อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com

วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

ซะกาตประจำปี




ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

อัสลามุอะลัยกุม
รบกวนสอบถามอาจารย์
ซากาสประจำปีสามารถให้กับน้องชายแท้ๆ(มีหนี้สินมาก)ได้มั้ยครับ
ยาซากัลลอฮคอยร้อล

คำตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม .. 
ผู้ที่เป็นพี่น้องกัน ไม่วายิบต่ออีกฝ่ายอุปการะเลี้ยงดูเมื่ออีกฝ่ายยากจน เพราะฉะนั้น การที่พี่ชายมอบซะกาตประจำปีให้แก่น้องชายที่ยากจน หรือให้เพราะเขามีหนี้สินจึงกระทำได้ครับ และการให้ซะกาตหรือบริจาคเงินช่วยเหลือด้วยความสมัครใจแก่ผู้ที่เป็นญาติใกล้ชิด จะเป็นการดียิ่งกว่าการให้กับคนยากจนอื่นๆที่มิใช่เครือญาติด้วยซ้ำไปครับ วัลลอฮุอะอฺลัม ..

คำถาม

อ. ขอถามเพิ่มครับ กรณี ถ้า บิดา มีหนี้สินเยอะมาก มารดา ลูก ให้ซะกาตแก่ บิดา ได้ไหมครับ

คำตอบ

กฎเกณฑ์พื้นฐานเรื่องซะกาตก็คือ จะจ่ายซะกาตให้ผู้ที่เราวายิบอุปการะเลี้ยงดูอยู่แล้ว โดยจ่ายให้ในฐานะเขาเป็นคนยากจนไม่ได้ครับ แต่จะจ่ายให้ในฐานะอื่น เช่น เพราะเขามีหนี้สิน, เพราะเขาเป็นเจ้าหน้าที่จัดการซะกาต, หรือเพราะเขาอาสาสมัครทำสงครามสะบีลิลลาฮ์ อย่างนี้เป็นที่อนุญาตครับ เพราะฉะนั้น ในปัญหาที่คุณถามมา หากพ่อแม่ยากจน ก็วายิบลูกๆต้องเลี้ยงดูอยู่แล้ว ลูกจึงให้ซะกาตกับพ่อแม่ในฐานะท่านเป็นคนยากจนไม่ได้ แต่ในมุมกลับกัน หากลูกยากจนและพ่อแม่ร่ำรวย ก็ต้องพิจารณาดูก่อนว่า ลูกที่ยากจนนั้น ยังเป็นผู้เยาว์หรือไม่, หรือเป็นคนยากจนและพิการจนประกอบอาชีพไม่ได้หรือไม่, หรือเป็นคนยากจนและวิกลจริตหรือไม่ .. หากเข้าอยู่ในเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งจาก 3 ประการนี้ วายิบพ่อแม่ก็ยังต้องเลี้ยงดูเขาอยู่ จึงจ่ายซะกาตให้เขาในฐานะเป็นคนยากจนไม่ได้ครับ ซึ่งเรื่องซะกาตนี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆอีกมาก เท่าที่ผมอธิบายมาคร่าวๆนี้ ก็เป็นเพียงหลักการขั้นพื้นฐานเท่านั้นครับ 




เอาเราะฮ์ของผู้ชาย



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

อัสลามมูอาลัยกุม ดิฉันได้ยินเขาพูดว่า เอาเราะห์ของผู้ชายที่ต้องปกปิดจากเหนือสะดือจนเลยหัวเข่า ในที่นี้หมายถึงการนุ่งผ้า หรือกางเกง ต้องใส่ให้เหนือสะดือและเลยหัวเข่า ไม่รวมถึงเสื้อที่ใส่ ยกเว้นเป็นเสื้อที่ปกปิดทั้งตัวเลยหัวเข่าลงมา ถึงแม้ว่าเสื้อจะปิดลงไปเลยใต้สะดือ แต่หากนุ่งกางเกงหรือใส่ผ้าถุงอยู่ใต้สะดือ ก็ถือว่าไม่เซาะฮ์ หากมีการละหมาด และหากมีการก้มสุญูด มีคนเห็นร่างกายจากด้านบนระหว่างเสื้อกับกางเกงหรือผ้าถุง หากเรานุ่งกางเกงหรือผ้าถุงเลยเหนือสะดือ การละหมาดนั้นใช้ได้ แต่หากนุ่งกางเกงหรือใส่ผ้าถุงอยู่ใต้สะดือนั้นไม่เซาะห์ คำพูดเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่ ที่สำคัญคือหากนุ่งกางเกงหรือใส่ผ้าถุงอยู่ใต้สะดือ แต่มีการใส่เสื้อทับนอกเลยลงไปแล้ว ถือว่าเป็นการใส่เหนือสะดือหรือไม่ ค่ะ

คำตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม วะเราะห์มะตุ้ลลอฮิวะบารอกาตุฮ์ ...
 ที่คุณถามมาเรื่องเอาเราะฮ์ของผู้ชายที่ว่า อยู่ระหว่างสะดือกับเข่านั้น เขาหมายถึงการมองจากทางด้านปกติ ไม่ได้หมายถึงการหมอบคลานลงไปที่พื้นเพื่อเงยขึ้นมาดูขาอ่อนผู้ชายที่เขาสวมผ้าถุงเลยเข่าลงมาแล้ว หรือปีนขึ้นฝ้าเพดานเพื่อมองลอดชายผ้าลงมาดูสะดือผู้ชายที่นุ่งผ้าเลยสะดือขึ้นมาแล้ว เพื่อหุก่มว่า คนผู้นั้นไม่ได้ปกปิดเอาเราะฮ์อย่างมิดชิดเพราะยังมองเห็นอยู่จากด้านล่างหรือด้านบน ซึ่งคงไม่มีใครทำกันอย่างนี้ ยกเว้นในกรณีเวลาละหมาด ซึ่งสมมุติว่า ถ้าใครเถรตรงยึดถือหลักการที่ว่าเอาเราะฮ์ต้องอยู่ระหว่างสะดือกับเข่า ก็เลยปกปิดมันแค่นั้นแล้วไปละหมาด อย่างนี้ เวลาเขาหมอบสุญูด ชายผ้าด้านล่างของเขาต้องร่นขึ้นไปเลยเข่าจนมองเห็น "ลุงรัง" ของเขาแน่ๆ แม้จะมองตามปกติก็ตาม แบบนี้ละหมาดของเขาก็ใช้ไม่ได้ครับ .. สรุปแล้ว ผมมองว่า คำสั่งให้ปกปิดเอาเราะฮ์ระหว่างสะดือกับเข่าในสมัยปัจจุบัน จึงเป็นเรื่อง "ทฤษฎี" มากกว่า เพราะในทางปฏิบัติแล้ว สมัยนี้ คงไม่มีมุสลิมคนไหนปกปิดแค่นั้นแล้วออกไปเดินเลนนอกบ้านหรือไปละหมาดหรอกครับ ทว่าทุกคนจะปกปิดร่างกายค่อนข้างมิดชิดและสุภาพ ไม่ว่าจะละหมาดหรือไม่ก็ตาม นอกจากผู้ไม่ใช่มุสลิมที่มีการนุ่งกางเกงต่ำกว่าสะดือหรือนุ่งกางเกงขาสั้นเลยเข่ากันเกร่อ ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่คุณถามมาหรอกนะครับ ...





วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

คนที่ละทิ้งละหมาด "โดยเจตนา"



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม

ดิฉันมั่นใจคำตอบอาจารย์ และคำถามมากมายที่จะถาม อย่างเรื่องของผู้เจตนาที่จะทิ้งละหมาดโดยไม่เหตุจำเป็น จะต้องละหมาดชดใช้หรือไม่ ตอนนี้มีการโจมตีอย่างหนัก ว่าพวกไม่ตามมัซฮับ ไม่ตามอุลามาฮ์ แต่เป็นกลุ่มชนเขาตาม"มุด..ตาฮิ" ซึ่งการละหมาดที่เป็นวาญิบชดละหมาดด่วนเลย ยามเจตนา และวาญิบชด สุนัตแบบด่วน เมื่ออุซุ้ร(ไม่เจตนา) อันเป็นฮูก่มจากอิจมา แต่กลุ่มชนนี้ การละทิ้งละหมาด5เวลาโดยเหตุอันควรหรือไม่มีเหตุอันควรใดๆนั้น"ไม่ต้องชดให้เสียเวลา เตาบัตก้อถือว่า พ้นแล้ว เป็นความคิดมักง่ายแบบนี้ เมื่อไรเราขี้เกียจละมาด เราก้อไม่ต้องละมาด พอสำนึกได้. แค่เตาบะก้อพ้นผิด โดยไม่ต้องชดใช้ .....ซึ่งคนเอาวามอย่างดิฉันก็ต้องคอตก จำต้องพึ่งพาความรูู้จากอาจารย์แล้วละค่ะเรื่องนี้...

ตอบ

ความจริง คนที่ละทิ้งละหมาด "โดยเจตนา" นั่นแหละครับคือคนขี้เกียจละหมาด! .. เพราะฉะนั้น คำกล่าวที่ว่า "เมื่อไรเราขี้เกียจละหมาด เราก็ไม่ต้องละหมาด" คำนี้จึงสมควรนำไปใช้กับคนที่ "ขาดละหมาดในเวลาโดยเจตนา แต่มานึกขยันตอนจะชดใช้" ถึงจะถูกต้องที่สุดครับมิใช่หรือครับ .. จะอย่างไรก็ตาม ปัญหาชดใช้ละหมาดที่ขาดโดยเจตนาว่าวายิบหรือไม่ เป็นปัญหา ขัดแย้งหรือมองต่างมุมของนักวิชาการ เพราะฉะนั้นผู้ที่กล่าวว่า "ต้องตามนักวิชาการ" จึงไม่สมควรไปประณามผู้ที่เห็นต่างกับตนเองในเรื่องนี้ เพราะมันจะไปค้านกับความเชื่อของตนเองตามหะดีษบทหนึ่งที่ว่า "ความขัดแย้งของอุมมะฮ์ของฉัน คือความโปรดปราน (ของอัลลอฺฮ์)" นะครับ .. ดังนั้นในเมื่อความขัดแย้งเป็น "เราะห์มัต" หรือความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ แล้วทำไมเราต้องไปประณามผู้ที่ได้รับเราะห์มัตล่ะครับ ตรงกันข้ามเราควรจะยกย่องเขาด้วยซ้ำมิใช่หรือครับ ? ? ....


การอ่านอัลกุรอ่าน ในงานนิกะห์



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม

อัสสลามุอะลัยกุมครับอาจารย์
รบกวนถามหน่อยครับว่า "การอ่านอัลกุรอ่าน ในงานนิกะห์ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะหาคนเสียงดีๆมาอ่านกันก่อนจะทำการนิกะห์ อยากทราบว่าตามสุนนะห์จริงๆแล้วมีไหมครับแล้วคนในยุคสลัฟเขาทำกันหรือไม่ครับ เห็นคนบ้านเรากันมากเลยครับ" ญะซากุมุ้ลลอฮุคอยรอน ครับ

ตอบ

วะอลัยกุมุสสลามครับ ...
ถ้าถามว่า จะทำได้หรือไม่ ผมก็ลำบากใจที่จะตอบ แต่เมื่อคุณถามว่า อยากทราบว่าตามสุนนะห์จริงๆแล้วมีไหมครับแล้วคนในยุคสลัฟเขาทำกันหรือไม่ ผมก็ตอบได้เต็มปากว่า ผมก็ไม่เคยเจอหลักฐานเรื่องนี้ในซุนนะฮ์เหมือนกันครับ ที่บ้านผม ผมเป็นอิหม่ามเอง และเมื่อจะทำการนิกาห์ลูกบ้านคู่ใด ผมก็ไม่เคยกระทำอย่างที่ว่ามานี้เลย เพราะไม่เคยเจอหลักฐานนี่แหละ .. ที่ไม่ทำไม่ใช่เพราะการอ่านอัล-กุรฺอานไม่ดี แต่ผมไม่อยากทำอะไรที่เป็นการสู่รู้หรือล้ำหน้าเกินท่านรอซู้ลเท่านั้น เนื่องจากท่านรอซู้ลเองเคยนิกาห์เศาะหาบะฮ์ของท่านมาไม่รู้กี่ร้อยคู่ ก็ไมเคยปรากฏว่า ท่านจะกระทำอย่างที่ว่านี้ ถ้านักวิชาการท่านใดเจอหลักฐานในเรื่องนี้ กรุณาแจ้งให้ทราบด้วยครับ ผมจะได้รับไปปฏิบัติบ้าง ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ 


....


ให้นั่งอิฟติรอชในละหมาดประเภท 2 ร็อกอะฮ์



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามูอาลัยกุม เห็นหน้าเฟสอาจารย์เงียบๆเหงาๆ เลยมาทักทายอาจารย์คงยุ่งเรื่องการสอนแน่เลย ไงทักแล้ว ก็ขอรบกวนอาจารย์หาหลักฐานการนั้งตะชะฮฺฮุดครั้งสุดท้าย กรณีที่ละหมาดนั้นมี 2 ร็อกอะฮ์ ที่ว่าให้นั่งแบบอิฟติรอชฺ พอมีหลักฐานไหม ค่ะ ดิฉันไม่เคยเจอหลักฐานเรื่องนี้เลย ค่ะ

ตอบ ...

วะอลัยกุมุสสลาม ...
ขออภัยที่ตอบมาช้าเพราะเป็นจริงอย่างที่คุณเข้าใจ คือผมไม่ค่อยมีเวลาว่าง หน้าเฟสของผมจึงเงียบเหงาไปนิด แต่อินชาอัลลอฮ์ ต่อไปผมจะพยายามหาเวลามาตอบคำถามให้มากขึ้น เพราะมีปัญหาที่ถูกถามเข้ามาเยอะแยะ - โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากศูนย์สถานี 2 หาดใหญ่ที่ผมไปบรรยายและตอบคำถามเป็นประจำทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ...

จากคำถามของคุณ Mareeyah Si ข้างต้น ..
 ก่อนอื่นผมขอเรียนให้ทราบว่า เรื่อง "ลักษณะการนั่ง" ในตะชะฮ์ฮุดทั้ง 2 ของการละหมาดนั้น นักวิชาการมีทัศนะขัดแย้งกันเป็น 4 ทัศนะคือ ...
(1). ให้นั่งแบบอิฟติรอชในทั้ง 2 ตะชะฮ์ฮุด .. นี่คือทัศนะของท่านอิหม่ามอบูหะนีฟะฮ์ และสานุศิษย์ของท่าน ..
(2). ให้นั่งแบบตะวัรฺรุกในทั้ง 2 ตะชะฮ์ฮุด .. นี่คือทัศนะของท่านอิหม่ามมาลิก และสานุศิษย์ของท่าน ...
(3). ให้นั่งแบบตะวัรฺรุกในตะชะฮฺฮุดที่ "มีการให้สล่าม" .. (ไม่ว่าจะเป็นละหมาดประเภท 1 หรือ 2 หรือ 3 หรือ 4 ร็อกอะฮ์) .. แต่ให้นั่งแบบอิฟติรอชในการนั่งที่อื่นจากนี้
นี่คือทัศนะของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์และสานุศิษย์ของท่าน ...
(4). ให้นั่งแบบตะวัรฺรุกในการ "นั่งครั้งสุดท้าย" ก่อนให้สล่ามของทุกๆละหมาดที่ "มี 2 ตะชะฮ์ฮุด" .. แต่ให้นั่งแบบอิฟติรอชในการนั่งก่อนให้สล่ามของละหมาดที่ "มีตะชะฮ์ฮุดเดียว" .. (เช่นละหมาดซุบฮี่, ละหมาดวันศุกร์ เป็นต้น) ...
นี่คือทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัด และสานุศิษย์ของท่าน ...
ผมจะไม่ขอออกความเห็นหรืออธิบายหลักฐานของทุกๆทัศนะที่ขัดแย้งกันเหล่านี้ .. แต่จะอธิบายเฉพาะทัศนะที่ผมตรวจสอบหลักฐานแล้ว เห็นว่ามี "น้ำหนักมากที่สุด" ในมุมมองของผม .. ซึ่งตรงกับคำถามของคุณ Mareeyah Si ข้างต้น ....

นั่นคือทัศนะที่ 4 !.. อันเป็นทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัล ......

หลักฐานของทัศนะนี้ ได้แก่หะดีษซึ่งท่านอัน-นซาอีย์ได้บันทึกในหนังสือ "อัส-สุนัน" ของท่าน - อันเป็นหะดีษที่ 1158 - โดยรายงานมาจากท่านมุหัมมัด บินอับดุลลอฮ์ บินยะซีด อัล-มุกรีย์, จากท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์, จากท่านอาศิม บินกุลัยบ์, จากบิดาของท่าน คือท่านกุลัยบ์ บินชิฮาบ, จากท่านวาอิล บินหุจญริน ร.ฎ. ที่กล่าวว่า ..


أَتَيْتُ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَرَأَيْتُهُ يَرْفَعُ يَدَيْهِ إِذَاافْتَتَحَ الصَّلاَةَ حَتَّى يُحَاذِىَ مَنْكِبَيْهِ وَإِذَاأَرَادَ أَنْ يَرْكَعَ، وَإِذَا جَلَسَ فِى الرَّكْعَتَيْنِ أَضْجَعَ الْيُسْرَى وَنَصَبَ الْيُمْنَى، وَوَضَعَ يَدَهُ الْيُمْنَى عَلَى فَخِذِهِ الْيُمْنَى وَنَصَبَ أُصْبُعَهُ لِلدُّعَاءِ، وَوَضَعَ يَدَهُ الْيُسْرَى عَلَى فَخِذِهِ الْيُسْرَى .....
"ฉันไปหาท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วฉันก็เห็นท่านยกมือทั้งสองของท่านเสมอไหล่ทั้งสองของท่านเมื่อตอนเริ่มต้นละหมาดและตอนจะก้มรุกูอฺ .. และเมื่อท่านนั่งลงในร็อกอะฮ์ที่สอง ท่านก็จะตะแคงเท้าซ้ายและชันเท้าขวาขึ้น.. (คือนั่งแบบอิฟติรอช .. ดังสำนวนชัดเจนในบันทึกของท่านอบูดาวูด) .. และท่านจะวางมือขวาบนขาขวา และยกนิ้ว(ชี้)ขึ้นเพื่อดุอา(คืออ่านตะชะฮ์ฮุด) และวางมือซ้ายบนขาซ้ายของท่าน" ....

สายรายงานของหะดีษบทนี้ ถูกต้อง ...
นอกจากนี้ ท่านบิชรฺ บินอัล-มุฟัฎฎ็อล ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงยิ่งท่านหนึ่ง ยังได้รายงานหะดีษบทนี้ในลักษณะสอดคล้อง (مُتَابَعَةٌ ) กับท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์ .. โดยรายงานมาจาก จากท่านอาศิม บินกุลัยบ์, จากท่านกุลัยบ์ บินชิฮาบ, จากท่านวาอิล บินหุจญริน ร.ฎ. เช่นเดียวกัน ...
(จากสุนันอบีย์ดาวูด หะดีษที่ 726) ...

หะดีษที่ถูกต้องบทนี้เป็นหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ละหมาดที่ท่านวาอิล บินหุจญริน ร.ฎ. รายงานว่า เห็นท่านศาสดานั่งอ่านตะชะฮ์ฮุดในลักษณะอิฟติรอชนั้น เป็นละหมาดประเภท 2 ร็อกอะฮ์ !!! ...
หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นละหมาดที่มีการนั่งตะชะฮ์ฮุดเพียงครั้งเดียว ..

มิใช่ละหมาดประเภท 2 ตะชะฮ์ฮุดที่ให้นั่งตะวัรฺรุกในตะชะฮ์ฮุดครั้งที่สอง ซึ่งไม่มีการกล่าวถึงเลยในหะดีษบทนี้ ..

ท่านอับดุลลอฮ์ บุตรชายของท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัล ได้กล่าวถามท่านอิหม่ามอะห์มัดผู้เป็นบิดาว่า ...

سَأَلْتُ أَبِىْ عَنِ التَّوَرُّكِ فِى الصَّلاَةِ ؟
"ฉันได้ถามบิดาของฉันเรื่องนั่งตะวัรฺรุกในละหมาด" ...

فَقَالَ : حَدِيْثُ أَبِىْ حُمَيْدٍ عَنِ النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَنَّهُ كَانَ يَتَوَرَّكُ فِى الرَّابِعَةِ

ท่านตอบว่า "หะดีษของท่านอบีย์หุมัยด์ ร.ฎ. (เรื่องนั่งตะวัรฺรุกในละหมาด) ที่รายงานจากท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หมายถึงท่านนั่งตะวัรฺรุกในร็อกอะฮ์ที่สี่" ...

قُلْتُ لِأَبِىْ : فَفِى الْفَجْرِ، وَفِىْ صَلاَةِ الْجُمْعَةِ يَتَوَرَّكُ ؟

ฉันถามบิดาต่อไปอีกว่า .. "แล้วในละหมาดซุบฮี่, ละหมาดวันศุกร์ล่ะ จะต้องนั่งตะวัรฺรุกไหม ?" ...

قَالَ : لاَ يَتَوَرَّكُ فِى الْفَجْرِ وَلاَ فِى الْجُمْعَةِ، إِنَّهَا جَلْسَةٌ وَاحِدَةٌ

ท่านตอบว่า .. "ไม่ต้องนั่งตะวัรฺรุกในละหมาดซุบฮี่ และละหมาดวันศุกร์ (เพราะ) มันมีการนั่ง(ตะชะฮ์ฮุด)แค่ครั้งเดียว" ...,

قُلْتُ لِأَبِىْ : فَإِنَّ الشَّافِعِىَّ يَقُوْلُ : يَتَوَرَّكُ، لِأَنَّ التَّوَرُّكَ إِنَّمَا جُعِلَ مِنْ طُوْلِ الْقُعُوْدِ

ฉันถามบิดาต่อไปว่า . "แล้วที่ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์กล่าวว่า .. ให้นั่งตะวัรฺรุก(ในละหมาดซุบฮี่และละหมาดวันศุกร์)ด้วย เพราะการนั่งตะวัรฺรุก ถูกกำหนดเนื่องจากการนั่งนานเท่านั้น"


قَالَ أَبِىْ : لَيْسَ هُوَ عِنْدِىْ كَذَا، لاَ يَتَوَرَّكُ الرَّجُلُ إِلاَّ فِى الصَّلاَةِ الَّتِىْ يَجْلِسُ فِيْهَا جَلْسَتَيْنِ، وَالْعِشَاءُ يَتَوَرَّكُ أَيْضًا فِيْهَا، لِأَنَّهُ يِجْلِسُ فِيْهَا جَلْسَتَيْنِ وَهُوَ الَّذِىْ أَخْتَارُ

ท่านตอบว่า .. "สำหรับฉันมิใช่เช่นนั้น คนใดอย่านั่งตะวัรฺรุก .. เว้นแต่ในละหมาดซึ่งมีการนั่ง(ตะชะฮ์ฮุด) 2 ครั้ง ละหมาดอิชาอ์ก็ให้เขานั่งตะวัรฺรุกได้ เพราะมันมีการนั่ง 2 ครั้ง นั่นคือสิ่งที่ฉันเลือก" ...
(จากหนังสือ "มะซาอิลุ้ลอิมาม อะห์มัด อิบนิหัมบัล" จากริวายะฮ์(การรายงาน)ของท่านอับดุลลอฮ์ บุตรชายของท่าน หน้า 80) ...

หมายเหตุ
หะดีษของท่านอบีย์หุมัยด์ อัซ-ซาอิดีย์ ร.ฎ. ที่ท่านอิหม่ามอะห์มัดกล่าวถึง เป็นข้อความบางตอนในหะดีษบทหนึ่งจากการบันทึกของท่านบุคอรีย์ในหนังสือ "ญุซอุ้ลกิรออะฮ์" และท่านอบูดาวูดที่ว่า ..

حَتَّى إِذَا كَانَتِ السَّجْدَةُ الَّتِىْ فِيْهَا التَّسْلِيْمُ أَخَّرَ رِجْلَهُ الْيُسْرَى وَقَعَدَ مُتَوَرِّكًا عَلَى شِقِّهِ الْأَيْسَرِ

"จนกระทั่งเมื่อถึงซัจญดะฮ์(คือการนั่งตะชะฮ์ฮุด)ที่มี "การให้สล่ามในการนั่งนั้น" ท่านนบีย์ก็สอดเท้าซ้ายรองใต้แข้งขวาของท่าน และนั่ง(วางสะโพกบนพื้น)ในลักษณะเอนไปทางซีกซ้ายของท่าน (คือ นั่งแบบตะวัรฺรุก)" ...

คำว่า "การนั่งตะชะฮ์ฮุดที่มีการให้สล่ามในการนั่งนั้น" .. นักวิชาการมัษฮับชาฟิอีย์อธิบายว่า หมายถึงการนั่งใน "ทุกๆตะชะฮ์ฮุดที่มีการให้สล่าม" .. ไม่ว่าจะเป็นการนั่งก่อนสล่ามในละหมาดประเภท 2 ร็อกอะฮ์, 3 ร็อกอะฮ์ หรือ 4 ร็อกอะฮ์ ก็ให้นั่งตะวัรฺรุกในการนั่งนั้นตามเนื้อหาตอนท้ายของหะดีษบทนี้ ...

แต่ท่านอิบนุ้ลก็อยยิม อัล-ญูซียะฮ์ ได้กล่าวอธิบายว่า ...

فَهَذَاالسِّيَاقُ ظَاهِرٌ فِى اخْتِصَاصِ هَذَاالْجُلُوْسِ بِالتَّشَهُّدِ الثَّانِىْ
"ถ้อยคำสำนวนนี้ ส่อว่า การนั่ง(ตะวัรฺรุก)นี้ เป็นเรื่องของ "การนั่งตะชะฮ์ฮุดที่สอง" โดยเฉพาะ" ..
(จากหนังสือ "ซาดุ้ลมะอาด" ของท่านอิบนุ้ลก็อยยิม เล่มที่ 1 หน้า 86) ..

คำกล่าวนี้ของท่านอิบนุ้ลก็อยยิมถือว่าถูกต้อง เพราะเมื่อไปตรวจสอบดูข้อความของหะดีษบทนี้ - ทั้งหมด - ปรากฏว่า การนั่งตะวัรฺรุกในหะดีษของท่านอบูหุมัยด์บทนี้ หมายถึง "การนั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งที่ 2 ก่อนให้สล่าม" ของละหมาดประเภท 3 ร็อกอะฮ์หรือ 4 ร็อกอะฮ์ !!..

หลักฐานในเรื่องนี้ก็คือ ข้อความตอนกลางหะดีษนี้ มีกล่าวถึงการนั่งอิฟติรอชใน "การนั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก" ก่อนแล้ว - แล้วในหะดีษก็กล่าวต่อไปว่า ...

ثُمَّ إِذَا قَامَ مِنَ الرَّكْعَتَيْنِ كَبَّرَ وَرَفَعَ يَدَيْهِ حَتَّى يُحَاذِىَ بِهِمَا مَنْكِبَيْهِ، كَمَا كَبَّرَ عِنْدَ افْتِتَاحِ الصَّلاَةِ ثُمَّ يَصْنَعُ ذَلِكَ فِىْ بَقِيَّةِ صَلاَتِهِ حَتَّى إِذَا كَانَتِ السَّجْدَةُ الَّتِىْ فِيْهَا التَّسْلِيْمُ أَخَّرَ رِجْلَهُ الْيُسْرَى وَقَعَدَ مُتَوَرِّكًا عَلَى شِقِّهِ الْأَيْسَرِ

"ต่อจากนั้น ท่านก็ลุกขึ้นยืน "จากร็อกอะฮ์ที่สอง" (สู่ร็อกอะฮ์ต่อไป) .. โดยท่านกล่าวตักบีรฺ และยกมือทั้งสองของท่านจนเสมอกับบ่าทั้งสองของท่านเหมือนกับการตักบีรฺตอนเริ่มต้นละหมาด หลังจากนั้น ท่านก็กระทำอย่างนี้ในส่วนที่เหลือของการละหมาด จนกระทั่งเมื่อถึง "การนั่งตะชะฮ์ฮุดที่มีการให้สล่าม" ท่านก็สอดเท้าซ้ายรองใต้แข้งขวาของท่าน และนั่ง(วางสะโพกบนพื้น) ในลักษณะเอนไปทางซีกซ้ายของท่าน (คือ นั่งแบบตะวัรฺรุก) ...
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์ในหนังสือ "ญุซอุ้ลกิรออะฮ์" หน้า 5, และท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 730) ...

เพราะฉะนั้น สรุปแล้ว ในตะชะฮ์ฮุดของละหมาดประเภท 2 ร็อกอะฮ์ หรือละหมาดที่มีการนั่งตะชะฮ์ฮุดเพียงครั้งเดียว การนั่งแบบอิฟติรอชจึงมีน้ำหนัก - ด้านหลักฐาน - มากที่สุดในทัศนะของผม ...
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...

อ. มะห์มูด (ปราโมทย์) ศรีอุทัย
3/2/2560



วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2560

การฝังศพผู้ตายมุสลิม ในพื้นที่น้ำท่วมขัง


ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

ช่วงนี้นำ้ท่วมมุสลิมถ้าตายแล้วเอาไปฝังที่ไหนค่ะมีที่ฝังหรือเพราะตายก้รีบฝังมิใช่หรืออยากรุ้ค่ะ

คำตอบ

ถามดีครับ .. ถูกต้องครับที่ว่ามุสลิมเมื่อตายก็ให้รีบฝัง ส่วนการฝังนั้น ก็ให้ทำ "เท่าที่สามารถ" จะทำได้ เพราะอิสลามไม่ได้บังคับให้มุสลิมต้องทำในสิ่งที่เกินความสามารถ เพราะฉะนั้น สมมุติว่าถ้ามุสลิมตายในเรือเดินทะเลลึก ก็ให้จัดการศพให้เรียบร้อยเหมือนตายบนฝั่งแล้วฝัง - คือโยน -ในทะเล เป็นต้น สำหรับกรณีที่มีอุทกภัยและในหมู่บ้านที่มีคนตายน้ำท่วมสุสาน (กุโบรฺ)จนฝังไม่ได้ ก็ให้ย้ายศพไปฝังที่หมู่บ้านใกล้เคียงซึ่งไม่มีน้ำท่วมขังครับ





การจับมือให้สลามภายหลังหลังละหมาดฟัรฎูเป็นบิดอะฮ์หรือไม่



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

لسلام عليكم

อ.ครับ
 ไม่ทราบว่าการให้สลามกันหลังละหมาดฟัรดูเป็นบิดอะห์ป่าวครับเเบบทำเป็นอาจินอ่ะครับผมเคยได้ยินว่าการให้สลามกันให้ละหมาดฟัรดูเป็นประจำเป็นบิดอะฮ์?

คำตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม .. ถ้ายังไม่ได้เจอและให้สล่ามกันก่อนละหมาด พอละหมาดเสร็จ .. มาเจอกันแล้วให้สล่ามและจับมือกัน ก็ไม่มีข้อขัดแย้งว่าเป็นที่อนุญาต แต่ถ้าเจอกันแล้วให้สล่ามและจับมือกันแล้วก่อนละหมาด พอละหมาดเสร็จก็ทำอีก ถ้าแค่ครั้งสองครั้งก็พอทำเนา แต่ถ้าทำเป็นประจำอย่างที่คุณถามมา อย่างนี้แหละที่นักวิชาการหลายท่านกล่าวว่าเป็นบิดอะฮ์ .. สำหรับผม ไม่ขอออกความเห็นในกรณีนี้ แต่อยากจะบอกเพียงว่า อย่าทำดีกว่าครับ ...





โต๊ะละไบ กินนูหรี

ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

อัสลามูอาลัยกุม อาจารย์ มีคำถามอีกแล้วค่ะ ดิฉันอยากรู้ทำความเข้าใจ กับคำศัพท์ นิยาม และหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติศาสนาว่าอย่างไร ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันตลอดมากับสังคมมุสลิมบ้านเรา แต่ดิฉันยังไม่ทราบความหมายที่แท้จริง
1) กินบุญ หรือนุหรี (ซึ่งมีความสำคัญกับสังคมมุสลิมบ้านเราเกือบทุกพิธี)
2) โต๊ะลาไบ หรือโต๊ะลาแบ (ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญมากในสังคมบ้านเราและเกี่ยวเนื่องกับกินนุหรี หากโต๊ะไบไม่มากินนุหรีไม่ได้)

คำตอบ


วะอลัยกุมุสสลามครับ คุณมารียะฮ์ .. ..
คำถามของคุณคราวนี้มาแปลก เพราะเป็นเรื่องของคำศัพท์ และคำนิยามของคำบางคำซึ่งหลายคน - รวมทั้งผมด้วย - คุ้นหูกันดี แม้จะไม่ใช่คำที่เป็นบทบัญญัติของศาสนาโดยตรง เพราะเป็นคำศัพท์ภาษาไทยบ้าง คำศัพท์ภาษามลายูบ้าง ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยจะสันทัดกับคำศัพท์เหล่านี้สักเท่าไร จึงขอตอบจากประสบการณ์ของตัวเองที่พอจะมีบ้าง แต่ไม่ยืนยันว่า มันจะถูกต้องนะครับ ...

(1). คำว่า "กินบุญ" เป็นคำสัพท์ภาษาไทย พจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 อธิบายว่า (ภาษาถิ่นอีสาน) เป็นคำกริยา หมายถึง กินเลี้ยงในงานทำบุญ .. เพราะฉะนั้น ตามความหมายดังกล่าวย่อมแสดงว่า การกินบุญจึงหมายถึงการกินเลี้ยงในงานต่างๆที่ผู้จัด "จะได้รับผลบุญ" จากการจัดงานเลี้ยงนั้น ซึ่งสำหรับชาวพุทธหรือศาสนาอื่นคงไม่มีปัญหาในเรื่องความเชื่อดังกล่าว ตราบใดที่พวกเขาเชื่อว่า การกระทำทุกๆอย่างที่เรียกว่า "ดี" - ตามความเข้าใจมนุษย์ -- ย่อมได้รับผลบุญทั้งสิ้น แต่สำหรับมุสลิมแล้ว เรื่อง "ผลบุญ" เป็นสิทธิเฉพาะของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.เพียงพระองค์เดียว ที่กำหนดว่างานเลี้ยงในวาระอะไรบ้างจะได้รับผลบุญ ดังนั้นเราจะมากะเกณฑ์เอาเองว่า งานเลี้ยงอย่างนั้นอย่างนี้ที่เราคิดจัดขึ้นเอง แล้วเรียกงานนั้นว่าเป็นการทำบุญ - จึงเป็นเพียงความเข้าใจส่วนตัวของผู้จัดที่ไม่มีหลักฐานรองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเลี้ยงที่บ้านผู้ตายเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเพื่อส่งผลบุญให้แก่ผู้ตายและเรียกกันติดปากว่า "ทำบุญบ้านคนตาย" จึงไม่น่าจะตรงกับข้อเท็จจริง .. ตรงกันข้าม หากเรียกการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการ "ทำบาปบ้านคนตาย" น่าจะถูกต้องกว่า เพราะนักวิชาการระดับโลกของทั้ง 4 มัษฮับกล่าวตรงกันว่า การที่ครอบครัวผู้ตายเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารแล้วเชิญแขกมากินเลี้ยงนั้น เป็นบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจหรือเป็นบิดอะฮ์ที่ถูกประณาม จึงย่อมไม่มี "ผลบุญ" ใดๆที่จะส่งหรืออุทิศให้แก่ผู้ตายจากการจัดเลี้ยงดังกล่าวตามความเชื่อในเรื่องนี้ .. วัลลอฮุ อะอฺลัม ..

ส่วนคำว่า "นูหรี" เป็นคำศัพท์ภาษามลายูที่ชาวบ้านพูดกันติดปาก เพี้ยนมาจากคำศัพท์เต็มว่า كندورى (อ่านว่า กันดูรีย์) ..มีความหมายภาษาไทยว่า "งานเลี้ยงอาหาร" นั่นเองครับ ...

(2). ส่วนคำว่า โต๊ะละไบ (่تؤ لبى ชาวบ้านเรียกเพี้ยนเป็น โต๊ะละแบ) น่าจะหมายถึง ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนศาสนาจนมีความรู้ "พอประมาณ" หรืออยู่ในขั้นดี.. คือ สามารถ "เป็นผู้นำ" ชาวบ้านอ่านดุอาในพิธีกรรมและงานบุญต่างๆได้ .. ถ้่าหากมีความรู้ระดับสูงกว่าโต๊ะละไบ คือเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆของอิสลามจนถึงขั้นเปิดปอเนาะสอนเด็กนักเรียน ก็จะเรียกว่าโต๊ะครู ครับ ...








วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

ลูกหนี้จะใช้หนี้ ภายหลังเจ้าหนี้เสียชีวิต เป็นเงินมรดกหรือไม่


ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามูอาลัยกุม
ลูกหนี้จะใช้หนี้ แต่เจ้าหนี้เสียชีวิตแล้ว(ชาย) คำถาม
1. เงินนี้เป็นมรดกไหม หรือคืนให้ภรรยาผู้เสียชีวิตเลย
2. ถ้าเป็นมรดก ต้องแบ่งยังไงครับ ผู้เสียชีวิตมี
- ภรรยา
- ลูกชาย 1 ลูกสาว 3 คน
- พี่ชาย และน้องชายผู้ตาย
ญาซากัลลอฮฺครับ


ตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม .. ถ้าหนี้สินที่กู้ยืมมาเป็นเงินของผู้ตายโดยเฉพาะ เงินหนี้สินส่วนนี้ - ทั้งหมด - ก็เป็นมรดกที่จะต้องแบ่งกันระหว่างทายาทของผู้ตายครับ . แต่ถ้าเงินหนี้สินนี้เป็นเงินที่ผู้ตายและภรรยาทำงานร่วมกัน แล้วเราไปกู้ยืมมา ก็จะเป็นมรดกที่จะต้องแบ่งระหว่างทายาทเพียวครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของภรรยาเพราะเธอยังไม่ตายครับ หวังว่าคงเข้าใจ.
ส่วนมรดกของผู้ตายทั้งหมด ก็ให้แบ่งเป็น 8 ส่วน ภรรยารับไป 1 ส่วน .. อีก 7 ส่วนที่เหลือ ก็ให้แบ่งใหม่เป็น 5 ส่วน ลูกชายคนเดียวได้ไป 2 ส่วน ลูกสาวรับไปคนละ 1 ส่วน พี่ชายและน้องชายผู้ตายในกรณีนี้ไม่มีสิทธิ์รับมรดก เพราะถูกลูกชายผู้ตายกันสิทธิ์ครับ .. วัลลอฮุ อะอฺลัม ..


ถาม

อาจารย์ เรื่องนี้เผื่อเกิดกับครอบครัวของดิฉัน หากผู้ตายทำพินัยกรรมให้บุคคลอื่นหมดแล้ว ทายาทคนอื่นสามารถขอแบ่งมรดกที่ทำพินัยกรรมนั้นอีกได้หรือไม่ ในอิสลาม เจ้ามรดกจะเขียนพินัยกรรมห้ามทายาทคนใดรับมรดกได้หรือไม่ หากลูกเจ้ามรดกตายก่อน ลูกของลูกที่ตายจะรับมรดกแทนที่ได้ไหม และหากตามคำถามข้างต้นมีปู่ มีลุงด้วย ทั้งสองจะถูกกันสิทธิ์ด้วยหรือไม่ค่ะ

ตอบ

(1). พินัยกรรมจะมีผลไม่เกิน 1 ใน 3 ของมรดกผู้ตาย หลังจากจ่ายหนี้สินของผู้ตาย (ถ้ามี) เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น ทายาทผู้ตายยังมีส่วนแบ่งเหลืออยู่ อย่างน้อยก็ 2 ใน 3 ส่วนของมรดกครับ ใครก็ตาม จะทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ผู้อื่นทั้งหมดโดยไม่มีอะไรเหลือไว้ให้ทายาทเลยไม่ได้หรอกครับ .. ..

(2). เจ้ามรดกจะเขียนพินัยกรรมในลักษณะเป็นคุณหรือเป็นโทษกับทายาทคนใดไม่ได้ครับ และสมมุติถ้ามีเขียนสิ่งดังกล่าวลงไป ข้อความดังกล่าวนั้นถือเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับหรอกครับ ...

(3). หากลูก (หมายถึงลูกชาย ลูกสาวไม่เกี่ยว)ของ เจ้าของมรดกตายก่อน และเขาก็ไม่มีลูกชายอื่นๆเหลืออยู่ ลูกที่เกิดจากลูกชายของเขา(หรืออีกนัยหนึ่ง หลานของผู้ตายที่เกิดจากลูกชายของผู้ตาย) -ไม่ว่าหลานนั้นผู้ชายหรือผู้หญิง - ก็มีสิทธิ์ได้รับมรดก แทนที่และอัตราส่วนเหมือนกับลูกของผู้ตายทุกประการครับ (แต่เรื่องนี้ยังมีรายละเอียดอีกมากที่ผมไม่มีเวลาเขียนลง ณ ที่นี้ครับ) ...

(4). บุคคลเดียวที่จะกันสิทธิ์ปู่จากการรับมรดกก็คือ พ่อของผู้ตายเท่านั้น คนอื่นไม่ว่าใคร - แม้กระทั่งลูกชายผู้ตาย - ก็กันสิทธิ์ปู่ไม่ได้ อนึ่ง ลุงของผู้ตาย โอกาสรับมรดกมีน้อยครับ แม้จะไม่ถึงกับสิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะในทางปฏิบัติจากประสบการณ์ที่ผ่านมา มีคนที่ "ใกล้ชิดทางสายเลือดกับผู้ตายกว่าเขา" คอยกันสิทธิ์เขาอยู่เยอะแยะครับ ...




การปฏิบัติตนหลังคลอดบุตร


ตอบโดย อาจารย์ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามูอาลัยกุม ค่ะ อาจารย์ ดิฉันขอถามเรื่อง การปฏิบัติตนหลังคลอดบุตร ในระหว่างนั้นจนถึงวันหมดเลือดหลังคลอดบุตร มีข้อห้ามและสิ่งที่ให้กระทำมีอะไรบ้าง เช่น มีการห้ามออกนอกบ้านหรือไม่ อ่านอัลกุรอานได้หรือไม่ เป็นต้น นอกจากนี้ดิฉันขอถามเรื่องการกำจัดหรือทำลายรกหลังคลอดและสายสะดื้อที่หลุดจากสะดือเด็กด้วยค่ะ

ตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม ...
เรื่องการปฏิบัติตัวของสตรีหลังคลอดบุตร ส่วนใหญ่จะเน้นเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของสตรีผู้นั้นเป็นหลักซึ่งเป็นเรื่องทางแพทย์ เรื่องนี้จึงควรจะถามแพทย์เป็นดีที่สุดครับ ส่วนในเรื่องของศาสนา หลักฐานเท่าที่ผมอ่านเจอก็คือ ในระหว่างสตรีมีประจำเดือนหรือมีนิฟาสอยู่นั้น ก็ห้ามนางนมาซ, ห้ามฎอว้าฟบัยตุ้ลลอฮ์, ห้ามถือศีลอด, ห้ามมีเพศสัมพันธ์หรือเล้าโลมกับสามี แต่ไม่ควร (ไม่ใช่ห้าม) อ่านอัล-กุรฺอ่าน ครับ ..
ส่วนเรื่องรกหรือสายสะดือที่หลุดจากตัวเด็ก ผมยังไม่เคยเจอหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยครับ เพราะฉะนั้น ที่เหมาะสมในกรณีนี้ก็คือ ควรนำไปฝังน่าจะดีที่สุดครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม ...