก็คงจะเข้าใจ “จุดยืน” ของผมในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ...
ส่วนการที่ผมเขียนวิภาษ อ.กอเซ็ม ก็เป็นเรื่องของความขัดแย้งเชิงวิชาการระหว่างนักวิชาการด้วยกัน มิใช่เขียนเพื่อประณามพี่น้องมุสลิมคนใดทั้งสิ้น ...
2.2 ส่วนคำกล่าวของท่านที่ว่า .. “ปราชญ์สะละฟุสศอลิห์แห่งอุมมะฮ์อิสลามส่วนมากหรือมีมติ (อิจญมาอฺ) ผ่อนปรนการรายงานและปฎิบัติฮะดีษฎออีฟได้” .. นั้น
คำกล่าวนี้ของ อ.อัชอะรีย์เป็นเรื่องไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจจะทำให้ผู้ที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงเข้าใจผิดว่า หะดีษเฎาะอีฟ – ทุกเรื่อง – นักวิชาการส่วนมากหรือเป็นมติเป็นเอกฉันท์ของนักวิชาการว่า ผ่อนปรนให้รายงานและนำมาปฏิบัติได้ ...
ความเข้าใจดังกล่าวนี้ ไม่เคยปรากฏอยู่ในตำราหะดีษเล่มใดทั้งสิ้น เพราะเรื่องการรายงานหะดีษเฎาะอีฟก็ดี, การนำหะดีษเฎาะอีฟมาปฏิบัติก็ดี ล้วนเป็นปัญหาขัดแย้งระหว่างนักวิชาการมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแล้ว ...
การอ้างว่ามี “อิจญมาอฺ” หรือมติเอกฉันท์ในเรื่องนี้ จึงเป็นการ“มั่วนิ่ม”ของ อ.อัชอารีย์อย่างชัดเจน ...
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นดังนี้ ...
ในเรื่องของ “การรายงาน” นั้น ท่านมุสลิมและนักวิชาการหะดีษจำนวนมากกล่าวว่าไม่อนุญาตให้รายงานหะดีษใด เว้นแต่ถ้าผู้รายงานเป็นผู้มีความรู้เรื่องสถานภาพของหะดีษก็จะต้องแจ้งสถานภาพของมันด้วยเสมอ (ดูหนังสือ “เศาะเหี๊ยะฮ์มุสลิม” หน้า 8-9, 28, และหนังสือ “ตะมามุ้ลมินนะฮ์” ของท่านอัล-อัลบานีย์ หน้า 32 เป็นต้น) ...
ท่านอะห์มัด มุหัมมัดชากิรฺ นักวิชาการหะดีษชาวอินเดีย ได้กล่าวในหนังสือ “อัล-บาอิษ อัล-หะษีษ” หน้า 91 ว่า ...
وَالَّذِىْ أَرَاهُ أَنَّ بَيَانَ الضَّعْفِ فِى الْحَدِيْثِ الضَّعِيْفِ وَاجِبٌ فِىْ كُلِّ حَالٍ، ِلأَنَّ تَرْكَ الْبَيَانِ يُوَهِّمُ الْمُطَّلِعَ عَلَيَهْ ِأَنَّهُ حَدِيْثٌ صَحِيْحٌ!، خُصُوْصًا إِذَا كَانَ النَّاقِلُ لَهُ مِنْ عُلَمَاءِ الْحَدِيْثِ الَّذِيْنَ يُرْجَعُ إِلَي قَوْلِهِمْ فِىْ ذَلِكَ، وَأَنَّهُ لاَ فَرْقَ بَيْنَ اْلأَحْكَامِ وَبَيْنَ فَضَائِلِ اْلأَعْمَالِ وَنَحْوِهَا فِىْ عَدَمِ اْلأَخْذِ بِالرِّوَايَةِ الضَّعِيْفَةِ ....
“สิ่งซึ่งเป็นมุมมองของข้าพเจ้าก็คือ การบอก “ความเฎาะอีฟ” ของหะดีษเฎาะอีฟนั้น เป็นสิ่งวาญิบในทุกๆกรณี (คือไม่ว่าจะเป็นหะดีษเฎาะอีฟเกี่ยวกับเรื่องหะล้าล-หะรอม หรือเรื่องฟะฎออิลุ้ลอะอฺมาล) .. เพราะการไม่บอกความเฎาะอีฟจะทำให้ผู้ที่พบเห็นหะดีษนั้นอาจเข้าใจผิดว่ามันเป็นหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ที่คัดลอกหะดีษนั้นมารายงาน เป็นนักวิชาการหะดีษที่ประชาชนยอมรับคำพูดของเขา และ(ข้าพเจ้ายังเห็นว่า) แท้จริงไม่มีข้อแบ่งแยกแต่อย่างใดในระหว่างเรื่องหุก่มต่างๆกับเรื่องฟะฎออิลุ้ลอะอฺมาลหรือเรื่องอื่นๆ ในแง่ที่ไม่ให้นำเอารายงานที่เฏาะอีฟมาปฏิบัติ” ...
ทัศนะของท่านอะห์มัด มุหัมมัดชากิรฺในวรรคหลังๆนี้ ตรงกันกับคำกล่าวของท่านหาฟิศ อิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ในหนังสือ “تَبْيِيْنُ الْعَجَبِ” ดังจะได้กล่าวต่อไป
แต่ถ้าผู้นำหะดีษมาบอกเล่าต่อผู้อื่น ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจในสถานภาพของหะดีษนั้นว่าจะเศาะเหี๊ยะฮ์หรือเฎาะอีฟ ก็ไม่อนุญาตให้ใช้คำพูดอย่างชัดเจนว่า “ท่านนบีย์ กล่าวว่า ...” แต่ให้ใช้คำพูดคลุมเครือว่า “ถูกอ้างรายงานมาจากท่านนบีย์ .....” .. หรือ “มีการอ้างรายงานมาจากท่านนบีย์ ....” เป็นต้น ...
(จากหนังสือ “อุลูมุลหะดีษ” ของท่านอิบนุศ ศอลาห์ หน้า 94) ...
กฎเกณฑ์ข้อนี้ มักจะถูกละเลยจากนักวิชาการปัจจุบันจำนวนมากที่ชอบนำเอาหะดีษเฎาะอีฟมารายงานหรือบอกต่อเพื่อให้ชาวบ้านรับไปปฏิบัติโดยมิได้แจ้งว่ามันเป็นหะดีษเฎาะอีฟ .. ยิ่งไปกว่านั้น ผู้รู้บางท่านยังกล่าวอย่างชัดเจนตอนอ้างหะดีษเฎาะอีฟต่อชาวบ้านว่า “ท่านนบีย์กล่าวว่า ........” ซึ่งสำนวนอย่างนี้ถือเป็นเรื่องต้องห้ามดังคำกล่าวของท่านอิบนุศศอลาห์ข้างต้น ...
ส่วนข้ออ้างที่ว่า “นักวิชาการส่วนมากหรือมีมติ(อิจญมาอฺ)ผ่อนปรนให้ให้ปฏิบัติหะดีษเฎาะอีฟได้” .. ทำไม อ.อัชอะรีย์ไม่บอกให้ชัดเจนด้วยว่าหะดีษเฎาะอีฟที่นักวิชาการส่วนมากผ่อนปรนให้ปฏิบัติได้นั้น เฎาะอีฟในลักษณะไหน ? .. เฎาะอีฟในเรื่องใด ?.. และที่ว่าปฏิบัติได้นั้น มีเงื่อนไขอย่างไร ? ...
ผมขออธิบายในกรณีนี้ดังนี้ ...
นักวิชาการมีทัศนะขัดแย้งกันในเรื่อง “การปฏิบัติ” ตามหะดีษเฎาะอีฟเป็น 3 ทัศนะ (ดังระบุในหนังสือ “กอวาอิด อัต-ตะห์ดีษ” หน้า 113) คือ ...
ทัศนะที่หนึ่ง หะดีษเฎาะอีฟทุกบท --ไม่ว่าเรื่องหุก่มต่างๆหรือเรื่องฟะฎออิลุ้ลอะอฺมาล – ห้ามนำมาปฏิบัติโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น .. นี่คือทัศนะของท่านยะห์ยา บินมะอีน, ท่านอบูบักรฺ อิบนุลอะรอบีย์, ท่านอิบนุหัสม์, และตามรูปการณ์แล้วน่าจะเป็นทัศนะของท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิมด้วย ...
ทัศนะที่สอง หะดีษเฎาะอีฟทุกบท – ไม่ว่าเรื่องหุก่มต่างๆหรือเรื่องฟะฎออิลุ้ลอะอฺมาล – สามารถนำมาปฏิบัติได้โดยปราศจากเงื่อนไข ...
ท่านอัส-สะยูฏีย์อ้างว่า นี่คือทัศนะของท่านอบูดาวูดและท่านอิหม่ามอะห์มัด ...
หมายเหตุ
โปรดเข้าใจด้วยว่า คำว่า “หะดีษเฎาะอีฟ” ตามทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัดในที่นี้ หมายถึง “หะดีษหะซัน” หรือหะดีษที่สวยงามตามคำกล่าวของท่านอัต-ติรฺมีซีย์ มิใช่หะดีษเฎาะอีฟตามมุมมองของนักวิชาการท่านอื่นๆ ...
นี่คือคำอธิบายของท่านอิบนุตัยมียะฮ์ในหนังสือ “มินฮาจญ์ อัส-ซุนนะฮ์” ดังการอ้างอิงในหนังสือ “กอวาอิด อัต-ตะห์ดีษ” ของท่านอัล-กอซิมีย์ หน้า 118 ...
ทัศนะที่สาม .. เป็นทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ .. ถือว่า อนุญาตให้นำหะดีษเฎาะอีฟมาปฏิบัติในเรื่องฟะฎออิลุ้ลอะอฺมาล, เรื่องบาปบุญ, เรื่องสนับสนุนให้ทำความดีและสำทับให้หวาดกลัวจากการทำความชั่วได้ โดยมีเงื่อนไข (ดังมีระบุในหนังสือ “กอวาอิด อัต-ตะห์ดีษ” หน้า 116 และหนังสือหะดีษอื่นๆแทบทุกเล่ม) ดังนี้ ...
1. หะดีษนั้นจะต้องไม่เฎาะอีฟมากเกินไป ...
2. หะดีษนั้น จะต้องอยู่ภายใต้พื้นฐานแห่งการปฏิบัติอยู่ก่อนแล้ว (หมายถึงมีหะดีษที่เศาะเหี๊ยะฮ์ในเรื่องนั้นมายืนยันไว้แล้ว) และ ...
3. จะต้องไม่ยึดมั่นขณะปฏิบัติว่า หะดีษนั้นเป็นหะดีษที่แน่นอนหรือถูกต้อง แต่ให้ยึดมั่นว่า เป็นการปฏิบัติ “เผื่อๆ” เท่านั้น ...
นอกจากเงื่อนไข 3 ประการข้างต้นแล้ว ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ยังได้เสนอเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกว่า ...
أُشْتُهِرَ أَنَّ أَهْلَ الْعِلْمِ يَتَسَاهَلُوْنَ فِىْ إِيْرَادِ اْلأَحَادِيْثِ فِى الْفَضَائِلِ وَإِنْ كَانَ فِيْهَا ضَعْفٌ مَالَمْ تَكُنْ مَوْضُوْعَةً، وَيَنْبَغِىْ مَعَ ذَلِكَ إِشْتِرَاطُ أَنْ يَعْتَقِدَ الْعَامِلُ كَوْنَ ذَلِكَ الْحَدِيْثِ ضَعِيْفًا! وَأَنْ لاَ يُشْهِرَ ذَلِكَ لِئَلاَّ يَعْمَلَ الْمَرْءُ بِحَدِيْثٍ ضَعِيْفٍ فَيُشَرِّعَ مَالَيْسَ بِشَرْعٍ، أَوْ يَرَاهُ بَعْضُ الْجُهَّالِ فَيَظُنَ أَنَّهُ سُنَّةٌ صَحِيْحَةٌ، وَقَدْ صَرَّحَ بِمَعْنىَ ذَلِكَ اْلأُسْتَاذُ أَبُوْ مُحَمَّدِ بْنُ عَبْدِالسَّلاَمِ وَغَيْرُهُ، وَلْيَحْذَرِالْمَرْءُ مِنْ دُخُوْلِهِ تَحْتَ قَوْلِهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ .... "مَنْ حَدَّثَ عَنِّىْ بِحَدِيْثٍ يُرَى أَنَّهُ كَذِبٌ فَهُوَ أَحَدُ الْكَاذِبَيْنِ" .. فَكَيْفَ بِمَنْ عَمِلَ بِهِ ؟! وَلاَ فَرْقَ فِىْ الْعَمَلِ بِالْحَدِيْثِ فِى اْلأَحْكَامِ أَوْ فِى الْفَضَائِلِ إِذِالْكُلُّ شَرْعٌ!
“เป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลายว่า นักวิชาการได้ผ่อนปรนให้บอกเล่าหะดีษในเรื่องของฟะฎออิลุ้ลอะอฺมาลได้ แม้ในมันจะมีความเฎาะอีฟอยู่บ้างก็ตามตราบใดที่มันมิใช่หะดีษเก๊ เกี่ยวกับเรื่องนี้ สมควรมีเงื่อนไขด้วยว่า ผู้ปฏิบัติจะต้องยึดมั่นว่าหะดีษบทนั้นเป็นหะดีษเฎาะอีฟ และการปฏิบัติดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้แพร่หลายด้วย! ทั้งนี้ก็เพื่อมิให้บุคคลใดนำหะดีษเฎาะอีฟมาปฏิบัติจนเป็นสาเหตุให้เขา(ได้ชื่อว่า) เป็นผู้ตราบทบัญญัติในสิ่งที่มันมิใช่เป็นบทบัญญัติ หรืออาจจะมีผู้ไม่รู้บางคนมาเห็น(การกระทำของ)เขาแล้วเลยเข้าใจว่ามันคือซุนนะฮ์ที่ถูกต้อง .. แน่นอน ความหมายดังที่กล่าวมานี้ ท่านอุซตาซอบูมุหัมมัด อิบนุอับดิสสลามและนักวิชาการท่านอื่นๆได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนแล้ว และบุคคลผู้นั้น(คือผู้ปฏิบัติตามหะดีษเฎาะอีฟ) ก็พึงระวังให้จงหนักจากการล่วงล้ำเข้าสู่ภายใต้คำกล่าวท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมที่ว่า .. “ผู้ใดอ้างรายงานจากฉัน ด้วยหะดีษใดที่ถูกมองว่ามันเป็นท็จ เขาก็คือหนึ่งจากสองที่ร่วมกันกล่าวเท็จ” .. (ขนาดผู้อ้างรายงานหะดีษเฎาะอีฟยังต้องระวังขนาดนี้) แล้วผู้ที่ปฏิบัติมันล่ะ จะ(ต้องระวัง)สักขนาดไหน ? และไม่มีข้อแตกต่างอันใดในระหว่างการปฏิบัติตามหะดีษในเรื่องหุก่มต่างๆหรือเรื่องฟะฎออิลุ้ลอะอฺมาล เพราะทั้งหมดคือบทบัญญัติเหมือนกัน” ...
(โปรดดูหนังสือ “تَبْيِيْنُ الْعَجَبِ بِمَا وَرَدَ فِىْ فَضْلِ رَجَبَ” ของท่านอิบนุหะญัรฺหน้า 3-4) ...
คำกล่าวของท่านอิบนุหะญัรฺที่ว่า .. “ไม่มีข้อแตกต่างอันใดในระหว่างการปฏิบัติตามหะดีษในเรื่องหุก่มต่างๆหรือเรื่องฟะฎออิลุ้ลอะอฺมาล เพราะทั้งหมดคือบทบัญญัติเหมือนกัน” .. แสดงว่า “แนวโน้ม” ของท่านอิบนุหะญัรฺในเรื่องนี้ก็คือ ไม่อนุญาตให้นำหะดีษเฎาะอีฟมาปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุก่มหรือเรื่องฟะฎออิลุ้ลอะอฺมาล ...
สำหรับนักวิชาการที่มีทัศนะว่า อนุโลมให้นำหะดีษเฎาะอีฟมาปฏิบัติในเรื่องฟะฎออิลุ้ลอะอฺมาลได้ ท่านอิบนุหะญัรฺก็ได้กำหนดเงื่อนไขในการปฏิบัติไว้หลายประการดังกล่าวมาแล้ว ...
จากเงื่อนไขดังกล่าวนั้น – โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากข้อที่ 3 และเงื่อนไขเพิ่มเติมของท่านอิบนุหะญัรฺ – ผมจึงขอถาม อ.อัชอะรีย์ว่า ...
ก. การที่ผู้รู้บางท่านส่งเสริมและสนับสนุนชาวบ้านให้ยอมลงทุนว่าจ้าง ให้มีการเฝ้าและอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺอย่างเป็นล่ำเป็นสันด้วยเงินค่าจ้างเป็นเรือนหมื่นหรือหลายหมื่นดังที่นิยมปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายทั้งๆที่หะดีษเรื่องอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรเป็นหะดีษเฎาะอีฟนั้น แน่ใจหรือว่า ชาวบ้านเหล่านั้น “ทำเผื่อ” ดังเงื่อนไขข้างต้น หรือพวกเขาทำเพราะเชื่อมั่นว่าหะดีษในเรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ เป็นหะดีษที่ถูกต้องตามการชี้นำของผู้รู้กันแน่ ??? ...
ข. แน่ใจไหมว่า การที่ชาวบ้าน “จ้าง” อ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ (หรือแม้แต่ที่บ้าน) จะมีผลบุญที่จะอุทิศให้ผู้ตายได้ ? ...
ทั้งนี้เพราะท่านอัล-มะรอฆีย์ได้กล่าวในหนังสือ “ตัฟซีรฺอัล-มะรอฆีย์” เล่มที่27 หน้า 66 ว่า ...
وَمَذْهَبُ أَحْمَدَ بْنِ حَنْبَلٍ وَجَمَاعَةٍ مِنَ الْعُلَمَاءِ أَنَّ ثَوَابَ الْقِرَاءَةِ يَصِلُ إِلَى الْمَوْتىَ إِنْ لَمْ تَكُنِ الْقِرَاءَةُ بِأَجْرٍ، أَمَّا إِذَا كَانَتْ بِهِ كَمَا يَفْعَلُ النَّاسُ الْيَوْمَ مِنْ إِعْطَاءِ اْلأَجْرِ ِللْحُفَّاظِ ِلْلقِرَاءَةِ عَلَى الْمَقَابِرِ وَغَيْرِهَا فَلاَ يَصِلُ إِلَى الْمَيِّتِ ثَوَابُهَا، إِذْ لاَ ثَوَابَ لَهَا حَتىَّ يَصِلَ إِلَيْهِمْ، لِحُرْمَةِ أَخْذِ اْلأَجْرِعَلَىقِرَاءَةِ الْقُرْآنِ وَإِنْ لَمْ يَحْرُمْ عَلَى تَعْلِيْمِهِ
“มัษฮับท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัลและนักวิชาการกลุ่มหนึ่งถือว่า ผลบุญการอ่านอัล-กุรฺอ่านจะถึงยังผู้ตายถ้าการอ่านนั้นไม่มีค่าจ้าง, อนึ่ง หากการอ่านดังกล่าวมีค่าจ้าง .. ดังที่ประชาชนในปัจจุบันนิยมกระทำกัน โดยการจ้างผู้ท่องจำอัล-กุรฺอ่านให้อ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺหรือที่อื่น (เช่นที่บ้านเป็นต้น) ผลบุญของการอ่านอัล-กุรฺอ่านก็จะไม่ถึงผู้ตาย เพราะไม่มีผลบุญใดเลยในการอ่านในลักษณะนี้ที่จะถึงยังผู้ตายได้ เนื่องจากการรับค่าจ้างเพื่ออ่านอัล-กุรฺอ่านเป็นเรื่องหะรอม แม้ว่าจะไม่ต้องห้ามในการจ้างสอนอัล-กุรฺอ่านก็ตาม” ...
ค. แน่ใจไหมว่าหลายๆเรื่องที่ผู้รู้สนับสนุนให้ชาวบ้านนำหะดีษเฎาะอีฟ(ตามนัยจากคำกล่าวของ อ.อัชอะรีย์เองข้างต้น) มาปฏิบัตินั้น เป็นการกระทำกันเงียบๆตามการเสนอแนะของท่านอิบนุหะญัรฺ หรือมีการปฏิบัติกันอย่างโจ๋งครึ่มและแพร่หลายจนดูประหนึ่งว่า มันคือซุนนะฮ์ที่ถูกต้องของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะวัลลัมไปแล้ว ?
ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า การอ่านยาซีนหรืออ่านอัล-กุรฺอ่านบทใดที่กุบูรฺ ไม่ใช่เป็นซุนนะฮ์และไม่มีหะดีษมัรฺฟูอฺที่ถูกต้องแม้แต่บทเดียวจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมมายืนยันไว้ .. ดังจะได้ชี้แจงความเข้าใจผิดในเรื่องนี้ของ อ.อัชอะรีย์ต่อไป ...


ชี้แจง .. บทวิภาษของ อ.อัชอะรีย์ต่อ อ.ปราโมทย์ (ตอนที่ 3)


ชี้แจงเรื่อง โครงสร้างของอิบาดะฮ์คือระงับจากการปฏิบัติจนกว่าจะมีบทบัญญัติ

โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย
(3). ชี้แจงเรื่อง โครงสร้างของอิบาดะฮ์คือระงับจากการปฏิบัติจนกว่าจะมีบทบัญญัติ
อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ...
“อ.ปราโมทย์ได้หยิบยกกฎเกณฑ์ต่างๆของหลักพื้นฐานนิติศาสตร์อิสลาม(قَوَاعِدُ أُصُوْلِيَّةٌ) และบอกว่า ปัญหาขัดแย้งเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องอิบาดะฮ์ที่เกี่ยวกับบาป-บุญ ดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งโครงสร้างของมันก็คือจะต้องยึดถือตัวบทอันได้แก่คำสั่งของอัลลอฮ์และแบบอย่างจากซุนนะฮ์เป็นเกณฑ์ ไม่ใช่ไปยึดถือ “คำห้าม” ดังทัศนะของ อ.กอเซ็ม”
และได้กล่าวใน 5 หน้าถัดมาว่า .. “อ.ปราโมทย์ได้อ้างอิงคำกล่าวของอิมามอะห์มัดและนักวิชาการฟิกฮ์ท่านอื่นๆว่าแท้จริง พื้นฐานของเรื่องอิบาดะฮ์ทั้งมวลคือให้ระงับ (จากการปฏิบัติ) .. เพื่อจะบอกเป็นนัยว่าการอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺต้องมีหลักฐานเจาะจงว่า ท่านนบีย์เคยกระทำไว้เท่านั้น”
และ ...
“เมื่อบางคนได้ยินหลักการนี้ก็จะคิดไปว่า อิบาดะฮ์นั้นต้องมีหลักฐานมายืนยันเจาะจง (ค็อซ)หรือจำกัด (มุก็อยยัด) ให้กระทำเท่านั้น แต่เมื่อเราได้ยินคำว่า “เว้นแต่ต้องมีหลักฐานนั้น” เราก็ต้องเข้าใจตามหลักพื้นฐานนิติศาสตร์อิสลามเกี่ยวกับประเภทของหลักฐานว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งตัวอย่างของหลักฐานแบบสรุปๆมีดังนี้ อาทิเช่น หลักฐานแบบมุฏลัก (บ่งชี้กว้างๆ), หลักฐานแบบมุก็อยยัด (จำกัดหลักฐานบ่งชี้กว้างๆ), หลักฐานแบบครอบคลุม และหลักฐานแบบเจาะจง” ฯลฯ ...
ชี้แจง
3.1 กฎเกณฑ์ของวิชาอุศูลฯ ที่ว่า โครงสร้างของอิบาดะฮ์ จะต้อง “ระงับ” ไว้ก่อนจนกว่าจะมีบทบัญญัติลงมาก็ดี .. และคำกล่าวที่ว่า การปฏิบัติอิบาดะฮ์ จะต้องยึดถือตัวบทจากคำสั่งอัลลอฮ์ในอัล-กุรฺอ่านและแบบอย่างจากซุนนะฮ์เป็นเกณฑ์ก็ดี ...
ไม่เห็น อ.อัชอะรีย์จะคัดค้านเลยว่า กฎเกณฑ์ข้อนี้มันไม่ถูกต้องตรงไหน .. ซึ่งแสดงว่า อ.อัชอะรีย์ก็ยอมรับกฏเกณฑ์ข้อนี้เช่นเดียวกัน ...
แต่ถ้าหาก อ.อัชอะรีย์ เห็นว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวไม่ถูกต้องและมีข้อผิดพลาด อันมีความหมายว่า เรื่องอิบาดะฮ์ต่างๆเราสามารถจะกำหนดรูปแบบขึ้นมาเองได้โดยไม่ต้องมีบทบัญญัติลงมา, .. และ/หรือการปฏิบัติอิบาดะฮ์ ไม่จำเป็นต้องยึดถือตัวบทจากคำสั่งอัลลอฮ์ในอัล-กุรฺอ่านและไม่จำเป็นต้องไปปฏิบัติตามซุนนะฮ์ของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมให้เสียเวลา ก็ลองยกหลักฐานสักบทมา “หักล้าง” คำกล่าวข้างต้นดูซิ .. และจงบอกด้วยว่า หลักฐานดังกล่าวของ อ.อัชอะรีย์ มีนักวิชาการท่านใดเป็นผู้กำหนดหรือรับรองมัน ??? ...
3.2 เรื่องที่ว่า .. การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺหรือเพื่ออุทิศผลบุญให้ผู้ตายต้องมีหลักฐานเจาะจง .. นั้น ไม่ใช่ผมอ้างกฎเกณฑ์ข้างต้นเพื่อบอก “เป็นนัย” หรอก แต่นักวิชาการในอดีตจำนวนมาก อาทิเช่น ท่านอิหม่ามอะห์มัด, ท่านอิบนุ้ลก็อยยิม, ท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์, ท่านอัล-มุนาวีย์, ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์, ท่านอิซซุดดีน อิบนุอับดิสสลาม, ท่านอิบนุกะษีรฺ เป็นต้น และนักวิชาการในยุคปัจจุบันอีกเยอะแยะที่กล่าว “อย่างชัดเจน” ว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเป็นบิดอะฮ์, เป็นเรื่องต้องห้าม, หรือ การอ่านอัล-กุรฺอ่านนั้นอุทิศผลบุญไม่ถึงผู้ตาย .. ซึ่งแสดงว่า พวกท่านมองว่า “หลักฐานเจาะจง” ในเรื่องนี้ไม่มี จึงได้หุก่มออกมาอย่างนี้ .. ดังจะถึงต่อไปในข้อที่ (4) ...
3.3 ส่วนการที่ อ.อัชอะรีย์พยายามอธิบายว่า สิ่งที่เรียกว่า “หลักฐาน” ย่อมมีทั้งหลักฐานแบบกว้างๆและหลักฐานแบบจำกัด ฯลฯ.. พร้อมกับนำตัวอย่างสิ่งที่เป็นหลักฐานกว้างๆบางอย่างมาประกอบคำอธิบายเพื่อต้องการยืนยันว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ หรือเพื่ออุทิศผลบุญให้ผู้ตายนั้น มี “หลักฐานกว้างๆ” รองรับ ซึ่ง อ.อัชอะรีย์คงจะหมายถึงหลักฐานส่งเสริมให้อ่านอัล-กุรฺอ่านที่มีอยู่หลายสิบบท, หรือเรื่องท่านนบีย์ไปนมาซมัยยิตที่กุบูรฺนั่นเอง ...
ผมขอเรียนว่า ประเด็นเรื่องหลักฐานกว้าง-หลักฐานแคบอะไรที่ว่านี้ ไม่มีใครปฏิเสธหรอก และก็ใช่ว่าจะมี อ.อัชอะรีย์เพียงผู้เดียวที่รู้เรื่องนี้ ...
เพราะผู้ที่เคยเรียนวิชาอุศูลุลฟิกฮ์มาบ้างย่อมเข้าใจกันทุกคนแหละ ...
แต่ปัญหาก็คือ อ.อัชอะรีย์รู้หรือเปล่าว่า เรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านให้ผู้ตาย – ไม่ว่าที่กุบูรฺหรือที่บ้าน -- ไม่ใช่เป็นเรื่องของ “หลักฐานกว้างๆ” ดังความเข้าใจของ อ.อัชอะรีย์ แต่เป็นเรื่องของสิ่งที่เรียกกันว่า نَصٌّ (นัศ) หรือ “หลักฐานที่ชัดเจน” ของมัน ...
ท่านอิบนุกะษีรฺ ได้กล่าวในหนังสือ “ตัฟซีรฺอิบนุกะษีรฺ” เล่มที่ 4 หน้า 276 อันเป็นการอธิบายเรื่อง “การอุทิศผลบุญไม่ถึงผู้ตาย” ว่า ...
وَبَابُ الْقُرَبَاتِ يُقَتَصَرُ فِيْهِ عَلَى النُّصُوْصِ فَلاَ يُتَصَرَّفُ فِيْهِ بِأَنْوَاعِ اْلأَقْيِسَةِ وَاْلآرَاءِ
“เรื่องของสิ่งที่จะทำให้ใกล้ชิดอัลลอฮ์ (ผลบุญ) นั้น จะต้องจำกัดตาม نَصٌّ (ตัวบทชัดเจน) เท่านั้น, จะนำเรื่องนี้ไปปรับเปลี่ยนโยกย้ายตามการกิยาสในรูปแบบต่างๆหรือแนวคิดใดๆหาได้ไม่” ...
หากผมจะถาม อ.อัชอะรีย์ว่า เข้าใจคำว่า “نَصٌّ” หรือไม่? ก็คงจะเป็นการเอา ”มะพร้าวสด” ไปขายสวน ...
จึงขออธิบายแก่ท่านผู้อ่านอื่นๆ (ที่ยังไม่รู้) ว่า ...
คำว่า “نَصٌّ” นี้ ท่านอิบนุ้ลอะษีรฺได้ให้คำจำกัดความไว้ในหนังสือ “อัน-นิฮายะฮ์ ฟีเฆาะรีบิ้ลหะดีษ” เล่มที่ 4 หน้า 65 ว่า ...
مَا دَلَّ ظَاهِرُ لَفْظِهِ عَلَيْهِ مِنَ اْلأَحْكَامِ
“คือ หุก่มต่างๆซึ่งปรากฏชัดเจนจากการบ่งชี้ของถ้อยคำของมัน” ...
ส่วนในหนังสือปทานุกรม “อัล-มุอฺญัม อัล-วะซีฏ” เล่มที่ 2 หน้า 926 กล่าวอธิบายว่า ...
اَلنَّصُّ مَا لاَ يَحْتَمِلُ إِلاَّ مَعْنىً وَاحِدًا، أَوْ لاَ يَحْتَمِلُ التَّأْوِيْلَ
“นัศ ก็คือ สิ่งซึ่งไม่สามารถจะตีความ(เป็นอย่างอื่น)ได้นอกจากเพียงความหมายเดียว, หรือสิ่งซึ่งไม่สามารถจะตะอ์วีล(แปรเปลี่ยนความหมาย)) เป็นอย่างอื่นได้” ...
รวมความแล้ว คำว่า “นัศ” (ที่เป็นหลักฐานเรื่องผลบุญ)จึงไม่ได้หมายถึง “หลักฐานกว้างๆ” .. ดังตัวอย่างต่างๆที่ อ.อัชอะรีย์นำมาอ้างหลายหน้ากระดาษ ...
แต่คำว่า “นัศ” จะหมายถึง “หลักฐานที่ชัดเจนที่ไม่สามารถจะตีความเป็นอย่างอื่นได้” .. อาทิเช่น “นัศ” เรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านเพื่ออุทิศผลบุญให้ผู้ตาย, “นัศ” เรื่องการจัดเลี้ยงอาหารเพื่อส่งบุญให้ผู้ตาย เป็นต้น ...
จะเห็นได้ว่า แม้กระทั่งนักวิชาการในอดีต – ทุกท่าน – ที่มีทัศนะตรงกับ อ.อัชอะรีบ์ ก็ไม่ปรากฏว่าจะมีท่านใดอ้าง “หลักฐานกว้างๆ” เรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่าน หรืออ้างหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์เรื่อง “ท่านนบีย์นมาซมัยยิตที่กุบูรฺ” มาเป็นหลักฐานเรื่อง “อ่านอัล-กุรฺอ่านให้ผู้ตายได้” เหมือนการอ้างของ อ.อัชอะรีย์แม้แต่คนเดียว ...
ตรงกันข้าม พวกท่านกลับอ้าง “นัศ” .. คือ “หะดีษ” ที่กล่าวอย่างชัดเจนเรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านให้ผู้ตาย แทนที่จะอ้างหลักฐานกว้างๆหรือหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์บทนั้นเหมือน อ.อัชอะรีย์ ...
แม้ว่าหะดีษเรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านให้ผู้ตายดังกล่าวจะเป็นหะดีษเฎาะอีฟ (ดังการยอมรับของท่านอัส-สะยูฏีย์ในหนังสือ “ชัรฺหุศ ศุดูรฺ” หน้า 311) ก็ตาม ...
ก็ไม่ทราบว่า บรรดานักวิชาการเหล่านั้นท่าน “ลืม” นึกถึง “หลักฐานกว้างๆ” เรื่องส่งเสริมให้อ่านอัล-กุรฺอ่าน, .. และลืมนึกถึง “หะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์” เรื่องท่านนบีย์นมาซมัยยิตในกุบูรฺ หรืออย่างไร ? ...
หรือมิฉะนั้นก็เป็นไปได้ว่า วิชาความรู้ของพวกท่านคงจะยัง “ไม่ถึงขั้น” และยัง “ไม่แตกฉาน” พอในวิชาอุศูลุลฟิกฮ์เหมือน อ.อัชอะรีย์ ??? ...
อีกประการหนึ่ง ในกรณีของหลักฐานกว้างๆนั้น มีหลายกรณีที่เราจำเป็นจะต้องดูการอธิบาย (บะยาน) จาก “การปฏิบัติ” ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมประกอบด้วย ว่าความ “กว้าง” ของมันมีขอบเขตแค่ไหน เพราะการ “ตีความ" เอาเองจากหลักฐานกว้างๆโดยพลการ อาจจะนำเราเข้ารกเข้าพงได้ ดังตัวอย่างที่จะถึงต่อไป ...



ชี้แจง .. บทวิภาษของ อ.อัชอะรีย์ต่อ อ.ปราโมทย์ (ตอนที่ 4)



ชี้แจงเรื่อง ห้ามนมาซในกุบูรฺ

โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

(4). ชี้แจงเรื่อง ห้ามนมาซในกุบูรฺ ... 
4.1 อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ... 
“อ.ปราโมทย์กล่าวว่า กุบูรฺไม่ใช่เป็นสถานที่ทำอิบาดะฮ์ ด้วยการอ้างคำกล่าวของท่านอัลฮาฟิซ อิบนุหะญัรฺ อัลอัสกอลานีย์ที่อธิบายหะดีษที่ว่า “และพวกท่านจงอย่าทำมัน(บ้าน)ให้เป็นกุบูร) .. ว่า แท้จริงกุบูรฺนั้นมิใช่เป็นสถานที่สำหรับทำอิบาดะฮ์ ดังนั้นการนมาซในกุบูรฺจึงเป็นเรื่องน่ารังเกียจ” .. และ ..
(อ.ปราโมทย์)ยังสรุปเอาเองว่า มักโระฮ์ที่ว่านี้ คือมักโระฮ์แบบฮะรอม ตามที่ทราบกันดีจากนักปราชญ์ยุคแรก .....”
แล้ว อ.อัชอะรีย์ก็เริ่มการวิภาษข้อความข้างต้นด้วยการกล่าวว่า ...
“1.1 สำนวนของหะดีษนั้น มิได้ห้ามทำการละหมาดที่กุบูรฺ ......”
ชี้แจง
ก. คำกล่าวของท่านอิบนุหะญัรฺที่ว่า .. “แท้จริงกุบูรฺนั้นมิใช่เป็นสถานที่สำหรับทำอิบาดะฮ์ ดังนั้นการนมาซในกุบูรฺจึงเป็นเรื่องน่ารังเกียจ(มักโระฮ์)” .. นั้น อ.อัชอะรีย์แน่ใจหรือว่า ผมคือคนแรกที่ “สรุปเอาเอง” ว่า มักโระฮ์ที่ว่านี้คือมักโระฮ์แบบหะรอม ?? 
ขอแนะนำว่า ก่อนที่จะกล่าวหาใครง่ายๆ อ.อัชอะรีย์ก็น่าจะตรวจสอบข้อมูลให้ถ่องแท้เสียก่อนจะดีกว่า ...
เพราะข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ก็คือ มีนักวิชาการหะดีษระดับแนวหน้าในอดีตหลาย ท่านที่เคยกล่าวอย่างชัดเจนว่า มักรูฮ์นมาซในกุบูรฺในที่นี้คือมักรูฮ์แบบหะรอม .. และบางท่านก็อธิบายข้อความที่ว่า .. “แท้จริงกุบูรฺนั้นมิใช่เป็นสถานที่สำหรับทำอิบาดะฮ์” ..ในลักษณะเดียวกันกับคำอธิบายของผม คือ ไม่อนุญาต(หะรอม)ให้นมาซในกุบูรฺ! ...
นักวิชาการท่านแรกที่ขออ้างถึง คือท่านอัน-มุนาวีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 1031) ได้กล่าวอธิบายหะดีษจากการรายงานของท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ.ที่ว่า .. “พวกท่านอย่านมาซโดยหันไปทางกุบูรฺ และพวกท่านอย่านมาซบนกุบูรฺ” อันเป็นหะดีษที่ 9814 จากหนังสือ “อัล-ญาเมียะอฺ อัศ-เศาะฆีรฺ” ของท่านอัส-สะยูฏีย์ .. โดยท่านอัน-มุนาวีย์อธิบายว่า ...
وَيُؤْخَذُ مِنَ الْحَدِيْثِ النَّهْىُ عَنِ الصَّلاَةِ فِىْ الْمَقْبُرَةِ، فَهِىَ مَكْرُوْهَةٌ كَرَاهَةَ تَحْرِيْمٍ!
“สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้ก็คือ ห้ามนมาซในสุสาน! ซึ่งมัน(การนมาซในสุสาน) เป็นเรื่องมักรูฮ์แบบต้องห้าม (หะรอม)” ...
(ดูหนังสือ “ฟัยฎุลกอดีรฺ” ของท่านอัล-มุนาวีย์ เล่มที่ 6 หน้า 407) ...
แม้สายรายงานของหะดีษข้างต้นนี้จะเฎาะอีฟ แต่ข้อความของหะดีษนี้ก็ถือว่าเศาะเหี๊ยะฮ์ เพราะมีการรายงานที่สอดคล้อง (مُتَابِعٌ) มาจากกระแสอื่น (ดูหนังสือ “อัศเศาะหี้หะฮ์” ของท่านอัล-อัลบานีย์ หะดีษที่ 1016) และยังได้รับการยืนยัน (شَاهِدٌ) จากการรายงานของท่านอบูสะอิด อัล-คุดรีย์ ดังจะถึงต่อไป ...
อ.อัชอะรีย์จะแก้ตัวอย่างไรอีก ? ...
ส่วนนักวิชาการท่านหลังก็คือ ท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 388) ...
ท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “มะอาลิม อัส-สุนัน” เล่มที่ 1 หน้า 127 ว่า ...
وَاحْتَجَّ بَعْضُ مَنْ لَمْ يُجِزِالصَّلاَةَ فِى الْمَقْبُرَةِ وَإِنْ كَانَتْ طَاهِرَةَ التِّرْبَةِ بِقَوْلِ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : صَلُّوْا فِىْ بُيُوْتِكُمْ، وَلاَ تَتَّخِذُوْهَا مَقَابِرَ! .. قَاَل : فَدَلَّ ذَلِكَ عَلَى أَنَّ الْمَقْبُرَةَ لَيْسَتْ بِمَحَلِّ الصَّلاَةِ. 
“นักวิชาการบางท่านที่ “ไม่อนุญาต” ให้นมาซในสุสานแม้ว่าดินของมันจะสะอาดก็ตาม ได้อ้างหลักฐานด้วยคำพูดของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมที่ว่า .. “พวกท่านจงนมาซในบ้านของพวกท่าน และจงอย่าทำมัน(บ้าน)ให้เป็นกุบูรฺ” .. เขากล่าวว่า .. “หะดีษนี้แสดงว่า สุสานนั้น มิใช่เป็นสถานที่สำหรับนมาซ” ...
จะเห็นได้ว่า จากคำกล่าวนักวิชาการบางท่านในยุคก่อนที่ว่า “สุสานนั้นมิใช่เป็นสถานที่สำหรับนมาซ” ...
ท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ได้อธิบายว่า ความหมายของนักวิชาการต่อคำพูดดังกล่าวก็คือ “ไม่อนุญาต” ให้นมาซในสุสาน .. ซึ่งก็ตรงกันกับคำอธิบายของผม ...
เพราะคำว่า لَمْ يُجِزْ (เขาไม่อนุญาตให้) อันเป็นสำนวนที่ท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ใช้ข้างต้น (และคำว่า لاَيَجُوْزُ :ไม่เป็นที่อนุญาต), และคำว่า يَحْرُمُ (หะรอม) .. ทั้ง 3 คำนี้ไม่ว่านักวิชาการฟิกฮ์จะเลือกใช้สำนวนไหน แต่ความหมายของมันมีอย่างเดียวกันคือ “ทำไม่ได้” หรือ “ห้ามทำ” (หะรอม) ทั้งสิ้น ...
ดังนั้น คำพูดของท่านอิบนุหะญัรฺตอนหลังที่ว่า “ดังนั้นการนมาซในกุบูรฺจึงเป็นเรื่องมักรูฮ์” .. ความหมายของคำนี้ -- ตามการอธิบายของท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ -- ก็คือ คำว่ามักรูอ์ในที่นี้ เป็นเรื่อง “ไม่อนุญาต” หรือ “หะรอม” นั่นเอง ...
แล้วอย่างนี้ อ.อัชอะรีย์ลองตอบมาซิครับว่า คำว่า “มักโระฮ์” จากคำพูดของท่านอิบนุหะญัรฺที่ผมอธิบายว่าหมายถึง “หะรอม” นั้น ผมสรุปเอาเอง หรือท่านอัล-มุนาวีย์และท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ เคย “เข้าใจ” อย่างนี้มาก่อนผม ??? ...
ข. และสำหรับคำพูดของผมที่ว่า .. “ความหมายของคำว่า مَكْرُوْهَةٌ (น่ารังเกียจ) หมายถึง كَرَاهَةٌ تَحْرِيْمِيَّةٌ .. คือเป็นเรื่องต้องห้ามหรือหะรอม อันเป็นสำนวนของนักวิชาการในยุคแรก” .. นั้น ...
ความเข้าใจดังกล่าวนี้มิใช้ผมเสกสรรขึ้นมาเอง แต่เป็นคำอธิบายและความเข้าใจของนักวิชาการหลายท่าน ซึ่งนอกจากท่านอัล-มุนาวีย์และท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ดังข้างต้นแล้ว ท่านอัลลามะฮ์ อัล-บัรฺกูวีย์ ก็ได้กล่าวในหนังสือ “جلاء القلوب” อันเป็นการอธิบายความหมายจากคำพูดของนักวิชาการ (ทั้ง 4 มัษฮับ) ที่กล่าวพ้องกันว่า การที่บ้านผู้ตายจัดเลี้ยงอาหารนั้น เป็น “บิดอะฮ์ที่มักรูฮ์” .. ซึ่งท่านอัลลามะฮ์ อัล-บัรฺกูวีย์อธิบายว่า ...
ثُمَّ إِنَّ الظَّاهِرَ أَنَّ الْكَرَاهَةَ تَحْرِيْمِيَّةٌ! إِذِ اْلأَصْلُ فِىْ هَذَاالْبَابِ خَبَرُجَرِيْرٍ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ، وَالنِّيَاحَةُ حَرَامٌ، وَالْمَعْدُوْدُ مِنَ الْحَرَامِ حَرَامٌ، وَأَيْضًا إِذَا أُطْلِقَ الْكَرَاهَةُ يُرَادُ مِنْهَا التَّحْرِيْمِيَّةُ
“ประการต่อมา โดยรูปการณ์แล้ว คำว่า مَكْرُوْهَةٌ (น่ารังเกียจ) จากคำกล่าวของนักวิชาการข้างต้นนั้น หมายถึง “เป็นเรื่องหะรอม” (ต้องห้าม) .. ทั้งนี้เพราะพื้นฐานของเรื่องนี้ (การไปชุมนุมกินกันที่บ้านผู้ตายเป็น مَكْرُوْهَةٌ) ได้แก่หะดีษของท่านญะรีรฺ ร.ฎ.(ที่ว่า .. “พวกเรา(เศาะหาบะฮ์) นับว่า การไปชุมนุมกันที่บ้านผู้ตายและมีการปรุงอาหารเลี้ยงกันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของนิยาหะฮ์”) .. และการนิยาหะฮ์นั้นเป็นเรื่องหะรอม, ดังนั้นสิ่งที่ถูกนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของนิยาหะฮ์ ก็ต้องหะรอมเช่นเดียวกัน .. และอีกอย่างหนึ่งก็คือ คำว่า مَكْرُوْهَةٌ นี้เมื่อถูกกล่าวโดยปราศจากข้อแม้ใดๆแล้ว ความหมายของมันก็คือ หะรอม” ...
(จากหนังสือ “กัชฟุช ชุบฮาต” ของท่านมะห์มูด หะซันรอเบียะอฺหน้า 193) ...
ท่านอิบนุ้ลก็อยยิม อัล-ญูซียะฮ์ ได้อธิบายคำกล่าวของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์จากหนังสือ “อัล-อุมม์” ที่ว่า .. เป็นเรื่องมักรูฮ์ที่บิดาจะนิกาห์กับบุตรสาวที่เกิดจากการซินาของตนเอง .. โดยท่านอิบนุ้ลก้อยยิมอธิบายว่า ...
" نَصَّ الشَّافِعِىُّ عَلَىكَرَاهَةِ تَزَوُّجِ الرَّجُلِ بِنْتَهُ مِنْ مَاءِ الزِّنَى، وَلَمْ يَقُلْ قَطُّ إنَّهُ مُبَاحٌ وَلاَ جَائِزٌ، وَالَّذِىْ يَلِيْقُ بِجَلاَلَتِهِ وَإِمَامَتِهِ وَمَنْصَبِهِ الَّذِىْ أَحَلَّ اللهُ بِهِ مِنَ الدِّيْنِ أَنَّ هَذِهِ الْكَرَاهَةَ مِنْهُ عَلَى وَجْهِ التَّحْرِيْمِ! وَأَطْلَقَ لَفْظَ الْكَرَاهَةِ ِلأَنَّ الْحَرَامَ يَكْرَهُهُ اللهُ وَرَسُوْلُهُ... فَالسَّلَفُ كَانُوْا يَسْتَعْمِلُوْنَ الْكَرَاهَةَ فِىْ مَعْنَاهَا الَّتىِ أسْتُعْمِلَتْ فِيْهِ فِىْ كَلاَمِ اللهِ وَرَسُوْلِهِ، وَلَكِنَّ الْمُتَأَخِّرِيْنَ إصْطَلَحُوْا عَلَى تَخْصِيْصِ الْكَرَاهَةِ بِمَا لَيْسَ بِمُحَرَّمٍ وَتَرْكُهُ أَرْجَحُ مِنْ فِعْلِهِ" 
“ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า มักรูฮ์ที่ผู้ชายจะนิกาห์กับบุตรสาวที่เกิดจากการซินาของตนเอง .. ท่านไม่ได้กล่าวเลยว่า มัน(การนิกาห์ระหว่างพ่อลูกคู่นั้น) เป็นสิ่งถูกผ่อนผันให้และเป็นที่อนุญาต, .. ซึ่งสิ่งที่เหมาะสมกับความยิ่งใหญ่และความเป็นอิหม่ามของท่าน และตำแหน่งที่พระองค์อัลลอฮ์มอบให้แก่ท่านในเรื่องศาสนาก็คือ ความน่ารังเกียจ (มักรูฮ์ .. จากคำกล่าวของท่าน)นี้ หมายถึงหะรอม, และท่านได้ใช้คำว่า “มักรูฮ์”(น่ารังเกียจ) โดยไม่มีเงื่อนไข ก็เพราะสิ่งที่หะรอมก็คือสิ่งที่พระองค์อัลลอฮ์และรอซู้ลของพระองค์รังเกียจ .......... บรรดาชาวสะลัฟนั้น พวกเขาจะใช้คำว่ามักรูฮ์ (น่ารังเกียจ) กับความหมายซึ่งมีใช้ในคำพูดของอัลลอฮ์(ในอัล-กุรฺอ่าน) และรอซู้ล (ในหะดีษ ซึ่งมีความหมายว่าหะรอม) .. แต่บรรดานักวิชาการยุคหลังได้กำหนดศัพท์เทคนิคเป็นการเฉพาะขึ้นมาใหม่ว่า คำว่ามักรูฮ์ หมายถึงสิ่งที่มิใช่ของหะรอม, และการละทิ้ง (คือไม่ทำ)มันจะดีกว่าการทำมัน” .. (ดังที่ผมแปลว่า “เป็นสิ่งน่ารังเกียจ” .. และ อ.อัชอะรีย์แปลว่า “สิ่งที่ห้ามไม่ขาด” นั่นเอง ...
(จากหนังสือ “إعلام الموقعين” ของท่านอิบนุ้ลก็อยยิม เล่มที่ 1 หน้า 47-48) ...
นี่คือคำอธิบายของท่านอิบนุ้ลก็อยยิมต่อคำว่า “มักรูฮ์” ที่ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ใช้ว่า หมายถึง مَكْرُوْهَةٌ تَحْرِيْمِيَّةٌ (เป็นเรื่องหะรอม) ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ... 
ค. คำกล่าวของ อ.อัชอะรีย์ที่ว่า .. “สำนวนของหะดีษนั้นมิได้ห้ามทำการละหมาดที่กุบูรฺ ............” 
ผมก็อยากจะขอถาม อ.อัชอะรีย์ว่า .. แล้วผมกล่าวไว้ตรงไหนหรือว่า สำนวนหะดีษบทนั้น ห้ามนมาซที่กุบูรฺ ? ...
ตรงกันข้าม อ.อัชอะรีย์เองก็ยอมรับแล้วว่า คำกล่าวของผมที่ว่า “การนมาซที่กุบูรฺเป็นเรื่องต้องห้าม” นั้น เป็นการ “วิเคราะห์” จากหะดีษบทนั้น ซึ่งการวิเคราะห์(إِسْتِنْبَاطٌ)กับ “مَنْطُوْقٌ” หรือความหมายตรงตัวของหะดีษก็เป็นคนละเรื่องกันอยู่แล้ว .. และดูเหมือนผมจะกล่าวไว้แล้วในตอนต้นการวิภาษ อ.กอเซ็มว่า คำพูดของ อ.กอเซ็มที่ว่า หะดีษบทนี้มิใช่เป็นหะดีษห้ามอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูร..นั้น เป็นคำพูดที่ถูกต้องในแง่มุมหนึ่ง 
ขอย้ำอีกครั้งว่า ในการวิเคราะห์ --ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม -- ผมจะไม่เคยพูดแบบ “ฟันธง” เลยว่า ข้อวิเคราะห์ของผมถูกต้องแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะผมรู้ดีว่าในฐานะปุถุชนคนหนึ่ง ผมอาจจะผิดพลาดได้ตลอดเวลา ...
ดูตัวอย่างจากการวิเคราะห์เรื่องสถานภาพบิดามารดาท่านนบีย์ .. จะเห็นได้ว่าผมได้กล่าวไว้ตอนสรุปว่า การวิเคราะห์นี้ของผม อาจจะผิดก็ได้ ...
ไม่มีใครปฏิเสธว่า การวิเคราะห์ – ไม่ว่าจะเป็นของนักวิชาการระดับไหน – ย่อมมีถูกได้-ผิดได้ เสมอ ...
ดังนั้น สำมะหาอะไรกับผมซึ่ง .. หากใครสักคนจะอนุโลมให้เรียกว่าเป็นนักวิชาการ ก็คงเป็นนักวิชาการระดับปลายแถวอันดับโหล่สุดก็ว่าได้ .. ที่สมมุติว่าจะวิเคราะห์เรื่องใดผิดพลาดขึ้นมา ...
ขนาดท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ซึ่งเป็นหนึ่งจาก 4 อิหม่ามที่โลกมุสลิมยอมรับแท้ๆ ... 
จากโองการที่ 39 ซูเราะฮ์อัน-นัจญ์ม์ที่ว่า .. “แท้จริง จะไม่ได้แก่มนุษย์นอกจากสิ่งที่เขาเคยขวนขวายเอาไว้”.. ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ได้วิเคราะห์ออกมาว่า โองการดังกล่าวนี้แสดงว่า ผลบุญการอ่านอัล-กุรฺอ่านอุทิศไม่ถึงผู้ตาย! .. ดังมีระบุในหนังสือตัฟซีรฺ “อิบนุกะษีรฺ” เล่มที่ 4 หน้า 276 ...
แต่ .. การวิเคราะห์ดังกล่าวของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ ก็ยังถูก อ.อัชอะรีย์มองว่า “ผิด” และ “ยอมรับไม่ได้” มิใช่หรือ ??? ... 
4.2 อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ... 
“ท่านอิหม่ามอิบนุรอญับ อัลฮัมบาลีย์ได้กล่าวว่า .. “ปราชญ์ส่วนมากมีทัศนะว่า การมักโระฮ์ในสิ่งดังกล่าว (ละหมาดในกุบูรฺ) นั้น เป็นมักโระฮ์แบบตันซีฮ์ (ใช้ให้ละทิ้งแบบไม่เด็ดขาด) และส่วนหนึ่งจากนักปราชญ์มีทัศนะผ่อนปรนในสิ่งดังกล่าว” .. และ ...
“ทัศนะของสะลัฟต่อฮุก่มการละหมาดที่กุบูรฺนั้น คือ ส่วนหนึ่งจากผู้ที่รายงานจากเขาว่ามักโระฮ์ละหมาดในกุบูรฺ คือท่านอะลีย์, ท่านอิบนุอับบาส, ท่านอิบนุอุมัรฺ, ท่านอะฏออ์, ท่านอัน นะคออีย์ และผู้ที่มีทัศนะไม่มักโระฮ์ละหมาดที่กุบูรฺคือท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์, ท่านวาษิละฮ์ บินอัลอัสเกาะอ์ และท่านอัลฮะซัน อัลบะซอรีย์ .....”
และ ...
“ดังนั้น การที่ อ.ปราโมทย์กล่าวว่า มักโระฮ์ดังกล่าวหมายถึงมักโระฮ์แบบฮะรอมนั้น ถือเป็นการพูดแบบ تَحَكُّمٌ (ตามอำเภอใจ) โดยไม่ศึกษาค้นคว้าให้ถี่ถ้วนนั่นเอง” 
ชี้แจง
ผมว่า .. ผู้ที่ไม่ศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ให้ละเอียดถี่ถ้วนไม่น่าจะเป็นผม แต่เป็นตัว อ.อัชอะรีย์เองนั่นแหละที่ด่วนกล่าวหาผมโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ...
อย่างน้อยที่สุด คำกล่าวของท่านอัล-มุนาวีย์และท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ที่ผ่านมา ก็เป็นสิ่งยืนยันได้ดีว่า ใครกันแน่ที่ไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดก่อนกล่าวหาผู้อื่น ? ...
อีกอย่างหนึ่ง ข้ออ้างของ อ.อัชอะรีย์ที่ว่า การนมาซที่กุบูรฺไม่สมควรกระทำ(ห้ามไม่ขาดหรือเป็นมักรูฮ์ตันซีฮ์) ก็เป็นเพียงการอ้าง “ทัศนะ” ของนักวิชาการบางท่าน ...
แต่คำกล่าวของผมที่ว่า การนมาซที่กุบูรฺเป็นเรื่องหะรอม(ห้ามขาด) นั้น ผมมีข้อมูลทั้งจากทัศนะนักวิชาการ, จากเศาะหาบะฮ์ และจากหะดีษที่เศาะเหี๊ยะหลายบท เพียงแต่ผมไม่ได้นำข้อมูลเหล่านั้นลงเขียนในการวิภาษ อ.กอเซ็มเท่านั้น ...
ยิ่งไปกว่านั้น อ.อัชอะรีย์คงจะไม่รู้กระมังว่า เรื่องการห้ามนมาซที่กุบูรฺนี้ มิใช่จะห้ามเฉพาะนมาซฟัรฺฎูหรือนมาซสุนัตอื่นๆ แต่ยังห้าม “นมาซมัยยิต” ระหว่างหลุมฝังศพอีกด้วย .. ดังหลักฐานที่ผมจะนำเสนอต่อไป ... 
ข้อมูลจากทัศนะนักวิชาการที่ว่า การนมาซที่กุบูรฺเป็นเรื่องหะรอม ... 
ก. ท่านมุบาร็อกปูรีย์ กล่าวว่า ... 
وَأَمَّاالْمَقْبُرَةُ فَذَهَبَ أَحْمَدُ إِلَى تَحْرِيْمِ الصَّلاَةِ فِى الْمَقْبُرَةِ ............. وَإِلَى ذَلِكَ ذَهَبَتِ الظَّاهِرِيَّةُ وَلمَ ْيُفَرِّقُوْابَيْنَ مَقَابِرِالْمُسْلِمِيْنَ وَالْكُفَّارِ
“อนึ่งเรื่องของสุสาน(กุบูรฺ) นั้น ท่านอิหม่ามอะห์มัดถือว่า การนมาซในสุสานเป็นเรื่องหะรอม .......... และบรรดาอะฮ์ลุศซอฮิรฺ(นักวิชาการที่ยึดถือตามข้อความตรงของตัวบท) ก็มีทัศนะอย่างเดียวกันนี้ (คือหะรอมนมาซในกุบูรฺ) โดยพวกเขาไม่แบ่งแยกในระหว่างสุสานของมุสลิมหรือกาฟิรฺ ...
(จากหนังสือ “ตั๊วะห์ฟะต้ลอะห์วะซีย์” เล่มที่ 2 หน้า 259-26) ... 
ซึ่งในหนังสือ “อัล-มันฮัลฯ” เล่มที่ 4 หน้า 114 ก็มีข้อความที่คล้ายคลึงกันนี้ โดยอ้างว่าเป็นทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัดและสานุศิษย์ของท่าน ...
และหลังจากได้ตีแผ่ “ความขัดแย้ง” ของนักวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ท่านมุบาร็อกปูรีย์ก็กล่าวสรุปว่า ...
وَالظَّاهِرُ مَا ذَهَبَ إِلَيْهِ أَهْلُ الظَاهِرِيَّةِ وَاللهُ تَعَالَى أَعْلَمُ
“ตามรูปการณ์(ของหะดีษบทข้างต้น)นั้น .. (ทัศนะที่ถูกต้อง)ก็คือ ทัศนะของอะฮ์ลุศซอฮิรฺ วัลลอฮุอะอฺลัม” ...
นั่นคือ การนมาซในกุบูรฺเป็นเรื่องหะรอม (ห้ามขาด) ...
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านอิหม่ามอะห์มัดยังได้กล่าวอีกว่า ...
مَنْ صَلَّى فِىْ مَقْبُرَةٍ أَوْ إِلَى قَبْرٍ أَعَادَ أَبَدًا
“ผู้ใดก็ตามที่นมาซในสุสาน หรือ(นมาซโดย)หันไปยังหลุมศพ เขาจะต้องนมาซใหม่ตลอดไป” 
(จากหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” ของท่านอิบนุหัสม์ เล่มที่ 2 ส่วนที่ 4 หน้า 32) ...
หมายความว่า การนมาซในลักษณะดังกล่าวนั้น ใช้ไม่ได้(ไม่เศาะฮ์) ...
หมายเหตุ 
ท่านอาบาดีย์ได้กล่าวในหนังสือ “เอานุ้ลมะอฺบูด” เล่มที่ 2 หน้า 158 ว่า ...
وَكَانَ أَحْمَدُ وَإِسْحَاقُ يَكْرَهَانِ ذَلِكَ، وَرُوِيَتِ الْكَرَاهَةُ عَنْ جَمَاعَةٍ مِنَ السَّلَفِ
“ท่านอิหม่ามอะห์มัดและท่านอิสหากต่างก็รังเกียจ (كَرَاهَةٌ) ในเรื่องนี้ (การนมาซในสุสาน) .. และมีรายงานเรื่องความรังเกียจ (كَرَاهَةٌ) นี้มาจากชาวสะลัฟกลุ่มหนึ่งด้วย ...
ข้อมูลจากคำพูดของท่านอิหม่ามอะห์มัดจากหนังสือตั๊วะห์ฟะตุ้ลอะห์วะซีย์และหนังสืออัล-มันฮัลฯ ข้างต้นจึงเป็นเครื่องยืนยันว่า คำว่าكَرَاهَةٌ (น่ารังเกียจ) ตามทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัดและชาวสะลัฟตามคำกล่าวของท่านอาบาดีย์นั้น มิได้หมายถึงมักรูฮ์ตันซิฮ์ (สิ่งที่ไม่สมควรปฏิบัติ) .. แต่มีความหมายว่า “หะรอม” (คือห้ามปฏิบัติ) ดังที่ผมได้เคยกล่าวไว้ ... 
ข. ท่านซูฟยาน อัษ-เษารีย์ ได้รายงานจากท่านหะบีบ อิบนุอบีย์ษาบิต, จากท่านอบูศ็อบยาน, จากท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ซึ่งกล่าวว่า ...
لاَ تُصَّلِيَّنَ إِلَى حَشٍّ، وَلاَ فِىْ حَمَّامٍ، وَلاَ فِىْ مَقْبُرَةٍ!
“ท่านอย่านมาซโดยหันไปทางห้องส้วม, ในห้องน้ำ และในสุสานเป็นอันขาด”
(จากหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” เล่มที่ 2 ส่วนที่ 4 หน้า 30) ...
พื้นฐานของการห้ามสิ่งใด ตามหลักวิชาอุศูลุลฟิกฮ์ถือว่าสิ่งนั้นคือของหะรอม.. ยิ่งเมื่อท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ.ได้กล่าวห้ามอย่างเน้นๆว่า لاَ تُصَلِّيَنَّ (ท่านอย่านมาซ .. เป็นอันขาด) จึงย่อมเป็นที่ชัดเจนว่า ทัศนะของท่านก็คือ ห้าม(หะรอม)นมาซในสุสาน ...
ค. ท่านอะลีย์ อิบนุอบีย์ฏอลิบกล่าวว่า ...
مِنْ شِرَارِالنَّاسِ مَنْ يَتَّخِذُ الْقُبُوْرَ مَسَاجِدَ
“หนึ่งจากมนุษย์ที่ชั่วช้ายิ่งก็คือ ผู้ซึ่งยึดเอากุบูรฺเป็นมัสญิด (คือเป็นที่นมาซ) ...
(จากหนังสือเล่มและหน้าเดียวกัน) ...
ข้อมูลจากข้อ ข.และข้อ ค.ที่ผ่านมาแสดงว่า ความหมายคำว่ามักโระฮ์(น่ารังเกียจ) การนมาซที่กุบูรฺ ดังที่ อ.อัชอะรีย์นำมาอ้างจากท่านอิบนุอับบาสและท่านอะลีย์ข้างต้นย่อมหมายถึง “หะรอม” หรือห้ามขาด. มิใช่มักโระฮ์ตันซิฮ์หรือห้ามไม่ขาดอย่างความเข้าใจของ อ.อัชอะรีย์ ...
นอกจากท่านอิบนุอับบาสและท่านอะลีย์แล้ว ท่านอิบนุหัสม์ยังได้รายงานจากเศาะหาบะฮ์อื่นอีก 3 ท่าน คือท่านอุมัรฺ, ท่านอบูฮุร็ฮยเราะฮ์ และท่านอนัส, .. และจากตาบิอีน กลุ่มหนึ่ง คือท่านอิบรอฮีม อัน-นะคออีย์, ท่านนาฟิอฺ บินญุบัยร์, ท่านฏอวูซ, ท่านอัมร์ บินดีนารฺ, ท่านค็อยษะมะฮ์ ที่กล่าวสอดคล้องตรงกันว่า การนมาซในสุสานหรือกุบูรฺเป็นที่ต้องห้าม .. 
(จากหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” ของท่านอิบนุหัสม์ เล่มที่ 2 ส่วนที่ 4 หน้า 30-32) ...
สำหรับนักวิชาการยุคต่อมา นอกจากท่านอิบนุหัสม์ที่กล่าวว่าการนมาซที่กุบูรฺเป็นเรื่องต้องห้าม (จากหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” เล่มดังกล่าว หน้า 27) แล้ว ท่านอิบนุตัยมียะฮ์ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีทัศนะอย่างเดียวกัน ... 
ท่านอิบนุตัยมียะฮ์ได้กล่าวในหนังสือ “อิกติฎออุศ-ศิรอฏิ้ลมุสตะกีมฯ” เล่มที่ 2 หน้า 194-195 ... 
وَقَدِاخْتَلَفَ الْعُلَمَاءُ فِى الصَّلاَةِ فِى الْمَقْبُرَةِ : هَلْ هِىَ مُحَرَّمَةٌ أَوْ مَكْرُوْهَةٌ ؟ .. وَإِذَا قِيْلَ : هِىَ مُحَرَّمَةٌ، فَهَلْ تَصِحُّ مَعَ التَّحْرِيْمِ أَمْ لاَ ؟ .. وَالْمَشْهُوْرُ عِنْدَنَا أَنَّهَا مُحَرَّمَةٌ لاَ تَصِحُّ، وَمَنْ تَأَمَّلَ النُّصُوْصَ الْمُتَقَدِّمَةَ تَبَيَّنَ لَهُ أَنَّهَا مُحَرَّمَةٌ بِلاَ شَكٍّ، 
“นักวิชาการมีทัศนะขัดแย้งกันเกี่ยวกับการนมาซในสุสาน(กุบูรฺ)ว่า จะเป็นเรื่องต้องห้าม(หะรอม) หรือน่ารังเกียจ(มักรูฮ์) .. หากกล่าวว่า เป็นเรื่องหะรอม (ปัญหาต่อมาก็คือ)นมาซนั้นจะใช้ได้ทั้งๆที่หะรอม หรือใช้ไม่ได้ ? .. ซึ่งสิ่งที่รู้กันแพร่หลายสำหรับพวกเรา (นักวิชาการมัษฮับหัมบะลีย์)ก็คือ มันเป็นเรื่องหะรอมและนมาซนั้นใช้ไม่ได้(ไม่เศ๊าะฮ์) ซึ่งผู้ใดก็ตามที่พิจารณาหลักฐานอันชัดเจนที่ผ่านมาแล้ว ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่เขาว่า การนมาซในสุสานนั้น เป็นเรื่องหะรอมโดยปราศจากข้อสงสัย” ...
ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ นักวิชาการฟิกฮ์แห่งมัษฮับชาฟิอีย์กล่าวว่า การถือเอากุบูรฺเป็นที่นมาซ และการนมาซโดยหันไปทางกุบูรฺ เป็นบาปใหญ่ ...
(ดูหนังสือ “อัซ-ซะวาญิรฺฯ” ของอิบนุหะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ เล่มที่ 1 หน้า 244 ) ...
สรุปแล้ว การนมาซที่กุบูรฺตามทัศนะนักวิชาการสะลัฟส่วนใหญ่ ถือเป็นเรื่องห้ามขาด (หะรอม) .. นอกจากนักวิชาการส่วนน้อยที่มองว่า ข้อห้ามดังกล่าวไม่ใช่เป็นการห้ามขาด (คือเป็นมักรูฮ์) เท่านั้น ...
ในทัศนะของผม มีความเห็นสอดดคล้องกับทัศนะของท่านอิบนุอับบาสร.ฎ., ท่านอะลีย์ ร.ฎ., ท่านอิหม่ามอะห์มัด, ท่านอิบนุหัสม์, ท่านอิบนุตัยมียะฮ์และนักวิชาการส่วนใหญ่ที่กล่าวว่า การนมาซที่กุบูรฺเป็นเรื่องหะรอม(ห้ามขาด) เพราะมีหลักฐานจากหะดีษที่ถูกต้องหลายบทยืนยันไว้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ...
1. ท่านอบูสะอีด อัล-คุดรีย์ ร.ฎ. ได้รายงานมาจากท่านรอซู้ลุลลฺ? ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ว่า ...
الأَرْضُ كُلُّهَا مَسْجِدٌ إِلاَّ الْحَمَّامَ وَالْمَقْبُرَةَ
“พื้นดินทั้งหมด เป็นที่นมาซได้ ยกเว้นห้องน้ำและสุสาน” ... 
(บันทึกโดย ท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 492, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 317 และผู้บันทึกท่านอื่นๆ) ...
2. ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. ได้อ้างรายงานจากท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมที่กล่าวว่า ...
إِنَّ مِنْ شِرَارِالنَّاسِ مَنْ تُدْرِكُهُ السَّاعَةُ وَهُمْ أَحْيَاءٌ، وَمَنْ يَتَّخِذُ الْقُبُوْرَ مَسَاجِدَ
“แท้จริง ส่วนหนึ่งจากประชาชนที่ชั่วช้าอย่างยิ่งก็คือ ผู้ซึ่งวันกิยามะฮ์มาถึงขณะพวกเขายังมีชีวิตอยู่ และผู้ซึ่งยึดเอากุบูรฺเป็นที่นมาซ” ...
(บันทึกโดย ท่านอิบนุคุซัยมะฮ์ เล่มที่ 2 หน้า 6-7 ด้วยสายรายงานที่หะซัน) ...
3. ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า ... 
أَلاَ وَإِنَّ مَنْ كَانَ قَبْلَكُمْ كَانُوْا يَتَّخِذُوْنَ قُبُوْرَ أَنْبِيَائِهِمْ وَصَالِحِيْهِمْ مَسَاجِدَ، أَلاَ فَلاَ تَتَّخِذُوْاالْقُبُوْرَ مَسَاجِدَ، إِنِّىْ أَنْهَاكُمْ عَنْ ذَلِكَ 
“พึงระวัง! แท้จริงประชาชาติก่อนพวกท่านได้ยึดเอากุบูรฺนบีย์ของพวกเขาและคนดีของพวกเขาเป็นที่นมาซ, พึงระวัง! ดังนั้นพวกท่านอย่ายึดเอากุบูรฺเป็นที่นมาซ, แท้จริงฉันขอห้ามพวกท่านจากเรื่องนี้” ...
(บันทึกโดยท่านมุสลิม หะดีษที่ 23/532 และท่านอิบนุ อบีย์ชัยบะฮ์ในหนังสือ “อัล-มุศ็อนนัฟ” เล่มที่ 2 หน้า 269 โดยรายงานจากท่านญุนดุบ บินอับดุลลอฮ์ อัล-บัจญลีย์ ร.ฎ.) ...
4. ท่านอบูสะอีด อัล-คุดรีย์ ร.ฎ. กล่าวว่า ...
أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَّلَم نَهَى أَنْ يُبْنَى عَلَى الْقُبُوْرِ، أَوْ يُقْعَدَ عَلَى الْقُبُوْرِ، أَوْ يُصَلَّى عَلَى الْقُبُوْرِ
“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามจากการก่อสร้างสิ่งใดบนกุบูรฺ, จากการนั่งบนกุบูรฺ, และจากการนมาซบนกุบูรฺ” ...
(บันทึกโดย ท่านอบูยะอฺลา ใน “อัส-มุสนัด” ของท่าน ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง)
5. ท่านอบูมัรฺษัด อัล-ฆอนะวีย์ ร.ฎ. ได้รายงานมาจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมว่า ...
لاَ تُصَلُّوْا إِلَى الْقُبُوْرِ، وَلاَ تَجْلِسُوْا عَلَيْهَا
“พวกท่านอย่านมาซโดยหันไปทางกุบูรฺ (หลุมศพ) และพวกท่านอย่านั่งบนกุบูรฺ”
(บันทึกโดยท่านมุสลิม หะดีษที่ 98/972) ...
บรรดาหะดีษข้างต้นนี้คือหลักฐาน “ห้าม” จากการนมาซในกุบูรฺ, บนกุบูรฺ หรือหันไปทางกุบูรฺ ซึ่งตามหลักการแล้วถือว่า ข้อห้ามดังกล่าวหมายถึง “หะรอม” ...
ท่านอัศ-ศ็อนอานีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “สุบุลุส สลาม” เล่มที่ 1 หน้า 136 อันเป็นการอธิบายหะดีษที่ 5 จากข้อเขียนนี้ของผมว่า ...
“ในหะดีษนี้เป็นหลักฐานเรื่องห้ามนมาซโดยหันไปทางกุบูรฺ เหมือนการห้ามนมาซบนกุบูรฺ, และพื้นฐาน(ของการห้าม) ก็คือ หะรอม” ...
หลักการที่ว่า “พื้นฐานของการห้ามคือ หะรอม” นี้ ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ก็ได้กล่าวไว้เช่นกันในหนังสือ “อัรฺ-ริซาละฮ์” หน้า 343 ว่า (หมายเลข 929) ว่า ...
فَإِذَا نَهَى رَسُوْلُ اللهِ عَنِ الشَّىْءِ مِنْ هَذَا فَالنَّهْىُ مُحَرَّمٌ! لاَ وَجْهَ لَهُ غَيْرُ التَّحْرِيْمِ، إِلاَّ أَنْ يَكُوْنَ عَلَى مَعْنًى كَمَا وَصَفْتُ ... 
“เมื่อท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ “ห้าม” สิ่งใดจากสิ่งนี้ การห้ามนั้นก็คือ “หะรอม” .. ไม่มีแนวทางสำหรับมัน(การห้าม)ที่จะอื่นจากหะรอมอีก, นอกจากมันจะอยู่บนความหมาย ดังที่ฉันได้แจ้งลักษณะไว้แล้ว” ...
คำว่า “นอกจากมันจะอยู่บนความหมายที่ฉันได้แจ้งลักษณะไว้” หมายถึงการมีหลักฐานอื่นมาแปรเปลี่ยนความหมายการห้ามจาก “หะรอม” ไปเป็น “มักรูฮ์” ...
และเท่าที่ผมทราบ ก็ยังไม่เคยเจอว่าจะมีหลักฐานที่ถูกต้องบทใดมาแปรเปลี่ยนการห้ามนมาซในกุบูรฺจาก “หะรอม” ให้เป็น “มักรูฮ์” เลยแม้แต่บทเดียว ...
ส่วนคำกล่าวนักวิชาการบางท่านที่ว่า เหตุผลที่ห้ามนมาซในกุบูรฺ ก็เฉพาะกุบูรฺที่ถูกขุดรื้อขึ้นมา เพราะเกรงว่าพื้นดินจะเป็นนะญิสจากน้ำเหลืองของมัยยิตก็ดี, หรือการห้ามนมาซในสุสานในหะดีษดังกล่าว หมายถึงสุสานของกาฟิรฺ แต่ไม่ห้ามนมาซในสุสานของมุสลิมก็ดี .. 
เหล่านี้ล้วนเป็นเพียง “เหตุผล” ตามมุมมองของนักวิชาการเท่านั้น แต่ไม่ใช่ “หลักฐาน” ที่จะมาจำกัดข้อห้ามที่กล่าวไว้กว้างๆในหะดีษข้างต้นแต่ประการใด ...
ส่วนข้ออ้างของ อ.อัชอะรีย์ที่ว่า ข้อห้ามดังกล่าวหมายถึงการตั้งใจหรือมุ่งหมาย(اَلتَّحَرِّىْ) ที่จะไปนมาซที่กุบูรฺ ข้อนี้ผมเชื่อครับ, .. และมั่นใจด้วยว่า อ.อัชอะรีย์คงไม่ “นอนละเมอ” ถึงขนาดเดินไปนมาซที่กุบูรฺหรอก ...
หมายเหตุ 
ผมขอดักคอเสียก่อนว่า อ.อัชอะรีย์อาจจะอ้าง “หลักฐานแปรเปลี่ยนการห้ามจากหะรอมเป็นมักรูฮ์” จากอายะฮ์กุรฺอ่านบางบทเช่นอายะฮ์ที่ 21 จากซูเราะฮ์อัล-กะฮ์ฟิ, .. จากหะดีษบางบทเช่นเรื่องท่านนบีย์เคยนมาซในมัสญิดค็อยฟ์ (มัสญิดเค็ฟ)ที่มินาทั้งๆที่มีกุบูรฺของนบีย์ซึ่งถูกฝังอยู่ที่นั่น 70 ท่าน, .. หรือจากเหตุการณ์บางอย่าง เช่นเรื่องกุบูรฺท่านนบีย์อยู่ในมัสญิดของท่านที่มะดีนะฮ์ เป็นต้น ... 
คำชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องเหล่านี้ ผมไม่อยากเขียนเพราะจะยืดเยื้อจนเกินไป จึงขอแนะนำให้ อ.อัชอะรีย์ไปหาอ่านจากหนังสือ “تَحْذِيْرُ السَّاجِدِ مِنِ اتِّخَاذِ الْقُبُوْرِ مَسَاجِدَ” ของท่านเช็คอัล-อัลบานีย์ หน้า 67-146 ...
ส่วนที่ผมเคยกล่าวมาในตอนต้นว่า การห้ามนมาซที่กุบูรฺนั้น มิใช่จะห้ามเฉพาะนมาซฟัรฺฎูหรือนมาซสุนัตอื่นๆ แต่ยังห้ามจากการนมาซญะนาซะฮ์ในระหว่างหลุมฝังศพอีกด้วย นั้น ...
หลักฐานเรื่องนี้ก็คือ หะดีษจากการรายงานของท่านอนัส บินมาลิก ร.ฎ. ที่ว่า ...
أَنَّ النَّبِىَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ نَهَى أَنْ يُصَلَّى عَلَى الْجَنَائِزِ بَيْنَ الْقُبُوْرِ
“ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะวัลลัม ได้ห้ามจากการนมาซญะนาซะฮ์ในระหว่างกุบูรฺ(หลุมศพ)” ...
(บันทึกโดย ท่านอัฏ-ฏ็อบรอนีย์ในหนังสือ “อัล-มุอฺญัม อัล-เอาซัฏ” ด้วยสายรายงานที่หะซัน .. ดังคำกล่าวของท่านอัล-ฮัยษะมีย์ในหนังสือ “มัจญมะอฺ อัซ-ซะวาอิด” เล่มที่ 3 หน้า 144-145) ...
การ “ห้ามนมาซในกุบูรฺ” ดังกล่าวทั้งหมดนี้เป็นการห้ามแบบกว้างๆ (عَامٌّ) แต่มีข้อยกเว้น (تَخْصِيْصٌ) เพียงกรณีเดียวคือ การนมาซมัยยิตที่ถูกฝังไปแล้ว โดยเราเพิ่งทราบแล้วไปนมาซที่หลุมของเขาภายหลัง .. ตามนัยของหะดีษบทที่กำลังจะถึงต่อไป ...