อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

ผู้หญิงใส่ สร้อยแหวน กำไล ทองคำได้หรือไม่ (ตอนที่ 5)


โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ห้ามทั้งบุรุษและสตรี ดื่มกินจากภาชนะทองคำและเงิน
ท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ...
اَلَّذِىْ (يَأْكُلُ وَ) يَشْرَبُ فِىْ إِنَاءِ (الذَّهَبِ وَ) الْفِضَّةِ إِنَّمَا يُجَرْجِرُ فِىْ بَطْنِهِ نَارَ جَهَنَّمَ
“ผู้ซึ่ง (กินและ) ดื่มในภาชนะ (ทองคำและ) เงินนั้น มันมิใช่อื่นใดนอกจากเขากำลังทำให้ท้องของเขาเต็มไปด้วยไฟนรก” ...
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 5634, ท่านมุสลิม หะดีษที่ 1/2065, ท่านอิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 3413, ท่านอัด-ดาริมีย์ หะดีษที่ 2129, ท่านอะห์มัด เล่มที่ 6 หน้า 301, 302, 304, 306, ท่านมาลิกใน “อัล-มุวัฏเฏาะอ์” หะดีษที่ 1782 โดยรายงานมาจากท่านหญิงอุมมุ สะละมะฮ์ ร.ฎ.) ...
สำนวนดังกล่าวนี้ เป็นสำนวนจากการบันทึกของทุกท่านข้างต้น .. ยกเว้นข้อความตัวหนาในวงเล็บทั้ง 2 ตำแหน่ง เป็นข้อความจากการบันทึกของท่านมุสลิมโดยเฉพาะ ...
จากคำชี้แจงนี้ จะเห็นได้ว่า สำนวนจากการบันทึกของท่านมุสลิม ผิดเพี้ยนไปจากการบันทึกของผู้บันทึกท่านอื่น เพราะมีการเพิ่มคำว่า “กิน” และคำว่า “ทองคำ” เข้าไปในตัวบทของหะดีษ, ขณะที่บันทึกของผู้รายงานท่านอื่น จะไม่มี 2 คำนี้ ...
จะอย่างไรก็ตาม การเพิ่มเติมคำว่า “กิน” และ “ทองคำ” จากการบันทึกของท่านมุสลิมในหะดีษบทนี้ ก็ได้รับการยืนยัน (شَاهِدٌ) จากหะดีษอีกบทหนึ่ง .. นั่นคือ ท่านหุซัยฟะฮ์ บิน อัล-ญะมาน ร.ฎ. เศาะหาบะฮ์อีกท่านหนึ่งได้รายงานมาว่า ...
(( سَمِعْتُ النَّبِىَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَقُوْلُ : لاَ تَلْبَسُواالْحَرِيْرَ وَلاَ الدِّيْبَاجَ، وَلاَ تَشْرَبُوْا فِىْ آنِيَةِ الذَّهَبِ وَالْفِضَّةِ، وَلاَ تَأْكُلُوْا فِىْ صِحَافِهَا، فَإِنَّهَا لَهُمْ فِى الدُّنْيَا، وَلَنَا فِى اْلآخِرَةِ .. ))
ฉันเคยได้ยินท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า .. “พวกท่านอย่าสวมเครื่องแต่งกายที่เป็นผ้าไหมบริสุทธิ์ หรือผ้าไหมยกเงินยกทอง, และพวกท่านอย่าดื่มในภาชนะที่ทำจากทองคำหรือเงิน และอย่ารับประทานจากจานเหล่านั้น เพราะสิ่งนี้ มันเป็นของพวกเขา (กาฟิรฺ) ในโลกนี้, และเป็นของพวกเรา (มุสลิม) ในโลกหน้า” ...
(บันทึกโดย ท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 5426, .. และหะดีษของท่านหุซัยฟะฮ์ในสำนวนที่คล้ายคลึงกันนี้ ยังถูกบันทึกโดยท่านมุสลิม, ท่านอบูดาวูด, ท่านอัน-นะซาอีย์, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์, ท่านอัด-ดาริมีย์, ท่านอะห์มัด และท่านอิบนุมาญะฮ์ด้วยเช่นกัน ...
เมื่อเราพิจารณาดูเนื้อหาของหะดีษนี้ทั้ง 2 บท จะเห็นได้ว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามในภาพรวม -- คือมิได้ระบุว่าห้ามเพศใด -- จากการแต่งกายด้วยผ้าไหม, และห้ามดื่มกินจากภาชนะที่ทำด้วยเงินหรือทองคำ ...
แต่ดังเป็นที่ทราบกันดีจากหะดีษบทก่อน (หน้าที่ 11) ที่ผ่านมาแล้วว่า ผ้าไหมและทองคำ เป็นที่ต้องห้ามสำหรับบุรุษเพศเท่านั้น แต่ทั้งสองอย่างนี้เป็นที่อนุมัติสำหรับสตรีเพศ (โดยไม่มีข้อแม้) ...
ดังนั้น เมื่อเรานำเอาหะดีษ 2 บทหลังนี้มาพิจารณาร่วมกับหะดีษบทก่อนในหน้า 11 .. ตามรูปการจึงน่าจะเข้าใจได้ว่า การห้ามใช้ผ้าไหมและห้ามดื่มกินจากภาชนะที่ทำจากทองคำหรือเงิน น่าจะเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับเพศชายโดยเฉพาะ ...
แต่ข้อเท็จจริงมิใช่เป็นเช่นนั้น ... เพราะบรรดานักวิชาการต่างเห็นพ้องกันว่า ข้อห้ามจากการดื่มกินในภาชนะที่ทำด้วยทองคำหรือเงินนั้น มิใช่จำกัดเฉพาะเพศชาย ทว่ายังครอบคลุมถึงเพศหญิงด้วยเช่นเดียวกัน จึงดูเหมือนว่าทัศนะดังกล่าวของบรรดานักวิชาการ น่าจะขัดแย้งกับหะดีษข้างต้นที่อนุมัติทองคำสำหรับเพศหญิงทุกชนิด ...
สิ่งนี้ จึงเท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายของบรรดานักวิชาการว่า การอนุมัติให้เพศหญิงใช้ทองคำได้นั้น มิได้หมายความว่า จะอนุมัติไปเสียทุกเรื่องโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆดังกล่าวมาแล้ว หากแต่ยังมีข้อห้ามเพศหญิงจากการดื่มกินในภาชนะทองคำหรือเงิน อันถือได้ว่าเป็น “ข้อยกเว้น” จากการอนุมัติทองคำทั้งหมดแก่เพศหญิง .. ตามที่เข้าใจได้จากหะดีษในหน้าที่ 11 นั้น ...
ดังนั้น เมื่อการอนุมัติให้เพศหญิงใช้ทองคำได้ทุกชนิด ยังถูกยกเว้นโดยหะดีษที่ห้ามดื่มหรือกินในภาชนะทองคำ การยกเว้นในลักษณะเดียวกัน คือห้ามใช้ทองคำในเครื่องประดับบางชนิด คือ แหวน, สร้อยคอ, และกำไล, จึงมิใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใดตามทัศนะของท่านอัล-อัลบานีย์ ตราบใดที่มีหะดีษที่ถูกต้อง (เศาะเหี๊ยะฮ์) เกี่ยวกับข้อห้ามดังกล่าวมายืนยันไว้ เหมือนกับหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ที่มายืนยันเรื่องห้ามกินหรือดื่มจากภาชนะที่ทำจากทองคำฉะนั้น ...
หลักฐานห้ามสตรีใช้แหวนทองคำ, สร้อยคอทองคำ, และกำไลทองคำ
หลักฐานที่ 1.
ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ...
مَنْ أَحَبَّ أَنْ يُحَلِّقَ حَبِيْبَهُ حَلْقَةً مِنْ نَارٍ فَلْيُحَلِّقْهُ حَلْقَةً مِنْ ذَهَبٍ، وَمَنْ أَحَبَّ أَنْ يُطَوِّقَ حَبِيْبَهُ طَوْقًا مِنْ نَارٍ فَلْيُطَوِّقْهُ طَوْقًا مِنْ ذَهَبٍ، وَمَنْ أَحَبَّ أَنْ يُسَوِّرَ حَبِيْبَهُ سِوَارًامِنْ نَارٍ فَلْيُسَوِّرْهُ سِوَارًا مِنْ ذَهَبٍ، وَلَكِنْ عَلَيْكُمْ بِالْفِضَّةِ ! فَلْعَبُوْابِهَا، ( اِلْعَبُوْابِهَا، اِلْعَبُوْابِهَا)
“ผู้ใดพึงใจจะให้ผู้ที่เขารักสวมแหวนจากไฟนรกละก็ จงสวมแหวนทองคำให้เขาเถิด, ผู้ใดพึงใจจะให้ผู้ที่เขารักสวมสร้อยคอจากไฟนรกละก็ จงสวมสร้อยคอทองคำให้เขาเถิด, และผู้ใดพึงใจจะให้ผู้ที่เขารักสวมกำไลจากไฟนรกละก็ จงสวมกำไลทองคำให้เขาเถิด, .. แต่ว่า, สิ่งจำเป็น (เหมาะสม) สำหรับพวกท่านคือ(แร่)เงิน, ดังนั้น พวกท่านจงหาความเพลิดเพลินด้วยมัน (เงิน) เถิด, (พวกท่านจงหาความเพลิดเพลินด้วยมันเถิด, พวกท่านจงหาความเพลิดเพลินด้วยมันเถิด)” ...
(บันทึกโดย ท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 4236, ท่านอะห์มัด เล่มที่ 2 หน้า 378, ท่านอัล-บัยฮะกีย์ เล่มที่ 4 หน้า 140, และท่านอิบนุหัสมิน ในหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” เล่มที่ 10 หน้า 84, .. สำนวนในที่นี้เป็นสำนวนของผู้รายงานทั้งหมด, ยกเว้นในวงเล็บตอนท้าย เป็นสำนวนเพิ่มเติมจากการบันทึกของท่านอะห์มัด เล่มที่ 2 หน้า 334) ...
สายรายงานของหะดีษข้างต้น เป็นดังนี้ ...
1. อับดุลอะซีซ บินมุหัมมัด อัด-ดะรอวัรฺดีย์ (عَبْدُالْعَزِيْزِ بْنُ مُحَمَّدٍ الدَّرَاوَرْدِىُّ)
2. อะซีด บิน อบีย์อะซีด อัล-บัรฺรอด (أََسِيْدُ بْنُ أَبِىْ أَسِيْدٍ الْبَرَّادُ)
3. นาเฟี๊ยะอฺ บิน อับบาส (หรือบินอัยยาช) (نَافِعُ بْنُ عَبَّاسٍ أَوِ بْنُ عَيَّاشٍ)
4. ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮ์ ร.ฎ.
5. ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม
ผู้ที่รายงานหะดีษนี้มาจากท่านอะซีดบิน อบีย์อะซีด (หมายเลข 2) นอกจากท่านอับดุลอะซีซ บินมุหัมมัด อัด-ดะรอวัดดีย์ (หมายเลข 1) ดังในรายงานกระแสนี้แล้ว ยังมีท่านซุฮัยรฺ บินมุหัมมัด อัต-ตัยมีย์ .. จากการบันทึกของท่านอะห์มัด (เล่มที่ 2 หน้า 334), .. และท่านอิบนุ อบีย์ซิบิน จากการบันทึกของท่านอบุลหะซัน อัล-อิคมีมีย์ (ในหนังสือ “อัล-หะดีษ” ของท่าน หมายเลข 2/9/2) ...
อธิบาย
ผู้รายงานของหะดีษบทนี้ทุกท่าน เป็นผู้ที่เชื่อถือได้, เพราะเป็นผุ้รายงานที่ได้รับการยอมรับโดยท่านมุสลิม, .. ยกเว้นผู้รายงานลำดับที่ 2 คือ ท่านอะซีด บินอบีย์อะซีด อัล-บัรฺรอด, ซึ่งมิใช่เป็นผู้รายงานของท่านมุสลิม แต่ท่านก็ได้รับความเชื่อถือจากท่านอิบนุหิบบาน และนักวิชาการอื่นๆอีกหลายท่าน ...
นักวิชาการหะดีษกลุ่มหนึ่งถือว่า หะดีษบทนี้ของท่านอะซีด บินอบีย์อะซีด เป็นหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ .. ดังมีรายนามต่อไปนี้ ...
1. ท่านอัล-มุนซิรีย์ ในหนังสือ “อัต-ตัรฆีบ วัต-ตัรฺฮีบ” เล่มที่ 1 หน้า 273 ...
2. ท่านอัช-เชากานีย์ ในหนังสือ “อัล-วัชยุลมัรฺกูม” ดังการอ้างอิงในหนังสือ “เอานุ้ล มะอฺบูด” เล่มที่ 11 หน้า 296 ...
3. ท่านอะห์มัด มุหัมมัดชากิรฺ ในการอธิบายหนังสือ “อัล-มุสนัด” ของท่านอิหม่ามอะห์มัด เล่มที่ 16 หน้า 177 (หะดีษที่ 8397) .. และเล่มที่ 17 หน้า 62 (หะดีษที่ 8897) ...
4. ท่านอัล-อัลบานีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “เศาะเหี๊ยะฮ์ อบูดาวูด” เล่มที่ 2 หน้า 797 ว่า หะดีษบทนี้ เป็นหะดีษหะซัน (สวยงาม) ...
ในมุมมองส่วนตัวของผม เห็นว่า หะดีษบทนี้เป็นเพียงหะดีษหะซัน มิใช่หะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์, เพราะท่านอะซีด บิน อบีย์อะซีด อัล-บัรฺรอด ถูกท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ กล่าววิจารณ์ในหนังสือ “อัต-ตักรีบ” เล่มที่ 1 หน้า 77, และท่านอัษ-ษะฮะบีย์ ได้กล่าววิจารณ์ในหนังสือ “อัล-กาชิฟ” เล่มที่ 1 หน้า 81 มาตรงกันว่า صَدُوْقٌ, ... หมายความว่าเป็น “ผู้ที่พอจะเชื่อถือได้” .. อันถือว่าเป็นคุณสมบัติของผู้รายงานหะดีษหะซัน, มิใช่คุณสมบัติของผู้รายงานหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ ...
อีกกระแสหนึ่งของหะดีษบทนี้ มาจากการรายงานของท่านอะซีด บิน อบีย์อะซีด ที่รายงานมาจากท่านนาเฟี๊ยะอฺ บิน อัยยาชเหมือนกระแสแรก,.. แต่ในกระแสนี้ ท่านนาเฟี๊ยะอฺอ้างการรายงานมาจากบุตรชายของท่านอบูมูซา อัล-อัชอะรีย์ ร.ฎ. หรือบุตรชายของท่านอบูเกาะตาดะฮ์ ร.ฎ. ท่านใดท่านหนึ่ง .. ดังการบันทึกของท่านอะห์มัดในหนังสือ “อัล-มุสนัด” เล่มที่ 4 หน้า 414 ...
ท่านอัล-ฮัยษะมีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “อัล-มัจญมะฮ์ อัซ-ซะวาอิด” เล่มที่ 5 หน้า 262 ว่า ถ้าหากบุตรชายของท่านอบูมูซาในที่นี้ คือท่านมูซา, .. และบุตรชายของท่านอบูเกาะตาดะฮ์ คือท่านอับดุลลอฮ์ .. ก็ถือว่าหะดีษนี้เป็นหะดีษหะซัน (สวยงาม) ...
ท่านอิบนุหัสมินเอง หลังจากที่ได้ระบุหะดีษบทนี้ (จากกระแสที่ 1)ไว้ในหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” ของท่าน เล่มที่ 10 หน้า 84 แล้ว ท่านก็ไม่ได้วิจารณ์ข้อเท็จจริงใดๆของหะดีษบทนี้, แตกต่างจากหะดีษบทอื่นที่เมื่อมีกล่าวถึงการห้ามสตรีใช้เครื่องประดับทองคำ ท่านอิบนุหัสมินก็จะวิจารณ์ความบกพร่องหรือความไม่ถูกต้องของหะดีษเหล่านั้นทุกบทไป ...
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านอิบนุหัสมินยังกล่าวอธิบายต่อไปในทำนองว่า หะดีษบทนี้เป็นหะดีษคลุมเครือ (مُجْمَلٌ) ซึ่งจะต้องถูกจำกัดความหมายลงด้วยหะดีษที่อนุมัติผู้หญิงใช้ทองคำได้ทุกชนิด .. บทที่ผ่านมาแล้วในหน้าที่ 11 ..
คำอธิบายดังกล่าวบ่งบอกความหมายว่า ท่านอิบนุหัสมิน ยอมรับความถูกต้องของหะดีษบทนี้โดยปริยายเช่นเดียวกัน ...
สรุปแล้ว ในภาพรวมของหะดีษบทนี้ อย่างน้อยก็เป็นหะดีษหะซัน, หรืออาจจะเป็นหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ .. ดังทัศนะของนักวิชาการที่ผมได้อ้างอิงไปแล้วนั้น ...
ดังนั้น หะดีษบทนี้จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า ห้ามสตรีจากการใช้แหวนทองคำ, สร้อยคอทองคำ และกำไลทองคำ .. แต่ส่งเสริมให้พวกนางหันไปใช้เครื่องประดับเหล่านี้ที่ทำจากเงินแทน .. ดังข้อความตอนท้ายของหะดีษนี้ ...



ผู้หญิงใส่ สร้อยแหวน กำไล ทองคำได้หรือไม่ (ตอนที่ 4)



โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย
ผ้าไหมและทองคำเป็นที่ต้องห้ามสำหรับบุรุษ แต่เป็นที่อนุมัติสำหรับสตรี
ต่อมาในช่วงสุดท้ายก่อนการสิ้นชีวิตของท่านศาสดาไม่นาน อิสลามก็ได้มีบทบัญญัติห้ามผู้ชายใช้เครื่องประดับที่เป็นทองคำ และเครื่องแต่งกายที่ทำจากผ้าไหม(แท้) แต่ยังคงการอนุมัติทั้งสองอย่างนั้นไว้สำหรับสตรีเช่นเดิม ...
ท่านอะลีย์ บิน อบีย์ฏอลิบ ร.ฎ. ได้กล่าวว่า ...
أَخَذَ النَّبِىُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ حَرِيْرًا فَجَعَلَهُ فِىْ يَمِيْنِهِ، وَأَخَذَ ذَهَبًا فَجَعَلَهُ فِىْ شِمَالِهِ، ثُمَّ قَالَ : إِنَّ هَذَيْنِ حَرَامٌ عَلَىذُكُوْرِأُمَّتِىْ، .. وَزَادَ ابْنُ مَاجَهْ : حِلٌّ ِلإنَاثِهِمْ
ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้เอาผ้าไหมมาถือไว้ในมือขวา และเอาทองคำมาถือไว้ในมือซ้าย แล้วท่านก็กล่าวว่า .. “สองอย่างนี้ เป็นที่ต้องห้าม (หะรอม) สำหรับบุรุษเพศจากอุมมะฮ์ของฉัน” .. ท่านอิบนุมาญะฮ์ได้รายงานข้อความเพิ่มเติมว่า “และเป็นที่อนุมัติ (หะล้าล) แก่สตรีเพศของพวกเขา” ...
(หะดีษบทนี้ ข้อความอันเป็นคำกล่าวของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ในวรรคแรก เป็นการบันทึกโดย ท่านอะห์มัด เล่มที่ 1 หน้า 115, ท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 4057, ท่านอัน-นะซาอีย์ หะดีษที่ 5161, และท่านอิบนุหิบบาน หะดีษที่ 1465, ส่วนท่านอิบนุมาญะฮ์ ได้บันทึกไว้ทั้ง 2 วรรคในหะดีษที่ 3595) ...
หะดีษซึ่งมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับหะดีษบทนี้ ยังถูกรายงานมาจากเศาะหาบะฮ์อีกหลายท่าน คือ ...
1. จากท่านอบูมูซา อัล-อัชอะรีย์ ร.ฎ. จากการบันทึกของท่านอะห์มัด เล่มที่ 4 หน้า 392, 394, 407, ท่านอัน-นะซาอีย์ หะดีษที่ 5163, และท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 1720 ...
2. จากท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. จากการบันทึกของท่านอัล-บัซซารฺ หะดีษที่ 3006, ท่านอัฏ-ฏ็อบรอนีย์ในหนังสือ “อัล-มุอฺญัม อัล-กะบีรฺ” หะดีษที่ 10889, 11333และหนังสือ “อัล-มุอฺญัม อัลเอาซัฏ” หะดีษที่ 405 ...
3. จากท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. จากการบันทึกของท่านอัล-หะซัน อัล-หัรฺบีย์ ...
หะดีษบทนี้ มีลักษณะของสายรายงานคล้ายกับหะดีษเรื่องหู้ล (حَوْلٌ) หรือการกำหนดครบรอบปีของเรื่องซะกาต .. นั่นคือ ทุกๆกระแสของมันล้วนมีข้อบกพร่องทั้งสิ้น แต่มีบางกระแสที่บกพร่องเพียงเล็กน้อย ซึ่งในภาพรวมแล้วบรรดานักวิชาการหะดีษต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่า หะดีษบทนี้ เป็นหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ (ถูกต้อง) ...
(โปรดดูรายละเอียดการวิเคราะห์หะดีษบทนี้จากหนังสือ “นัศบุรฺรอยะฮ์” ของท่านอัซ-ซัยละอีย์ เล่มที่ 4 หน้า 222-225, และหนังสือ “ฆอยะตุ้ลมะรอม” ของท่านอัล-อัลบานีย์ หน้า 64-66) ...
เมื่อเราพิจารณาดูเนื้อหาของหะดีษบทนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่าความหมายของมันก็คือ ห้ามผู้ชายใช้เครื่องแต่งกายที่ถูกตัดเย็บจากผ้าไหมแท้ทุกชนิด, และห้ามใช้อะไรก็ตามที่มีทองคำเป็นองค์ประกอบทุกชนิด, แต่จะอนุญาตแก่ผู้หญิงใช้เครื่องประดับหรือเครื่องใช้ทุกชนิดที่ทำจากทองคำโดยปราศจากข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น ...
แต่ข้อเท็จจริงมิใช่เป็นเช่นนั้น เพราะกฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น ...
ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เคยผ่อนผันให้ท่านอับดุรฺเราะห์มาน บินเอฺาฟ์ และท่านอัซ-ซุบัยรฺ บิน อัล-เอฺาวาม ร.ฎ. สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำด้วยผ้าไหมบริสุทธิ์ได้ ดังการบันทึกของท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 2919, 2920, 2921, 2922, 5839, และท่านมุสลิม หะดีษที่ 24, 25/2076 หรือเล่มที่ 3 หน้า 1641 เป็นต้น .. ด้วยเหตุผลทางการแพทย์ เพราะทั้งสองท่านนั้นเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ...
ในทำนองเดียวกัน การที่ท่านศาสดาอนุมัติให้สตรีใช้ทองคำได้ ก็มิได้หมายความว่า สตรีสามารถจะนำเอาทองคำมาประดิดประดอยทำอะไรทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ ไม่ว่าเครื่องประดับหรือเครื่องใช้ อย่างที่เข้าใจกัน, .. ทั้งนี้ เนื่องจากมีข้อยกเว้น คือ มีหลักฐานจากหะดีษที่ถูกต้อง ห้ามสตรีใช้ทองคำใน “บางลักษณะ” ดังที่จะกล่าวถึงต่อไป ...


ผู้หญิงใส่ สร้อยแหวน กำไล ทองคำได้หรือไม่ (ตอนที่ 3 )


โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

หลักการขั้นพื้นฐานของอิสลามเกี่ยวกับเครื่องประดับและอื่นๆ(11 )

หลักการขั้นพื้นฐานของอิสลามเกี่ยวกับเครื่องประดับและอื่นๆ
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงวางโครงสร้างอันเป็นหลักการขั้นพื้นฐานของอิสลาม เพื่อให้พวกเราได้ถือปฏิบัติกันอย่างถูกต้องเป็น 2 ลักษณะคือ โครงสร้างเกี่ยวกับศาสนพิธี (อิบาดะฮ์), และโครงสร้างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันทั่วๆไป (อฺาดะฮ์) ...
สำหรับโครงสร้างของหลักการข้อแรก คือเรื่องของศาสนพิธีหรืออิบาดะฮ์นั้นพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เป็นผู้เดียวที่ทรงสิทธิในการกำหนดว่า อะไรบ้างที่ถือว่าเป็นการทำอิบาดะฮ์ต่อพระองค์, และอิบาดะฮ์นั้นๆจะต้องมีรูปแบบหรือหลักในการปฏิบัติอย่างไร, ในเวลาใด และสถานที่ใด เป็นต้น .. ซึ่งจะเป็นที่รับรู้กันสำหรับนักวิชาการว่า โครงสร้างของอิบาดะฮ์ก็คือ تَوْقِيْفِيَّةٌ, .. หมายถึงการรอรับคำสั่งจากพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.เพียงสถานเดียว .. โดยมนุษย์ทุกคน, ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือใครก็ตาม ย่อมไม่มีสิทธิไปล่วงละเมิดหรือก้าวก่ายสิทธิข้อนี้ของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ด้วยการกำหนดรูปแบบของอิบาดะฮ์ใดๆตามอำเภอใจของตนเองโดยพลการได้ เพราะนั่น ถือว่าเป็นการอธรรมและเป็นความผิดขั้นอุกฤษฏ์ สำหรับมุสลิมทุกคน ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงดำรัสไว้ในซูเราะฮ์ อัช-ชูรออ์, โองการที่ 21 มีข้อความว่า ...
أَمْ لَهُمْ شُرَكَآءُ شَرَعُوْالَهُمْ مِنَ الدِّيْنِ مَالَمْ يَأْذَنْ بِهِ اللهُ وَلَوْلاَ كَلِمَةُ الْفَصْلِ لَقُضِيَ بَيْنَهُمْ وَإِنَّ الظَّالِمِيْنَ لَهُمْ عَذَابٌ اَلِيْمٌ
“หรือว่าสำหรับพวกเขา มีภาคีต่างๆที่พวกมันได้กำหนดบางส่วนของศาสนา ให้แก่พวกเขา (เพื่อยึดถือปฏิบัติ) ในสิ่งซึ่งพระองค์อัลลอฮ์มิได้ทรงอนุมัติไว้ ? .. และหากมิใช่เพราะมีพจนารถแห่งการตัดสิน (เกี่ยวกับการลงโทษพวกเขาในวันปรโลกได้ถูกดำรัสไว้ก่อนแล้ว) ก็คงได้มีการตัดสินในระหว่างพวกเขาแล้ว (ในโลกนี้) อย่างแน่นอน, แท้จริง บรรดาผู้อธรรมนั้น สำหรับพวกเขาก็คือ การลงโทษอันสุดเจ็บปวด”
ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็เคยกล่าวเอาไว้ว่า ...
إِيَّاكُمْ وَمُحْدَثَاتِ اْلاُمُوْرِ! فَإِنَّ شَرَّ اْلاُمُوْرِ مُحْدَثَاتُهَا، وَكُلَّ مُحْدَثَةٍ بِدْعَةٌ، وَكُلَّ بِدْعَةٍ ضَلاَلَةٌ ...
“พวกท่านพึงระวังจากบรรดาสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ (ในศาสนา) เพราะแท้จริง ที่เลวร้ายที่สุดจากกิจการทั้งหลายทั้งปวงก็คือ บรรดาสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่เหล่านั้น, และทุกสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่คือการอุตริ (บิดอะฮ์), และทุกๆการอุตริ (บิดอะฮ์) คือความหลงผิด” ...
หะดีษบทนี้, .. วรรคแรก เป็นการบันทึกของท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 2676 โดยรายงานมาจากท่านอัล-อิรฺบาฎ บิน ซาริยะ ฮ์ ร.ฎ. ส่วนวรรคหลังๆทั้งหมด เป็นการบันทึกของท่านอัน-นะซาอีย์ หะดีษที่ 1577 โดยรายงานมาจากท่านญาบิรฺ บิน อับดุลลอฮ์ ร.ฎ. ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง ...
ส่วนโครงสร้างของหลักการข้อที่สอง คือเรื่องเกี่ยวกับการดำรงชีวิตและวัตถุปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานประจำวันของมนุษย์ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงชี้แจงให้ทราบว่า สรรพสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาในโลกนี้ ก็เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษย์, ดังนั้น สรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ --- ทั้งหมด --- ไม่ว่าอาหารการกิน, เครื่องนุ่งห่ม, เครื่องประดับ, เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ แม้กระทั่งในเรื่องของเพศคู่ ฯลฯ .. ตามหลักการเดิมแล้วถือว่า เป็นที่อนุมัติ (حَلاَلٌ) แก่มนุษย์ทั้งสิ้น
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงดำรัสไว้ในซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์ โองการที่ 29 มีข้อความว่า ...
هُوَ الَّذِىْ خَلَقَ لَكُمْ مَا فِى اْلأَرْضِ جَمِيْعٌا
“พระองค์คือผู้ทรงสร้าง เพื่อสูเจ้า ซึ่งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในแผ่นดิน”
แล้วต่อมาภายหลัง พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ก็ได้ทรงมีบทบัญญัติในลักษณะ “ห้ามปราม” บางสิ่งบางอย่างจากสิ่งที่เคยอนุมัติเหล่านี้ไว้, ซึ่งการห้ามปรามดังกล่าว ส่วนใหญ่จะมีระไว้ในอัล-กุรฺอ่านโดยตรง อาทิเช่น การห้ามแต่งงานกับสตรีที่เป็นญาติใกล้ชิดร่วมสายเลือด เช่น มารดา, ลูกสาว, พี่สาวน้องสาว, ย่าและยาย เป็นต้น, ห้ามบริโภคเนื้อสุกร เนื้อสัตว์ที่ตายเอง สัตว์ที่ถูกขวิดตาย สัตว์ที่ตกจากที่สูงตาย ฯลฯ หรือห้ามดื่มสุรา เป็นต้น ...
ขณะเดียวกัน ก็มีการห้ามบางอย่างที่ผ่านทางรอซู้ลของพระองค์ อาทิเช่น ห้ามบริโภคเนื้อสัตว์ดุร้ายที่มีเขี้ยว หรือนกบางชนิดที่มีกรงเล็บไว้ล่าเหยื่อ, หรือห้ามใช้ผ้าไหมสำหรับผู้ชาย เป็นต้น .. ซึ่งตามหลักการถือว่า ข้อห้ามเหล่านี้ก็มาจากพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เช่นเดียวกัน ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในซูเราะฮ์ อัล-อันอฺาม โองการที่ 119 มีข้อความว่า ...
وَقَدْ فَصَّلَ لَكُمْ مَا حَرَّمَ عَلَيْكُمْ
“และแน่นอนยิ่ง พระองค์ได้ทรงอธิบายแก่พวกสูเจ้าแล้ว ในสิ่งซึ่งพระองค์ทรงห้ามมันต่อพวกสูเจ้า”
เมื่อพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ทรงแจ้งให้ทราบว่า อันใดที่เป็นเรื่องต้องห้าม พระองค์ก็ได้ทรงอธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้ว โดยนัยนี้จึงถือว่า สิ่งใดก็ตามที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. หรือท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม มิได้กล่าวห้ามเอาไว้ ย่อมแสดงว่า สิ่งนั้นยังคงเป็นที่อนุมัติ (หะล้าล) ตามหลักการเดิมทั้งสิ้น ...
ท่านชัยคุ้ลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 728) ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า ...
إِنَّ تَصَرُّفَاتِ الْعِبَادِ مِنَ اْلأَقْوَالِ وَاْلأَفْعَالِ نَوْعَانِ، عِبَادَاتٌ يَصْلُحُ بِهَا دِيْنُهُمْ، وَعَادَاتٌ يَحْتَاجُوْنَ إِلَيْهَا فِىْ دُنْيَاهُمْ، فَبِاسْتِقْرَاءِ أُصُوْلِ الشَّرِيْعَةِ نَعْلَمُ أَنَّ الْعِبَادَاتِ الَّتِىْ أَوْجَبَهَا اللهُ لاَ يَثْبُتُ اْلأَمْرُبِهَا إِلاَّ بِالشَّرْعِ ...
وَأَمَّا الْعَادَاتُ فَهِىَ مَا اعْتَادَهُ النَّاسُ فِىْ دُنْيَاهُمْ مِمَّا يَحْتَاجُوْنَ إِلَيْهِ، وَاْلأَصْلُ فِيْهِ عَدَمُ الْحَظْرِ، فَلاَ يُحْظَرُمِنْهُ إِلاَّ مَا حَظَرَهُ اللهُ سُبْحَانَهُ وَتَعَالَى ...
“แท้จริง หลักปฏิบัติต่างๆของมวลมนุษย์ อันหมายถึงคำพูดหรือการกระทำของพวกเขานั้น จะมี 2 ชนิดด้วยกันคือ อิบาดะฮ์ (ศาสนาพิธี) อันเหมาะสมสำหรับศาสนาของพวกเขา และอฺาดะฮ์ (การใช้ชีวิตประจำวันและวัตถุปัจจัย) ที่จำเป็นสำหรับพวกเขาในโลกนี้, ซึ่งจากการตรวจสอบหลักการขั้นพื้นฐานของบทบัญญัติ ทำให้เราทราบว่า เรื่องของอิบาดะฮ์ต่างๆที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดมานั้น คำสั่งใดๆของอิบาดะฮ์นั้นจะไม่ชัดเจนแน่นอน, .. ยกเว้นในสิ่งที่เป็นบทบัญญัติ (มาจากพระองค์) เท่านั้น ...
อนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับอาดะฮ์ ซึ่งหมายถึงวัตถุและสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันในโลกนี้ของพวกเขา พื้นฐานของศาสนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ ไม่มีข้อห้ามใดๆ .. ดังนั้น ในเรื่องนี้จึงไม่มีสิ่งใดถูกจำกัดหรือห้าม ยกเว้นในสิ่งที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงจำกัดหรือห้ามไว้เท่านั้น” ...
(จากหนังสือ “อัล-หะล้าล วัลหะรอม ฟิลอิสลาม” ของท่านเช็คยูซุฟ อัล-ก็อรฺฎอวีย์ หน้า 24) ...
เพราะฉะนั้น เมื่อเราสรุปเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องเครื่องประดับที่กำลังพูดถึงอยู่นี้อันถือว่าเป็นเรื่องของอาดะฮ์ จึงสามารถกล่าวได้ว่า หลักการขั้นพื้นฐานของอิสลามในเรื่องนี้ก็คือ เครื่องประดับที่เป็นทองคำและผ้าไหมนั้น เป็นที่อนุมัติแก่ทุกคนไม่ว่าเพศชายหรือเพศหญิงก็ตาม, พวกเขาย่อมมีเสรีภาพที่จะใช้เครื่องประดับที่ทำจากทองคำได้ทุกรูปแบบและทุกลักษณะ, และสามารถจะนำผ้าไหมมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกายได้ โดยไม่ขัดต่อหลักศาสนาแต่ประการใด ...
หมายเหตุ
เมื่อท่านเช็คอัล-อัลบานีย์ ได้อ้างถึงกฏเกณฑ์ที่เกี่ยวกับโครงสร้างของศาสนาในเรื่องอฺาดะฮ์ข้างต้นว่า พื้นฐานของทุกสิ่งคือ เป็นที่อนุมัติมาก่อน .. ดังที่ผมได้เขียนไปนั้น ปรากฏว่าท่านเช็คอิสมาอีล อัล-อันศอรีย์ ได้กล่าวโต้แย้งท่านเช็คอัล-อัลบานีย์ในกรณีนี้ในลักษณะส่อเจตนาต้องการจะเอาชนะคะคานมากกว่าจะโต้แย้งกันด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง .. โดยท่านเช็คอิสมาอีล อัล-อันศอรีย์ได้กล่าวโต้แย้งในหนังสือ “อัล-อิบาหะฮ์” ของท่าน หน้า 128 ว่า คำกล่าวของท่านเช็คอัล-อัลบานีย์ที่ว่า พื้นฐานของสิ่งต่างๆเป็นที่อนุมัติมาก่อนนั้น ไม่ถูกต้อง, .. เพราะพื้นฐานของการตั้งภาคี (شِرْكٌ) ต่อพระองค์อัลลอฮ์, การผิดประเวณี หรือการฆาตกรรมนั้น มิใช่เป็นที่อนุมัติมาก่อน แต่เป็นเรื่องต้องห้ามมาก่อน ... ซึ่งผู้อ่านที่มีใจเป็นธรรมทุกท่านคงจะมองออกว่า สิ่งที่ท่านอัล-อัลบานีย์พูดถึงว่า พื้นฐานของสิ่งเป็นที่อนุมัติก่อนนั้น ท่านหมายถึงเรื่องของอฺาดะฮ์ในส่วนที่เป็น “วัตถุปัจจัย” ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ แต่เรื่องของการตั้งภาคี, การผิดประเวณี และการฆาตกรรมที่ท่านเช็คอิสมาอีล อัล-อันศอรีย์นำมาหักล้างนั้น เป็นเรื่องของอะกีดะฮ์และภาคปฏิบัติที่เลวร้ายของมนุษย์อันเป็นเรื่องต้องห้ามมาแต่เดิมในทัศนะของอิสลาม .. จึงถือว่า เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ...



ผู้หญิงใส่ สร้อยแหวน กำไล ทองคำได้หรือไม่ (ตอนที่ 2)


โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

บทที่1.
นักวิชาการที่ห้ามสตรีใช้แหวน, กำไล, และสร้อยทองคำ
มีข้อมูลระบุมาว่า นักวิชาการในอดีตบางท่านมีทัศนะว่า เครื่องประดับที่ทำจากทองคำ เป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับสตรี ดังที่จะกล่าวถึงต่อไป แต่ทัศนะเหล่านั้น ก็ไม่สู้จะเป็นที่รับรู้กันแพร่หลายนัก ...
นักวิชาการยุคใหม่ที่เปิดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา ก็คือ ท่านเช็คมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ ซึ่งท่านผู้นี้เป็นนักวิชาการหะดีษที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดในยุคปัจจุบัน และเพิ่งจะสิ้นชีวิตไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ...
ท่านเช็คอัล-อัลบานีย์ ได้เขียนในหนังสือ “อาดาบุส ซะฟาฟ” ชึ้แจงและวิเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในทุกแง่ทุกมุมตามมุมมองของท่าน แล้วสรุปว่า เครื่องประดับของสตรีตามลักษณะข้างต้น คือ แหวน, กำไล, และสร้อยคอที่เป็นทองคำนั้น มิใช่เป็นที่ต้องห้ามเฉพาะบุรุษเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ต้องห้ามสำหรับสตรีด้วยเช่นเดียวกัน ...
ข้อเขียนดังกล่าวนี้ของท่านอัล-อัลบานีย์ ถือเป็นการหักล้างข้อเขียนของท่านอิบนุ หัสมิน (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 456) ที่ได้เขียนไว้ในหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” ของท่าน เล่มที่ 10 หน้า 82-86 ซึ่งสรุปว่า เครื่องประดับที่เป็นทองคำนั้น เป็นที่อนุมัติสำหรับสตรีในทุกรูปแบบ, .. และยังเป็นการหักล้างความเชื่อถือเดิมของมุสลิมทั่วๆไป (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) ที่เคยเข้าใจในเรื่องนี้เหมือนข้อเขียนของท่านอิบนุ หัสมิน ...
แน่นอน, ข้อเขียนของท่านอัล-อัลบานีย์ในเรื่องนี้ สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการมุสลิมและมุสลิมะฮ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบรรดานักวิชาการ, ซึ่งมีทั้งที่เห็นด้วยและคัดค้านทัศนะดังกล่าวของท่าน ...
ข้อเขียนของผู้ที่คัดค้านทัศนะดังกล่าวของท่านอัล-อัลบานีย์เท่าที่ผมอ่านเจอก็คือหนังสือ “إِبَاحَةُ التَّحَلِّىْ بِالذَّهَبِ الْمُحَلَّقِ لِلنِّسَاءِ” ของท่านเช็คอิสมาอีล อัล-อันศอรีย์,และหนังสือ “اَْلأَلْبَانِىُّ، شُذُوْذُهُ وَأَخْطَاؤُهُ” ของท่านเช็คอัรฺชัด อัส-สะละฟีย์ ซึ่งพิมพ์ผนวกไว้ตอนท้ายหนังสือดังกล่าวของท่านเช็คอิสมาอีล อัล-อันศอรีย์อีกทีหนึ่ง ...
หมายเหตุ ชื่อ “อัรฺชัด อัส-สะละฟีย์” เป็นนามแฝง, .. ชื่อจริงก็คือ เช็คหะบีบุรฺ เราะห์มาน อัล-อะอฺซอมีย์ ดังที่ถูกเปิดโปงในภายหลัง .. ซึ่งการใช้นามแฝงในการเขียนคัดค้านท่านอัล-อัลบานีย์ของท่านเช็คผู้นี้ ทำให้ท่านถูกมองอย่างตำหนิว่า ไม่กล้าสู้ความจริงเท่าที่ควร ...
ส่วนข้อเขียนของผู้ที่สนับสนุนแนวคิดของท่านอัล-อัลบานีย์เท่าที่อ่านเจอ ก็มักจะเป็นนักวิชาการหะดีษที่ศรัทธาในวิชาการและแนวคิดของท่าน ซึ่งข้อเขียนดังกล่าว ได้แก่หนังสือ “حَيَاةُ اْلأَلْبَانِىِّ” ของท่านเช็ค อัช-ชัยบานีย์ อันมีเนื้อหาบางส่วนเป็นการหักล้างข้อเขียนของท่านเช็คอิสมาอีล อัล-อันศอรีย์ข้างต้น, .. และหนังสือ “اَلرَّدُّ الْعِلْمِىُّ عَلَى حَبِيْبِ الرَّحْمِنَ اْلأَعْظَمِىّ” ที่ร่วมกันเขียนโดยท่านเช็คสุลัยม์ อัล-ฮิลาลีย์ และท่านเช็คอะลีย์หะซัน อะลีย์ อับดุลหะมีด สองนักวิชาการหะดีษที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน .. เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นมาเพื่อตอบโต้และหักล้างข้อเขียนของท่านเช็คอัรฺชัด อัส-สะละฟีย์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ท่านเช็คหะบีบุรฺ เราะห์มาน อัล-อะอฺซอมีย์ ดังกล่าวมาแล้ว ...
เท่าที่เขียนอธิบายมานี้ ก็เพื่อเป็นการเปิดเผยให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบว่า ผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องเครื่องประดับทองคำสตรีนี้ มิใช่อาศัยข้อมูลจากเพียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ผมอาศัยข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย มาประกอบกับการศึกษาค้นคว้าโดยส่วนตัวของผมเอง โดยพยายามจะใช้ดุลยพินิจแห่ง “ความเป็นกลาง” ให้มากที่สุดในการเขียนครั้งนี้ ...
แล้วผมก็พบว่า แม้ข้อเขียนของท่านเช็คอิสมาอีล อัล-อันศอรีย์ และท่านเช็คอัรฺชัด อัส-สะละฟีย์ จะสอดคล้องกับทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ก็จริง แต่ก็ไม่สามารถหักล้างข้อเขียนของท่านเช็คอัล-อัลบานีย์, ท่านเช็คอัช-ชัยบานีย์, ท่านเช็คสุลัยม์ อัล-ฮิลาลีย์ และท่านเช็คอะลีย์หะซันได้ นอกจากเพียงบางส่วนเท่านั้น .. ดังที่ท่านผู้อ่านจะได้เห็นต่อไป ...
จะอย่างไรก็ตาม ผมขอกล่าวอีกครั้งว่า ผมไม่เคยพูดหรือฟัตวาชัดเจนแม้แต่ครั้งเดียวเลยว่า แหวนทองคำ, สร้อยทองคำ, และกำไลทองคำ เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) สำหรับมุสลิมะฮ์, ผมจะพูดแต่เพียงว่า ผมไม่สบายใจและเห็นว่ามุสลิมะฮ์ไม่สมควรใช้เครื่องประดับเหล่านี้ เพราะแนวโน้มของหลักฐาน มันส่อไปในทางที่น่าจะเป็นเรื่องต้องห้ามดังทัศนะของท่านอัล-อัลบานีย์ .. ซึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธว่า ได้เคยพูดในลักษณะเช่นนี้มานานแล้ว เท่าที่เวลาและโอกาสอันเหมาะสมจะอำนวยให้ ...
ประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่สมควรจะต้องชี้แจงกันก็คือ แนวโน้มของข้อห้ามเกี่ยวกับเครื่องประดับสตรีที่ทำจากทองคำนั้น เป็นเรื่องจำกัดเฉพาะแหวน, กำไล และสร้อยคอเท่านั้น มิได้ครอบคลุมไปถึงเครื่องประดับทองคำในลักษณะอย่างอื่น เช่น จี้ทองคำ, ปิ่นปักผมทองคำ, กระดุมทองคำ, เข็มกลัดทองคำ, หวีทองคำ, กรอบแว่นตาทองคำ, หรือตุ้มหูทองคำบางลักษณะ ฯลฯ .. ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีบางคนกล่าวหาว่า ท่านอัล-อัลบานีย์ ห้ามสตรีจากการใช้เครื่องประดับที่ทำจากทองคำทุกชนิด อันถือว่า เป็นเรื่องของการใส่ร้ายป้ายสีกันมากกว่า ...
เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น ในช่วงแรกนี้ ผมก็จะเขียนอธิบายเรื่องนี้ โดยเรียงลำดับดังต่อไปนี้ ...
1. หลักการขั้นพื้นฐานของอิสลามเกี่ยวกับเครื่องประดับและอื่นๆ ..
2. ผ้าไหมและทองคำ เป็นที่ต้องห้ามสำหรับบุรุษ แต่เป็นที่อนุมัติสำหรับสตรี ..
3. ห้ามทั้งบุรุษและสตรี ดื่มกินจากภาชนะที่ทำจากทองคำหรือเงิน ..
4. หลักฐานจากหะดีษที่ห้ามสตรีใช้แหวนทองคำ, กำไลทองคำ และสร้อยทองคำ พร้อมการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงของหะดีษเหล่านั้น และชี้แจงข้อโต้แย้งของท่านเช็คอิสมาอีล อัล-อันศอรีย์ และเช็คอัรฺชัด อัส-สะละฟีย์ ..
5. หลักฐานจากหะดีษที่อนุญาตให้สตรีใช้เครื่องประดับที่ทำจากทองคำได้และการวิเคราะห์หลักฐานเหล่านั้นเท่าที่จำเป็น ..
ต่อไปนี้ คือรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ตามลำดับข้างต้น ...


ผู้หญิงใส่ สร้อยแหวน กำไล ทองคำได้หรือไม่ (ตอนที่ 1)


โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

คำนำ

بـسم الله الرحـمن الرحـيم اَلْحَمْدُ لِلهِ رَبِّ الْعَالَمِيْنَ، وَالصَّلاَةُ وَالسَّلاَمُ عَلَى أَشْرَفِ اْلأَنْبِيَاءِ وَالْمُرْسَلِيْنَ، نَبِيِّنَامُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِهِ وَصَحْبِهِ أَجْمَعِيْنَ، ... أَمَّابَعْدُ ...

เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมได้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า .. “แหวน, กำไล, สร้อยทอง ต้องห้ามสำหรับมุสลิมะฮ์ด้วยหรือ?” ...
ในหนังสือเล่มนั้น ผมมิได้ “ฟันธง” หรือหุก่มว่า เครื่องประดับเหล่านั้นเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับสตรี .. แต่ผมได้นำเอาหลักฐานจากหะดีษที่เศาะเหี๊ยะฮ์ (ถูกต้อง) บางบท มาตีแผ่และวิเคราะห์ทั้งสายรายงานและเนื้อหาให้เห็นว่า เรื่องการต้องห้ามเครื่องประดับที่ทำจากทองคำบางประเภท(มิใช่ทั้งหมด) สำหรับมุสลิมะฮ์ .. อันได้แก่แหวนทองคำ, สร้อยทองคำ, และกำไลทองคำ เป็นสิ่งมีข้อมูลอยู่จริงตามหลักการศาสนา ...
ข้อมูลดังกล่าวที่ผมเขียนไปนั้น จนทุกวันนี้ ยังไม่ปรากฏว่าจะมีนักวิชาการท่านใดออกมาชี้แจงหักล้างหรือปฏิเสธความถูกต้องของมันแม้แต่ท่านเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเขียนชี้แจงในลักษณะตำราหรือชี้แจงกับผมด้วยวาจา .. นอกจากบางท่านที่อาจจะมีการพูดลับหลังอยู่บ้าง ซึ่งผมก็ไม่ถือสา เพราะถือว่า การพูดลับหลังมิใช่เป็นเรื่องของวิชาการแต่อย่างใด ...
ผมไม่ปฏิเสธว่า หนังสือเล่มนั้นยังเขียนไม่จบสิ้นสมบูรณ์ เพราะประเด็นสำคัญที่ผมยังมิได้เขียนก็คือ ยังมีหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์บางบทซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่า มุสลิมะฮ์สามารถจะใช้เครื่องประดับเหล่านี้ได้ --- ซึ่งผมก็ได้นำเอาหะดีษดังกล่าวนี้บทหนึ่งมาระบุไว้แล้วในหนังสือเล่มนั้น หน้าที่ 10 .. คือหะดีษที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า .. “สองอย่างนี้ (หมายถึงผ้าไหมและทองคำ) เป็นที่ต้องห้ามสำหรับบุรุษเพศจากอุมมะฮ์ของฉัน, และเป็นที่อนุมัติแก่สตรีเพศของพวกเขา” --- แต่ก็ยังมีอีกบางบทเช่นกันที่ผมมิได้กล่าวถึงไว้ เพราะความตั้งใจของผมในการเขียนหนังสือเล่มนั้นก็คือ การเขียนชี้แจงและวิเคราะห์หลักฐานที่ต้องห้ามก่อนในช่วงแรก ...
และอีกประเด็นหนึ่งที่ผมยังมิได้เขียนถึงในหนังสือเล่มนั้นก็คือ การชี้แจง “ทางออก” ตามหลักวิชาการของความขัดแย้งระหว่างหลักฐานที่ “อนุญาต” และหลักฐานที่ “ห้าม” สตรีใช้เครื่องประดับจากทองคำในลักษณะดังกล่าวเอาไว้ .. เพียงแต่ผมได้เกริ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหน้าที่ 6 และหน้าที่ 28 อันเป็นหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนั้นเท่านั้นว่า จะเขียนต่อในโอกาสหน้า อินชาอัลลอฮ์ ...
สาเหตุที่ผมจำเป็นต้องดร็อปการ “เขียนต่อ” เรื่องนี้เอาไว้ทั้งๆที่อยากจะเขียนให้จบตั้งแต่ต้น ก็เพราะมีปัญหาเฉพาะหน้า เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆที่ผมต้องรีบตอบหรือช่วยวิเคราะห์หลักฐาน ที่ถูกทยอยส่งมาให้ตอบเป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละปัญหาเหล่านั้น ขอสารภาพว่า เป็นภาระหนักเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีความรู้น้อยอย่างผมในการตรวจสอบค้นคว้าหาข้อมูลที่ถูกต้องของแต่ละปัญหาจนแน่ใจแล้ว จึงกล้าเขียนคำตอบออกไป ...
นี่คือ เหตุผลที่ทำให้ผมไม่มีเวลาพอที่จะเขียนเรื่องข้างต้นนี้ให้จบสิ้นได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ...
แต่อย่างน้อย ข้อเขียนในหน้าที่ 10, หน้าที่ 28 และหน้าสุดท้ายในหนังสือเล่มนั้นดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็เป็นสิ่งยืนยันว่า ผมมี “อมานะฮ์” (ความซื่อตรง) และมีจรรยาบรรณของนักวิชาการเต็มเปี่ยมในการเขียนหนังสือของผม และมิได้มีเจตนาปกปิดอำพรางข้อมูลหลักฐานในเรื่องอนุมัติให้สตรีใช้เครื่องประดับทองคำเหล่านั้นแต่ประการใด ...
เพราะฉะนั้น ข้อกล่าวหาของเพื่อนนักวิชาการบางท่านที่ว่า ผมไม่มีอมานะฮ์ในการเขียนเรื่องนี้ เพราะนำเอาเฉพาะหลักฐานที่ว่า ห้ามสตรีสวมใส่เครื่องประดับเหล่านี้เท่านั้นมาเขียนไว้ โดยมิได้เขียนถึงหลักฐานอนุญาตไว้ด้วย .. จึงเป็นเรื่องของการกล่าวหาด้วยความอคติ มากกว่า การวิจารณ์ด้วยความเป็นธรรมอย่างที่นักวิชาการพึงกระทำ ...
ผมอยากทราบเพียงว่า ท่านนักวิชาการท่านนั้น ก่อนที่จะออกมากล่าวอย่างนี้ ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นของผมจบสิ้น, โดยเฉพาะ ในหน้าที่ผมระบุเอาไว้นั้น .. อย่างเข้าใจ .. หรือเปล่า ? ...
ตอนนี้ ผมพอจะมีเวลาว่างจากการเขียนเรื่องอื่น จึงขอถือโอกาสนี้นำเอาเรื่องนี้มาเขียนต่อให้จบ ซึ่งรูปแบบในการเขียนก็คือ จะนำเอาต้นฉบับของหนังสือ “แหวน, กำไล, สร้อยทอง ต้องห้ามสำหรับมุสลิมะฮ์ด้วยหรือ?” มาเขียนใหม่อีกครั้ง เพราะการเขียนครั้งก่อนเป็นการเขียนด้วยพิมพ์ดีดธรรมดาซึ่งไม่ค่อยจะน่าอ่านเท่าใดนัก .. และเพื่อให้ผู้อ่านบางท่านที่อาจจะยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ ได้รับทราบข้อเท็จจริงของหะดีษที่ห้ามมุสลิมะฮ์จากการใช้เครื่องประดับประเภทนี้ และหะดีษอนุญาต .. อย่างต่อเนื่อง ...
ต่อจากนั้น ผมจะนำเอาหะดีษที่อนุญาตให้สตรีสามารถใช้เครื่องประดับประเภทนี้ได้มากล่าวถึง พร้อมทั้งการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงของหะดีษนั้นๆเท่าที่จำเป็น ...
และสุดท้าย ผมจะวิเคราะห์และวิจารณ์ “ทางออก” ของความขัดแย้งระหว่างหะดีษที่ห้ามและหะดีษที่อนุญาตเครื่องประดับเหล่านั้นแก่สตรี ตามที่นักวิชาการยุคก่อนได้เสนอทางออกเอาไว้แล้ว โดยจะชี้ให้เห็นว่า ทางออกนั้นๆ สอดคล้องหรือขัดแย้งต่อหลักวิชาการในเรื่องนี้อย่างไรหรือไม่ ? และทางออกใดน่าจะสอดคล้องและถูกต้องที่สุด ในกรณีนี้ ...
หนังสือนี้ จึงมิใช่เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อชี้ขาดหรือฟันธงว่า เครื่องประดับทองคำประเภทแหวน, กำไล และสร้อยคอ เป็นที่ต้องห้ามสำหรับมุสลิมะฮ์หรือไม่ ? .. และก็มิใช่เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อสร้างฟิตนะฮ์ใดๆแก่สังคม แต่เป็นหนังสือวิเคราะห์ข้อเท็จจริงของความขัดแย้งในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดความกระจ่างตามหลักวิชาการด้วยความบริสุทธิ์ใจ จึงเป็นหน้าที่ของท่านผู้อ่านที่จะใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบว่า สมควรที่ท่านจะใช้เครื่องประดับทองคำต่างๆเหล่านี้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในด้านศาสนาและสวัสดิภาพในด้านชีวิตและทรัพย์สินของตัวท่านเอง ...

มะห์มูด (ปราโมทย์) ศรีอุทัย

โทรฯ 086 – 6859660
วันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน 2550 ตรงกับวันอังคาร ที่ 11 ญะมาดุลอาคิรฺ 1428


วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560

หลักฐานการทำอาซีมัต - ทำน้ำซอฟัรฺ (ตอนจบ)



โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย ...

ต่อไปนี้คือ คำถามของผม
1. ความเชื่อที่ว่า "วันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัร เป็น “วันซอฟัร” ซึ่งเป็นวันที่อัลลอฮฺเจ้าจะทรงกระหน่ำภัยพิบัติครั้งใหญ่ลงมาสู่หน้าโลกดุนยานี้ โดยพระองค์จะทรงโยกย้ายมาจากกระดานบันทึก (เลาฮิมมะหฺฟูซ) สู่ฟากฟ้าของโลกดุนยานี้ ในคืนวันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัร
" .....
ถามว่า .. ความเชื่อดังที่กล่าวนี้ มีบันทึกอยู่ในตำราหะดีษที่เชื่อถือได้เล่มใด ? ..
ที่ผมเคยเจอก็คือ ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวไว้ในหะดีษบทหนึ่ง เพื่อลบล้างความเชื่อของชาวอาหรับยุคญาฮิลียะฮ์ที่เชื่อว่า เดือนซอฟัรฺเป็นเดือนแห่งลางร้ายหรือความโชคร้าย .. ท่านศาสดาจึงกล่าวว่า ..
لاَ صَفَرَ
"ไม่มี(ลางร้ายใดๆในเดือน)ซอฟัรฺ" ..
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์, ท่านมุสลิม, ท่านอบูดาวูด, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์, ท่านอะห์มัด และท่านอื่นๆ) ...
ความเชื่อข้างต้น ขัดแย้งกับความหมายของหะดีษที่ถูกต้องบทนี้หรือไม่? .. โปรดพิจาณาดูเอง ...

2. คำกล่าวท่านแช็คชะรอฟัดดีน (ร.ฮ.) ในหนังสือ ตะอฺลีกอฮฺ ที่ว่า .. "บรรดาภัยพิบัติทั้งมวลจะถูกส่งลงมาจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) "ในรอบปี" เป็นจำนวนถึง 12,000 ภัยพิบัติ" ... กับคำกล่าวในหนังสือ كِتَابُ الْجَوَاهِرُالْخَمِيسْ ที่ว่า .. "ในทุกรอบปีอัลเลาะห์ (ซบ.) เจ้า จะทรงบันดาลให้บังเกิดภัยพิบัติขึ้นพร้อมกันทั่วโลก "ในคืนวันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัร" เป็นจำนวนถึง 320,000 ภัยพิบัติด้วยกัน ...
ขอถามว่า .. ข้อมูลข้างต้นนี้ มีบันทึกอยู่ในตำราหะดีษที่เชื่อถือได้เล่มใด ? และนักวิชาการหะดีษท่านใดที่รับรองว่า ข้อมูลนั้นถูกต้อง ? ...
ที่ผมต้องถามหาหะดีษที่ถูกต้องจากข้อที่ 1 และข้อที่ 2 ก็เพราะทั้ง 2 กรณีนี้ เป็นเรื่องอะกีดะฮ์หรือความเชื่อที่ทางวิชาการเรียกว่า ما لا مجال للإجتهاد فيه .. คือ สิ่งที่ไม่อยู่ในวิสัยมนุษย์ธรรมดาจะใช้สติปัญญาวิเคราะห์ได้ ! .. นอกจากจะต้องมี "หลักฐานที่ชัดเจน" จากอัล-กุรฺอานหรือจากหะดีษที่ถูกต้องของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมมายืนยันเท่านั้น ..
3. คำกล่าวของแช็คชะรอฟัดดีน (ร.ฮ.) ในหนังสือ ตะอฺลีกอฮฺ ที่ว่า .. อัลลอฮ์จะส่งภัยพิบัติมาในรอบปี (คือทั้งปี) รวม 12000 ภัยพิบัติ, .. กับคำกล่าวใน كِتَابُ الْجَوَاهِرُالْخَمِيسْ ที่ว่า .. อัลลอฮ์จะให้บังเกิดภัยพิบัติทั่วโลกใน "คืนพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัรฺ" (คือแค่คืนเดียว) ถึง 320,000 ภัยพิบัติ ...
ตกลง จะให้ผู้อ่านเชื่อถือคำกล่าวไหน ? .. ทั้งปีมีแค่ 12000 ภัยพิบัติ แต่คืนเดียวมีถึง 320,000 ภัยพิบัติ ?? ...
4. คำกล่าวที่ว่า ...
- (สิ่งเหล่านี้) เป็น "ศาสนกิจ" ที่พึงปฏิบัติในวันซอฟัร ...
- การกำหนดให้ "ละหมาดสุนัต" 2 ร็อกอะฮ์ในคืนพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัรฺ โดยร่อกาอัตแรกหลังจากอ่านฟาติฮะห์แล้ว ให้อ่านซูเราะห์อัลฟาลัก 10 ต้น และร่อกาอัตที่ 2 หลังจากอ่านฟาติฮะห์แล้ว ให้อ่านซูเราะห์อันนาส 10 ต้น ...
- การกำหนดให้ "ละหมาดสุนัต" ในตอนสายวันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัร 12 ร่อกาอัต 6 สลาม โดยให้ละหมาดครั้งละ 2 ร่อกาอัตแล้วให้สลาม ในทุกๆ ร่อกาอัต หลังจากอ่านฟาติฮะห์แล้วให้อ่านอายะห์กุรซีย์ ให้ทำเช่นนี้ จนครบ 12 ร่อกาอัต ...
- การกำหนดให้ถือศีลอดในวันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัรฺ เป็นต้น ...
ขอถามว่า.. "ศาสนกิจ" และ "อิบาดะฮ์ ..ทั้งละหมาดสุนัตและถือศีลอด" ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ใครคือผู้กำหนด "รูปแบบ" ให้กระทำ ? ...
ท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หรือมนุษย์คนใดเป็นผู้กำหนด ???? ...
5. คำว่า وَقَفْ ثَلاَثِى ที่ให้เขียนลงกลางจานสีขาวนั้น หมายถึงอะไร? ..
หากท่านตอบว่า وَقَفْ ثَلاَثِى หมายถึงพยัญชนะ 3 ตัว คือ لا ج م ที่เป็นเครื่องหมายแทนค่า وَقْفٌ (การหยุดอ่าน) 3 ลักษณะในวิชาตัจญวีด .. ก็ขอถามต่อไปว่า มีนักวิชาการท่านใดบ้างที่กล่าวว่า พยัญชนะทั้ง 3 ตัวนี้ เป็นอายะฮ์หนึ่งของอัล-กุรฺอานจนสามารถนำมาเขียนรุกยะฮ์เพื่อบำบัดโรคหรือป้องกันภัยพิบัติได้ ? ...
หากตอบว่า ความหมาย وَقَفْ ثَلاَثِى คือสิ่งอื่นจากที่ผมกล่าวมา ก็ขอถามว่า สิ่งนั้น หมายถึงอะไร ? .. หรือเป็นอัล-กุรฺอานอายะฮ์ใด ? หรือเป็นดุอาอ์ของท่านนบีย์บทใด ? จึงสามารถนำมาใช้ในการรุกยะฮ์ที่อนุญาตได้ ...
6. คำกล่าวที่ว่า .. ให้เขียน وَ قَفْ ثَلاَثِىْ ลงบนกลางจานสีขาวล้อมรอบด้วยอายะห์อัลกุรอานทุกโองการที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า سَلاَمٌ ในคืนดังกล่าว (วันอังคารค่ำลง) โดยวิธีเขียน จะต้องมีน้ำละหมาด, .. และระหว่างเขียนนั้น ผู้เขียนจะต้องนั่งผินสู่ทิศกิบลัต โดยนำลิ้นดุนเพดานปากและซิกรุ้ลลอฮฺ จนกระทั่งเขียนเสร็จ ฯลฯ .....
ขอถามว่า ..ใครคือผู้กำหนดให้เขียนสิ่งนี้, ด้วยวิธีการอย่างนี้, และด้วยเงื่อนไขดังกล่าวนี้ ? .. และวิธีการนี้มีบันทึกอยู่ในตำราที่เชื่อถือได้เล่มใด ? ..
ท่านเช็คมุหัมมัด อับดุสสลาม อัช-ชุก็อยรีย์ ได้กล่าวว่า ....
قَدِ اعْتَادَ الْجُهَلاَءُ أَنْ يَكْتُبُوْا آيَاتِ السَّلاَمِ كَ (سَلاَمٌ عَلَى نُوْحٍ فِى الْعَالَمِيْنَ) الخ .. فِىْ آخِرِ أَرْبِعَاءَ مِنْ شَهْرِ صَفَرَ، ثُمَّ يَضَعُوْنَهَا فِى الْأَوَانِىْ يَشْرَبُوْنَهَا وَيَتَبَرَّكُوْنَ بِهَا، وَيَتَهَادَوْنَهَا لِاعْتِقَادِهِمْ أَنَّ هَذَا يُذْهِبُ الشُّرُوْرَ، وَهَذَا إعْتِقَادٌ فَاسِدٌ، وَتَشَاؤُمٌ مَذْمُوْمٌ، وَابْتِدَاعٌ قَبِيْحٌ .........
"แน่นอน กลุ่มชนผู้โง่เขลาได้ยึดถือเป็นประเพณีในการเขียนโองการที่มีคำว่า .. "سلام" อยู่ .. เช่นโองการที่ว่า .. سَلاَمٌ عَلَى نُوْحٍ فِى الْعَالَمِيْنَจนจบ .. ในคืนพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัรฺ แล้วพวกเขาก็นำมันใส่ลงในภาชนะ(ที่มีน้ำเพื่อ) ดื่มมัน, เอาบารอกัตจากมัน, และยึดเหนี่ยวกับมัน .. ทั้งนี้เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า สิ่งนี้จะช่วยขจัดความชั่วร้ายต่างๆได้ นี่คือความเชื่อที่เหลวไหลสิ้นดี, เป็นการถือโชคลางที่ต้องถูกประณาม, และเป็นอุตริกรรมที่น่าเกลียด ................."
(จากหนังสือ "อัส-สุนัน วัลมุบตะดะอาต" ของท่านเช็คมุหัมมัด อับดุสสลาม อัช-ชุก็อยรีย์ หน้า 137 - 138) ...
(ความจริง ยังมีสิ่งแปลกๆอีกมากในข้อเขียนข้างต้นที่ท่านผู้อ่านทุกท่านก็เห็นแล้ว ผมจึงไม่อยากจะนำมาถามให้เสียเวลาอีก) ....
สรุปแล้ว การกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัดในทั้ง 2 กรณีข้างต้น ไม่ว่าการเขียนอายะฮ์อัล-กุรฺอานให้แก่สตรีที่คลอดบุตรยาก หรือเขียน اَلتَّعَاوِيْذُ ให้แก่ญาติของท่านที่เจ็บป่วย จึงไม่ใช่หลักฐานการทำน้ำซอฟัรฺอย่างที่บางคนอ้าง เพราะท่านอิหม่ามอะห์มัดกระทำสิ่งเหล่านี้ในเป้าหมายเพื่อการบำบัดรักษาอาการป่วยที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่เป้าหมายเพื่อป้องกันลางร้ายที่ยังไม่เกิดขึ้นเหมือนการทำน้ำซอฟัรฺ ...
และผมก็ไม่เคยเจอหลักฐานใดๆจากท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม, หรือจากบรรดาสลัฟ อัส-ศอลิห์คนใดทั้งสิ้นว่า พวกท่านจะเคยกระทำสิ่งนี้ .. นอกจากเป็นการริเริ่มของบุคคลบางคนในยุคหลังๆที่เชื่อและเข้าใจว่า เดือนซอฟัรฺเป็นเดือนแห่งโชคร้าย เหมือนความเชื่อของพวกญาฮิลียะฮ์ในอดีต ...
ผมไม่นิยมการใช้ถ้อยคำรุนแรงและไม่มีสิทธิ์ประณามใคร จึงขอถามท่านผู้อ่านทุกท่านเพียงว่า ...
สมควรหรือไม่ที่เราจะยอมรับและนำเอา "พิธีกรรมส่วนเกิน" ที่เปรียบเสมือน "เนื้องอก" ในศาสนาอิสลาม - ดังเช่นการทำน้ำซอฟัรฺที่กล่าวมาข้างต้นนี้ - มาปฏิบัติ จนทำให้ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และคนต่างศาสนาเข้าใจว่า นี่คือพิธีกรรมหนึ่งในศาสนาอิสลาม ???..
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...

อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

20/12/60


หลักฐานการทำอาซีมัต - ทำน้ำซอฟัรฺ (ตอนที่ 4)



โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย ..
.
หมายเหตุ
ความเชื่อและกรรมวิธีผลิตน้ำซอฟัรฺที่จะนำเสนอต่อไปนี้ ผมคัดลอกมาจากเฟสของ أهل السنة والجماعة (ฉบับไม่แอบอ้าง) ทั้งดุ้น แต่ผมได้ตัดข้อความตอนต้นและตอนปลายออกเล็กน้อยเพื่อความกระชับ แล้วผมจะมีคำถามในตอนท้าย ให้ใครก็ได้ช่วยตอบเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป ...
ข้อความจากเฟสของ أهل السنة والجماعة (ฉบับไม่แอบอ้าง) มีดังนี้ ...

“ซอฟัร” วันล้าง...“โรค”
.....ในโอกาสที่วันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัร เป็น “วันซอฟัร” ซึ่งเป็นวันที่อัลลอฮฺเจ้าจะทรงกระหน่ำภัยพิบัติครั้งใหญ่ลงมาสู่หน้าโลกดุนยานี้ ฉะนั้น จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่บ่าวจะร่วมกันทูลขอพระกรุณาจากอัลลอฮฺเจ้า ให้พระองค์ทรงช่วยขจัดภัยพิบัติและปลดเปลื้องสิ่งที่น่าตำหนิ และบาปกรรมทั้งปวง เพื่อให้เกิดความสะอาดบริสุทธิ์ทั้งกายใจ อันนำมาซึ่งการเป็นบ่าวที่ใกล้ชิดต่อพระองค์ในที่สุด ดังมีรายงานจากท่านแช็คชะรอฟัดดีน (ร.ฮ.) ในหนังสือ ตะอฺลีกอฮฺ ความว่า : -
.....บรรดาภัยพิบัติทั้งมวลจะถูกส่งลงมาจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ในรอบปีเป็นจำนวนถึง 12,000 ภัยพิบัติ โดยพระองค์จะทรงโยกย้ายมาจากกระดานบันทึก (เลาฮิมมะหฺฟูซ) สู่ฟากฟ้าของโลกดุนยานี้ ในคืนวันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัร
.....นอกจากนี้หนังสือ جَمْعُ الْفَوَائِدْ หน้า 137 ยังได้อ้างถึงรายงานของ อุลามาอ์ (นักปราชญ์แห่งโลกอิสลาม) ซึ่งกล่าวไว้ในหนังสือ كِتَابُ الْجَوَاهِرُالْخَمِيسْ ว่าในทุกรอบปีอัลเลาะห์ (ซบ.) เจ้า จะทรงบันดาลให้บังเกิดภัยพิบัติขึ้นพร้อมกันทั่วโลกในคืนวันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัรเป็นจำนวนถึง 320,000 ภัยพิบัติด้วยกัน ฉะนั้นหากผู้ใดวิงวอนขอความคุ้มครองจากพระองค์ด้วยการเขียน وَ قَفْ ثَلاَثِىْ ลงบนกลางจานสีขาวล้อมรอบด้วยอายะห์อัลกุรอานทุกโองการที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า سَلاَمٌ ในคืนดังกล่าว (วันอังคารค่ำลง) แล้วเก็บไว้ในที่มิดชิดมิให้มีสิ่งสกปรกตกลงไปได้ เพื่อเตรียมไว้สำหรับนำไปละลายกับน้ำที่จะใช้ดื่มหรืออาบในเวลาเย็นวันพุธแล้วไซร้ ก็ย่อมจักเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยขจัดโรคภัยไข้เจ็บนานาได้เป็นอย่างดี
.....ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสทองที่อัลลอฮฺได้ประทานแก่บ่าวทุกคนแล้ว สำหรับการประกอบศาสนกิจดังกล่าว ซึ่งปฏิบัติกันมาช้านานแล้วตั้งแต่ครั้งบรรพกาล และนับว่ามีความสำคัญยิ่ง ซึ่งศาสนกิจที่พึงปฏิบัติในวัน “ซอฟัร” มีดังต่อไปนี้
1. ละหมาดสุนัต ในคืนวันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัร 2 ร่อกาอัต
• ร่อกาอัตแรกหลังจากอ่านฟาติฮะห์แล้ว ให้อ่านซูเราะห์อัลฟาลัก 10 ต้น
• ร่อกาอัตที่ 2 หลังจากอ่านฟาติฮะห์แล้ว ให้อ่านซูเราะห์อันนาส 10 ต้น
2. การละหมาดสุนัต ในวันซอฟัร 12 ร่อกาอัต 6 สลาม ในตอนสายวันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัร โดยให้ละหมาดครั้งละ 2 ร่อกาอัตแล้วให้สลาม ในทุกๆ ร่อกาอัต หลังจากอ่านฟาติฮะห์แล้วให้อ่านอายะห์กุรซีย์ ให้ทำเช่นนี้ จนครบ 12 ร่อกาอัต
3. สุนัตให้ถือศีลอดในวันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัร
4. ให้เขียน وَ قَفْ ثَلاَثِىْ ล้อมรอบด้วยอายะห์อัลกุรอานทั้ง 7 โองการ ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า سَلاَمٌ ลงในจานกระเบื้องสีขาวจากเมืองจีนในขณะที่มีน้ำละหมาดในคืนวันอังคาร ซึ่งระหว่างนั้นผู้เขียนจะต้องนั่งผินสู่ทิศกิบลัต โดยนำลิ้นดุนเพดานปากและซิกรุ้ลลอฮฺ จนกระทั่งเขียนเสร็จ
สำหรับวิธีการเขียน وَ قَفْ ثَلاَثِىْ นั้น ให้เรียงตามลำดับก่อน-หลังในแต่ละช่องดังต่อไปนี้
.....ช่องที่ 1 คือ หมายเลข 57 ( ٥٧ ) ช่องที่ 2 คือ หมายเลข 66 ( ٦٦ ) ช่องที่ 3 คือ หมายเลข 75 ( ٧٥ ) ช่องที่ 4 คือ หมายเลข 84 ( ٨٤ ) ช่องที่ 5 คือ หมายเลข ( ٩٣ ) ช่องที่ 6 คือ หมายเลข 102 (١۰٢) ช่องที่ 7 คือ หมายเลข 111 (١١١) ช่องที่ 8 คือ หมายเลข 120 (١٢۰) และ ช่องที่ 9 คือ หมายเลข 129 (١٢٩)
5. ภายหลังจากพิธีอ่านอัรวะห์ที่มีกำหนดให้กระทำในเวลาเย็นของวันพุธสิ้นสุดลงแล้ว ให้อิหม่ามนำขอดุอาอฺ พร้อมทั้งหย่อนจานที่เขียน وَ قَفْ ثَلاَثِىْ และอายะห์ดังกล่าว ลงในภาชนะที่จัดเตรียมไว้สำหรับบรรจุน้ำ เช่น โอ่ง หรือ อ่างน้ำขนาดใหญ่ เป็นต้น แล้วให้นำน้ำมาดื่มและอาบ หรือประพรมให้ทั่วร่างกาย โดยขอพรให้พ้นจากบรรดาภัยพิบัติและโรคภัยไข้เจ็บนานา ด้วยการกล่าวคำเหนียตอาบน้ำซอฟัร ดังนี้
نَوَيْتُ الْغُسْلَ عَنْ شَهْرِصَفَرْوَأَنْ يَمْظِىعَنْ فِتْنَةِ الدَّجَّالِ سُنَّةً ِللهِ تَعَالىٰ
....."น่าวัยตุ้ลฆุสล่าอันชะฮ์รี่ซอฟัร อันยัมซี อันฟิตน่าติ๊ดดัจญาลี่ ซุนน่าตันลิ้ลลาฮิตะอาลา"
ความว่า “ข้าพเจ้าอาบน้ำเนื่องในเดือนซอฟัร โดยขอให้พ้นจากวิบัติภยันตรายทั้งปวงและการประทุษร้ายของดัจญาล ซึ่งเป็นสุนัต เพื่ออัลเลาะห์ตะอาลา”
(สุนัตให้อาบน้ำทั่วร่างกายในเดือนซอฟัรจะล้างโรคได้ถึง 12 โรค)
นี่คือ "ความเชื่อ" และกรรมวิธีทำน้ำซอฟัรฺ จากเฟสที่ผมอ้างถึงไปแล้ว ...
ท่านอ่านแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้างครับ ...
สำหรับผม .. ต่อไปนี้คือ คำถาม
(คอยอ่านต่อตอนจบพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ครับ อินชาอัลลอฮ์) ...


หลักฐานการทำอาซีมัต - ทำน้ำซอฟัรฺ (ตอนที่ 3)




โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย ...

คำกล่าวท่านอับดุลลอฮ์ บุตรชายท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัลที่ว่า ...
"และท่านบิดา(อิหม่ามอะห์มัด)ได้เขียนในถ้วยหรือสิ่งที่สะอาดให้กับสตรีคนหนึ่งในยามที่นางคลอด ลำบาก และท่านจะเขียนหะดิษของท่านอิบนุอับบาส แต่ท่านจะกระทำสิ่งดังกล่าวก็ในตอนเกิดมีบะลาอ์ขึ้นเท่านั้น และข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่านกระทำสิ่งนี้ก่อนหน้าเกิดมีบะลาอ์เลย .. และข้าพเจ้าเห็นบิดาทำการอ่านดุอาอ์ขอการคุ้มครอง(แล้วเป่า)ลงในน้ำและให้ ผู้ป่วยดื่มและทำการรดน้ำนั้นลงบนศีรษะ .................. "
การกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัดข้างต้นนี้ อาจเป็นข้ออ้างในการทำน้ำซอฟัรฺของบุคคลบางคน .. ดังที่คุณ Mareeyah Si . ได้ตั้งข้อสงสัยและตั้งเป็นคำถามมาก็ได้ ..

ตอบ
ผมขอสรุปการกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัดข้างต้นเป็น 2 กรณีดังนี้ ...
1. เขียนในถ้วยหรือภาชนะที่สะอาด ด้วยสิ่งที่ท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. แนะนำให้เขียน ..เพื่อช่วยเหลือสตรีที่คลอดบุตรลำบาก ดังข้อมูลที่ผมกำลังจะนำเสนอต่อไป ..
2. อ่าน المعوذة .. คือ قُلْ أَعُوْذُ بِرَبِّ الْفَلَقِ และ قُلْ أَعُوْذُ بِرَبِّ النَّاسِ (จนจบ) เป่าลงในน้ำ แล้วนำน้ำนั้นให้ผู้ป่วยดื่มและใช้รดบนศีรษะผู้ป่วยด้วย ..
อธิบาย
การกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัดทั้ง 2 กรณีข้างต้น ภาษาอาหรับเรียกว่า رُقْيَةٌ (ที่เราแปลเป็นภาษาไทยว่า การเสกเป่า) ด้วยอัล-กุรฺอาน .. ซึ่งเป็นที่อนุญาตดังได้กล่าวมาแล้ว ....
เรื่องของ رُقْيَةٌ อันเป็นที่อนุญาตนี้ เท่าที่ผมตรวจสอบหลักฐานดูแล้ว พบว่าจะมีเป้าหมายหลัก 2 ประการ .. คือหนึ่ง เพื่อ "บำบัดรักษา" จากความเจ็บป่วย, และสองเพื่อ "ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์" ให้พ้นจากบะลาอ์และชัยฏอน ...
การกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัดทั้ง 2 กรณีข้างต้น จัดอยู่ในเป้าหมายที่หนึ่ง คือ رُقْيَةٌ ด้วยอัล-กุรฺอานเพื่อ "บำบัดรักษา" .. ซึ่งท่านจะไม่กระทำสิ่งนี้นอกจากมีเหตุการณ์(บะลาอ์) เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ...
ท่านอับดุลลอฮ์ ได้อ้างจากบิดาของท่าน - คือท่านอิหม่ามอะห์มัด - ซึ่งอ้างรายงานไปถึงท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ที่กล่าวว่า ...
"เมื่อสตรีคนใดคลอดบุตรยาก ท่านจงเขียน (ลงในภาชนะที่สะอาด) ว่า ......
بِسْمِ اللهِ الَّذِىْ لاَ إلَهَ إلاَّ هُوَ الْحَلِيْمُ الْكَرِيْمُ، سُبْحَانَ اللهِ رَبِّ الْعَرْشِ الْعَظِيْمِ، اَلْحَمْدُ للهِ رَبِّ العَالَمِيْنَ، (كَأَنَّهُمْ يَوْمَ يَرَوْنَ مَا يُوْعَدُوْنَ لَمْ يَلْبَثُوْا إلاَّ سَاعَةً مِنْ نَهَارٍ بَلاَغٌ فَهَلْ يُهْلَكُ إلاَّ الْقَوْمُ الْفَاسِقُوْنَ) .. قَالَ أَبِىْ : وَزَادَ فِيْهِ وَكِيْعٌ : وَيُنْضَحُ مَا دُوْنَ سُرَّتِهَا .....

บิดาของข้าพเจ้ากล่าวว่า .. ท่านวะเกี๊ยะอฺกล่าวเสริมว่า .. "แล้วให้(นำน้ำล้างภาชนะนั้น)มาประพรมส่วนที่ต่ำลงไปจากสะดือของนาง" ...
(จากหนังสือ "مسائل الإمام أحمد" ของท่านอับดุลลอฮ์ หน้า 447 - 448) ...
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บที่ท่านอิบนุอับบาสแนะนำให้เขียนดังข้างต้น เป็นข้อความจากอัล-กุรฺอาน อายะฮ์ที่ 35 ซูเราะฮ์อัล-อะห์กอฟ ...
ที่คล้ายคลึงกับกรณีนี้ก็คือบันทึกของท่านบุคอรีย์และมุสลิม โดยรายงานมาจากท่านอบูสะอีด ร.ฎ. ถึงเรื่องราวเศาะหาบะฮ์ท่านหนึ่ง (บางรายงานระบุชัดเจนว่าเศาะหาบะฮ์ท่านนั้น คือตัวท่านอบูสะอีดเอง) รุกยะฮ์ .. ด้วยการอ่านซูเราะฮ์ฟาติหะฮ์ เพื่อบำบัดรักษาแก่หัวหน้าชาวอาหรับเผ่าหนึ่งที่ถูกสัตว์มีพิษ(แมงป่องทะเลทราย)กัดต่อย .. หรือบันทึกของท่านบุคอรีย์และมุสลิมอีกหลายบท จากท่านหญิง อาอิชะฮ์ ร.ฎ. เรื่องท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้บำบัดรักษาความเจ็บป่วยหรือบาดแผลให้แก่เศาะหาบะฮ์บางคนของท่านด้วยดุอา เป็นต้น ...
ส่วนการรุกยะฮ์ในลักษณะ "ขอความคุ้มครอง" จากพระองค์อัลลอฮ์ให้พ้นจากบะลาอ์และชัยฏอน ด้วยการอ่าน المعوذات คือ قل هو الله, .. قُلْ أَعُوْذُ بِرَبِّ الْفَلَقِ, และقُلْ أَعُوْذُ بِرَبِّ النَّاسِ, หรือด้วยดุอาบางบท ก็ล้วนมีรายงานที่ถูกต้องมาจากเศาะหาบะฮ์บางท่าน อาทิเช่นจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ., และท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ., เป็นต้น ซึ่งผมจะไม่ขอพูดถึงรายละเอียด ณ ที่นี้ ....
ที่น่าสังเกตจากรายงานที่ถูกต้องเหล่านี้ก็คือ ...
1. การรุกยะฮ์ที่เกิดขึ้น จะอาศัยอัล-กุรฺอานหรือดุอาอ์ของท่านนบีย์ ที่เป็นภาษาอาหรับล้วนๆเท่านั้น ไม่มีภาษาอื่นใดมาปะปน .. ต่างกับการทำน้ำซอฟัรฺที่จะถึงต่อไป ...
2. การรุกยะฮ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีเป้าหมายเพื่อป้องกัน "ลางร้ายหรือบะลาอ์" ของ "วันเวลาใดๆ" โดยเฉพาะ .. ต่างกับ "ความเข้าใจเอาเอง" ของผู้กระทำน้ำซอฟัรฺที่ถือว่า วันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัรฺ เป็นวันแห่งลางร้ายและบะลาอ์อันมากมายมหาศาล .....
3. การรุกยะฮ์ในบรรดาหะดีษที่ถูกต้องเหล่านั้น ไม่มีการกำหนดรูปแบบและพิธีรีตองมากมายที่ไม่มีแบบอย่างในศาสนา .. ดังที่ถูกกำหนดในพิธีกรรมการทำน้ำซอฟัรฺที่ท่านผู้อ่านจะได้เห็นต่อไป ...
เพื่อยืนยันในคำกล่าวนี้ ผมจะขอนำ "ความเชื่อ" และ "วิธีการ" ทำน้ำซอฟัรฺมาให้อ่านกันดังนี้ ...
(ยังมีต่อ) ..


หลักฐานการทำอาซีมัต - ทำน้ำซอฟัรฺ (ตอนที่ 2)



โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย ...

1. อาซีมัต (ภาษาอาหรับเรียกว่า تَمِيْمَةٌ) พื้นฐานเดิมหมายถึงเปลือกหอยบางชนิดที่ชาวอาหรับโบราณเอาเชือกมาร้อยแล้วสวมคอเด็ก เพื่อเป็นเครื่องรางสำหรับป้องกันอันตรายจากดวงตาที่มุ่งร้าย ...
ต่อมาคำว่า تَمِيْمَةٌ ก็ได้พัฒนาความหมายออกไปจนครอบคลุมถึงเครื่องรางของขลัง (تَعَاوِيْذُ : عُوْذَةٌ) ทุกอย่างที่มนุษย์ประดิษย์ขึ้นมา ไม่ว่าจากเปลือกหอย, จากโลหะ, จากการเขียนด้วยภาษาต่างๆ เพื่อป้องกันเภทภัยตามความเชื่อของตน ...
ในกรณีที่อาซีมัตนั้น ถูกทำหรือถูกเขียนด้วยภาษาอื่นใดที่มิใช่จากอัล-กุรฺอานหรืออื่นจากดุอาอ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตามหลักการอิสลามถือว่าอาซีมัตนั้นเป็นเรื่องต้องห้าม(หะรอม)โดยมติเอกฉันท์ของนักวิชาการ เพราะท่านศาสดากล่าวว่า มันเป็นชิริก! ...
ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า ...
إِنَّ الرُّقَى وَالتَّمَائِمَ وَالتِّوَلَةَ شِرْكٌ
"แท้จริง การเสกเป่า(เพื่อรักษาโรค), อาซีมัตต่างๆ และการทำเสน่ห์ยาแฝด (ทั้งหมดนั้น) เป็นชิริก" ...
(บันทึกโดยท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 3883, ท่านอะห์มัด เล่มที่ 1 หน้า 381, ท่านอิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 3530 และท่านอิบนุหิบบาน หะดีษที่ 1412 โดยรายงานมาจากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ.) .
..
แต่ในกรณีเครื่องรางของขลังที่ถูกเขียนขึ้นมาจากอายะฮ์อัล-กุรฺอาน หรือดุอาอ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นักวิชาการจะมีทัศนะที่ขัดแย้งกันเป็น 2 ทัศนะคือ ...
ก. นักวิชาการบางท่าน อาทิเช่นท่านสะอีด บินอัล-มุซัยยับ, ท่านอะฏอฮ์, ท่านมุหัมมัด อัล-บากีรฺ อิหม่ามท่านที่ 5 ของชีอะฮ์ และรายงานหนึ่งจากท่านอิหม่ามอะห์มัด (คือรายงานข้างต้น) ถือว่า อาซีมัตที่เขียนจากอายะฮ์อัล-กุรฺอาน หรือดุอาอ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นที่อนุญาต ...
ข. ทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ อาทิเช่น ท่านอิบนุมัสอูด ร.ฎ., ท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ., ท่านหุซัยฟะฮ์ ร.ฎ., ท่านอุกบะฮ์ บินอามีรฺ ร.ฎ., เศาะหาบะฮ์ส่วนใหญ่ และรายงานหนึ่งจากท่านอิหม่ามอะห์มัด - ซึ่งเป็นทัศนะที่มีน้ำหนักมากที่สุด - ถือว่า อาซีมัตที่เขียนจากอายะฮ์อัล-กุรฺอานหรือดุอาอ์ของท่านนบีย์ ถือเป็นชิริกเช่นเดียวกัน เพราะหะดีษบทข้างต้นมิได้จำแนกว่า อาซีมัตประเภทไหนที่ต้องห้ามและประเภทไหนที่อนุญาต .. นอกจากการกล่าวรวมๆว่า อาซีมัตต่างๆเป็นชิริก !! ...
กรณีนี้ต่างกับการเสกเป่าเพื่อรักษาโรคซึ่งในหะดีษบทเดียวกันระบุว่าเป็นชิริกเหมือนอาซีมัต ...
ทั้งนี้เพราะในกรณีการเสกเป่านั้น มี "หะดีษบทอื่น" มาจำแนกว่า ที่ท่านศาสดากล่าวว่าการเสกเป่าเป็นชิริก หมายถึง "การเสกเป่าที่ใช้ภาษาอื่นจากอัล-กุรฺอาน หรืออื่นจากดุอาอ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม" ..
แต่หากการเสกเป่านั้นมาจากอายะฮ์อัล-กุรฺอาน หรือดุอาอ์ของท่านนบีย์ ก็เป็นที่อนุญาต ...
การทำเสน่ห์ยาแฝดก็ไม่มีการจำแนกเช่นเดียวกับอาซีมัตเหมือนกัน ...
เมื่อไม่มีหลักฐานมาจำแนก จึงต้องถือว่า การทำอาซีมะฮ์หรือเครื่องรางของขลังทุกประเภท และการทำเสน่ห์ยาแฝดทุกประเภท ถือเป็นชิริกโดยไม่มีข้อยกเว้น ตามความหมายครอบคลุมของหะดีษบทข้างต้นนี้ ..
2. จากรายงานข้างต้น .. ไม่ได้ระบุว่าท่านอิหม่ามอะห์มัดจะเคยเขียน التَّعَاوِيْذَ แบบพร่ำเพรื่อให้แก่บุคคลทั่วๆไปโดยไม่จำกัดโรคหรืออาการ แต่ท่านจะเขียนให้เฉพาะคนที่เป็นลมบ้าหมู(หรือคนที่ตกใจจนช็อก) และญาติพี่น้องของท่านหรือคนในครอบครัวของท่านที่ป่วยไข้เท่านั้น ....
3. ข้อความข้างต้นระบุชัดเจนว่า "ท่านอิหม่ามอะห์มัดจะกระทำสิ่งดังกล่าวก็ในตอนเกิดมีบะลาอ์ขึ้นเท่านั้น" ... และ "ฉันไม่เคยเห็นท่านกระทำสิ่งนี้ก่อนหน้าเกิดมีบะลาอ์เลย" ...
ข้อความนี้เปรียบเสมือนเงื่อนไขในการเขียน التَّعَاوِيْذَ ของท่านว่า จะเขียนมันก่อนเกิดบะลาอ์ไม่ได้ !! ..
การกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัดข้อนี้ขัดแย้งกับการทำอาซีมัตหรือเครื่องรางของขลังต่างๆที่ผู้ทำมัน จะทำให้ลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่ศรัทธาเลื่อมไสที่มาขอได้ทุกฤดูกาล, หรือทุกวัน ! .. ทั้งๆที่ยังไม่มีบะลาอ์ใดๆเกิดขึ้นเลย ...
4. ทั้ง 2 ประโยคนี้บ่งบอกความหมายว่า การเขียน التَّعَاوِيْذَ ของท่านอิหม่ามอะห์มัดให้แก่คนไข้หรือคนเป็นลมบ้าหมูนั้น มีเป้าหมายเพื่อ "บำบัดรักษา" โรคหรืออาการป่วยที่เกิดขึ้นแล้ว .. มิใช่เพื่อ "ป้องกัน" จากศัตรูหรือป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่อาจจะมีในอนาคต .. อันเป็นเป้าหมายของผู้ทำอาซีมัต ..
5. ประการสำคัญที่สุดก็คือ ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วว่า ไม่ว่าจะมองในแง่มุมใด คำพูดหรือการกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัดหรือใครก็ตาม มิใช่หลักฐานของศาสนา !.. ตราบใดที่คำพูดหรือการกระทำนั้น มิได้อ้างอิงไปถึงอัล-กุรฺอานและซุนนะฮ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ...
วัลลอฮุ อะอ์ลัม ...
(ยังมีต่อ)




หลักฐานการทำอาซีมัต - ทำน้ำซอฟัรฺ (ตอนที่ 1)



(โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย)

ถาม
• อัสลามูอาลัยกุม ขออีกคำถามค่ะอาจารย์
มีคนยกมาว่าท่านอีหม่ามอะหมัดเขียนในถ้วยหรือสิ่งที่สะอาดให้กับสตรีคนหนึ่งในยามที่นางคลอด แล้วนำมาเป็นหลักฐานว่า ให้ทำน้ำซอฟัร ทำอาซีมัต ได้ค่ะ จึวอยากทราบว่าที่เขายกมาเชื่อถือได้หรือไม่ นำมาเป็นหลักฐานที่เขาอ้างได้หรือไม่ค่ะ ข้อความที่เขายกมา ดังนี้ ค่ะ
ท่านอับดุลเลาะฮ์ บุตรของท่านอิหม่ามอะหฺมัด บิน ฮัมบัล ปราชญ์หัวหน้ามัษฮับฮัมบะลีย์ แห่งยุคสะลัฟ ได้กล่าวว่า
رَأَيْتُ أَبِىْ يَكْتُبُ التَّعَاوِيْذَ لِلَّذِىْ يُصْرَعُ وَلِلحَمِىِّ لِأَهْلِهِ وَقَرَابَاتِهِ ، وَيَكْتُبُ لِلْمَرْأَةِ إِذَا عَسُرَ عَلَيْهَا الْوِلَادَةُ فِىْ جَامٍ أَوْ شَيْءٍ نَظِيْفٍ ، وَيَكْتُبُ حَدِيْثَ إبْنِ عَبَّاسٍ ، إِلَّا أَنَّهُ كَانَ يَفْعَلُ ذَلِكَ عِنْدَ وُقُوْعِ الْبَلاَءِ ، وَرَأَيْتُ يُعَوِّذُ فِى الْمَاءِ وَيُشْرِبُهُ الْمَرِيْضَ ، وَيَصُبُّ عَلَى رَأْسِهِ مِنْهُ ، وَرَأَيْتُ أَبِىْ يَأْخُذُ شَعْرَةٍ مِنْ شَعْرِ النَّبِيِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَيَضَعُهَا عَلَى فِيْهِ يُقَبِّلُهَا ، وَأَحْسِبُ أَنِّىْ قَدْ رَأَيْتُهُ يَضَعُهَا عَلَى رَأْسِهِ أَوْ عَيْنِهِ ، فَغَمَّسَهَا فِى الْمَاءِ ثُمَّ شَرَبَهُ يَسْتَشْفِى بِهِ ، وَرَأَيْتُهُ قَدْ أَخَذَ قَصْعَةَ النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بَعَثَ بِهَا إِلِيْهِ أَبُوْ يَعْقُوْبَ بْنُ سُلَيْمَانَ بْنِ جَعْفَرَ فَغَسَلَهَا فِىْ جُبِّ الْمَاءِ ثُمَّ شَرِبَ فِيْهَا ، وَرَأَيْتُ مِنْ مَاءِ زَمْزَمَ يَسْتَشْفِىْ بِهِ وَيَمْسَحُ بِهِ يَدَيْهِ وَوَجْهَهُ

“ข้าพเจ้า ได้เห็นบิดา(คืออิหม่ามอะหมัด) ทำการเขียนสิ่งที่ขอความคุ้มครองให้กับผู้เป็นลมและผู้ที่ป่วยไข้ ที่เป็นครอบครัวและเครือญาติของท่าน และบิดาได้เขียนในถ้วยหรือสิ่งที่สะอาดให้กับสตรีคนหนึ่งในยามที่นางคลอด ลำบาก และบิดาเขียนหะดิษของท่านอิบนุอับบาส แต่ท่านได้กระทำสิ่งดังกล่าวในยามที่มีภัยมาทดสอบ และข้าพเจ้าเห็นบิดาทำการอ่านดุอาอ์ขอการคุ้มครอง(แล้วเป่า)ลงในน้ำและให้ ผู้ป่วยดื่มและทำการรดน้ำนั้นลงบนศีรษะ ..................
อับดุลลอฮ์ บิน อะห์มัด, มะซาอิล อิมามอะหฺมัด, หน้า 447 ...

ตอบ
วะอลัยกุมุสสลาม วะเราะห์มะตุ้ลลอฮิ วะบารอกาตุฮ์ ..
เพื่อให้ตรงประเด็นกับคำถามของคุณ Mareeyah Si ผมจะแยกข้อมูลการกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัดข้างต้นออกเป็น 2 ตอน คือ ...
ตอนที่ 1 ข้อความที่ว่า .. “ข้าพเจ้า ได้เห็นบิดา(คืออิหม่ามอะหมัด) ทำการเขียนสิ่งที่ขอความคุ้มครองให้กับผู้เป็นลมและผู้ที่ป่วยไข้ ที่เป็นครอบครัวและเครือญาติของท่าน" .. ซึ่งน่าจะเป็นข้ออ้างหรือหลักฐานของผู้เขียนหรือทำอาซีมัตป้องกันภยันตรายต่างๆให้แก่ผู้ที่ศรัทธาเลื่อมไสตนเอง ...
ตอนที่ 2 ข้อความที่ว่า .. "และบิดาได้เขียนในถ้วยหรือสิ่งที่สะอาดให้กับสตรีคนหนึ่งในยามที่นางคลอดลำบาก ............" .. และ .. "ข้าพเจ้าเห็นบิดาทำการอ่านดุอาอ์ขอการคุ้มครอง(แล้วเป่า)ลงในน้ำและให้ ผู้ป่วยดื่มและทำการรดน้ำนั้นลงบนศีรษะ" ... ซึ่งน่าจะเป็นข้ออ้างหรือหลักฐานของผู้ทำน้ำซอฟัรฺ ....
ก่อนอื่น ผมขอเรียนให้รับทราบเสียก่อนว่า ตามหลักการแล้ว คำพูดและการกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัดหรือของผู้ใดก็ตาม, ไม่ถือว่า "เป็นหลักฐาน" ของศาสนา .. ตราบใดที่คำพูดหรือการกระทำนั้นมิได้อ้างอิงไปถึงท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะอลัยฮิวะซัลลัม ..
ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ กล่าวว่า ...
لاَ حُجَّةَ فِىْ قَوْلِ أَحَدٍ دُوْنَ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَإِنْ كَثُرُوْا ..........
" คำพูดของบุคคลใดก็ตาม, แม้พวกเขาจะมีปริมาณมากมายเพียงใดก็ตาม ไม่ใช่เป็นหลักฐานชี้ขาด(ของศาสนา) นอกจากคำพูดของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเท่านั้น"
(จากหนังสือ "มีซาน อัล-กุบรออ์" ของท่านอัช-ชะอ์รอนีย์ หน้า 60)
สำหรับข้อความจากการกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัดที่อ้างมานั้น ผมได้ตรวจสอบดูแล้ว พอจะสรุปได้ดังนี้ ...
1. บันทึกการกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัลข้างต้น เป็นสิ่งที่มีปรากฏอยู่จริงในหนังสือ "مسائل الإمام أحمد" หน้า 447 .. จากบันทึกของบุตรชายของท่าน คือท่านอับดุลลอฮ์ บินอะห์หมัด (สิ้นชีวิตวันอาทิตย์ ที่ 21 เดือนญะมาดุ้ลอาคิรฺ ปีฮ.ศ. 290 ขณะอายุได้ 77 ปี) ...
ข้อความที่คัดลอกมา - ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด - ตรงกับฉบับที่อยู่ในมือของผม นอกจากบางส่วน - ซึ่งเป็นข้อความสำคัญ - ที่ผมไม่ทราบว่า ผู้คัดลอกรายงานนี้มองข้ามไป จึงไม่มีปรากฏอยู่ในข้อความข้างต้นนี้, หรือข้อความนั้นขาดหายไปจากต้นฉบับที่อยู่ในมือของท่านก็เป็นได้ .. ดังที่ท่านผู้อ่านจะได้เห็นในข้อที่ 3 .....
หนังสือ "مسائل الإمام أحمد" นี้ ได้ประมวลคำถามที่มีผู้ถามท่านอิหม่ามอะห์มัด และคำตอบของท่าน แล้วถูกรวบรวมและบันทึกไว้โดยศิษยานุศิษย์ของท่านหลายท่าน อาทิเช่นท่านอับดุลลอฮ์ บินอะห์หมัด, ท่านศอลิห์ บินอะห์หมัด (2 ท่านนี้เป็นบุตรชายของท่านอิหม่ามอะห์มัด), ท่านอบูดาวูด, ท่านอิสหาก บินมันศูรฺ, ท่านอิสหาก บินอิบรอฮีม บินฮานิอ์ เป็นต้น ...
2. บางข้อความข้างต้น ใช้ถ้อยคำแตกต่างจากฉบับที่อยู่ในมือของผม นั่นคือคำว่า للذى يصرع ในบรรทัดแรกซึ่งน่าจะมีความหมายว่า (ท่านได้เขียนสิ่งที่ขอความคุ้มครอง)ให้แก่คนเป็นลมบ้าหมู, แต่ฉบับที่อยู่ในมือของผมใช้คำว่า للذى يقرع .. ซึ่งน่าจะมีความหมายว่า ให้แก่คนที่ตกใจจนช็อก, ..
วัลลอฮุ อะอฺลัม ....
3. ข้อความจากหนังสือข้างต้นหลังจากคำว่า ...
إِلَّا أَنَّهُ كَانَ يَفْعَلُ ذَلِكَ عِنْدَ وُقُوْعِ البلاء
(แต่ท่านจะกระทำสิ่งดังกล่าวก็ในตอนเกิดมีบะลาอ์ขึ้นเท่านั้น) .. มีตกหล่นข้อความสำคัญไปประโยคหนึ่งอันเป็นข้อความตอกย้ำความหมายของประโยคนี้ .. นั่นคือคำกล่าวของท่านอับดุลลอฮ์ต่อมาว่า
وَلَمْ أَرَهُ يَفْعَلُ هَذَا قَبْلَ وُقُوْعِ الْبَلاَءِ
(และฉันไม่เคยเห็นท่านกระทำสิ่งนี้ก่อนหน้าเกิดมีบะลาอ์เลย)
โปรดจำข้อความประโยคสุดท้ายนี้ไว้ให้ดี เพราะผู้ทำอาซีมัตทุกคน จะไม่มีผู้ใดสนใจหรือคำนึ่งถึงเงื่อนไขข้อนี้ .......
นี่คือบทสรุปการกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัล - ในตอนแรก - จากการบันทึกโดยท่านอับดุลลอฮ์บุตรชายของท่านในหนังสือ "مسائل الإمام أحمد" หน้า 447 ...
ผมไม่บังอาจพอที่จะก้าวล่วงไปวิจารณ์การกระทำของท่านอิหม่ามอะห์มัดว่าผิดหรือถูก แต่สำหรับผู้ที่จะอ้างข้อความข้างต้นมาเป็นหลักฐานเรื่องการทำอาซีมัต ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้ ...
(ยังมีต่อ) ...