อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com

วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

อีหม่ามะดี ตามความเชื่อของชีอะฮ์ (ตอนที่ 4)




อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ที่อภินิหารย์ยิ่งกว่านี้ ก็คือ รายงานดังต่อไปนี้ ...
ท่านหะกีมะฮ์ได้กล่าว... (หลังจากปลอบใจให้นัรฺญิสทำใจให้เข้มแข็งแล้ว) ว่า ...
แล้วฉันก็เริ่มต้นอ่านซูเราะฮ์ ... อินนา อันซัลนาฮุ ฟีย์ลัยละติ้ลก็อดรฺ.... ให้แก่นัรฺญิส และแล้วเด็กในครรภ์ของนางก็ประสานเสียงฉันด้วยการอ่านเหมือนอย่างที่ฉันอ่าน และยังกล่าวสล่ามแก่ฉันด้วย ซึ่งพอได้ยินฉันก็ตกใจสุดขีด, แต่ท่านอิหม่ามหะซันได้ตะโกนเข้ามาว่า “น้าท่านไม่ต้องแปลกใจต่อภารกิจของอัลลอฮ์หรอก พระองค์จะให้พวกเรา (อะฮ์ลุ้ลบัยต์) พูดได้ตั้งแต่เล็กๆด้วยหิกมะฮ์, และพระองค์จะให้พวกเราเป็นหุจญะฮ์ (ข้อพิสูจน์) ของพระองค์ในโลกนี้เมื่อโตขึ้น” ...
ท่านอิหม่ามพูดยังไม่ทันขาดคำ นัรฺญิสก็หายวับไปจากสายตาของฉัน.. ฉันมองไม่เห็นนางอีกเลย ... ประหนึ่งว่ามีม่านทึบมาบังกั้นระหว่างฉันกับนางไว้, ฉันวิ่งพรวดพราดไปหาท่านอิหม่ามพร้อมกับตะโกนเสียงดัง(ด้วยความตกใจ) .. ท่านอิหม่ามหะซันก็ปลอบโยนฉันว่า .... “น้าท่านกลับไปเถอะ แล้วก็จะพบว่า นางยังอยู่ที่เดิมนั่นแหละ” ...
ท่านหะกีมะฮ์เล่าต่อไปว่า .... ฉันจึงหวนกลับไปอีกครั้งโดยไม่รั้งรอ, แล้วฉันก็เปิดม่านที่กั้นระหว่างฉันกับนางออก ฉับพลันก็ประจักษ์ว่านางอยู่ต่อหน้าฉัน โดยมีเรืองรองแห่งรัศมีครอบคลุมตัวนางไว้จนตาฉันพร่าพรายไปหมด ...
ทันใดนั้น ฉันก็มองเห็นทารกน้อย (อ) กำลังสุญูดอยู่ .... โดยคุกเข่าทั้งสองลงที่พื้น และชูนิ้วชี้ขึ้นสู่ท้องฟ้า พลางกล่าวปฏิญาณว่า.... “ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และคุณตาของฉันเป็นรอซู้ลของอัลลอฮ์, และบิดาของฉันเป็นประมุขแห่งปวงผู้ศรัทธาทั้งหลาย” ... ต่อจากนั้น ทารกนั้นก็นับจำนวนชื่อของอิหม่ามทีละคน.. ทีละคน จนถึงตัวเอง แล้วก็อ่านดุอาว่า “โอ้อัลลอฮ์, โปรดให้พันธะของข้าฯลุล่วง, โปรดให้ภารกิจของข้าฯเสร็จสมบูรณ์, โปรดให้บาทของข้าฯมั่นคง, โปรดให้โลกนี้เปี่ยมไปด้วยความเป็นธรรมและความยุติธรรมเพราะข้าฯ,” ....
แล้วท่านอิหม่ามหะซันก็ร้องเรียกมาว่า ... “ท่านน้าจ๋า, นำเขามาทางนี้ซิ” ฉันจึงนำทารกนั้นไปหาท่าน, เมื่อฉันไปยืนเผชิญหน้าท่านโดยที่เด็กนั้นยังอยู่ที่ฉัน เขาก็ให้สล่ามแก่บิดาของเขา แล้วท่านอิหม่ามหะซันก็รับเขาไปจากฉัน โดยที่มีนกตัวหนึ่ง กระพือปีกบินอยู่เบื้องบนศีรษะของเขา และท่านก็ป้อนลิ้นของท่านให้แก่เขาแล้วเขาก็ดูดดื่มจากลิ้นนั้น, ...
จากนั้น ท่านอิหม่ามก็กล่าวว่า .. “นำเขาไปให้แม่ของเขาเถอะ เพื่อให้เขาได้ดื่มนมแม่เขา แล้วนำเขากลับมาหาฉันอีกที” ... ฉันจึงนำเขาไปให้แม่เขาแล้วนางก็ให้นมเขา แล้วฉันก็นำเขากลับมามอบให้ท่านอิหม่าม โดยที่นกตัวนั้นยังคงกระพือปีกอยู่เหนือศีรษะของเขา ......ทันใดนั้น นกตัวหนึ่งจากฝูงนกเหล่านั้นก็ส่งเสียงร้องดังขึ้น ท่านอิหม่ามจึงกล่าวว่า ... “นำเขาไปเถอะ, จงดูแลเขาให้ดี และนำเขากลับมาให้เราในทุกๆ 40 วัน,.... นกตัวนั้นก็รับตัวเขาไปจากท่านแล้วพาบินขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยที่ฝูงนกตัวอื่นก็บินตามกันไป ...
แล้วฉันก็ได้ยินท่านอิหม่ามหะซันกล่าวขึ้นว่า ... “ฉันของฝากเจ้าไว้กับผู้ซึ่งแม่ของมูซา เคยฝากมูซาไว้กับพระองค์” ..... ถึงตอนนี้ นางนัรฺญิสก็ร้องให้ ท่านอิหม่ามก็ปลอบโยนว่า ... “นิ่งเถอะ, ไม่มีใครให้นมเขาได้หรอกนอกจากเธอเพียงผู้เดียวเท่านั้น แล้วอีกไม่นานเขาก็จะกลับมาหาเธอเหมือนที่มูซาถูกส่งคืนไปหาแม่ของเขา .. สิ่งนี้ คือสิ่งที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงดำรัสเอาไว้แล้วว่า ... [แล้วเราก็ส่งเขากลับคืนแก่มารดาของเขา เพื่อนางจะได้สบายใจและไม่เศร้าโศก .. ซูเราะฮ์ อัล-เกาะศ็อศ โองการที่ 13] ...
ท่านหะกีมะฮ์เล่าต่อไปว่า ฉันจึงกล่าวถามว่า .... “แล้วนกนี้ เป็นอะไรกัน ?” ... ท่านอิหม่ามจึงชี้แจงว่า .. “นี่คือ วิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบต่อบรรดาอิหม่ามทั้งหลาย. จะคอยช่วยเหลือพวกเขา, จะคอยยับยั้งพวกเขา, และจะคอยปลูกฝังความรู้แก่พวกเขา” ...
ท่านหะกีมะฮ์เล่าว่า ... หลังจาก 40 วันผ่านไป เด็กคนนั้นก็ถูกส่งคืนมาให้ท่านอิหม่ามฯ ท่านก็เรียกฉันเข้าไป และเมื่อฉันเข้าไปหาท่าน.. ปรากฏว่า ที่อยู่ต่อหน้าฉันก็คือ เด็กคนหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวและเดินไปมาเบื้องหน้าท่าน ฉันจึงกล่าวว่า .. “โอ, นายท่าน! นี่คือเด็กอายุ 2 ขวบนะเนี่ย”.....ท่านอิหม่ามหะซันก็ยิ้มแล้วเฉลยว่า ... “แท้จริง ลูกๆของบรรดานบีย์ๆและผู้สืบทอด (วะศี้ย์)ของพวกท่านนั้น หากพวกเขาเป็นอิหม่าม ก็จะถูกเลี้ยงดูมาแตกต่างจากสามัญชนทั่วไป .. คือเด็กๆของพวกเราที่เป็นอิหม่ามนั้น เมื่ออายุได้ 1 เดือน ก็จะเหมือนกับบุคคลธรรมดาที่อายุได้ 1 ปี, และสามารถที่จะพูดได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา, จะอ่านอัล-กุรฺอ่านได้, จะทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ตั้งแต่อยู่ในวัยกินนม, บรรดามลาอิกะฮ์จะมาเฝ้าห้อมล้อมและนำความสันติสุขมาให้ท่านทุกเช้าค่ำ” ท่านหะกีมะฮ์เล่าต่อไปว่า ... ฉันยังคงเห็นเด็กคนนั้นเป็นประจำทุกๆ 40 วัน,.. จนกระทั่งก่อนท่านอิหม่ามหะซันจะเสียชีวิตไม่กี่วัน ฉันก็เห็นเขาเป็นชายฉกรรจ์คนหนึ่งซึ่งฉันจำเขาไม่ได้ ฉันจึงกล่าวถามท่านอิหม่ามฯว่า .. “ผู้ชายที่ท่านสั่งฉันให้นั่งลงข้างหน้าเขาน่ะ คือใคร?” ท่านจึงตอบว่า “นี่แหละคือลูกของนัรฺญิส, เขาคือตัวแทนของฉันหลังจากฉัน, .. อีกไม่นานแล้วที่ฉันจะจากพวกท่านไป ดังนั้น น้าท่านจงเชื่อฟังเขาและปฏิบัติตามเขา” ...
(จากหนังสือ “ญะลาอุ้ล อุยูน” ของท่านอัล-มัจญลิสีย์ หน้า 772, หนังสือ “มุนตะฮา อัล-อามาล” ของท่านอัล-กุมมีย์ หน้า 1206, และหนังสือ “เราเฎาะฮ์ อัล-วาอิซีน” ของท่านอัล-ฟัตตาล อัล-นัยซาบูรีย์ เล่มที่ 2 หน้า 259, ซึ่งทั้งหมดคือหนังสือของชีอะฮ์เอง) ....
มีรายงานเพิ่มเติมมาอีกว่า ........“ตอนที่ท่าน(มะฮ์ดีย์)คลอดออกมานั้น ฉันได้เห็นรังสีจากตัวเขาแผ่กระจายไปทั่วจนจรดขอบฟ้า, และได้เห็นฝูงนกสีขาวฝูงหนึ่งบินลงมาจากท้องฟ้า แล้วใช้ปีกของพวกมันลูบไล้ที่ศีรษะของเขา, ที่หน้าของเขา, และตลอดลำตัวของเขา แล้วก็บินจากไป ... ฉันจึงบอกเรื่องนี้แก่ท่านอิหม่ามหะซัน ท่านก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า ... “ นั่นคือ มลาอิกะฮ์บนฟากฟ้า, พวกเขาลงมาเพื่อประทานความจำเริญแก่เด็กคนนี้, .. และมลาอิกะฮ์เหล่านี้ คือผู้ช่วยเหลือเขาตอนที่เขาปรากฏตัวอีกครั้ง ...
(จากหนังสือ “เราเฎาะฮ์ อัล-วาอิซีน” หน้า 260) ...

------------------------------------------ ฯลฯ -----------------------------------------
นี่คือ เรื่องราวเพียง “บางส่วน” จากประวัติการกำเนิดอันพิลึกพิลั่นของอิหม่ามมะฮ์ดีย์ตามความเชื่อของชาวชีอะฮ์ หากผู้อ่านท่านใดต้องการอ่านรายละเอียดเต็มๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็อาจจะหาอ่านได้จากหนังสือ “ญะลาอุ้ล อุยูน ภาคที่ 4” และหนังสือ “หักกุ้ล ยะกีน” ของท่านอัล-มัจญลิสีย์ซึ่งตีพิมพ์ที่ประเทศอิหร่านได้ ...
ณ จุดนี้, ที่เรา .. ชาวซุนนะฮ์อยากจะตั้งข้อสังเกตหรือคำถามต่อชาวชีอะฮ์ว่า หากเรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง, ... มิใช่เรื่องเท็จและมิใช่นิยายหรือนิทานที่ถูกแต่งขึ้นมาแล้ว พวกท่านจะชี้แจงสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไร ? ...
(1). มี “แม่” คนไหนบ้างในโลกนี้ที่ตั้งครรภ์และคลอดภายในคืนเดียว ? ...
ท่านเฮาวาฮ์? .. ท่านอามินะฮ์? .. ท่านคอดีญะฮ์, .. ท่านฟาฏิมะฮ์? .. ท่านมัรฺยัม?
(2). มี “แม่” คนไหนบ้างในโลกที่ไม่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด ?... (แต่สามีที่เป็นผู้ชายกลับรู้ดีกว่าเจ้าตัว ?) ...
ท่านเฮาวาอ์? .. ท่านอามินะฮ์? .. ท่านคอดีญะฮ์, .. ท่านฟาฏิมะฮ์? .. ท่านมัรฺยัม?
เพราะ, ..ท่านนัรฺญิส ได้กล่าวยืนยันกับท่านหะกีมะฮ์ว่า ....
(يَا مَوْلاَتِىْ ! مَاأَرَى بِىْ شَيْأً مِنْ هَذَا)
“โอ, นายท่าน ! ฉันไม่เห็นว่าสิ่งนี้ (การตั้งครรภ์) จะมีแก่ตัวฉันเลย” ...
และเมื่อท่านหะกีมะฮ์นำคำกล่าวนี้ไปแจ้งแก่ท่านอิหม่ามหะซันผู้เป็นสามีของนัรฺญิส ท่านอิหม่ามฯ กลับรู้ดีกว่าตัวภรรยาและยืนยันอย่างแข็งขันต่อท่านหะกีมะฮ์ว่า ....
( اِذَاكَانَ وَقْتُ الْفَجْـرِ يَظْهَرُلَكِ الْحَبْلُ )
“เมื่อถึงเวลารุ่งอรุณ การตั้งครรภ์ก็จะปรากฏแก่ท่านเองแหละ” ...
(ข้อมูลทั้งสอง จากหนังสือ “อิกมาลุดดีน” ของท่านอิบนุ บาบะวัยฮ์ อัล-กุมมีย์ หน้า 404) ...
(3). ผู้เป็นแม่ของเด็ก คือใครกันแน่ ? นัรฺญิส หรือ ซูซัน ? ....
ข้อมูลจากการบันทึกของท่านอัฏ-ฏ็อบริสีย์ ในหนังสือ “อะอฺลาม อัล-วะรออ์” ข้างต้นที่ว่า... เมื่อท่านหะกีมะฮ์ถามว่า แม่ของเด็กคือใคร ? ท่านอิหม่ามหะซันก็ตอบว่า คือนัรฺญิส ! ...
แต่,... จากการบันทึกของท่าน อัฏ-ฏูสีย์ ในหนังสือ “อัล-ฆ็อยบะฮ์” หน้า 141 กลับปรากฏข้อความว่า ...
( فَقَالَتْ : جَعَلْتُ فِدَاكَ يَا سَيِّدِىْ، اَلْخَلْفُ ِممَّنْ هُـوَ ؟ ... قَالَ : سُوْسَنُ )..
นาง (ท่านหะกีมะฮ์) ได้กล่าวว่า .. “ขอให้ฉันได้เป็นพลีแก่ท่านเถิด โอ้ นายท่าน, ตัวแทนของท่านจะมาจากผู้ใด ?” ..... ท่านอิหม่ามหะซันก็ตอบว่า .. “(มาจาก) ซูซัน !”
รายงานไหนจริง? .. รายงานไหนไม่จริง?
(หมายเหตุ : จะอ้างว่า ... ไม่ว่านัรฺญิส, หรือซูซัน, หรือเศาะกีล, หรือร็อยหานะฮ์, หรือมุลัยกะฮ์ ก็คือ บุคคลคนๆเดียวกันดังที่ได้อ้างมาแล้วข้างต้น... ดูยังไงก็ไม่สมเหตุสมผล นอกจากเพราะการวาง “พล็อต” ในการแต่งเรื่องไม่สอดคล้องกันอย่างเดียวเท่านั้น, ... ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ที่จะอ้าง “ชื่อจริง” ได้มากมายหลายชื่อ, ต่างกรรมต่างวาระอย่างนี้ คนดีๆไม่มีใครทำกันนอกจาก “ทุจริตชน” เท่านั้นที่จะกระทำเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงบางอย่างของตนเอง .... ซึ่งก็คงจะไม่ใช่บุคคลระดับเจ้าหญิงแน่ๆ ..
(4). การตั้งครรภ์ดังกล่าว,....จากคำบอกเล่าของนัรฺญิสเองตอนต้นที่ว่านางไม่เห็นว่าตัวเองจะตั้งครรภ์เลย, .. ซึ่งก็ตรงกับคำให้การและการตรวจสอบของท่านหะกีมะฮ์ที่พลิกดูทั้งด้านหลังและหน้าท้องของนัรฺญิสแล้วไม่เจอร่อยรอยการตั้งครรภ์ใดๆจากนัรฺญิสเช่นเดียวกัน... (จากหนังสือ “อิกมาลุดดีน” ของท่านอิบนุ บาบะวัยฮ์ อัล-กุมมีย์ หน้า 404) .... และก็ตรงกับคำกล่าวของท่านอิหม่ามหะซันที่ว่า เมื่อถึงยามอรุณรุ่ง การตั้งครรภ์ของนางก็จะปรากฏให้เห็นเอง ... แสดงว่า ตลอดทั้งราตรีนั้น ไม่มีหลักฐานการตั้งครรภ์ของนัรฺญิสเลยจนถึงรุ่งอรุณอันเป็นเวลาคลอด !...
ก็แล้วคำกล่าวของท่านอัฏ-ฏูสีย์ ที่อ้างการรายงานมาจากท่านหะกีมะฮ์เช่นเดียวกัน... ที่กล่าวหลังจากที่ท่านอิหม่ามหะซันบอกกับท่านว่า แม่ของเด็กคือ ซูซัน .....ว่า ...
( فَأَدَرْتُ نَظَرِىْ فِيْهِنَّ فَلَمْ اَرَ جَارِيَةً عَلَيْهَا اَثَرٌ غَيْرَسُوْسَنَ ) ......
“ฉันจึงใช้สายตาสำรวจดูในกลุ่มสาวใช้ทั้งหลาย(ของท่านอิหม่าม) ก็ไม่เห็นผู้ใดจะมีร่องรอย(แห่งการตั้งครรภ์) นอกจากซูซัน เพียงผู้เดียว” ...
( จากหนังสือ “อัล-ฆ็อยบะฮ์” ของท่านอัฏ-ฏูสีย์ หน้า 141) ...

จากรายงานนี้แสดงว่า....แค่ท่านหะกีมะฮ์มองดูด้วยตาเปล่าตั้งแต่ตอนกลางวัน(โดยไม่ต้องตรวจสอบอะไรเลย) ก็มองเห็นแล้วว่า ซูซันกำลังตั้งครรภ์ ...
รายงานไหนจริง? .. รายงานไหนไม่จริง ? ...
(5). ตอนใกล้อรุณรุ่ง, รายงานแรกบอกว่า ท่านหะกีมะฮ์เข้าไปปลอบโยนท่านนัรฺญิสให้ทำใจให้เข้มแข็ง จากนั้น รายงานดังกล่าวอ้างคำพูดของท่านหะกีมะฮ์ว่า ...
( ثُمَّ اَخَـذَتْنِيْ فَتْرَةٌ وَاَخَـذَ تْـهَافَتْرَةٌ فَانْتَبَهْتُ بِحِـسِّ سَيِّدِىْ...)
“หลังจากนั้น ความเงียบก็เข้ามาครอบงำฉัน และความเงียบก็ครอบงำนางด้วย(ชั่วขณะหนึ่ง), แล้วต่อมา ฉันรู้สึกว่านายหญิงของฉันมีอาการ .............”
คำว่า “ฟัตเราะฮ์” ในภาษาอรับ หมายถึง “ความเงียบหรือความว่างเปล่า”, ซึ่งหมายความว่าทั้งท่านหะกีมะฮ์และท่านนัรฺญิส มิได้พูดอะไรกันอีกเลยในช่วงนั้น ...จนท่านหะกีมะฮ์รู้สึกว่า ท่านนัรฺญิสมีอาการแปลกไป (เพราะเด็กถูกคลอดออกมาแล้ว) จึงรีบเข้าไปเปิดผ้าดู และมองเห็นเด็กทารกกำลังสุญูดดังข้อความที่ผ่านมาแล้ว ...
แต่ในรายงานตอนหลัง บอกว่า หลังจากปลอบโยนท่านนัรฺญิสแล้ว ท่านหะกีมะฮ์ก็อ่านซูเราะฮ์อินนา อันซัลนาฮุ ฟีย์ ลัยละติ้ลก็อดริ .. ให้แก่นัรฺญิส, แล้วก็ได้ยินทารกในครรภ์ของนัรฺญิสอ่านประสานเสียงท่านและให้สล่ามแก่ท่านด้วย จนทำให้ท่านตกใจสุดขีดในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ...
รายงานไหนจริง?,.. รายงานไหนไม่จริง ? ....
(6). ตอนที่ท่านนัรฺญิสใกล้จะคลอดเพียงเล็กน้อย, รายงานแรกได้รายงานมาเพียงว่า ความเงียบได้เข้ามาปกคลุมระหว่างท่านหะกีมะฮ์และท่านนัรฺญิสอยู่ขณะหนึ่ง แล้วท่านนัรฺญิสก็มีอาการ, ท่านหะกีมะฮ์จึงเข้าไปเปิดผ้าถุงดู ก็พบว่า ท่านนัรฺญิสคลอดทารกออกมาแล้ว ซึ่งแสดงว่า ท่านนัรฺญิส อยู่ในสายตาและการรู้เห็นของท่านหะกีมะฮ์ตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนคลอด...
แต่ในรายงานตอนหลัง ... กลับปรากฏข้อความว่า ท่านนัรฺญิสได้อันตรธาน, คือ หายตัวไปชั่วขณะหนึ่ง จนท่านหะกีมะฮ์ตกใจถึงกับวิ่งพรวดพราดไปหาท่านอิหม่ามหะซัน ... และเมื่อเปิดม่านเข้าไปดู ก็เห็นแสงพร่างพรายก่อนแล้วก็เห็นทารกถูกคลอดออกมาแล้ว โดยไม่ต้องไปเปิดผ้าดูแต่ประการใด ....
รายงานไหนจริง? .. รายงานไหนไม่จริง ? ...
(7). หลังจากคลอดออกมาแล้ว ในรายงานของท่านอัฏ-ฏ็อบริสีย์ บอกว่า ท่านหะกีมะฮ์ก็เข้าไปอุ้มทารกออกมา แล้วท่านอิหม่ามหะซันก็สั่งให้นำไปให้ท่าน และเมื่อท่านสั่งให้พูด ทารกนั้นก็พูดโดยการกล่าวกะลิมะฮ์ ชะฮาดะฮ์ และกล่าวประโยคอื่นๆต่อไป ดังรายงานข้างต้นที่ผ่านมาแล้ว ....
แต่ในรายงานตอนหลังบอกว่า เมื่อท่านหะกีมะฮ์เปิดม่านเข้าไป ก็มองเห็นทารกกำลังสุญูดอยู่และชูนิ้วชี้ขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วกล่าวกะลิมะฮ์ชะฮาดะฮ์และคำอื่นๆเลย (โดยที่ยังมิได้ถูกอุ้มขึ้นมาและโดยท่านอิหม่ามฯผู้เป็นบิดายังมิได้สั่ง) ...... และเมื่อท่านหะกีมะฮ์นำทารกนั้นไปให้ท่านอิหม่ามฯ ทารกก็เพียงแต่ให้สล่ามแก่ผู้เป็นบิดาเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีรายงานการกล่าวชะฮาดะฮ์ และคำพูดอื่นใดอีก ...
รายงานไหนจริง? .. รายงานไหนไม่จริง ? ..

8). หลังจากทารกถูกคลอดออกมาแล้ว รายงานแรกบอกว่า ท่านอิหม่ามหะซันสั่งท่านหะกีมะฮ์ว่า อีก 7 วันให้มาหาท่านอีกที,... ซึ่งพอรุ่งขึ้น ท่านหะกีมะฮ์ได้ไปบ้านท่านอิหม่ามฯตามปกติ แต่ไม่เจอทารกคนนั้น พอท่านหะกีมะฮ์ถามถึงเด็ก ท่านอิหม่ามฯก็บอกว่า ท่านได้ฝากเด็กนั้นกับพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ไว้แล้ว, ...
พอวันที่ 7 ท่านหะกีมะฮ์ก็ไปอีกและเจอทารกนั้นกำลังคลานอยู่ จึงอุ้มมาส่งให้ท่านอิหม่ามฯตามคำสั่งของท่าน แล้วเด็กคนนั้นก็กล่าวกะลิมะฮ์ชะฮาดะฮ์ และประโยคอื่นๆตามคำสั่งของท่านอิหม่ามฯ ผู้เป็นบิดา ...
แต่ในรายงานหลังบอกว่า หลังจากทารกถูกคลอดออกมาแล้วไม่นานก็มีนกฝูงหนึ่ง (วิญญาณบริสุทธิ์จำแลงตัว) มารับเอาทารกขึ้นไปบนท้องฟ้า(ต่อหน้าท่านหะกีมะฮ์ที่เห็นเหตุการณ์อยู่ด้วย เพราะท่านคือผู้รายงานเหตุการณ์ณ์เหล่านี้ ),.. แล้วอีก 40 วันต่อมา ทารกนั้นก็ถูกส่งกลับคืนมายังบิดามารดาตามเดิม ...
สงสัยว่า ..ในวันรุ่งขึ้น ท่านหะกีมะฮ์ไปถามหาเด็กทารกนั้นอีกทำไม .... ในเมื่อท่านได้ประจักษ์ด้วยสายตาตนเองแล้วว่า เด็กคนนั้นถูกฝูงนกนำบินขึ้นฟ้าไปแล้วตั้งแต่วันคลอดวันแรก ?...
สงสัยว่า .. ในเมื่อเด็กคนนั้นถูกนำมาส่งในอีก 40 วันต่อมา, ... ก็แล้วเด็กคนที่ท่านหะกีมะฮ์มาอุ้มไปส่งให้ท่านอิหม่ามหะซันในวันที่ 7 ตามคำสั่งของอิหม่าม, และกล่าวชะฮาดะฮ์และประโยคอื่นๆตามคำสั่งของท่านอิหม่ามฯดังรายงานแรก .... เป็นลูกคนไหนของท่านอิหม่ามฯ อีก ? ...
รายงานไหนจริง ? .. รายงานไหนไม่จริง ? .. หรือไม่จริงทั้งสองรายงาน ? ...
(9). เรื่องการเจริญวัยของทารกคนนั้น หรืออีกนัยหนึ่ง อิหม่ามมะฮ์ดีย์ของชีอะฮ์, ... รายงานตอนหลังบอกว่า เมื่อนกนำไปครบ 40 วันและถูกส่งตัวคืนมาหาบิดามารดาแล้ว ท่านหะกีมะฮ์ไปเจอเด็กนั้นกำลังเดินไปมาต่อหน้าท่านอิหม่ามฯ ผู้เป็นบิดา ก็ถึงกับอุทานว่านี่คือเด็ก 2 ขวบแล้ว, .. ซึ่งท่านอิหม่ามฯ ก็ชี้แจงให้ทราบว่า ผู้เป็นอิหม่ามทุกคน จะเติบโตเร็วกว่าเด็กธรรมดาทั่วๆไป คือ 1 เดือน เทียบเท่ากับ 1 ปีของสามัญชน .... (ซึ่งแสดงว่าเจริญวัย และเติบโตเร็วมาก) ...
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง, ... คำกล่าวของท่านหะกีมะฮ์ตอนท้ายที่ว่า ...
فَلَمْ اَزَلْ أَرَى ذَلِكَ الصَّبِيَّ فِيْ كُلِّ اَرْبَعِيْنَ يَوْمًاِ اِلَى اَنْ رَأََيْتُهُ رَجُلاً قَبْلَ مُضِيِّ اَبِيْ مُحَمَّدٍ بِأَيَّامٍ قَلاَ ئِلَ فَلَمْ اَعْرِفْهُ، فَقُلْتُ لإِابْنِ اَخِيْ (ع ) " مَنْ هَـذَاالَّذِىْ تَأْمُرُنِيْ اَنْ اَجْلِسَ بَيْنَ يَدَيْهِ ؟" ... فَقَالَ لِيْ ًهَذَااِبْنُ نَرْجِـسَ ................")
“ฉันยังคงเห็นเด็กคนนั้นในทุกๆ 40 วันเป็นประจำ จนกระทั่งก่อนหน้าท่านอิหม่ามหะซันจะเสียชีวิตไม่กี่วัน ฉันก็เห็นเขาเป็นชายฉกรรจ์ ซึ่งฉันไม่รู้จัก( คือจำเขาไม่ได้), ฉันจึงถามท่านอิหม่ามฯว่า ... ผู้ชายที่ท่านใช้ให้ฉันนั่งลงข้างหน้าเขา คือใคร? ท่านอิหม่ามหะซันก็ตอบว่า... นี่แหละ คือลูกของนัรฺญิส ...
ปัญหาก็คือ ตอนที่ท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์, อิหม่ามท่านที่ 11 ของชีอะฮ์ (และถูกอ้างว่า เป็นบิดาของท่านอิหม่ามะดี) สิ้นชีวิตนั้น ท่านอิหม่ามมะฮ์ดีย์อายุประมาณเท่าใด ? ...

ท่านอัล-มัจญลิสีย์ นักวิชาการหะดีษชีอะฮ์ท่านหนึ่ง ได้กล่าวว่า ...
(اَكْثَرُالْرِوَايَاتِ عَلَي اَنَّهُ اِبْنٌ اَقَلٌّ مِنْ خَمْسِ سِنِيْنَ بِأَشْهُرٍ، اَوْبِسَنَةٍ وَاَشْهُرٍ )
“ที่มากที่สุดจากรายงานต่างๆก็คือ (ตอนที่ท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์สิ้นชีวิตนั้น) ท่านอิหม่ามมะฮ์ดีย์ ยังเป็นทารกที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบอยู่หลายเดือน, หรือน้อยกว่า 5 ขวบอยู่หนึ่งปีกับอีกหลายเดือน” ...
(จากหนังสือ “บิหารุล อันวารฺ” ของท่านมัจญลิสีย์ เล่มที่ 25 หน้า 123)
นั่นก็คือ ตอนท่านอิหม่ามหะซันสิ้นชีวิต ท่านมะฮ์ดีย์จะมีอายุประมาณ 4 ปี 6 เดือน 23 วัน,... หรือ 3 ปี 6 เดือน 23 วัน (ตามความขัดแย้งของชีอะฮ์เองในปีเกิดของท่านอิหม่ามมะฮ์ดีย์ว่า เป็นปี ฮ.ศ. 255 หรือ 256) ...
ทั้งนี้ ก็เพราะท่านมะฮ์ดีย์ ถือกำเนิด (ตามข้ออ้างของชีอะฮ์) เมื่อวันที่ 15 เดือนชะอฺบาน ปีฮ.ศ. 255 หรือ 256, ขณะที่ท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ สิ้นชีวิตในวันที่ 8 เดือนรอบีย์อุ้ลเอาวัล ปี ฮ.ศ. 260 ...
ดังนั้น ถ้าจะว่ากันในเรื่องการเจริญวัยตามหลักฐานข้างต้นทั้งหมด ก็แสดงว่า ตอนอายุได้ 3 ขวบ ท่านอิหม่ามมะฮ์ดีย์ก็คงจะโตเป็นหนุ่มน้อยหรือเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว ...
เพราะแค่ 3 ปี 6 เดือน (หรือ 4 ปี 6 เดือน) ก็โตเป็นหนุ่มฉกรรจ์จนท่านหะกีมะฮ์ที่เห็นทุกๆ 40 วันยังจำไม่ได้ ...
ตอนนี้,.. ให้เราลองมาอ่านดูข้อเขียนของนักวิชาการชีอะฮ์ท่านหนึ่ง ในหนังสือชื่อ “อิมามมะฮ์ดี, ความหวังใหม่ของโลก” หน้า 31 ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้ ...
1. อะฮ์มัด บิน อิสหาก ซึ่งเป็นสาวกอาวุโสคนสำคัญของท่านอิมามอัสการี ได้รายงานว่า “วันหนึ่ง ฉันได้รับเกียรติไปเยี่ยมอิมามอัสการี และฉันประสงค์ที่จะถามท่านถึงเรื่องผู้นำหลังจากท่านแต่ท่านอิมามอัสการีพูดขึ้นโดยที่ฉันไม่ทันที่จะตั้งคำถาม“โอ้ อะฮ์มัด, ตั้งแต่อัลลอฮ์ (ซ.บ.)ได้สร้างอาดัมขึ้นมา และตั้งแต่นั้นมา แผ่นดินก็ไม่เคยว่างจากฮุจญัตของพระองค์ ดังนั้น ตราบจนถึงวันกิยามะฮ์ พระองค์ก็จะไม่ปล่อยให้แผ่นดินของพระองค์ว่างจากฮุจญัตของพระองค์ และจากสาเหตุของการมีฮุจญัตนี้ จึงทำให้การลงโทษ (บาลาอ์ต่างๆ) ได้ถูกยกไปจากชาวโลก ทำให้ฝนได้ตกลงมา และทำให้บารอกะฮ์ (ความเป็นศิริมงคล) ต่างๆงอกเงยจากแผ่นดิน” ฉันได้ถามขึ้นว่า “โอ้ ลูกแห่งรอซูล, อิมามและตัวแทนหลังจากท่านคือใคร ? ท่านอัสการีได้วิ่งเข้าห้องอย่างรีบเร่ง และท่านได้ออกมาพร้อมกับทารกน้อย วัยสามขวบ ที่มีรัศมีเหมือนพระจันทร์เต็มดวง อยู่ในอ้อมแขนของท่าน
ทารกวัยสามขวบกว่าๆ (หรือสี่ขวบกว่าๆ)ที่ท่านหะกีมะฮ์, น้าสาวของท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์รายงานว่า โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วจนท่านจำไม่ได้... .กับทารกวัยสามขวบที่อยู่ในอ้อมแขนของท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ ตามรายงานของท่านอะฮ์มัด บิน อิสหากสาวกคนสำคัญของท่านอิหม่ามหะซันเอง,.. ดังข้อความที่มี ระบุไว้ในหนังสือดังกล่าว นั้น ..
ฝ่ายชีอะฮ์พอจะชี้แจงได้ไหมว่า เป็นคนเดียวกันหรือไม่ ?? ...
ถ้าเป็นคนเดียวกัน ทำไมขนาดแห่งสรีระจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่างนี้ ?..
หรือร่างกายของทารกนั้น ยืดได้, หดได้ ? ...
แต่ถ้าเป็นคนละคนกัน ก็อยากจะถามว่า แล้วอิหม่ามมะฮ์ดีย์ของชีอะฮ์ มีกี่คน ?
รายงานไหนจริง? .. รายงานไหนไม่จริง? .. หรือว่าไม่จริงทั้งสองรายงาน ? ...
หมายเหตุ
อันเนื่องมาจากความเชื่อของชีอะฮ์ที่ว่า การกำเนิดของท่านอิหม่ามมะฮ์ดีย์ ถือเป็นความลับสุดยอด ดังนั้น ท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ จึงได้สั่งกำชับท่านหะกีมะฮ์มิให้แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดได้รับทราบเด็ดขาดนอกจากเมื่อถึงวาระ, และแก่ญาติใกล้ชิดจริงๆ และสาวกผู้ภักดีของท่านอิหม่ามฯ ไม่กี่คนเท่านั้น ....
มีรายงานมาจากท่าน อัฏ-ฏูสีย์ ดังต่อไปนี้ ....

ท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ ได้กล่าวแก่ท่านหะกีมะฮ์ว่า ...
( فَاِذَاغَيَّبَ اللَّـهُ شَخْصِيْ وَتَوَفَّانِيْ وَرَأَيْتِ شِيْعَتِيْ قَدِ اخْتَلَفُوْا فَأَخْبِرِىْ الثِّقَاتِ مِنْهُمْ، فَاِنَّ وَلِيَّ اللَّـِه يُغَيِّبُهُ اللَّـهُ عَنْ خَلْقِهِ، وَيَحْجِبُهُ عَنْ عِبَادِهِ فَلاَ يَرَاهُ اَحَـدٌ،. حَتَّى يُقَدِّمَ لَهُ جِبْرَائِيْلُ عَلَيْهِ السَّلاَمُ فَرَسَهُ لِيَقْضِيَ اللَّـهُ أَمْرًا كَانَ مَفْعُوْلاً ) .......
“เมื่อพระองค์อัลลอฮ์ ทรงให้ฉันล่วงลับและตายจากไป .. และท่านน้ามองเห็นความขัดแย้งของกลุ่มชีอะฮ์ของฉันเกิดขึ้น ก็จงบอก (เรื่องการกำเนิดอิหม่ามมะฮ์ดีย์) ต่อบรรดาผู้ซึ่งไว้วางใจได้จากพวกเขา, เพราะผู้ที่เป็นที่รักของอัลลอฮ์นั้น พระองค์จะทรงทำให้เขาลับหายและกำบังเขาจากปวงบ่าวของพระองค์, ดังนั้น จะไม่มีผู้ใดเห็นเขาอีก จนกว่าท่านญิบรีลจะนำม้าศึกมาให้เขา เพื่อพระองค์อัลลอฮ์จะได้ตัดสินในสิ่งที่ถูกกระทำลงไป” ...
(จากหนังสือ “อัล-ฆ็อยบะฮ์” ของท่านอัฏ-ฏูสีย์ หน้า 142)
สรุปแล้ว เรื่องราวการกำเนิดอิหม่ามมะฮ์ดีย์ของชีอะฮ์ดังที่เล่ามานั้น นักวิชาการฝ่ายซุนนะฮ์ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า เป็นเรื่องที่ถูก “กุและอุปโลกน์ขึ้นมา” โดยน้ำมือของชาวชีอะฮ์ทั้งสิ้น ....
หากจะมีคำถามว่า ทำไมชีอะฮ์จึงต้องกุเรื่องการกำเนิดอิหม่ามมะฮ์ดีย์ขึ้นมา ? ..
คำตอบก็คือ การกุเรื่องนี้ขึ้นมา ถือเป็นความจำเป็นชนิดคอขาดบาดตายและหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียวสำหรับชาวชีอะฮ์ทั้งหลาย, ทั้งนี้ก็เพราะ ...
1. ท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์อิหม่ามท่านที่ 11 ... ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์และตำราของชีอะฮ์ที่เชื่อถือได้หลายเล่ม ระบุว่า ท่านตายไปโดยไม่มีทายาท ขณะที่ ...
2. ชาวชีอะฮ์เชื่อว่า หากอิหม่ามตายไปโดยไม่มีทายาท (ซึ่งจะต้องเป็นบุตรคนโตโดยเฉพาะ, มารับช่วงการเป็นอิหม่ามต่อ) แล้ว ก็หมายถึงว่าแผ่นดินนี้ขาดผู้สืบทอดหรืออิหม่าม, ซึ่งหากเป็นดังนั้น ชาวโลกทั้งหมดจะถูกธรณีสูบทันที ...
เพราะฉะนั้น โลกนี้จะขาดอิหม่ามไม่ได้ .. ว่างั้นเถอะ ...
ท่านกุลัยนีย์ ได้บันทึกในหนังสือ “อุศูล อัล-กาฟีย์” จาก อบีย์หัมซะฮ์ ว่า ...
(قُلْتُ ِلاَبِيْ عَبْدِاللَّـهِ (ع) : اَتَبْقَي اْلاَرْضُ بِغَيْرِاِمَامٍ ؟ ... قَالَ : لَوْبَقِيَتِ اْلاَرْضُ بِغَيْرِاِمَامٍ لَسَاخَتْ ) ..........
“ฉันได้ถามท่านอบีย์อับดิลลาฮ์ (หมายถึงท่านอิหม่ามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก อิหม่ามท่านที่ 6 ของชีอะฮ์) ว่า โลกนี้จะอยู่โดยปราศจากอิหม่ามได้ไหม ?.. ท่านก็ตอบว่า : สมมุติหากโลกนี้ไม่มีอิหม่ามแล้ว แน่นอน มนุษย์ก็จะถูกธรณีสูบทันที” ....
(จากหนังสือ “อุศูล อัล-กาฟีย์” เล่มที่ 1 หน้า 179, กิตาบอัล-หุจญะฮ์ บาบว่าด้วยเรื่อง โลกนี้จะปราศจากหุจญะฮ์ไม่ได้) ...
เพราะฉะนั้น เมื่อท่านอิหม่ามท่านที่ 11 ตายไปโดยไม่มีทายาทสืบทอด...., (และธรณีก็ยังไม่ได้สูบใครแม้แต่คนเดียวหลังจากอิหม่ามหะซันตายและโลกอยู่ในช่วงขาดอิหม่าม)......ซึ่งแน่ละ,หากไม่มีการทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขสถานการณ์แล้ว...... ก็เท่ากับเป็นการ “ยอมรับ” ว่า ความเชื่อของชีอะฮ์ทั้งหมดตั้งแต่เรื่องการกำหนด “ผู้สืบทอด” หรือตัวแทนของท่านรอซู้ลฯ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ตั้งแต่คนแรกยันคนสุดท้ายหรือเรื่องอื่นๆ ... ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ,.....และยังเท่ากับเป็นการ “ทำลาย” หลักการและความเชื่อทั้งหลายแหล่ของชีอะฮ์ข้างต้น ... ให้ภินท์พังราบเป็นหน้ากลองลงอย่างช่วยอะไรไม่ได้ ...
ดังนั้น การ “กำหนด” และ “อุปโลกน์” เรื่องอิหม่ามมะฮ์ดีย์ซึ่ง “ยังไม่มีตัวตน” ให้จำเป็นต้อง “มีตัวตนขึ้นมา” เพื่อแก้ไขความคับขันดังกล่าว ..... ด้วยเรื่องราวความรักอันพิลึกพิลั่นของอิหม่ามหะซันกับนัรฺญิส, และการกำเนิดอิหม่ามมะฮ์ดีย์ด้วยอภินิหาริย์ต่างๆดังเรื่องเล่าข้างต้น จึง “จำเป็น” ต้องเกิดขึ้นมาด้วยประการฉะนี้ ...

เอาหลักฐานมาจากไหนว่า ท่านอิหม่ามหะซัน ตายไปโดยไม่มีบุตร ? ...
ขอตอบว่า หลักฐานที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็คือ บันทึกของท่านกุลัยนีย์---บุคอรีย์ของชีอะฮ์ --- เอง ในหนังสือ “อัล-กาฟีย์”.... โดยอ้างการรายงานไปถึง “ท่านอะห์มัด บิน อุบัยดิลลาฮ์ บิน คอกอน” ... ซึ่งท่านอุบัยดิลลาฮ์ผู้นี้ ถือว่าเป็นสหายสนิทที่สุดคนหนึ่งของอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ ...
ท่านอะห์มัด บิน อุบัยดิลลาฮ์ ได้เล่ามาดังนี้ ...
لَمااعتل بعث الى ابي ان ابن الرضاقداعتل فركب من ساعته فيبادرالى دارالخلافة، ثم رجع مستعجلا
ومعه خمسة من خدم اميرالمؤمنين كلهم من ثقاته وخاصته، فيهم نحرير فأمرهم بلزوم دارالحسن وتعرف خبره وحاله، وبعث الى نفرمن المتطببين، فأمرهم بالاختلاف اليه وتعاهده صباحاومساء، فلماكان بعدذلك بيومين اوثلاثة أخبرانه قد ضعف، فأمرالمتطببين بلزوم داره وبعث الى قاضى القضاة فأحضره مجلسه، وامران يحتارمن اصجابه عشرة ممن يوثق به في دينه وأمانته وورعه، فأحضرهم فبعث بـهم الى دارالحسن وامرهم بلزومه ليلا ونـهارا، فلم يزالواهناك حتى توفي عليه السلام، فصارت سر من رأى ضجة واحدة، وبعث السلطان الى داره من فتشها وفتش حجرها،
وختم على جميع مافيها وطلبوا اثرولده وجاؤوابنساء يعرفن الحمل، فدخلن الى جواريه ينظرن اليهن ، فذكربـهضهن ان هناك جارية بـهاحمل، فجعلت في حجرة ووكل بـهانحرير الخادمواصحابه ونسوة معهم، ثم اخذوابعدذلك في تهيئته وعطلت الاسواق وركبت بنوهاشم والقواد وابي وسائرالناس الى جنازته، فكانت سر من رأى يومئذ شبيهابالقيامة، فلمافرغوا من تهيئته بعث ا لسلطان الى ابي عيسى بن المتوكل فأمره بالصلاة عليه، فلماوضعت الجنازة للصلاة عليه دناابوعيسى منه، فكشف عن وجهه فعرضه على بني هاشم من العلوية والعباسـية والقواد والكتاب والقضاة والمعدلين، وقال : هذا الحسن بن علي بن محمد بن الرضا، مات حتف انفه على فراشـه جضره من حضره من خدم أميرالمؤمنين وثقاته فلان وفلان، ومن القضاة فلان وفلان، ومن المتطببين فلان وفلان، ثم غطى وجـهه وأمربحمله فحمل من وسط داره ودفن بالبيت الذى دفن فيه ابوه، فلمادفن أجذالسلطان والناس في طلب ولده، وكثرالتفتيش في المنازل والدور وتوقفواعن قسمة ميراثه ولم يزل الذين وكلوابحفظ الجارية التي توهم عليهاالحمل لازمين حتى تبين بطلان الحمل، فلمابطل الحمل عنهن قسم ميراثه بين امه وأخيه جعفر وادعت امه وصيته وثبت ذلك عندالقاضي ..............................
“เมื่อท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ล้มป่วยลง สุลฏอน (อัล-มุอฺตะมิด บิลลาฮ์, สุลฏอนท่านที่ 15 แห่งวงศ์อับบาซียะฮ์) ก็ได้แจ้งข่าวแก่บิดาของฉัน (คือ ท่านอุบัยดิลลาฮ์) ให้รับทราบว่า บุตรของท่านอัรฺ-ริฎอได้ล้มป่วยลงแล้ว ท่านบิดาจึงรีบไปในทันทีนั้น โดยไปที่วังของสุลฏอนก่อน แล้วท่านก็รีบกลับออกมาพร้อมด้วยคนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์และคนใกล้ชิดของท่านอิหม่ามฯ อีก 5 คน ซึ่งในกลุ่มนั้นมีอำมาตย์คนสนิทของสุลฎอนรวมอยู่ด้วย, แล้วท่านบิดาก็สั่งให้พวกเขาเหล่านั้นให้เฝ้าประจำอยู่ที่บ้านของท่านของอิหม่ามหะซัน และคอยแจ้งข่าวและอาการของท่านอิหม่ามฯ ให้ทราบ ..... แล้วท่านก็สั่งให้แพทย์คณะหนึ่งมาคอยผลัดเปลี่ยนดูแลและเอาใจใส่ท่านอิหม่ามฯ ทั้งเช้าเย็น, ...
หลังจากนั้นต่อมาอีก 2-3 วัน ก็มีข่าวแจ้งมายังท่านบิดาว่า อาการป่วยของท่านอิหม่ามฯ ทรุดหนักลง ท่านจึงสั่งคณะแพทย์ให้คอยเฝ้าประจำอยู่ที่บ้านท่านอิหม่ามฯ แล้วท่านก็ให้ไปตามหัวหน้าผู้พิพากษามาหาที่บ้าน และบอกให้เขาคัดเลือกสหายของเขาที่ไว้วางใจได้, มีความซื่อตรง และเคร่งครัดในเรื่องศาสนา มา 10 คน, แล้วสั่งให้บุคคลเหล่านั้นเฝ้าประจำอยู่ที่บ้านของท่านอิหม่ามฯทั้งกลางคืนกลางวัน ซึ่งพวกเขาก็ปฏิบัติตาม จนกระทั่งท่านอิหม่ามหะซัน สิ้นชีพลง,...
เมืองซาร์มัรฺรอขณะนั้น เกิดความโกลาหลขึ้นมาพร้อมเพรียงกัน, สุลฏอนฯ จึงส่งเจ้าหน้าที่ไปที่บ้านของท่านอิหม่ามฯ แล้วทำการตรวจสอบห้องหับต่างๆของท่าน และประทับตราทุกสิ่งที่อยู่ในบ้าน, และให้ค้นหาร่วม


อีหม่ามมะดี ตามความเชื่อของชีอะฮ์ (ตอนที่ 3)




โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

นี่คือ เรื่องราวอันเป็นตำนานแห่งความรัก-ความพิศวาสระหว่างท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ กับท่านนัรฺญิส, บิดาและมารดาของท่านมะฮ์ดีย์(ตามความเชื่อของชีอะฮ์) ซึ่งย่อมาจากหนังสือ “ญะลาอุ้ล อุยูน” และหนังสือ “หักกุล ยะกีน” ของท่านอัล-บากิรฺ อัล-มัจญลิสีย์, .... และหนังสือ “ตารีค อัล-ฆ็อยบะฮ์ อัศ-ศุฆรออ์” ของอุสตาซมุหัมมัด อัศ- ศ็อดริ ซึ่งเป็นนักวิชาการชีอะฮ์ ...
ใครจะอ่านแล้วเชื่อว่า “เป็นเรื่องจริง”..... หรืออ่านแล้วไม่เชื่อ เพราะมองว่าเป็นเพียง “นิทาน”เรื่องหนึ่ง เหมือนนิทานอื่นๆในชุดนิยายอาหรับราตรีที่มีขายดาษดื่นตามท้องตลาด ก็ถือว่า เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ใครๆจะตำหนิหรือล่วงละเมิดมิได้ด้วยประการทั้งปวง ...
เพราะปกติ “ความจริง” กับ “ความเชื่อ”..... ก็ใช่ว่าจะต้องมีส่วนสัมพันธ์กันเสมอไป...
บ่อยครั้งที่เป็นเรื่องจริง,.. แต่คนไม่เชื่อ ....
แต่ก็มีมิใช่น้อยที่คนจำนวนมากเชื่อ ... ทั้งๆที่มิใช่เรื่องจริง ....
ส่วนการกำเนิดของท่านอิหม่ามมะฮ์ดีย์ตามตำราของชีอะฮ์ซึ่งมีความมหัศจรรย์ยิ่งกว่าเรื่องราวข้างต้นเสียอีก มีการรายงานมาดังนี้ ...
ท่านมูซา บิน มุหัมมัด บินอัล-กอซิม บิน หัมซะฮ์ ได้กล่าวว่า : ท่านหญิงหะกีมะฮ์ บุตรีของท่านอิหม่ามมุหัมมัดญะวาด (อิหม่ามท่านที่ 9 ของชีอะฮ์, มีศักดิ์เป็นน้าสาวของอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์) ได้กล่าวว่า ...
]ท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ ได้สั่งให้ฉันมาหา แล้วกล่าวว่า “ท่านน้าจ๋า ! คืนนี้ท่านน้าละศีลอดที่บ้านฉันนี่แหละ เพราะมันเป็นคืนนิศฟูชะอฺบาน ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.จะให้ทรงปรากฏในคืนนี้ ผู้ซึ่งเป็นหุจญะฮ์ (ข้อพิสูจน์) ของพระองค์ในโลกนี้,”... ท่านหะกีมะฮ์กล่าวต่อไปว่า .. ฉันจึงถามว่า “แม่ของเด็กคือใคร ?” .. ท่านอิหม่ามหะซันก็ตอบว่า “คือ นัรฺญิส” ... ฉันจึงกล่าวว่า “ขออัลลอฮ์ให้ฉันเป็นพลีแก่ท่าน ฉันยังไม่เห็นร่องรอยการตั้งครรภ์ใดๆจากนางเลย”... ท่านอิหม่ามหะซันกล่าวตอบว่า “แต่มันจะเป็นอย่างที่ฉันบอกท่านนี่แหละ” ....
ท่านหะกีมะฮ์กล่าวต่อไปว่า .... ฉันจึงเข้าไปหานาง, เมื่อฉันให้สล่ามและนั่งลง นางก็เข้ามาถอดรองเท้าให้ฉัน แล้วกล่าวว่า “นายท่านเป็นอย่างไรบ้างคืนนี้ ?” .... ฉันจึงตอบว่า “โอ ! ไม่หรอก เธอต่างหากที่เป็นนายของฉันและของครอบครัวฉัน” ท่านหะกีมะฮ์เล่าต่อไปว่า ... นางแสดงอาการคัดค้านคำพูดของฉันและกล่าวว่า “อะไรกันนี่ ?” ..... ฉันจึงบอกกับนางว่า .. “ลูกเอ๋ย ! คืนนี้แหละที่พระองค์อัลลอฮ์จะประทานบุตรให้แก่เธอ, ซึ่งเขาจะเป็นผู้นำทั้งโลกนี้และโลกหน้า” ..... ซึ่งนางก็แสดงอาการเอียงอาย ...
คืนนั้น เมื่อฉันนมาซอิชาอ์และละศีลอดแล้ว ฉันก็เข้าไปนอน, พอเที่ยงคืน ฉันจึงลุกขึ้นนมาซ(ตะฮัจญุด) ... เมื่อฉันนมาซเสร็จ ก็เห็นนางยังยืนอยู่ (ตามปกติ) โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย ฉันจึงเข้าไปนอนต่อ ...
เมื่อฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เห็นนางนอนหลับอยู่ .. แล้วนางก็ลุกขึ้นมาทำนมาซ, เสร็จแล้วก็นอนต่ออีก ....
ท่านหะกีมะฮ์เล่าต่อไปว่า : ฉันจึงออกมามองดูแสงอรุณ ก็มองเห็นแสงอรุณแรกทอดยาวคล้ายหางสิงโต โดยที่นางยังนอนหลับอยู่, ฉันจึงเกิดความฉงนในใจหลายประการ ท่านอิหม่ามหะซันก็ตะโกนมาจากที่นอนของท่านว่า .... “ท่านน้าอย่าเพิ่งรีบร้อน ! ตอนนี้ทุกอย่างใกล้จะถึงกำหนดอยู่รอมร่อแล้ว” ... ฉันจึงนั่งลงแล้วอ่านซูเราะฮ์ “อะลีฟ, ลาม, มีม อัส-ซัจญดะฮ์” และซูเราะฮ์ “ยาซีน”... แล้วจู่ๆฉันก็เกิดสะดุ้งขึ้นมา ฉันจึงผลุนผลันเข้าไปหานาง แล้วกล่าวว่า “พระนามของอัลลอฮ์คุ้มครองเธอด้วย, รู้สึกอย่างไรบ้าง ?” นางก็ตอบว่า “ใช่จ๊ะ !” ...... ฉันจึงกล่าวแก่นางว่า : “กลั้นลมหายใจของเธอไว้ และทำใจให้เข้มแข็งเข้าไว้, นี่แหละคือสิ่งที่ฉันได้เคยบอกกับเธอไว้แล้ว” ...
ท่านหะกีมะฮ์กล่าวต่อไปว่า ... หลังจากนั้น ความเงียบก็เข้ามาปกคลุมเราทั้งสองอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วฉันก็รู้สึกว่านายหญิงของฉันมีอาการ ฉันจึงเปิดผ้าออกจากตัวเธอดู ทันใดนั้น ก็มองเห็นท่าน(อิหม่ามมะฮ์ดีย์ซึ่งเป็นทารก) กำลังก้มสุญูดอยู่ที่พื้น ฉันจึงอุ้มท่านขึ้นมากอดไว้ และทันทีนั้นฉันก็รู้สึกว่า ตัวเองรู้สึกสะอาดสะอ้านจากการอุ้มท่านนั้น,...
แล้วท่านอิหม่ามหะซันก็ตะโกนเข้ามาว่า ... “ท่านน้าจ๋า, นำลูกมาให้ฉันซิ !”.... ฉันจึงนำทารกนั้นไปให้ท่าน ท่านก็เอามือทั้งสองรองที่ก้นและหลังของทารกนั้น โดยให้ฝ่าเท้าทั้งสองของเด็กวางอยู่บนอกของท่าน ต่อมา ท่านก็ดุนลิ้นของท่านลงไปในปากของทารก และลูบไล้มือของท่านที่ตาทั้งสอง, ที่หู และข้อต่อต่างๆของทารกนั้นพลางกล่าวว่า ... “พูดซิ ลูกพ่อ !” ... เด็กทารกก็พูดขึ้นว่า “ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์,.. และฉันขอปฏิญาณอีกว่า ท่านนบีย์มุหัมมัด เป็นรอซู้ลของอัลลอฮ์” .... แล้วทารกนั้นก็กล่าวอวยพรแก่ท่านอะมีรุ้ลมุอ์มินีน (หมายถึงท่านอฺลีย์ ร.ฎ.) และบรรดาอิหม่ามทั้งหมด จนมาถึงบิดาของตนเองแล้วจึงยุติ ...
แล้วท่านอิหม่ามหะซันก็พูดว่า ... “ท่านน้าจ๋า, ช่วยนำเด็กไปให้แม่เขาหน่อยซิ เพื่อเขาจะได้ให้สล่ามแม่ของเขา แล้วค่อยนำกลับมาให้ฉันอีกที ” .... ฉันจึงนำเด็กทารกนั้นไปให้นาง, เด็กนั้นก็กล่าวสล่าม(แก่มารดาของเขา) แล้วฉันจึงนำกลับมาวางไว้ ณ ที่เดิม ...
ท่านอิหม่ามหะซันกล่าวอีกว่า ... “ท่านน้าจ๋า, เมื่อครบเจ็ดวันแล้ว ให้ท่านมาหาเราอีกครั้งนะ”... ท่านหะกีมะฮ์เล่าต่อไปว่า พอตอนเช้า ฉันก็ไปเพื่อให้สล่ามแก่ท่านหะซันตามปกติ แล้วฉันก็เปิดม่านขึ้นเพื่อมองหาเจ้านายตัวน้อยๆแต่ก็ไม่เห็น ฉันจึงกล่าวแก่ท่านอิหม่ามหะซันว่า “ขอให้ฉันเป็นพลีแก่ท่าน, เจ้านายตัวน้อยอยู่ที่ไหน ?” ท่านอิหม่ามหะซันก็ตอบว่า “ฉันได้ฝากเขาไว้ที่พระองค์ผู้ซึ่งมารดาของท่านนบีย์มูซาได้เคยฝากมูซาไว้” ...
ท่านหะกีมะฮ์เล่าต่อไปอีกว่า ... พอครบวันที่เจ็ด ฉันก็ไปแล้วให้สล่ามแก่ท่านอิหม่ามหะซัน ท่านจึงกล่าวแก่ฉันว่า “ไปเอาลูกของฉันมาซิ !” .. ฉันจึงนำเจ้านายตัวน้อยซึ่งกำลังอยู่บนเศษผ้ามาให้ ท่านก็ปฏิบัติต่อเขาเหมือนตอนแรก(ที่เพิ่งคลอด) คือ ดุนลิ้นเข้าไปในปากของเขาคล้ายๆกับจะให้นมหรือน้ำผึ้งรวงแก่เขา แล้วกล่าวว่า... “พูดซิ ลูกพ่อ !” ... เด็กคนนั้นก็กล่าวปฏิญาณ แล้วกล่าวเศาะละวัตแก่ท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม,.. และแก่ท่านอฺลีย์ และแก่บรรดาอิหม่ามๆ จนจบที่บิดาของตนเอง หลังจากนั้น ก็อ่านโองการที่ว่า .... “และเราปรารถนาที่จะให้ความโปรดปรานแก่บรรดาผู้อ่อนแอทั้งหลายในแผ่นดิน และเราจะทำให้พวกเขาเป็นผู้นำ(หัวหน้า) และทำให้พวกเขาเป็นผู้รับมรดก, ... และเราจะให้พวกเขามีอำนาจในแผ่นดิน และเราจะทำให้ฟิรฺอูน, ฮามาน และไพร่พลของเขาทั้งสอง ได้เห็นสิ่งซึ่งพวกเขาเหล่านั้นหวาดกลัว” (โองการที่ 5-6 ซูเราะฮ์อัล-เกาะศ็อศ) ]...
(จากหนังสือ “อะอฺลาม อัล-วะรออ์” ของท่านฏ็อบริสีย์ หน้า 418-420) ..

วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560

อีหม่ามมะดี ตามความเชื่อของชีอะห์ (ตอนที่ 2)




โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

และก่อนที่เราจะได้รับรู้ประวัติการกำเนิดอันพิสดารของท่านมะฮ์ดีย์....ก็อยากให้เราลองมาอ่านดูเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้เป็นบิดามารดาของท่านก่อนการแต่งงานกัน ... จากตำราของชีอะฮ์เองเสียก่อนดังต่อไปนี้ ...
อ่านแล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก, แต่จงรับรู้เพียงว่าชีอะฮ์มีความเชื่อของเขาอย่างนี้จริงๆ ...
แล้วหลังจากนั้น หากเราจะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงอย่างที่ชีอะฮ์เชื่อ ก็ไม่ว่ากัน ...
ดังเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิดาของท่านมะฮ์ดีย์ตามความเชื่อของชีอะฮ์มิได้มีนามว่า “อับดุลลอฮ์” ดังความเชื่อของชาวซุนนะฮ์, แต่มีชื่อว่า “อิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์” ซึ่งชาวชีอะฮ์ถือว่า เป็นอิหม่ามท่านที่ 11 ของพวกเขา ...
ส่วนผู้เป็นมารดาของท่านซึ่งอ้างกันว่า เป็นหลานสาวของไกเซอร์ กษัตริย์แห่งกรุงโรมตามข้อเขียนของซัยยิดสุไลมานข้างต้นนั้น ปรากฏว่า มีการรายงานชื่อมาแตกต่างกันดังนี้ ...
1. ชื่อ “นัรฺญิส”..... (จากหนังสือ “อัล-อิรฺชาด” ของอัล-มุฟีด หน้า 346, และหนังสือ “อะอฺลาม อัล-วะรออ์” ของท่านฏ็อบริสีย์ หน้า 418) ...
2. ชื่อ “เศาะกีล” ... หรือ “ศ็อยกิล” (จากหนังสือ “กัชฟุ้ล ฆุมมะฮ์” ของอัล-อัรฺดะบีลีย์เล่มที่ 3 หน้า 227) ..
3. ชื่อ “ซูซัน”..... (จากหนังสือ “อัล-ฆ็อยบะฮ์” ของท่านฮัฏ-ฏูสีย์ หน้า 141) ....
4. ชื่อ “ร็อยหานะฮ์”..... (จากหนังสือ “อิกมาลุดดีน” ของท่านมุหัมมัด บิน หุซัยน์ บิน บาบะวัยฮ์ อัล-กุมมีย์ หน้า408) ....
5. ชื่อ “มุลัยกะฮ์”..... บุตรีของท่านโจชัวซึ่งเป็นบุตรของท่านไกเซอร์ กษัตริย์แห่งกรุงโรม (จากหนังสือ “อุศูล มัษฮับ อัช-ชีอะฮ์” เล่มที่ 2 หน้า 841) ...
แต่นามที่ชาวชีอะฮ์รู้จักกันแพร่หลายที่สุดก็คือ “นัรฺญิส” ....
จุดนี้ ทางฝ่ายชีอะฮ์อาจจะอ้างได้ว่า เพราะเจ้าหญิงนัรฺญิสมีหลายชื่อ, แต่ทางฝ่ายซุนนะฮ์ก็อาจจะอ้างได้เช่นกันว่า เพราะชีอะฮ์วาง “พล็อตเรื่อง” ไม่แนบเนียนและรัดกุมเพียงพอ ชื่อมารดาของอิหม่ามในนิยายเรื่องนี้จึงขัดแย้งกันอย่างที่เห็น ...
ถือว่า แต่ละฝ่ายจะเชื่ออย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ใครๆก็ตำหนิมิได้ ...
สำหรับประวัติความเป็นมาของ “นัรฺญิส” ผู้ถูกอ้างว่าเป็นมารดาของท่านมะฮ์ดีย์ .. และการแต่งงานระหว่างท่าน กับท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์นี้ นักวิชาการชีอะฮ์ท่านหนึ่ง คือเช็คอัล-บากิรฺ อัล-มัจญลิสีย์ ได้บันทึกไว้ในตำราของท่าน 2 เล่มด้วยกัน คือหนังสือ “ญะลาอุ้ล อุยูน”และหนังสือ “หักกุ้ล ยะกีน” .... โดยอ้างการรายงานมาจากนักวิชาการสำคัญของชีอะฮ์ 2 ท่าน คือ อิบนุ บาบะวัยฮ์ อัล-กุมมีย์, และเช็ค อัฏ-ฏูสีย์... ซึ่งทั้งสองท่านนี้ ได้อ้างการรายงานเรื่องนี้มาจากท่าน “บิชรฺ บิน สุลัยมาน” ซึ่งอ้างว่า ได้รับฟังเรื่องนี้มาจากท่านนัรฺญิสด้วยตนเอง ดังจะได้กล่าวต่อไป ...
ต่อมา นักวิชาการชีอะฮ์ยุคหลังท่านหนึ่ง คือเช็คมุหัมมัด อัศ-ศ็อดริ ได้นำประวัติดังกล่าวมาเรียบเรียงใหม่ในหนังสือชื่อ “ตารีค อัล-ฆ็อยบะฮ์ อัศ-ศุฆรออ์”...
ประวัติดังกล่าวมีความยาวและพิสดารตื่นเต้นชวนอ่านเป็นอย่างยิ่งซึ่งผมจะขอนำมาเล่าให้ฟังย่อๆดังนี้ ...
เมื่อท่านอิหม่ามอฺลีย์ อัล-ฮาดีย์ (อิหม่ามท่านที่ 10 ตามความเชื่อของชีอะฮ์) ต้องการจะแต่งงานบุตรชายของท่าน คือท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ (อิหม่ามท่านที่ 11) ท่านอิหม่ามอฺลีย์ฯซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ที่เมืองซาร์มัรฺรอ(ซามารอ) ก็ได้เรียกคนศิษย์คนสนิทคนหนึ่งของท่าน ชื่อ “บิชรฺ บิน สุลัยมาน” เข้ามาพบ, ... บุคคลผู้นี้มีอาชีพค้าทาส ...
เมื่อบิชรฺ บิน สุลัยมานเข้ามาพบแล้ว ท่านอิหม่ามฯก็มอบหน้าที่อย่างหนึ่งให้เขา นั่นคือ ให้เขาเดินทางจากเมืองซาร์มัรฺรอไปเมืองบุฆดาด (ที่คนไทยเรียกว่า กรุงแบกแดด, เมืองหลวงของประเทศอิรักในปัจจุบัน) เพื่อไปซื้อทาสสาวคนหนึ่งมาให้ท่าน โดยที่ท่านอิหม่ามฯได้กำหนดระยะเวลาและสถานที่ตลอดจนลักษณะของทาสสาวคนนั้นให้บิชรฺ รับทราบอย่างละเอียด ...
ส่วนหนึ่งจากลักษณะของทาสสาวคนนั้นตามที่ท่านอิหม่ามฯแนะนำบิชรฺไปก็คือ นางจะถูกนำมาในเรือของพ่อค้าทาสคนหนึ่งและจอดอยู่ริมตลิ่ง .... สัญลักษณ์ของนางก็คือ จะปิดหน้า, จะพยายามหลีกเลี่ยงจากการแตะเนื้อต้องตัวของผู้ที่จะซื้อทาส, และเมื่อถูกพ่อค้าทาสตี นางก็จะร้องเสียงดังเป็นภาษาโรมัน แต่ขณะเดียวกัน นางก็สามารถที่จะพูดภาษาอรับได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ...
ท่านอิหม่ามฯได้มอบจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งเขียนและจ่าหน้าซองเป็นภาษาโรมัน,...มีการประทับตราประจำตัวท่านเป็นการเฉพาะ, พร้อมกับถุงเงินจำนวนหนึ่งให้แก่บิชรฺไป (บางรายงานบอกว่าเป็นเหรียญทองจำนวน 200 เหรียญ) แล้วบิชรฺก็ออกเดินทางไปกรุงบุฆดาดตามคำสั่งและพบว่า ทุกอย่าง เป็นไปตามคำบอกเล่าของท่านอิหม่ามฯทุกประการ อาทิเช่น เวลามีผู้ซื้อทาสจะแตะเนื้อต้องตัว นางก็จะหลบเลี่ยงด้วยสัญชาติญาณอันเคยชิน พร้อมกับกล่าวว่า .. “ต่อให้ท่านปรากฏตัวในบุคลิกของท่านนบีย์สุลัยมาน และนั่งมาบนวอประทับเยี่ยงท่านสุลัยมาน ข้าก็ไม่ปรารถนาท่านหรอก” ....
ถึงตอนนี้ บิชรฺจึงได้เข้าไปหาพ่อค้าทาสคนนั้น แล้วมอบจดหมายให้เขานำไปมอบให้กับนาง เมื่อนางอ่านจดหมายจบ อากัปกิริยาของนางก็เปลี่ยนไปทันทีอย่างน่าพิศวง คือ ร้องไห้คร่ำครวญอย่างหนักพร้อมกับกล่าวแก่นายทาสว่า “ท่านจงขายฉันให้แก่เจ้าของจดหมายนี้เถิด, หากท่านปฏิเสธ ฉันก็จะฆ่าตัวตาย” .... นางได้กล่าวสาบานอย่างแข็งขันว่าจะทำตามที่กล่าวไว้จริงๆ ...
เมื่อพ่อค้าทาสเห็นดังนั้น จึงถือโอกาสโก่งราคาทาสสาวคนนั้นกับบิชรฺทันที, ได้มีการต่อรองราคากันอยู่นาน ในที่สุดก็ตกลงราคากันได้เท่าจำนวนเงินที่ท่านอิหม่ามฯมอบให้ไปพอดี แล้วบิชรฺก็นำนางกลับไปกรุงบุฆดาดและเข้าพักอยู่ในห้องที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้ว ...
“อะไรคือข้อความในจดหมาย ? ... นางมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งต่อเจ้าของจดหมาย คือท่านอิหม่ามฯอย่างไร จึงร้องให้อย่างหนักและขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย หากเจ้านายของนางไม่ยอมขายนางให้แก่เจ้าของจดหมายนั้น?”..... นี่คือ ปริศนาที่ก่อเกิดเป็นคำถามในหัวใจของบิชรฺ และยิ่งฉงนมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นว่า ทันทีที่นางเข้าไปพำนักในห้องที่บุฆดาดแล้ว นางก็รีบควักจดหมายฉบับนั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วจูบมันอย่างปลาบปลื้มหลายครั้ง แล้วเอามันไปแนบแก้มและประทับไว้กับเปลือกตาแล้วนำไปลูบไล้ทั่วสารพางค์กาย ...
เมื่ออดทนต่อความสงสัยไม่ไหว บิชรฺจึงกล่าวถามนางตามตรงว่า ทำไมเธอจึงจูบจดหมายที่เธอเองยังไม่รู้เลยว่า ผู้ใดคือเจ้าของมัน ? ...
นางจึงเล่าให้บิชรฺฟังว่า นางคือมุลัยกะฮ์ บุตรีของโจชัวซึ่งเป็นโอรสของไกเซอร์ กษัตริย์แห่งกรุงโรม, .. มารดาของเธอสืบเชื้อสายมาจากซิมโอน (ซีโมนปีเตอร์) ซึ่งเป็นวะศี้ย์ (ผู้สืบทอดหรือศิษย์)ของพระเยซู ...
นางเล่าต่อไปว่า .... เมื่อนางอายุได้ 13 ปี ปู่ของนางก็ได้จัดการแต่งงานนางกับหลานชายของพระองค์คนหนึ่ง โดยจัดพิธีแต่งงานอย่างหรูหรา แต่แล้ว พอถึงตอนที่มีการนำไม้กางเขนไปวางบนแท่นแล้วให้เจ้าบ่าวขึ้นนั่งบนแท่นนั้นโดยมีบาทหลวงยืนเข้าแถวเพื่อประกอบพิธี ปรากฏว่า ไม้กางเขนก็ร่วงหล่นลงมาระเนระนาดและเสาต่างๆเกิดอาการอ่อนตัวล้มลง เจ้าบ่าวถึงกับเป็นลมหมดสติ..... กษัตริย์ไกเซอร์และหัวหน้าบาดหลวง (ก็คงจะเป็นโป้ปในปัจจุบัน) เห็นว่า สิ่งนี้เป็นลางร้ายและความอัปมงคล จึงสั่งล้มเลิกพิธีแต่งงานนั้นเสีย ...
ต่อมา ปู่ของนางก็ได้จัดการแต่งงานนางกับหลานชายอีกคนหนึ่งของพระองค์ แต่ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยเหมือนเดิม ...
แล้วในคืนหนึ่ง นางก็ฝันว่า มีการจัดธรรมมาสน์อันมีรังสีเรืองรองขึ้นในพระราชวังคุณปู่ของนาง แล้วท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, และลูกๆตลอดจนวะศี้ย์ คือทายาทผู้สืบทอดของท่านอันได้แก่ท่านอฺลีย์และบรรดาอิหม่ามอื่นๆก็เดินเข้ามา,.... พร้อมๆกันนั้น พระเยซู (ท่านนบีย์อีซา อะลัยฮิส สลาม) พร้อมด้วยวะศี้ย์ของท่าน คือท่านซิมโอนและสานุศิษย์อื่นๆอีกจำนวนมากก็ปรากฏกายเข้ามาด้วย เมื่อมาเผชิญหน้ากัน ท่านนบีย์อีซา อะลัยฮิส สลามก็สวมกอดท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, แล้วท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้กล่าวแก่นบีย์อีซาว่า .... “ที่ฉันมานี่ ก็เพื่อจะสู่ขอมุลัยกะฮ์ บุตรีของซิมโอนผู้เป็นวะศี้ย์ของท่านให้แก่ลูกชายของฉันคนนี้”... แล้วท่านก็ชี้มือไปที่ท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ซึ่งนั่งอยู่ด้วย ณ ที่นั้น ...
ท่านนบีย์อีซา อะลัยฮิส สลามจึงหันไปหาซิมโอนแล้วกล่าวว่า.... “เกียรติยศอันยิ่งใหญ่ได้มาเยือนท่านแล้วจากการที่สายเลือดของท่าน มีส่วนสัมพันธ์กับสายเลือดของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม” .. ท่านซิมโอนก็ตอบตกลงด้วยความยินดี ทั้งหมดจึงขึ้นไปบนมิมบัรฺ (ธรรมาสน์) แล้วท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้อ่านคุฏบะฮ์และทำการนิกาห์ฉันกับท่านหะซัน โดยมีท่านนบีย์อีซาและลูกหลานของท่านนบีย์มุหัมมัด ตลอดจนสานุศิษย์ทั้งหมดร่วมเป็นพยาน ...
นางเล่าต่อไปว่า ... หลังจากคืนนั้นแล้ว ความรักที่มีต่อท่านอิหม่ามหะซันก็ท่วมท้นหัวใจของนาง ทำให้นางปราศจากความสุขโดยสิ้นเชิง, จนกระทั่งคืนหนึ่ง นางก็ได้ฝันเห็นพระแม่มาเรีย (ท่านมัรฺยัม บุตรีท่านอิมรอน) และท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ร.ฎ. เข้ามาหานางพร้อมปวงนางฟ้าจำนวนนับพัน, พระแม่มาเรียได้แนะนำนางให้รู้จักท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ร.ฎ.ว่า ... “นี่คือ ท่านฟาฏิมะฮ์ ประมุขแห่งปวงสตรีทั้งหลาย ผู้เป็นมารดาของสามีเจ้า” ..... เมื่อนางรู้ดังนั้น นางก็เข้าไปกอดท่านแล้วร้องให้ฟูมฟายและฟ้องว่า ... “ลูกของแม่ (หมายถึงอิหม่ามหะซัน) ไม่เคยมาเยี่ยมดิฉันบ้างเลย” ....
ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ร.ฎ. จึงชี้แจงว่า ... “เหตุที่ลูกของฉัน (หะซัน) ไม่เคยมาเยี่ยมเจ้า ก็เพราะเจ้าตั้งภาคีต่อพระองค์อัลลอฮ์โดยการถือศาสนาคริสต์อยู่” .... แล้วท่านก็สั่งให้นางกล่าวกะลีมะฮ์ ชะฮาดะฮ์, ซึ่งนางก็เต็มใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งนี้ นางจึงเข้ารับอิสลามในโลกแห่งความฝันนั้น และเมื่อท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ ร.ฎ.ได้ยินนางกล่าวกะลีมะฮ์ ชะฮาดะฮ์ ท่านก็เกิดความปลาบปลื้มยินดีจนถึงกับดึงนางเข้าไปกอดประทับไว้แนบอก และสัญญาว่า ต่อไป ท่านอิหม่ามหะซันก็จะต้องมาหานางแน่นอน ...
ท่านนัรฺญิสหรือมุลัยกะฮ์ได้เล่าให้บิชรฺฟังต่อไปว่า ...... หลังจากคืนนั้นแล้ว ก็ปรากฏว่าไม่มีคืนไหนอีกเลยที่ท่านอิหม่ามหะซันจะไม่ได้มาหานางในความฝัน แล้วแสดงความรักต่อนางอย่างดูดดื่ม และบอกกับนางว่า สาเหตุที่ท่านล่าช้าในการมาหานาง มิใช่เพราะอื่นใด นอกจากการตั้งภาคีของนางเท่านั้น, ตอนนี้ เมื่อนางรับอิสลามแล้ว ท่านจึงมาหานางทุกคืนได้ ...
และเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์แห่งความเป็นจริง มิใช่เป็นเพียงความฝัน ท่านนัรฺญิสเล่าว่า นางจึงหาวิธีให้ได้เข้าร่วมอยู่ในกองทัพแห่งกรุงโรมที่ยกกองทัพไปทำสงครามกับมุสลิม, เมื่อกองทัพมุสลิมตีกองทัพโรมันแตกพ่าย นางก็ถูกจับเป็นเชลยร่วมกับผู้หญิงและเชลยศึกคนอื่นๆ, และด้วยวิธีการอย่างนี้ นางจึงได้มีโอกาสมาถึงที่นี่, ได้พบกับท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์ผู้เป็นสามี (ในฝัน) ตรงตามจุดประสงค์ทุกอย่าง ...
และแล้ว ท่านอิหม่ามอฺลีย์ อัล-ฮาดีย์ ก็ได้จัดการแต่งงานนางกับท่านอิหม่ามหะซัน อัล-อัสกะรีย์จริงๆในที่สุด ...

อีหม่ามมะดีย์ ตามความเชื่อของชีอะห์ (ตอนที่1)



โดย..อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

อิหม่ามมะฮ์ดีย์ ตามความเชื่อของชีอะฮ์.

อย่างที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ความเชื่อเรื่องการปรากฏกายของท่านมะฮ์ดีย์ในยุคสุดท้ายของโลก เป็นความเชื่อที่ตรงกันทั้งฝ่ายซุนนะฮ์และฝ่ายชีอะฮ์ ...
แต่จุดแตกต่างของความเชื่อในเรื่องนี้ของทั้ง 2 ฝ่าย ก็มีข้อขัดแย้งกันในหลายๆประเด็น ซึ่งเท่าที่นักวิชาการฝ่ายซุนนะฮ์ได้รวบรวมข้อมูลความขัดแย้งในเรื่องนี้แล้ว ปรากฏว่า จะมีอยู่ประมาณ 9 หรือ 10 ประเด็นด้วยกัน ...
ดังนั้น ข้ออ้างของเช็คอัต-ตีญานีย์ นักวิชาการชีอะฮ์ที่กล่าวในหนังสือ “ขออยู่กับผู้สัตย์จริง” ฉบับคำแปลภาษาไทย หน้า 347 ที่ว่า ความขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่ายมีเพียงประการเดียว คือในเรื่องสภาพและวาระการกำเนิดของท่านมะฮ์ดีย์เท่านั้น ... จึงเป็นเรื่องของการ “หมกเม็ด” และอำพราง ข้อเท็จจริงโดยเจตนา เพื่อหลอกลวงผู้อ่านให้เข้าใจผิด อันถือว่า เป็น “งานหลัก” ของนักวิชาการชีอะฮ์ผู้นี้ในการเขียนหนังสือทั้ง 4 เล่มของเขาที่ฝ่ายชีอะฮ์ภูมิใจนักภูมิใจหนาอยู่ในขณะนี้ ....
ต่อไปนี้ คือความเชื่อเรื่องอิหม่ามมะฮ์ดีย์ .... ตามทัศนะของชีอะฮ์ ...
1. กำเนิดอิหม่ามมะฮ์ดีย์ของชีอะฮ์
ตามความเชื่อของชาวชีอะฮ์นั้น ท่านอิหม่ามมะฮ์ดีย์(ของพวกเขา)ได้ถือกำเนิดมาแล้วตั้งแต่วันที่ 15 เดือนชะอฺบาน ฮ.ศ. 255 ในเมืองซามารอ ประเทศอิรัก ......(จากหนังสือ “อิมามมะฮ์ดี ความหวังใหม่ของโลก” หน้า 9, เขียนโดยนักวิชาการชีอะฮ์ท่านหนึ่ง) .. และขณะนี้ กำลังอยู่ในภาวะเร้นตัวเพื่อรอโอกาสปรากฏกายอีกครั้งเมื่อถึงวาระ ...
ก็ต้องขออนุญาตคัดลอกข้อเขียนตอนนี้จากหนังสือดังกล่าว หน้าที่ 9 มาให้อ่านกันดังนี้ ....
ชีวประวัติ
ชื่อของท่าน เป็นคำสั่งเสียจากบรรดาอิมามมะอฺศูม ไม่ให้เรียกชื่อเต็มของท่าน ตราบใดที่ท่านยังไม่ปรากฏ และให้เรารู้แต่เพียงว่าชื่อของท่านเหมือนกับชื่อของท่านรอซูลุลลอฮ์, ฉายาเดียวกันกับรอซูลุลลอฮ์
ฉายาต่างๆของท่าน ฉายาที่ดังและเป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็คือ“มะฮ์ดี” “กออิม” “ฮุจญัต” “บะกียะตุ้ลลอฮ์” ..
บิดาของท่าน คือท่านอิมามฮะซัน อัสกะรี (อ) อิมามที่ 11
มารดาของท่าน ท่านหญิงผู้ทรงเกียรติ หลานสาวของไกเซอร์แห่งโรม มีนามว่า “นัรฺญิส”
สถานที่กำเนิด เมืองซามารอ ประเทศอิรัก วันที่ 15 เดือนชะอฺบาน ฮิจเราะฮ์ที่ 255 (ซึ่งจนถึงปัจจุบัน อายุได้หนึ่งพันหนึ่งร้อยหกสิบปี และอายุของท่านจะยืนยาวต่อไปตราบเท่าที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ จนกระทั่งถึงวันแห่งการปรากฏตัวของท่าน เพื่อนำความสันติและยุติธรรมมาสู่ชาวโลก)
นี่คือ ชีวประวัติโดยย่อของท่านอิหม่ามมะฮ์ดีย์จากข้อเขียนของนักเขียนชีอะฮ์ในเมืองไทย ...

วันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2560

บิดอะห์ (ตอนที่ 7) ตัวอย่างบิดอะฮ์เกี่ยวกับเรื่องผู้ตาย ตามกฎเกณฑ์ของวิชาอุศูล



อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย เรียบเรียง

1) ตัวอย่างบิดอะฮ์เกี่ยวกับเรื่องผู้ตาย ตามกฎเกณฑ์ของวิชาอุศูลฯ ข้างต้น อาทิเช่น ....
1. อิหม่ามนำนมาซผู้ตาย หันมาถามมะอ์มูมหลังให้สล่ามว่า “ท่านจะว่าอย่างไรเกี่ยวกับมัยยิตนี้ ?” แล้วมะอ์มูมก็จะตอบพร้อมๆกันว่า “เป็นคนดี” ฯลฯ ....
2. อิหม่ามกล่าวนำเสียงดังว่า “อัล-ฟาติหะฮ์” ขณะมีผู้ยก-วาง, ยก-วางมัยยิต 3 ครั้ง หลังจากให้สล่ามจากนมาซมัยยิต แล้วผู้นมาซก็จะอ่านฟาติหะฮ์พร้อมกันจนจบทุกครั้ง ก่อนที่จะหามมัยยิตไปฝัง ....
พฤติกรรมดังกล่าวนี้ ไม่เคยปรากฏ, ไม่ว่าในตำราฟิกฮ์เล่มใด, ของมัษฮับใดก็ตาม ...นอกจากเป็นเพียงการกระทำของผู้รู้บางท่าน เพื่อเป็นการ “สร้างภาพ” ความขลังให้ตัวเองในสายตาชาวบ้านเท่านั้น ....
3. การหันผู้ป่วยหนักใกล้ตายไปทางกิบลัต .....
4. การอ่าน ِمِنْهَا خَلَقْنَاكُمْ ขณะปั้นดินกอบแรก, และอ่าน وَفِيْهَانُعِيْدُكُمْ ในดินกอบที่สอง, และอ่าน وَمِنْهَانُخْرِجُكُمْ تَارَةً اُخْرَى ในดินกอบที่สาม ก่อนที่จะวางดินนั้นลงในหลุม ....
ตามหลักฐานที่ถูกต้อง ให้กอบดินแล้ววางลงในกุบูรฺ 3 กอบโดยไม่ต้องอ่านอะไรทั้งสิ้น ....
5. การอะซานในบางท้องที่ก่อนเอามัยยิตลงหลุม .....
6. การอ่านตัลกีนหลังจากฝังผู้ตายเสร็จแล้ว ... (จากหนังสือ “อัสสุนัน วัลมุบตะดะอาต” หน้า 108, และหนังสือ “สุบุลุส สลาม” เล่มที่ 2 หน้า 114) ....
หลักฐานที่ถูกต้องหลังจากฝังผู้ตายเสร็จก็คือ การอ่านดุอาอิสติฆฟารฺ และดุอาตัษบีตให้แก่ผู้ตาย .. ดังการบันทึกของท่านอบูดาวูด, ท่านอัล-หากิม, และท่านอัล-บัยฮะกีย์ โดยรายงานมาจากท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน ร.ฎ. ....
7. การใช้นิ้วมือล้วงควักในทวารหนักและทวารเบาของมัยยิตผู้หญิงขณะอาบน้ำมัยยิต เพราะกลัวว่า จะไม่สะอาดพอตอนห่อผ้าและตอนนำไปฝัง .....
8. การนมาซฮะดียะฮ์ ให้ผู้ตายในคืนแรกของการตาย ....
9. การเนียตอุทิศผลบุญทุกครั้งที่ทำความดี เช่น การนมาซ, การถือศีลอด, การอ่านอัล-กุรฺอ่าน, การเศาะดะเกาะฮ์ ฯลฯ ให้แก่ผู้ตาย ....
10. การเฝ้ากุบูรฺ 3 วัน, 7 วัน, 10 วัน .. หรืออาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านั้น .. 11. การไปซิยาเราะฮ์กุบูรฺบิดามารดา, แล้วอ่านซูเราะฮ์ ยาซีนให้ทุกวันศุกร์ ....
หะดีษที่รายงานมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นหะดีษเก๊ (เมาฎั๊วะอฺ) ดังการวิจารณ์ของนักวิชาการหะดีษหลายท่าน ....
12. การไปซิยาเราะฮ์กุบูรฺในวันอีดทั้งสอง .... (จากหนังสือ “อัล-มัดค็อล” เล่มที่ 1 หน้า 286, หนังสือ “อัล-อิบดาอฺ” หน้า 271) ....
ฯลฯ
2). ตัวอย่างบิดอะฮ์ในเรื่องอิบาดะฮ์ต่างๆ.
1. การนมาซซุฮ์ริหลังนมาซวันศุกร์ในบางท้องที่ ที่มีมัสญิด 2 แห่ง อันเนื่องมาจากมัสญิดของตน นมาซวันศุกร์หลังมัสญิดอีกลูกหนึ่ง ...
2. การนมาซซุนนะฮ์ ก็อบลียะฮ์ (นมาซสุนัต) ก่อนวันศุกร์ ....
ที่ถูกต้อง อนุญาตให้มะอ์มูมที่มามัสญิดก่อนเวลาในวันศุกร์ นมาซ ”สุนัตมุฏลัก” หรือสุนัตฟรี, ... กี่ร็อกอะฮ์ก็ได้, ก่อนเคาะฏีบจะขึ้นนั่งบนมิมบัรฺ, แต่ไม่ใช่นมาซสุนัตก่อนวันศุกร์เป็นการเฉพาะ ....
3. การ “ตัรฺกิยะฮ์” ... คือ การเชิญเคาะฏีบให้อ่านคุฏบะฮ์ด้วยคำว่า ...
إنَّ اللَّـهَ وَمَلاَئِكَتَهُ يُصَلُّوْنَ عَلَى النَّبِيِّ يآأَيُّهَاالَّذِيْنَ آمَنُوْا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوْا تَسْلِيْمًا
4. เคาะฎีบหรือมะอ์มูม ยกมือทั้งสองในขณะเคาะฏีบอ่านดุอา ในคุฏบะฮ์ ....
5. การอ่านอุศ็อลลีย์ ก่อนตักบีเราะตุ้ลเอี๊ยะห์รอม ในทุกๆครั้งที่จะนมาซ ....
6. การอ่านเศาะละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ด้วยท่วงทำนองดังๆพร้อมๆกัน หลังการให้สล่ามจากนมาซฟัรฺฎูแล้ว .....
7. การอ่านซูเราะฮ์ยาซีน 3 จบในคืนนิศฟูชะอฺบาน โดยเนียตให้อายุยืนยาว, ให้รอดพ้นจากบะลาอ์ต่างๆ เป็นต้น, แล้วอ่านดุอาตบท้ายว่า ......
( اَللَّهُمَّ يَا ذَاالْمَنِّ وَلاَ يُمَنُّ عَلَيْهِ يَا ذَاالْجَلاَلِ وَاْلإكْرَامِ ...................)
8. การถือศีลอดรอมะฎอนในคืนขึ้น 1 ค่ำ ตามปฏิทินสากล โดยไม่ได้ดูเดือนเสี้ยวของเดือนรอมะฎอนเลย .....
9. การจัดเก็บซะกาตทรัพย์สิน เช่น จากค่าเช่าบ้าน, จากเงินเดือน เป็นต้น .. เป็นรายเดือน, และ/หรือเก็บเกินจากอัตราที่ศาสนากำหนดไว้ คือ 2.5 เปอร์เซ็นต์ ....
10. ให้ผู้ที่จะเดินทางไปทำหัจญ์ ลงจากบ้านในวันที่ถือว่าเป็นวันดี แล้วห้ามกลับมาบ้าน และต้องไปพักอาศัยที่บ้านคนอื่นทั้งๆไม่ถึงเวลาเดินทางจริง ....
11. การอะซานของผู้ที่มาส่งผู้เดินทางไปทำหัจญ์ ตอนเรือหรือเครื่องบินจะออกจากท่าหรือสนามบินเหมือนอะซานนมาซ ....
12. ผู้ที่เนียตทำหัจญ์หรืออุมเราะฮ์ นมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิด เมื่อเข้าไปในมัสญิดอัล-หะรอมครั้งแรก ก่อนการฏอว้าฟ .....
13. การทำอุมเราะฮ์ ซ้ำๆกันหลายครั้ง, ก่อนหรือหลังทำหัจญ์ ....
14. การเชือดสัตว์ที่มักกะฮ์ เพื่อเสียดัมกรณีทำหัจญ์แบบตะมัตตั๊วะฮ์ ก่อนถึงวันนะหัรฺหรือวันอีดอัฎหาอ์ .....
15. การนมาซซุฮ์ริและนมาซอัศริที่อะรอฟะฮ์อย่างละ 4 ร็อกอะฮ์โดยไม่ได้นมาซย่อ, และการนมาซสุนัตระหว่างสองนมาซนั้น ....
16. การนมาซมัคริบที่อะรอฟะฮ์ก่อน แล้วจึงออกเดินทางไปมุซดะลิฟะฮ์ ...
17. การนมาซอีดที่มีนา สำหรับผู้ที่กำลังทำหัจญ์ .....
18. การมุ่งไปที่หลุมฝังศพของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมเลย เมื่อเข้าไปในมัสญิดของท่านที่มะดีนะฮ์ ก่อนการนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิด ....
19. เจตนาพักอยู่ที่นครมะดีนะฮ์ไม่น้อยกว่า 8 วัน เพื่อต้องการนมาซญะมาอะฮ์ให้ครบ 40 เวลา โดยเข้าใจและเชื่อมั่นว่า การกระทำดังกล่าว จะถูกบันทึกว่าเป็นผู้ถูกปลดปล่อยจากความเป็นมุนาฟิก, และรอดพ้นจากไฟนรก ...
(3).ตัวอย่างบิดอะฮ์ในเรื่องอะกีดะฮ์หรือหลักศรัทธา
1. ความเชื่อที่ว่า ชัยฏอนจะมาหาผู้ป่วยหนัก โดยจำแลงร่างเป็นบิดามารดาของเขา แล้วจะเสนอเงื่อนไขให้ผู้ป่วยเปลี่ยนศาสนา เพื่อแลกกับการให้น้ำดื่ม เป็นต้น ...
2. ความเชื่อที่ว่า การร้องให้โดยทำให้น้ำตาหยดถูกผู้ตาย จะทำให้ผู้ตายถูกลงโทษหรือถูกทรมาน .....
3. ความเชื่อที่ว่า ยังมีนบีย์อื่นอีกหลังจากท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม
4. ความเชื่อที่ว่า การอิสรออ์และเมียะอฺรอจญ์ (การเดินทางยามราตรีของท่านนบีย์ฯ จากมัสญิดหะรอมที่มักกะฮ์ ไปสู่บัยตุ้ลมักดิสที่เยรูซาเล็ม, แล้วขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อเฝ้าพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. และเดินทางกลับภายในคืนเดียว) เป็นเพียงการนิมิตฝันของท่าน ...
5. ความเชื่อที่ว่า การฟื้นคืนชีพในโลกหน้า ไม่มีจริง ...
6. ความเชื่อที่ว่า การสอบถามของมะลาอิกะฮ์ต่อผู้ตายในหลุมฝังศพ เป็นเรื่องเท็จ ...
7. ความเชื่อที่ว่า สวรรค์และนรก ไม่มีจริง, เป็นเพียงเรื่องสมมุติเท่านั้น ...
8. ความเชื่อที่ว่า ผู้ตายในกุบูรฺ สามารถให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ไปขอความช่วยเหลือได้ ....
9. ความเชื่อของชีอะฮ์ที่ว่า อิหม่ามของตนเป็นมะอฺศูม คือผู้ไร้บาป เช่นเดียวกับบรรดานบีย์ๆ ....
10. ความเชื่อที่ว่า อิหม่ามเหล่านั้น สามารถล่วงรู้วันตายของตนเอง, จะไม่ตายเว้นแต่ต้องการจะตาย ....
11. ความเชื่อที่ว่า อิหม่ามเหล่านั้น สามารถล่วงรู้สิ่งต่างๆทั้งในอดีต, ปัจจุบัน, และอนาคต โดยไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นจากความรู้ของพวกเขา ....
12. ความเชื่อที่ว่า อิหม่ามเหล่านั้น คือพระพักตร์ของอัลลอฮ์, ดวงตาของอัลลอฮ์, มือของอัลลอฮ์, และลิ้นของอัลลอฮ์ .....
13. ความเชื่อที่ว่า แผ่นดินทั้งหมด เป็นของอิหม่าม, ซึ่งพวกเขามีสิทธิ์จะให้มันแก่ผู้ใดก็ได้ที่พวกเขาประสงค์ ....
14. ความเชื่อที่ว่า เศาะหาบะฮ์ทั้งหมด ตกมุรฺตัด หลังจากการสิ้นชีวิตของท่านนบีย์ยกเว้นเพียง 3 ท่านเท่านั้น ....
ฯลฯ


บิดอะห์ (ตอนที่6.3) การที่ญาติผู้ตาย จัดเลี้ยงอาหารเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย





อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย เรียบเรียง

3. การที่ญาติผู้ตาย จัดเลี้ยงอาหารเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย
การกระทำดังกล่าวนี้ มีชื่อเรียกกันทั่วๆไปตามความเข้าใจของชาวบ้านว่า “การทำบุญให้แก่ผู้ตาย” ... ซึ่งเป็นการเรียกตามความเข้าใจของพี่น้องร่วมชาติที่เป็นชาวไทยพุทธ เพราะเข้าใจว่า การกระทำดังกล่าว เป็นเรื่องดีที่ได้รับผลบุญและสามารถอุทิศให้แก่ผู้ตายได้ .....
แต่ตามหลักการของอิสลาม, --- ดังการเห็นพ้องกันของ นักวิชาการทั้ง 4 มัษฮับ --- การกระทำดังกล่าวนี้ นอกจากจะไม่ได้รับผลบุญแล้ว ผู้กระทำและผู้ที่ร่วมสนับสนุนยังอาจจะได้รับบาป ฐานอุตริพิธีกรรมที่ไม่เคยมีแบบอย่างจากท่านศาสดาและบรรพชนผู้ทรงคุณธรรมยุคแรกๆ .......
คงไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่า ในขณะที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ยังมีชีวิตอยู่นั้น เศาะหาบะฮ์ของท่านจำนวนมากได้เสียชีวิต, ไม่ว่าเป็นการเสียชีวิตตามธรรมดาหรือจากการสู้รบ แต่ก็ไม่ปรากฏว่า ท่านจะเคยสั่งให้ญาติผู้ตาย จัดเลี้ยงอาหาร เพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตายคนใด ... ทั้งๆที่มีประเด็นส่งเสริมเต็มเปี่ยม .. คือ เป็นการแสดงความรักและความเอื้ออาทรด้วยการส่งมอบผลบุญให้ผู้ตาย ... และก็ไม่มีอุปสรรคใดๆจากการปฏิบัติสิ่งนี้ด้วย ......
ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการทั้ง 4 มัษฮับ จึงเห็นพ้องต้องกันว่า การที่ลูกเมียหรือญาติผู้ตายเป็นเจ้าภาพจัดทำอาหาร แล้วเชิญแขกมารับประทาน เพื่ออุทิศผลบุญให้ผู้ตายนั้น เป็น بِدْعَـةٌ مُنْكَرَةٌ หรือ การอุตริที่ต้องห้าม .......
( โปรดดูข้อมูลจากหนังสือ “อิอานะฮ์ อัฏ-ฏอลิบีน” อันเป็นตำราฟิกฮ์ที่นิยมอ่านและสอนกันมากในมัษฮับชาฟิอีย์, เล่มที่ 2 หน้า 145-146 ) .....
ในที่นี้ ผมขอเสนอตัวอย่างจากคำพูดของนักวิชาการผู้ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงยิ่ง 2 ท่านแห่งมัษฮับชาฟิอีย์ ... คือท่านอิหม่ามนะวะวีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 676) และท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 974) ......
ท่านอิหม่ามนะวะวีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “อัล-มัจญมั๊วะอฺ” เล่มที่ 5 หน้า 320 ว่า .....
قَالَ صَاحِبُ الشَّامِلِ وَغَيْرُهُ : وَأَمَّا إصْلاَحُ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا وَجَمْعُ النَّاسِ عَلَيْهِ فَلَمْ يُنْقَلْ فِيْهِ شَـْئٌ وَهُوَ بِدْعَـةٌ غَيْرُمُسْتَحَـبَّةٍ .....
“ท่านเจ้าของหนังสือ “อัช-ชามิล” และนักวิชาการท่านอื่นๆกล่าวว่า : อนึ่ง การที่ครอบครัวของผู้ตายได้จัดเตรียมอาหารอย่างดี และเชิญชวนประชาชนให้มาร่วมรับประทานนั้น พฤติกรรมนี้ ไม่เคยปรากฏมีรายงานหลักฐานมาแต่ประการใด ดังนั้น มันจึงเป็น อุตริกรรมที่ไม่ชอบตามหลักการศาสนา” .......
หมายเหตุ : ท่านเจ้าของหนังสือ “อัช-ชามิล” มีชื่อว่า อบูนัศรฺ มะห์มูด บิน อัล-ฟัฎล์ อัล- อิศบะฮานีย์, มีชื่อรองว่า “อิบนุ ศ็อบบาค” เป็นชาวเมืองอิศฟาฮาน, สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 512 ......
การที่ท่านอิหมามนะวะวีย์ ได้คัดลอกข้อความนี้มาโดยไม่มีการท้วงติง ตามหลักการถือว่า เป็นการยอมรับทัศนะที่ท่านได้คัดลอกมานี้ .....
และคำกล่าวที่ว่า “เป็นอุตริกรรมที่ไม่ชอบฯ” แสดงว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องน่ารังเกียจ, ที่นอกจากจะไม่ได้รับผลบุญ ดังความเข้าใจของผู้ปฏิบัติแล้ว ยังอาจจะได้รับบาปอีกด้วย ......
ท่านซัยยิด บักรีย์ เจ้าของหนังสือ “อิอานะฮ์ อัฏ-ฏอลิบีน” ได้นำคำตอบ เกี่ยวกับเรื่องนี้ของท่านอะห์มัด บิน ซัยนีย์ ดะห์ลาน มุฟตีย์คนหนึ่งแห่งมัษฮับชาฟิอีย์ ซึ่งในคำตอบดังกล่าว มีการนำเสนอข้อมูลจากคำกล่าวของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ จากหนังสือ “ตุ๊ห์ฟะตุ้ล มุห์ตาจญ์” ประกอบดังต่อไปนี้ ......
نَعَمْ، مَايَفْعَلُهُ النَّاسُ مِنَ اْلإجْتِمَاعِ عِنْدَأَهْلِ الْمَيِّتِ وَصُنْعِ الطَّعَامِ مِنَ الْبِدَعِ الْمُنْكَرَةِ الَّتِيْ يُثَابُ عَلَى مَنْعِهَا وَالِىاْلأَمْرِ .......قَالَ الْعَلاَّمَةُ أَحْمَدُ بْنُ حَجَرٍ فِيْ تُحْفَةِ الْمُحْتَاجِ لِشَرْحِ الْمِنْهَاجِ : وَيُسَنُّ لِجِيْرَانِ أَهْلِهِ أَيِ الْمَيِّتِ تَهِيْئَةُ طَعَامٍ يَشْبَعُهُمْ يَوْمَهُمْ وَلَيْلَهُمْ، لِلْخَبَرِالصَّحِيْحِ : إصْنَعُوْاِلآلِ جَعْفَرٍطَعَامًا فَقَدْ جَاءَهُمْ مَايُشْغِلُهُمْ، وَيُلَحُّ عَلَيْهِمْ فِى اْلاَكْلِ نَدْبًا ....... وَمَا اعْتِيْدَ مِنْ جَعْلِ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا لِيَدْعُواالنَّاسَ إلَيْهِ بِدْعَـةٌ مَكْرُوْهَـةٌ كَإجَابَتِهِمْ لِذَلِكَ ....
“ ใช่แล้ว, .. สิ่งซึ่งประชาชนกำลังกระทำกันอยู่ อันหมายถึงการไปชุนนุมกัน ณ ที่ครอบครัวผู้ตาย, และมีการประกอบอาหาร(เลี้ยงกัน) ถือว่า เป็นหนึ่งจากอุตริกรรมต้องห้าม, ซึ่งผู้นำที่คัดค้านสิ่งนี้จะได้รับผลบุญตอบแทน, ......... ท่านอัลลามะฮ์ อิบนุหะญัรฺ ได้กล่าวในหนังสือ “ตุ๊ห์ฟะตุ้ล มุห์ตาจญ์” อันเป็นตำราอธิบายหนังสือ “อัล-มินฮาจญ์” ว่า : และสุนัต (เป็นเรื่องดี) ให้บ้านใกล้เรือนเคียงผู้ตาย นำอาหารที่เพียงพอต่อพวกเขา (ลูกเมียผู้ตาย) รับประทานในวันและคืนนั้น เพราะมีหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์รายงานมาว่า (ท่านศาสดากล่าวว่า) : “พวกท่านจงทำอาหารไปให้ครอบครัวของญะอฺฟัรฺเถิด เพราะพวกเขากำลังประสบความเศร้าโศกอยู่” ... และสมควรจะคะยั้นคะยอพวก เขาให้รับประทานอาหารด้วย ........... และสิ่งซึ่งถูกปฏิบัติจนกลายเป็นประเพณีไปแล้ว .. อันได้แก่การที่ครอบครัวผู้ตายได้ปรุงอาหารขึ้นมา เพื่อจะเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมรับประทานนั้น ถือเป็นอุตริกรรมที่น่ารังเกียจ เช่นเดียวกับการตอบรับคำเชิญชวนไปร่วมในงานเลี้ยงนี้ (ก็เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจเช่นเดียวกัน) .....
( จากหนังสือ “อิอานะฮ์ อัฎ-ฎอลิบีน” เล่มที่ 2 หน้า 145-146 ) ...
ผมจึงยังมองไม่เห็นและไม่เข้าใจจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ว่า ผลบุญที่เราเข้าใจว่าจะได้รับจากการจัดเลี้ยงอาหาร เพื่ออุทิศไปให้ผู้ตายดังกล่าวนั้น เราจะเอามาจากใคร ? และจากที่ไหน ? .....
ท่านอัล-กุรฺฏูบีย์ แห่งมัษฮับ หะนะฟีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัต-ตัซกิเราะฮ์” หน้าที่ 102 ว่า .....
وَمِنْهُ الطَّعَامُ الَّذِىْ يَصْنَعُهُ أَهْلُ الْمَيِّتِ الْيَوْمَ فِيْ يَوْمِ السَّابِعِ، فَيَجْتَمِعُ لَـهُ النَّاسُ يُرِيْدُوْنَ بِذَلِكَ الْقُرْبَةَ لِلْمَيِّتِ وَالتَّرَحُّمَ لَـهُ، وَهَذَا مُحْدَثٌ لَمْ يَكُنْ فِيْمَا تَقَدَّمَ، وَلاَ هُوَمِمّا يَحْمَدُه الْعُلَمَاءُ قَالُوْا وَلَيْسَ يَنْبَغِىْ لِلْمُسْلِمِيْنَ أَنْ يَقْتَدُوْا بِأَهْلِ الْكُفْرِ، وَيَنْهَى كُلُّ إنْسَانٍ أَهْلَـهُ عَنِ الْحُضُوْرِ لِمِثْلِ هَذَا وَقَالَ أَحْمَدُ بْنُ حَنْبَلٍ : هُوَ مِنْ فِعْلِ الْجَاهِلِيَّةِ ! قِيْلَ لَـهُ : أَلَيْسَ قَدْ قَالَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ " إصْنَعُوْا ِلآلِ جَعْفَرٍ طَعَامًا ؟" فَقَالَ : لَمْ يَكُوْنُوْا هُمُ اتَّخَذُوْا ! إنَّمَا اتُّخِذَ لَهُمْ، فَهَذَا كُلُّهُ وَاجِبٌ عَلَى الرَّجُلِ أنْ يَمْنَعَ أَهْلَهُ مِنْهُ، وَلاَ يُرَخِّصَ لَهُمْ، فَمَنْ أَبَاحَ ذَلِكَ ِلاَهْلِهِ فَقَدْ عَصَى اللَّـهَ عَزَّوَجَلَّ، وَأَعَانَـهُمْ عَلَى اْلإثْمِ وَالْعُدْوَانِ ........
“และส่วนหนึ่งจากพฤติกรรมของพวกญาฮิลียะฮ์ก็คือ เรื่องอาหารซึ่งครอบครัวผู้ตายในปัจจุบัน ได้ปรุงขึ้นมาในวันที่ 7 (แห่งการตาย, .. ความจริง ไม่ว่าจะปรุงขึ้นมาในวันตาย, วันที่ 3, วันที่ 7, วันที่ 10, หรือ 40 วัน, หรือ 100 วัน ฯลฯ ก็เป็นอีหรอบเดียวกัน ) .. แล้วประชาชนก็จะมาร่วมทานอาหารนั้น, จุดประสงค์ของพวกเขาก็คือ ต้องการอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ตายและแสดงความเมตตาต่อผู้ตาย, นี่คือ อุตริกรรมซึ่งไม่เคยปรากฏในยุคก่อนๆ, และก็มิใช่ว่า จะเป็นสิ่งที่นักวิชาการยกย่องสรรเสริญอะไรเลย, (ตรงข้าม) พวกเขา (นักวิชาการ) กล่าวว่า ไม่สมควรที่มุสลิมเราจะไปเลียนแบบพวกกาฟิรฺ, และสมควรที่มนุษย์ทุกคนจะต้องห้ามปรามลูกเมียของเขาจากการไปร่วมในงานประเภทนี้ .......
ท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัล กล่าวว่า : นี่คือ พฤติการณ์ของญาฮิลียะฮ์ ! มีผู้ท้วงติงท่านว่า ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เคยกล่าวไว้มิใช่หรือว่า ให้พวกท่านทำอาหารให้แก่ครอบครัวของญะอฺฟัรฺ ? .. ท่านอิหม่ามอะห์มัดตอบว่า ..“(คำสั่งนั้น) มิใช่ให้พวกเขา (ครอบครัวผู้ตาย) เป็นผู้ทำ (อาหารให้พวกเรากิน), แต่ให้(พวกเรา) ทำไปให้พวกเขาต่างหาก” ... ทั้งหมดนี้ คือสิ่งวาญิบสำหรับผู้ชายที่จะต้องห้ามปรามลูกเมียของเขาจากการปฏิบัติมัน, หากผู้ใดผ่อนผันเรื่องนี้แก่ลูกเมียของเขา เขาก็เป็นผู้ทรยศต่ออัลลอฮผู้ทรงเกรียงไกรและยิ่งใหญ่, และยังเป็นการช่วยเหลือลูกเมียในเรื่องความบาป และการเป็นศัตรูกัน ..........”
ท่านเช็คอะห์มัด ซัยนีย์ ดะห์ลาน มุฟตีย์แห่งมัษฮับชาฟิอีย์ ยังได้กล่าวในการตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกตอนหนึ่งว่า ....
وَلاَ شَكَّ أَنَّ مَنْعَ النَّاسِ مِنْ هَذِهِ الْبِدْعَـةِ الْمُنْكَرَةِ فِيْهِ إحْيَاءٌ لِلسُّنَّةِ وَإمَاتَـةٌ لِلْبِدْعَـةِ، وَفَتْحٌ لِكَثِيْرٍمِنْ أَبْوَابِ الْخَيْرِ وَغَلْقٌ لِكَثِيْرٍمِنْ أَبْوَابِ الشَّرِّ، فَإنَّ النَّاسَ يَتَكَلَّفُوْنَ تَكَلُّفًاكَثِيْرًا يُؤَدِّىْ إلَى أَنْ يَكُوْنَ ذَلِكَ الصُّنْعُ مُحَرَّمًا وَاللَّـهُ سُبْحَانَـهُ وَتَعَالَى أَعْلَمُ .......
“และไม่มีข้อสงสัยใดๆเลยว่า การห้ามปรามประชาชนจาก(การกระทำ)สิ่งบิดอะฮ์ต้องห้ามข้อนี้ เป็นการฟื้นฟูซุนนะฮ์ และเป็นการทำลายบิดอะฮ์, .. และยังเป็นการเปิดประตูแห่งความดีมากมาย และเป็นการปิดประตูแห่งความชั่วมากมาย, เพราะว่าประชาชน ต่างก็ทุ่มเทกัน(ในเรื่องนี้)อย่างหนัก จนอาจทำให้การปฏิบัติดังกล่าว เป็นเรื่องต้องห้ามได้ วัลลอฮุ ซุบหานะฮู วะตะอาลา อะอฺลัม......”
(จากหนังสือ “อิอานะฮ์ อัฎ-ฎอลิบีน” เล่มที่ 2 หน้า 135) ......
แล้วท่านซัยยิด บักรีย์ ก็ได้กล่าวสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในหนังสือเล่มและหน้าดังกล่าวว่า ....
وَقَدْ أَجَابَ بِنَظِيْرِهَذَيْنِ الْجَوَابَيْنِ مُفْتِى السَّادَاتِ الْمَالِكِيَّةِ وَمُفْتِى السَّادَاتِ الْحَنَابِلَةِ
“และประธานฝ่ายตอบปัญหาของมัษฮับมาลิกีย์ และประธานฝ่ายตอบปัญหาของมัษฮับหัมบาลีย์ ก็ได้ให้คำตอบ (ในเรื่องเดียวกันนี้) คล้ายคลึงกับ 2 คำตอบข้างต้นของมัษฮับชาฟิอีย์และมัษฮับหะนะฟีย์ (ที่ผ่านมาแล้ว).....”
ที่กล่าวมานี้ทั้งหมด เป็นเพียง “บางตัวอย่าง” จากข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับปัญหาการที่ครอบครัวผู้ตาย เป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารประชาชน เพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย (ตามความเข้าใจของผู้ปฏิบัติ) ..ซึ่งผู้ที่นิยมปฏิบัติสิ่งนี้อยู่ ควรจะรับฟังและสังวรณ์กันไว้ให้มาก .......
ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ นอกจากการเห็นพ้องต้องกันของนักวิชาการทั้ง 4 มัษฮับว่า การที่ครอบครัวผู้ตายจัดเลี้ยงอาหารเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย เป็นบิดอะฮ์ที่ต้องห้ามและน่ารังเกียจแล้ว นักวิชาการเหล่านั้น ต่างก็กล่าวสอดคล้องกันว่า การกระทำดังกล่าวนั้น ไม่เคยปรากฏรายงานหลักฐานจากหะดีษ, และไม่ใช่เป็นการกระทำของบรรพชนผู้ทรงคุณธรรมยุคแรกๆ ......
คำพูดดังกล่าวนี้ แสดงถึงการ “ปฏิเสธความถูกต้อง” ของรายงาน 2 บท ที่ท่านเจ้าของหนังสือ “การอ่านอัล-กุรฺอานให้กับผู้ตาย” ได้นำมาอ้างอิงไว้ในหน้าที่ 36 ของหนังสือเล่มนั้น, ซึ่งบทแรก มีข้อความดังนี้ .....
أَخْرَجَ أَحْمَدُ بْنُ مَنِيْعٍ فِىْ مُسْنَدِهِ عَنِ اْلأََحْنَفِ بْنِ قَيْسٍ قَالَ حِيْنَ طُعِنَ عُمَرُ أَمَرَ صُهَيْبًا أَنْ يُصَلِّىَ بِالنَّاسِ ثَلاَثًا، وَأَمَرَ بِأَنْ يُجْعَلَ لِلنَّاسِ طَعَامًا .......
“นำมาบันทึกโดย อะหมัดอิบนุมะเนียะ ในหนังสือบันทึกของท่าน รายงานจากอะหนัฟอิบนุก็อยส ท่านอะหนัฟพูดว่า : เมื่อท่านอุมัรฺ (อิบนุคอตตอบ คอลีฟฮ์คนที่ 2) ถูกแทง (ก่อนตาย) ท่านอุมัร ได้สั่งให้ท่านสุฮัยบ ให้นำละหมาด (ยะนาซะฮ์) กับคนทั้งหลาย และได้สั่งให้ท่านสุฮัยบทำอาหารเลี้ยงผู้คน”
(ดูหนังสือ อัลมาตอลีบุลอาลิยะฮ์ ของอิบนุฮายัร อัลอัสกอลานีย์ เล่มที่ 1 หน้า 199)
และในบทที่สอง มีข้อความว่า .....
أَخْرَجَ أَحْمَدُ فِى الزُّهْدِ عَنْ طَاوُسٍ قَالَ : اَنَّ الْمَوْتىَ يُفْتَنُوْنَ فِىْ قُبُوْرِهِمْ سَبْعًا، وَيُسْتَحَبُّوْنَ أَنْ يُطْعِمُوْا عَنْهُمْ تِلْكَ اْلأَيَّامَ ....
นำมาบันทึกโดยท่านอะหมัด (อิบนุฮัมบัล) ในหนังสือ อัศศุดี จากท่านตอวูส (ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของศอฮาบะฮ์) กล่าวว่า : แท้จริง บรรดาผู้ตาย พวกเขาได้ความฟิตนะ(ความทุกข์) ในบรรดากุโบร์ของพวกเขาในเจ็ดวัน (แรก) และพวกเขา (หมายถึงศอฮาบะฮ์) เห็นชอบให้พวกเขา (หมายถึงครอบครัวผู้ตายที่สามารถทำได้) ทำอาหารแทนจากพวกเขา (หมายถึงบรรดาผู้ตาย หรือทำนูหรี) ในบรรดาวันเหล่านั้น :
(อ้างข้อมูลจากหนังสือเล่มและหน้าเดียวกันกับบทแรก)
นี่คือ ตัวบท, การใส่สระ, คำแปล, และคำอธิบาย (ข้อความในวงเล็บ)ที่ผมคัดลอกมาจากหนังสือเล่มนั้น .. คำต่อคำ ......
ผมไม่ได้สนใจถึงการคัดลอกตัวบทผิด, ใส่สระผิด, และอธิบายผิด จากข้อความข้างต้น (ซึ่งผู้ที่พอจะรู้วิชาไวยากรณ์อฺรับอยู่บ้างก็คงจะมองออกว่า ใส่สระผิด และอธิบายผิดอย่างไร) แต่ที่อยากจะถามท่านเจ้าของหนังสือ “การอ่านอัลกุรอานให้กับผู้ตาย” ท่านนั้นก็คือ ...
1. ข้อความของหะดีษทั้ง 2 บทข้างต้น ท่านคัดมาจากหนังสือ اَلْمَطَالِبُ الْعَالِيَةُ
จริงๆดังที่อ้าง หรือคัดลอกต่อมาจากตำราเล่มอื่นอีกทีหนึ่ง ? ....
เพราะข้อความจริงๆของหะดีษทั้ง 2 บทดังที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือดังกล่าว ซึ่งเป็นเล่มที่ 2 หน้า 534 และ 535 หรือหะดีษที่ 858, 859 ... มีบางคำ ไม่ตรงกับที่ท่านคัดลอกมาดังข้างต้น !....
2. สายรายงานของหะดีษทั้ง 2 บทนั้น --- ก่อนที่จะถึงท่านอัล-อะห์นัฟ บิน ก็อยส์ ในบทแรก, และก่อนจะถึงท่านฏอวูซ ในบทที่สอง --- ท่านได้เห็น, และพอจะรู้หรือยังว่า เป็นสายรายงานที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ตามหลักวิชาการหะดีษหรือไม่ ? ....
ผมขออธิบายให้ท่านผู้อ่านและท่านเจ้าของหนังสือเล่มนั้น ได้รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหะดีษ 2 บทนั้นพอเป็นสังเขป ดังนี้ ....
1. ในบทแรก, พื้นฐานของหะดีษนี้ ... อันได้แก่เรื่องการถูกฆาตกรรมของท่านอุมัรฺ, และการที่ท่านสั่งให้ท่านสุฮัยบ์ บิน ซินาน ร.ฎ. ทำหน้าที่เป็นอิหม่ามนำประชาชนนมาซญะมาอะฮ์ 3 วัน ในขณะที่เศาะหาบะฮ์อีก 6 ท่าน กำลังประชุมเพื่อเฟ้นหาตัวเคาะลีฟะฮ์คนใหม่หลังจากท่านอุมัรฺ ร.ฎ. ... เป็นหะดีษที่ถูกต้อง, ดังการบันทึกของท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 3700, ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ในหนังสือ “อัล-มะฏอลิบ อัล-อาลิยะฮ์” -- ที่ถูกอ้างถึงข้างต้น -- หะดีษที่ 3902 (เล่มที่ 8 หน้า 366) ... โดยรายงานมาจากท่านอัมรฺ บิน มัยมูน ร.ฎ. อันเป็นหะดีษที่มีข้อความยืดยาวมาก ....
แต่ข้อความที่ถูกนำมาอ้างในหนังสือเล่มนั้น (เพื่อเป็นหลักฐานเรื่อง “การทำนูหรี” บ้านผู้ตาย) จากหะดีษข้างต้นประโยคที่ว่า ... “ท่านอุมัรฺ ได้สั่งให้ท่านสุฮัยบ์ทำอาหารเลี้ยงผู้คน” ... ถือว่า เป็นข้อความที่ “มุงกัรฺ” หรืออ่อนมาก เพราะข้อความนี้ มีปรากฏอยู่เฉพาะในรายงานนี้--- ซึ่งเป็นสายรายงานที่เฎาะอีฟ --- เพียงบทเดียว ... ขณะที่รายงานที่ถูกต้องอื่นๆซึ่งรายงานมาเกี่ยวกับเรื่องการถูกฆาตกรรมของท่านอุมัร ร.ฎ., จากการบันทึกของท่านบุคอรีย์ และท่านอิบนุหะญัรฺ ในหนังสือที่ได้ระบุชื่อไว้นั้น ไม่มีข้อความเรื่องท่านอุมัรฺ สั่งเลี้ยงอาหารปรากฏอยู่เลย .....
2. รายงานบทที่สอง ก็มีลักษณะคล้ายบทแรก, คือ ข้อความตอนท้ายที่ว่า .. ดังนั้น พวกเขา (เศาะหาบะฮ์) จึงเห็นชอบที่จะบริจาคอาหารแทนจากผู้ตายเหล่านั้น ใน (เจ็ด) วันดังกล่าว ....ถือว่า เป็นข้อความที่ “ชาซ หรือมุงกัรฺ” คือ ผิดเพี้ยนหรืออ่อนมากเช่นเดียวกันตามหลักวิชาการหะดีษ, ทั้งนี้ เพราะเป็นข้อความที่รายงานเพิ่มเติมมาเฉพาะในกระแสนี้ ซึ่งเป็นกะแสรายงานที่เฎาะอีฟ ....
ส่วนรายงานที่ถูกต้องกว่า ดังการบันทึกของท่าน อิบนุ ญุร็อยจญ์ ในหนังสือ “อัล-มุศ็อนนัฟ” ของท่าน มีเพียงข้อความว่า .. ผู้ศรัทธานั้น จะถูกทดสอบ (ในกุบูรฺของเขา) 7 วัน” ... โดยไม่มีข้อความเรื่องเศาะหาบะฮ์เลี้ยงอาหารแทนให้ผู้ตายใน 7 วันเหล่านั้นแต่ประการใด .....
ลองใช้สามัญสำนึกง่ายๆ ... ถ้าหากว่ารายงานทั้ง 2 บทนั้น ถูกต้อง นักวิชาการทั้ง 4 มัษฮับที่คัดค้านเรื่องนี้จะกล้าพูดหรือว่า การทำ “นูหรีบ้านผู้ตาย” เป็นบิดอะฮ์หรือ “อุตริกรรม” ที่ไม่เคยปรากฏแบบอย่างมาก่อน ? .....
หรือท่านเจ้าของหนังสือ “การอ่านอัล-กุรอานให้กับผู้ตาย” เล่มนั้นเข้าใจว่า ท่านเป็นคนแรกที่อ่านเจอหลักฐาน 2 บทนี้ ? .....
อันเนื่องมาจากไม่ต้องการให้หนังสือเล่มนี้ของผมยืดยาวเกินไป จึงไม่ขอวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและรายละเอียดของรายงานทั้ง 2 บทนั้นในที่นี้, แต่ผมตั้งใจที่จะหาเวลาว่าง เพื่อชี้แจงความผิดพลาดและการขาดความรู้ความเข้าใจในวิชาการของผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นต่อไปเป็นการเฉพาะ, รวมทั้งการวิเคราะห์หลักฐานจากหะดีษในหนังสือเล่มนั้นซึ่ง .. ส่วนใหญ่, หรือ เกือบจะทั้งหมด .. เป็นหะดีษเฎาะอีฟและหะดีษเมาฎั๊วะอฺ ให้ท่านผู้อ่านรับทราบ อินชาอัลลอฮ์ .....


บิดอะห์ (ตอนที่ 6.2) การอ่านอัลกุรอานเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย




อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย เรียบเรียง

2. เพราะพวกท่านมองว่า “วิธีการ” ที่ถูกต้องที่สุดและดีที่สุด ในการแสดงความ รักต่อท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็คือ “การปฏิบัติตามซุนนะฮ์” ของท่าน มิใช่แสดงความรักด้วยวิธีการที่ “อุตริขึ้นมาเอง” โดยพลการ, มิหนำซ้ำยังเป็น “วิธีการ” ที่เลียนแบบพวกคริสเตียนดังเหตุผลข้อแรกอีกต่างหาก .....
ท่านอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด ร.ฎ. เคยกล่าวไว้ว่า ...
( إتَّبِعُوْا وَلاَ تَبْتَدِعُوْا ! فَقَدْ كُفِيْتُمْ )
“พวกท่านจงปฏิบัติตาม, และพวกท่านจงอย่าได้อุตริเป็นอันขาด! แน่นอน พวกท่านถูก ( กำหนดซุนนะฮ์ ) ให้, ( เพื่อการปฏิบัติ ) จนเพียงพอแล้ว” ...
( บันทึกโดย ท่านวะเกี๊ยะอฺ ในหนังสือ “อัซ-ซุฮ์ดิ” เล่มที่ 2 หน้า 590 (หมายเลข 315), ท่านอะห์มัด ในหนังสือ “อัซ-ซุฮ์ดิ” หน้า 162, ท่านอัด-ดาริมีย์ เล่มที่ 1 หน้า 80, ท่านมุหัมมัด บิน นัศรฺ ในหนังสือ “อัส-ซุนนะฮ์” หน้า 23, ท่านอัล-บัยฮะกีย์ ในหนังสือ “อัล-มัดค็อลฯ” หมายเลข 204 ) .....

3. เพราะพวกท่านรู้ดีว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม รังเกียจพฤติกรรมที่มีลักษณะเป็นการประจบสอพลอ หรือการให้เกียรติท่านจนเลยเถิด ....
ท่านอนัส บิน มาลิก ร.ฎ. ได้กล่าวว่า ...
( مَاكَانَ فِي الدُّنْـيَا شَخْصٌ أَحَبَّ إلَيْهِمْ رُؤْيَةً مِنْ رَسُوْلِ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، وَكَانُوْا إذَا رَأَوْهُ لَمْ يَقُوْمُوْااَـهُ لِمَا كَانُوْا يَعْلَمُوْنَ مِنْ كَرَاهِيَتِهِ لِذَلِكَ )
“ไม่มีอีกแล้วในโลกนี้ ผู้ซึ่งพวกเขา ( เศาะหาบะฮ์ ) อยากจะเจอหน้ายิ่งไปกว่าท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, ทว่า, เมื่อพวกเขาเจอท่าน พวกเขาจะไม่เคยยืนขึ้นเพื่อเป็นการให้เกียรติท่าน เนื่องจากพวกเขารู้ว่าท่านรังเกียจพฤติการณ์ดังกล่าวนี้” .......
(บันทึกโดย ท่านบุคอรีย์ในหนังสือ “อัล-อะดับ อัล-มุฟร็อด” หะดีษที่ 946, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 2754, ท่านอัฏ-เฏาะหาวีย์ในหนังสือ “มุชกิล-อาษารฺ” หะดีษที่ 1276, ท่านอะห์มัด เล่มที่ 3 หน้า 132, และท่านอบู ยะอฺลา ในหนังสือ “อัล-มุสนัด” หะดีษที่ 183/2 ) ....
นับประสาอะไรกับ “การยืนให้เกียรติ” ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเหลือเกินในปัจจุบัน ที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ยังรังเกียจ, แล้วการจัดงานฉลองวันเกิดให้แก่ท่านซึ่งมันเอิกเกริกยิ่งกว่าการยืนให้เกียรติหลายเท่า .. ( สมมุติว่า เกิดมีเศาะหาบะฮ์ท่านใด จัดให้แก่ท่านในขณะท่านยังมีชีวิตอยู่ ) .. ท่านจะไม่มองว่า มัน “เลยเถิด” และน่ารังเกียจยิ่งไปกว่าหรือ ? ...
หรือท่านคิดว่า ท่านนบีย์ฯ คงจะภูมิใจและปลื้มใจสุดๆกับพิธีกรรมดังกล่าว ? ..
สิ่งใดก็ตามที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม รังเกียจ, ไม่ชอบ.. ( ไม่ว่าเพราะเหตุผลใดก็ตาม) สมควรแล้วหรือที่เรา – มุสลิมผู้มีอีหม่านจะปฏิบัติมัน ? ....
ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักวิชาการจำนวนมาก,-- ทั้งในอดีตและปัจจุบัน -- ที่ได้เขียนหนังสือ เกี่ยวกับเรื่องการเป็นบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจของการจัดงานเมาลิด, เท่าที่ผมพอจะทราบก็มีอาทิเช่น ... ท่านอัล-มักรีซีย์ ในหนังสือ “อัล-คุฏ็อฏ” ( اَلْخُطَطُ ), ท่านก็อลเกาะชันดี้ ในหนังสือ “ศุบหัล อะอฺชาอ์”, ท่านซันดูบีย์ ในหนังสือ “ตารีค อัล-เอี๊ยะห์ติฟาล บิล เมาลิดฯ”, ท่านมุหัมมัด บิน บะคีต อัล-มุฏีอีย์ ในหนังสือ “อะห์ซัน อัล-กะลาม”, ท่านอะลีย์ ฟิกรีย์ ในหนังสือ “อัล-มุหาเฎาะรอต”, ท่านอะลีย์ มะห์ฟูศ ในหนังสือ “อัล-อิบดาอฺฯ”, ท่าน ดร. อิสมาอีล อัล-อันศอรีย์ ในหนังสือ “อัล-เกาลุลฟัศลุ ฟีย์ หุกมิล เอี๊ยะห์ติฟาล บิเมาลิดิ ค็อยริรฺ รุซุล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม”, ท่านอับดุลลอฮ์ บิน มะเนียะอฺ ในหนังสือ “หิวารฺ มะอัล มาลิกีย์”, ท่านอิบนุ ตัยมียะฮ์ ในหนังสือ “อิกติฎออุศ ศิรอฏิล มุสตะกีมฯ” .... ฯลฯ. .......
ในที่นี้ ผมขอนำคำพูดของท่านอิบนุ ตัยมียะฮ์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 728) ในหนังสือ “อิกติฎออุศ ศิรอฏิล มุสตะกีมฯ” เล่มที่ 2 หน้า 123 – 124 มาให้อ่านกันดังนี้ .....
( وَكَذَلِكَ مَايُحْدِثُـهُ بَعْضُ النَّاسِ، إمَّا مُضَاهَاةً لِلنَّصَارَى فِيْ مِيْلاَدِ عِيْسَى عَلَيْهِ السَّلاَمُ، وَإمَّا مَحَبَّةً لِلنَّبِيِّ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَتَعْظِيْمًا، وَاللَّـهُ قَدْ يُثِيْبُهُمْ عَلَى هَذِهِ الْمَحَبَّةِ وَاْلإجْتِهَادِ، لاَ عَلَى الْبِدْعَـةِ مِنِ اتِّخَـاذِ مَوْلِدِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عِيْدًا، مَعَ اخْتِلاَفِ النَّاسِ فِيْ مَوْلِدِهِ، فَإنَّ هَذَا لَمْ يَفْعَلْـهُ السَّلَفُ، مَعَ قِيَامِ الْمُقْتَضِيْ لَـهُ وَعَدَمِ الْمَانِعِ مِنْهُ، لَوْكَانَ خَيْرًا مَحْضًا أَوْرَاجِحًا لَكَانَ السَّلَفُ رَضِيَ اللَّـهُ عَنْهُمْ أَحَقَّ بِـهِ مِنَّا، فَإنَّـهُمْ كَانُوْا أَشَدَّ مَحَبَّةً لِرَسُوْلِ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَتَعْظِيْمًا لَـهُ مِنَّا، وَهُمْ عَلَى الْخَيْرِ أَحْرَصَ ....
وَإنَّمَا كَمَالُ مَحَبَّتِـهِ وَتَعْظِيْمِهِ فِيْ مُتَابَعَتِهِ وَطَاعَتِهِ وَاتِّبَاعِ أَمْرِهِ، وَإحْيَاءِ سُنَّتِهِ بَاطِنًاوَظَاهِرًا، وَنَشْرِمَابُعِثَ بِـهِ، وَالْجِهَادِعَلَى ذَلِكَ بِالْقَلْبِ وَالْيَدِ واللِّسَانِ، فَإنَّ هَـذِهِ طَرِيْقَةُ السَّابِقِيْنَ اْلاَوَّلِيْنَ، مِنَ الْمُهَاجِرِيْنَ وَاْلاَنْصَارِ، وَالَّذِيْنَ اتَّبَعُوْهُـمْ بِإحْسَانٍ .....)
“และเฉกเช่นเดียวกับสิ่งที่กล่าวมานี้ ก็คือ สิ่งซึ่งประชาชนบางคนได้ริเริ่มขึ้นมาใหม่ ..ในมุมมองหนึ่ง ก็เป็นการเลียนแบบชาวคริสต์ในการจัดงานฉลองวันเกิดของท่านนบีย์อีซา อะลัยฮิสสลาม (วันคริสต์มาส), แต่ในอีกมุมมองหนึ่งก็เป็นการแสดงความรักและเทิดทูนต่อท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม,ซึ่งบางที พระองค์อัลลอฮ์ อาจจะให้ผลบุญต่อพวกเขาเพราะความรักและความทุ่มเทนี้บ้างก็ได้ ... แต่มิใช่ (พระองค์จะให้ผลบุญ) เพราะการทำบิดอะฮ์ ด้วยการยึดถือเอาวันเกิดของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เป็นวันรื่นเริง, ทั้งๆที่พระชาชนก็ยังขัดแย้งกันอยู่เกี่ยวกับวันเกิดของท่าน, ทั้งนี้ เพราะการกระทำดังกล่าวนี้ บรรดาบรรพชนยุคแรกไม่เคยมีผู้ใดกระทำมาก่อนทั้งๆที่มีประเด็นส่งเสริม และไม่มีอุปสรรคอันใดเลย, สมมุติว่า หากการกระทำสิ่งนี้ เป็นเรื่องดีล้วนๆหรือมีน้ำหนักแห่งความดีอยู่บ้าง แน่นอนบรรพชนเหล่านั้น เหมาะสมที่สุดที่จะทำมันยิ่งกว่าพวกเรา,..ทั้งนี้ เนื่องจากพวกเขารักและเทิดทูนท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ยิ่งกว่าพวกเรา, ทั้งยังเป็นผู้ที่กระหายในเรื่องการทำสิ่งดีมากที่สุดด้วย ...
ความสมบูรณ์เพียบพร้อมในเรื่องความรักและการเทิดทูนท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมนั้นมิใช่อื่นใด หากอยู่ที่การปฏิบัติตามท่าน, เชื่อฟังท่าน, กระทำตามคำสั่งของท่าน, ฟื้นฟูซุนนะฮ์ของท่าน ทั้งที่ลับและที่แจ้ง, เผยแผ่สารของท่าน, เสียสละเพื่อสิ่งเหล่านี้ทั้งใจ กาย และวาจา, เพราะสิ่งเหล่านี้ คือแนวทางของบรรดาบรรพชนยุคแรกๆ อันได้แก่ชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศ็อรฺ, และบรรดาผู้ซึ่งปฏิบัติตามพวกท่านเหล่านั้นด้วยคุณธรรมความดี ......”
และ, ที่ไม่ทราบว่า จะเป็นเรื่องน่าขันหรือน่าสมเพชก็คือ บรรดาผู้ที่อ้างว่ารักท่านนบีย์ฯ --- ด้วยการจัดงานเมาลิดให้ท่านนั้น --- พวกเขาส่วนมาก ไม่เคยสนใจที่จะปฏิบัติตามซุนนะฮ์ของท่านเลย ......
ท่านอิบนุ ตัยมียะฮ์ ได้กล่าวอุปมา-อุปมัย ไว้ในหนังสือ “อิกติฎออุศ ศิรอฏิล มุสตะกีมฯ” เล่มที่ 2 หน้า 124 เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างน่าฟังว่า .......
( وَإنَّمَـا هُمْ بِمَنْزِلَةِ مَنْ يُحَلِّي الْمِصْحَفَ وَلاَ يَقْرَأُ فِيْهِ، أَوْ يَقْرَأُ فِيْهِ وَلاَ يَتَّبِعُهُ، وَبِمَنْزِلَةِ مَنْ يُزَخْرِفُ الْمَسْجِدَ وَلاَ يُصَلَّى فِيْهِ، أَوْ يُصَلِّى فِيْهِ قَلِيْلاً .......... )
“และมันมิใช่อื่นใด นอกจากอุปมาพวกเขา --- ผู้ที่จัดงานเมาลิดฉลองวันเกิดให้ท่านนบีย์ฯเสียใหญ่โต แต่ไม่ปฏิบัติตามซุนนะฮ์ของท่าน --- ก็เสมือนดั่งผู้ที่ประดับประดาอัล-กุรฺอ่านเสียดูสวยงาม แต่ไม่เคยอ่านมัน, หรือเคยอ่านบ้าง แต่ก็ไม่เคยปฏิบัติตาม, ... และอุปมาเหมือนดั่งผู้ที่ตกแต่งมัสญิดจนดูเลิศหรู แต่ไม่เคยเข้าไปนมาซในมัสญิดนั้น, หรืออาจจะเคยเข้าไปนมาซบ้าง ก็แค่บางครั้งเท่านั้น ..........”
2. การอ่านอัล-กุรฺอ่าน เพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย .. เรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านอุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตายนี้ก็เช่นเดียวกัน ... ไม่เคยปรากฏหลักฐานจากหะดีษที่ถูกต้อง (صَحِيْحٌ) แม้แต่บทเดียวว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จะเคยอ่านอัล-กุรฺอ่าน, ไม่ว่าที่บ้านหรือที่กุบูรฺ เพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตายแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆที่มีประเด็นส่งเสริม, .. คือเป็นการแสดงความห่วงใยและส่งผลบุญให้แก่ผู้ตาย, และไม่มีอุปสรรคอะไรที่จะมาขัดขวางท่านจากการปฏิบัติมันด้วย ......
บรรดาหะดีษที่มีรายงานมาเกี่ยวกับเรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านให้แก่ผู้ตาย ล้วนเป็นหะดีษเฎาะอีฟ ( ضَعِيْفٌ ) ทั้งสิ้น .. ดังการยอมรับของท่านอัส-สุยูฏีย์ ในหนังสือ “ชัรฺหุศ ศุดูรฺ” ของท่าน (โปรดดูหนังสือ “กัชฟุช ชุบฮาต” ของท่านมะห์มูด หะซัน รอเบียะอฺ หน้า 93 ) ......
ท่านเช็คอะลีย์ มะห์ฟูศ ได้กล่าวในหนังสือ “อัล-อิบดาอฺ ฯ” หน้าที่ 44 ว่า .. وَمِنْ هَذَااْلأَصْلِ الْعَظِيْمِ تَعْلَمُ أَنَّ أَكْثَرَأَفْعَالِ النَّاسِ الْيَوْمَ مِنَ الْبِدَعِ الْمَذْمُوْمَةِكَقِرَاءَةِ الْقُرْآنِ عَلَى الْقُبُوْرِ رَحْمَـةً بِالْمَيِّتِ، تَرَكَهُ النَّبِّيُ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَتَرَكَهُ الصَّحَابَةُ مَعَ قِيَامِ الْمُقْتَضِيْ لِلْفِعْلِ وَهُوَالشَّفَقَةُ بِالْمَيِّتِ، وَعَدَمِ الْمَانِعِ مِنْهُ، فَعَلَى هَذَااْلأَصْلِ الْمَذْكُوْرِ يَكُوْنُ تَرْكُهُ هُوَالسُّـنَّةُ وَفِعْلُهُ بِدْعَـةً مَذْمُوْمَةً، __ وَكَيْفَ يُعْقَلُ أَنْ يَتْرُكَ الرَّسُوْلُ شَيْأً نَافِعًا يَعُوْدُ عَلَى أُمَّـتِهِ بِالرَّحْمَةِ ؟ ..... فَهَلْ يُعْقَلُ أَنْ يَكُوْنَ هَذَا بَابًا مِنْ أَبْوَابِ الرَّحْمَةِ وَيَتْرُكُهُ الرَّسُوْلُ طُوْلَ حَيَاتِـهِ وَلاَ يَقْرَأُ عَلَى مَيِّتٍ مَرَّةً وَاحِدَةً ؟ ........
“และจากกฎเกณฑ์อันสำคัญยิ่ง (ของวิชาอุศูลฯ) ข้อนี้ ทำให้ท่านรู้ว่า ภาคปฏิบัติของประชาชนส่วนมากในปัจจุบันนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของบิดอะฮ์ที่ควรตำหนิ ... อย่างเช่น การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่หลุมฝังศพ (กุบูรฺ) เพื่อแสดงความเมตตารักใคร่ผู้ตาย, (สิ่งนี้) ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม และบรรดาเศาะหาบะฮ์ของท่าน ได้ละทิ้งมัน ทั้งๆที่มีประเด็นส่งเสริมให้กระทำ นั่นคือ ความห่วงใยที่มีต่อผู้ตาย, และก็ไม่มีอุปสรรคใดๆที่จะขัดขวางพวกท่านจากกระทำมัน ... ดังนั้น ตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว ถือว่า การละทิ้ง (คือไม่กระทำ) สิ่งนี้ คือซุนนะฮ์, และการกระทำมัน จึงเป็นบิดอะฮ์ที่ควรตำหนิ .....
มันจะกินกับปัญญาได้อย่างไรว่า ท่านรอซู้ลฯ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จะละทิ้งสิ่งหนึ่งซึ่งอำนวยคุณประโยชน์ในด้านเมตตาธรรมที่กลับคืนไปหาอุมมะฮ์ของท่านเอง ? ...... มันกินกับปัญญาหรือว่า สิ่งนี้ (การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ) เป็นประตูหนึ่งจากบรรดาประตูแห่งความเมตตา แล้วท่านรอซู้ลฯ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กลับละทิ้งมันตลอดชีวิตของท่าน, โดยไม่เคยไปอ่านอัล-กุรฺอ่านให้กับผู้ตายคนใดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ? ...........”
เมื่อเขียนมาถึงจุดนี้ ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาได้, หนังสือเล่มนั้น มีชื่อว่า “การอ่านอัลกุรฺอานให้กับผู้ตาย” น่าเสียดายที่ผู้เขียนหนังสือนั้น “ไม่กล้า” ระบุชื่อของตัวเองไว้ด้วย จึงไม่รู้ว่า เป็นใคร ?, ... รู้แต่เพียงว่า เป็นชาวภูเก็ต ......
ผมไม่ให้ความสำคัญกับหนังสือเล่มนั้นแม้แต่นิดเดียว เพราะผู้เขียน,นอกจากขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิชาการหะดีษอันเป็นหลักฐานขั้นพื้นฐานของหนังสือเล่มนั้นโดยตรงแล้ว ยังเขียนหนังสือมีเนื้อหาโจมตีด้วยความอคติต่อผู้ที่มีทัศนะตรงข้ามกับตนเองด้วย ....
และจุดที่น่าสมเพชที่สุดก็คือ ข้อความในหน้าที่ 13 และหน้าที่ 24 ของหนังสือเล่มนั้น .....
ในหน้าที่ 13 มีข้อความดังต่อไปนี้ .....
“เมื่อเขียนมาถึงตรงนี้หากพวกที่เป็นวาฮาบีย์ หรือฮูกมมูดา หรือพวกไหนก็ตามที่บอกว่า การอ่านอัลกุรอานที่กุโบร์เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความผิดหรือเป็นบาป หากเป็นผู้เขียนคิดเช่นนั้น ผู้เขียนถือว่าจำเป็นที่สุดแล้วที่จะต้องมีการเตาบะฮ์ อันเนื่องมาจากความเข้าใจที่ผิดพลาด คำพูดที่ผิดพลาด และจะต้องกล่าว 2 คำชาฮาดะฮ์ (มูจาบใหม่ ) เพราะการถือว่าหรือพูดว่า ของไม่ฮาร่ามว่าฮาร่ามนั้น ต้องถือว่าตกกาเฟร หรือการสิ้นสภาพการเป็นมุสลิม”
และในหน้าที่ 24 มีข้อความที่คล้ายๆกันอีกว่า .....
“แต่เมื่อมาถึงตรงนี้ ผู้เขียนเห็นว่า ใครกันแน่ที่งมงาย ? ใครกันแน่ที่กระทำหรือพูดโดยไม่เข้าใจหลักฐาน ? ผู้เขียนเห็นว่าผู้ที่เป็นวาฮาบีย์ หรือฮูกมมูดา มาถึงตรงนี้จำเป็นที่สุดแล้วที่พวกเขาจะต้องกลับคำพูด หรือต้องเตาบะฮ์ ( توبـة ) หรือถ้าวาฮาบีย์คนไหนหรือฮูกมมูดาคนไหน กล่าวว่า การอ่านอัลกุรอานที่กุโบร์ฮาร่าม โดยอาศัยหะดีษที่หามาทั้งหมด ผู้เขียนเห็นว่าผู้ที่กล่าวเช่นนั้น จำเป็นจะต้องกล่าวคำปฏิญาณใหม่ (หรือเข้ารับอิสลามใหม่) เพราะคนที่กล่าวเช่นนั้น (ว่าฮาร่าม) ผู้เขียนเห็นว่า ตกเป็นกาเฟร หรือการสิ้นสภาพเป็นมุสลิม ......”
ผมจะไม่พูดถึงความไม่ประสีประสาของผู้เขียนท่านนั้นเกี่ยวกับเรื่องของวะฮ์ฮาบีย์ที่เขาไม่รู้แม้แต่ ก. ข. ของแนวทางนี้, และจะไม่เขียนถึงคำศัพท์แปลกๆที่เพิ่งจะเคยได้ยินจากท่านเป็นคนแรก คือคำว่า ฮูกมมูดา (เพราะที่เคยได้ยินก็คือคำว่า เกาม์ มูดา ซึ่งแปลตรงตัวว่า กลุ่มหนุ่ม, และบางครั้งก็จะเรียกเป็นภาษาไทยว่า คณะใหม่) ....
แต่ที่อยากจะพูดแนะนำด้วยความสงสารและสมเพชเวทนาก็คือ บุคคลแรกสุดที่ควรจะต้องกล่าวชะฮาดะฮ์ใหม่ ไม่ใช่พวกวาฮาบีย์หรือฮูกมมูดาที่กล่าวว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเป็นบิดอะฮ์ต้องห้าม ... ดังที่ท่านผู้เขียนท่านนั้นตัดสินพวกเขาหรอก .....
ตัวผู้เขียนเองนั่นแหละที่ควรจะต้องรีบ “มูจาบ” ใหม่โดยด่วนที่สุด ! ...
ทั้งนี้ เพราะท่าน “อาจจะ” ตกเป็นกาฟิรฺไปแล้ว ฐานกล่าวหาคนมุสลิมว่าเป็นกาฟิรฺ, และคำกล่าวหานั้น มัน “ย้อนศร” กลับมาหาตัวผู้พูด คือท่านผู้เขียนเองเต็มๆ ... ตามนัยแห่งหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์บทหนึ่ง .....
ก่อนอื่น ผมก็อยากจะอธิบายให้ท่านผู้เขียนท่านนั้นทราบเอาบุญว่า หลักการของผู้ที่พูดว่า สิ่งนั้นหะรอมหรือสิ่งนี้หะล้าล .. แล้วผู้พูด ต้องตกศาสนาหรือตกมุรฺตัดนั้น ... มีหลักการอยู่ว่า หมายถึงสิ่งหะรอมหรือสิ่งหะล้าลนั้น เป็นสิ่งหะรอมหรือหะล้าล “โดยมติเอกฉันท์” (อิจญมาอฺ) ของนักวิชาการ, .. แต่ไม่ใช่สิ่งหะรอมหรือหะล้าลที่เป็นปัญหาขัดแย้งอย่างในกรณีนี้ .......
ท่านเช็คซัยยิด บักรีย์ ได้กล่าวอธิบายไว้ในหนังสือ “อิอานะฮ์ อัฏ-ฏอลิบีน” เล่มที่ 4 หน้า 135 ว่า ......
( قَوْلُـهُ وَجَحْدِ مُجْمَعٍ عَلَيْهِ ) أَيْ إنْكَارِمَـا اُجْمِعَ عَلَى إثْبَاتِـهِ اَوْعَلَى نَفْيِهِ، فَدَخَلَ فِيْهِ جَمِيْعُ الْوَاجِبَاتِ الْمُجْمَعِ عَلَيْهَا وَجَمِيْعُ الْمُحَرَّمَاتِ كَذَلِكَ .....
(คำพูดที่ว่า และการคัดค้านสิ่งซึ่งเป็นมติเอกฉันท์) คือ ... (สาเหตุแห่งการตกมุรฺตัดนั้น) ได้แก่การคัดค้านสิ่งซึ่งนักวิชาการมีมติเป็นเอกฉันท์แล้วว่า ได้ (หะล้าล), หรือ ไม่ได้ (หะรอม) ... ดังนั้น ที่ถูกจัดเข้าอยู่ในคำพูดดังกล่าวนี้ก็คือ (การคัดค้าน) ทั้งหมดของสิ่งวาญิบที่เป็นมติเอกฉันท์ และทั้งหมดของสิ่งหะรอมที่เป็นมติเอกฉันท์ ...
ท่านซัยยิด ซาบิก ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ฟิกฮุส ซุนนะฮ์” เล่มที่ 2 หน้า 384 ว่า ...
..... และบางส่วนจากตัวอย่างที่แสดงถึงความเป็นกาฟิรฺนั้น ได้แก่ : .....
2 - إسْتِبَاحَةُ مُحَرَّمٍ أَجْمَعَ الْمُسْلِمُوْنَ عَلَى تَحْرِيْمِهِ، كَاسْتِبَاحَةِ الْخَمْرِ، وَالزِّنَا، وَالرِّبَا وَأَكْلِ الْخِنْزِيْرِ وَاسْتِحْلاَلِ دِمَاءِ الْمَعْصُوْمِيْنَ وَأَمْوَالِهِمْ
تَحْرِيْمُ مَا أَجْمَعَ الْمُسْلِمُوْنَ عَلَى حِلِّـهِ كَتَحْرِيْمِ الطَّيِّبَاتِ -- 3
2. ได้แก่การพูดหรือยึดถือว่าอนุญาต (คือ ถือว่าหะล้าล) ในสิ่งซึ่งบรรดามุสลิม มีมติเอกฉันท์แล้วว่าหะรอม เช่น พูดหรือถือว่า อนุญาตให้ดื่มเหล้าได้, ผิดประเวณีได้, รับดอกเบี้ยได้, บริโภคเนื้อสุกรได้, หรือการอนุญาตให้ล่วงละเมิดในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่ได้รับการคุ้มครองตามหลักการศาสนาแล้ว เป็นต้น ......
3. ได้แก่การห้าม (คือ ถือว่าหะรอม) ในสิ่งซึ่งบรรดามุสลิม มีมติเอกฉันท์แล้วว่า หะล้าล อย่างเช่น การห้าม (บริโภค) สิ่งที่ดีๆทั้งหลาย (เช่นกล่าวว่า การบริโภคเนื้อวัว ควาย, แพะ, แกะ เป็นสิ่งหะรอม เป็นต้น) .....
ดังนั้น ในกรณีของการอ่านอัล-กุรฺอ่านให้แก่ผู้ตาย --- ไม่ว่าที่บ้านหรือที่กุบูรฺ --- ผู้ที่กล่าวว่า อ่านได้ .. ก็ไม่ตกมุรฺตัด, และผู้ที่กล่าวว่า อ่านไม่ได้ ก็ไม่ตกมุรฺตัด, คือ ยังคงสภาพความเป็นมุสลิมอยู่ทั้งสองฝ่าย เพราะปัญหาการอ่านอัล-กุรฺอ่านให้ผู้ตายเป็นปัญหา “ขัดแย้ง” .. ซึ่งเด็กที่เพิ่งจะเริ่มสัมผัสกับการศึกษาศาสนา ก็ยังรู้ดี ....
เพราะฉะนั้น เมื่อเราบังอาจไปกล่าวหาผู้ที่ยังเป็นมุสลิมอยู่ --- ตามหลักการและมติของนักวิชาการ --- ว่า เป็นกาฟิรฺ, ต้องกล่าวปฏิญาณใหม่ ... อะไรจะเกิดขึ้น ? ......
ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อุมัรฺ ร.ฎ. ได้รายงานมาจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ว่า .....
( إذَا كَفَّرَالرَّجُلُ أَخَاهُ فَقَدْ بَاءَ بِـهَا أَحَدُهُمَـا )
“เมื่อบุคคลใดได้กล่าวหาพี่น้อง(มุสลิม)ของเขาว่า เป็นกาฟิรฺ คำกล่าวหา(ว่าเป็นกาฟิรฺ)นั้น ก็จะกลับไปหาคนใดคนหนึ่งจาก 2 คนนั้น” ......
(บันทึกโดย ท่านมุสลิม หะดีษที่ 111/60, และท่านอะห์มัด เล่มที่ 2 หน้า 23, 142) .......
และอีกสำนวนหนึ่งของหะดีษนี้ที่ท่านอิบนุ อุมัรฺ ร.ฎ.ได้รายงานมาจากท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็คือ ......
أَيُّمْا امْرِئٍ قَالَ ِلأَخِيْهِ : يَا كَافِرُ! فَقَدْ بَاءَ بِهَا أَحَدُهُمَا، إِنْ كَانَ كَمَا قَالَ، وَإِلاَّ رَجَعَتْ عَلَيْهِ
“ผู้ใดก็ตามที่กล่าวกับพี่น้อง(มุสลิม)ของเขาว่า : นี่ เจ้ากาฟิร ! .. แน่นอน คำพูดนั้นจะต้องตกอยู่กับคนใดคนหนึ่งจาก 2 คนนั้น, ... คือ (ผู้ถูกกล่าวหา) อาจเป็นกาฟิรฺจริงตามคำกล่าวหาของเขา, หรือมิฉะนั้น คำกล่าวหานั้นจะย้อนกลับมาหาตัวเขา(ผู้พูด) เอง” ....
(บันทึกโดย ท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 6104, ท่านมุสลิม หะดีษที่ 111/60, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 2637, ท่านมาลิกใน “อัล-มุวัฏเฏาะอ์”เล่มที่ 2 หน้า 250-251 หรือหะดีษที่ 1910 จากการอธิบายของท่านอัซ-ซุรฺกอนีย์, และท่านอะห์มัด เล่มที่ 2 หน้า 18, 44, 47, 60, 112 และ 113 ) ......
เมื่อเราทราบดีแล้วว่า ใครก็ตามที่กล่าวว่า ... “ไม่อนุญาตให้อ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ” ... เขาไม่ได้ตกเป็นกาฟิรฺ ตามการกล่าวหาของผู้เขียนหนังสือเล่มนั้น ดังมติและหลักการของนักวิชาการ ที่ได้อธิบายมาแล้ว .......
การเป็นกาฟิรฺจึงต้องย้อนกลับไปยัง “ผู้กล่าวหา” แน่นอน ...
ดังนั้น ผมเชื่อว่า ท่านผู้เขียนหนังสือเล่มนั้น คงจะเข้าใจความหมายของหะดีษทั้ง 2 บทนี้ดีแล้ว, และคิดว่า ท่านคงจะต้องรู้ตัวดีว่า ตนเองควรจะทำอย่างไรต่อไปเพื่อสวัสดิภาพของตนเองทั้งดุนยาและอาคิเราะฮ์ .....


บิดอะห์ (ตอนที่6) ตัวอย่างสิ่งที่เป็นบิดอะฮ์



อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย เรียบเรียง

6.ตัวอย่างสิ่งที่เป็นบิดอะฮ์ตามกฎเกณฑ์ข้างต้น.
นักวิชาการ ได้ให้ตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องบิดอะฮ์ตามกฎเกณฑ์ข้างต้นไว้มากมาย, แต่ผมจะขอนำเอาบางเรื่องที่เป็นปัญหาใกล้ตัวและพวกเราขัดแย้งกันมากที่สุดมานำเสนอ พร้อมกับจะอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมในบางตัวอย่าง ดังต่อไปนี้ ....
1. การจัดงานเมาลิด หรืองานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ...
หากเราจะใช้ “สามัญสำนึก” เป็นเครื่องตัดสิน แน่ละ, มุสลิมที่มีอีหม่านทุกคน คงไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่า การจัดพิธีกรรมเมาลิด หรือการเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดของท่านศาสดา ... อันเป็นเรื่องของการเลี้ยงอาหาร, การอ่านอัล-กุรฺอ่าน, ฯลฯ ... เป็นเรื่องที่ดี ....
ก็คงเหมือนกับ, หากเราใช้สามัญสำนึกเป็นเครื่องตัดสิน ... การอะซานเพื่อเรียกคนมานมาซวันอีด ก็เป็นเรื่องที่ดี, ... การอ่านอัล-กุรฺอ่านดังๆนำหน้ามัยยิตไปฝัง ก็เป็นเรื่องที่ดี ... ฯลฯ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นแหละ ....
แต่มุมมองตามบรรทัดฐานของบทบัญญัติ ย่อมแตกต่างกับมุมมองเพียงผิวเผิน ตามสามัญสำนึกของปุถุชน ... คือ ต้องพิจารณากันอย่างละเอียดถี่ถ้วนในหลายแง่มุม ..
ที่สำคัญและน่าสังเกตอย่างยิ่งก็คือ พิธีกรรมดังกล่าวนี้ ไม่เคยปรากฏ, ไม่ว่าในยุคสมัยที่ท่านศาสดายังมีชีวิตอยู่, ในสมัยของเศาะหาบะฮ์, ในสมัยของตาบิอีน, ในสมัยของอิหม่ามทั้ง 4 ท่าน, หรือในสามศตวรรษแรกที่ได้ชื่อว่า เป็นยุคที่ดีที่สุดของอิสลาม ดังคำรับรองของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม .......
ตรงกันข้าม, ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้ว่า พิธีกรรมเมาลิด ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอียิปต์, ประมาณปี ฮ.ศ. 362 โดยสุลฎอนอัล-มุอิซ ลิดีนิลลาฮ์ แห่งวงศ์ฟาฏิมีย์ (เป็นมุสลิมนิกายชีอะฮ์, ครองอำนาจระหว่างปี ฮ.ศ. 341 – 365) ....
โดยนัยนี้ พิธิกรรมเมาลิด จึงเป็นเรื่อง “บิดอะฮ์” โดยไม่มีข้อขัดแย้ง, หรืออีกนัยหนึ่ง โดยมติเอกฉันท์ของนักวิชาการ ....
จุดขัดแย้ง มาอยู่ในประเด็นที่ว่า มันเป็นเรื่อง “บิดอะฮ์ดี” หรือ “บิดอะฮ์ไม่ดี”
สำหรับผู้ที่ปฏิบัติอยู่, ... แน่ละ พวกเขาย่อมจะต้องมองว่า การจัดงานเมาลิด เป็น “บิดอะฮ์ดี” -- อันเป็นมุมมอง “ในแง่ภาษา” ของคำว่า บิดอะฮ์ ที่ได้อธิบายผ่านมาแล้ว -- ซึ่งเป็นทัศนะของนักวิชาการบางท่าน ....
แต่ถ้าพิจารณากันตามกฎเกณฑ์ของวิชาอุศูลุลฟิกฮ์ข้างต้น, การทำพิธีเมาลิดหรือจัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิดท่านนบีย์ฯ เป็น “บิดอะฮ์ต้องห้าม” ตามบทบัญญัติศาสนาแน่นอน ....
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เราจะใช้ “สามัญสำนึก” ของปุถุชน หรือจะอาศัย “กฎเกณฑ์ของวิชาการ” .. อันเป็นหลักสากลของศาสนาอิสลาม มาเป็นเครื่องตัดสิน ? ....
หากเรายอมรับว่า จะต้องใช้กฎเกณฑ์ของวิชาการศาสนาตัดสิน เราก็ต้องพิจารณาดูว่า พิธีกรรมเมาลิดหรืองานฉลองวันคล้ายวันเกิดท่านศาสดานี้ ในสมัยก่อน -- ไม่ต้องมองย้อนไปถึงยุคของท่านศาสดาหรอก, เอาแค่ยุคของเศาะหาบะฮ์และยุคหลังจากนั้นจนถึงยุคของอิหม่ามทั้ง 4 ก็พอ -- มีประเด็นส่งเสริมให้ปฏิบัติหรือไม่ ? .. ถ้ามีประเด็นส่งเสริมแล้ว แต่พวกท่านเหล่านั้นไม่ได้จัดพิธีกรรมนี้ขึ้นมา ก็ต้องพิจารณาดูต่อไปว่า พวกท่านมีอุปสรรคอะไร ? .....
และถ้าพวกท่านไม่ยอมจัดพิธีกรรมเมาลิด ทั้งๆที่มีประเด็นส่งเสริม และไม่มีอุปสรรคอันใด ก็แสดงว่า การมาจัดพิธีกรรมนี้ในยุคหลังๆ ถือว่า เป็นบิดอะฮ์ต้องห้ามที่น่ารังเกียจ ! ... ตามกฎเกณฑ์ของวิชาอุศูลุลฟิกฮ์ข้างต้นนั้น ......
จากข้อแรก, ... พิธีกรรมเมาลิด มีประเด็นส่งเสริมให้ประชาชนในยุคแรก จัดกันหรือไม่ ? ....
คำตอบก็คือ ประเด็นส่งเสริม มีแน่นอน, ... นั่นคือ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรัก, ความเทิดทูน ที่มีต่อท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ....
ข้อที่สอง, ... เมื่อมีประเด็นส่งเสริม -- คือ ความรักและเทิดทูนท่านนบีย์ฯ มาก จนเป็นเหตุให้มีการจัดพิธีกรรมฉลองวันเกิดของท่านขึ้นมา -- ก็แล้วทำไมบรรดาเศาะหาบะฮ์และประชาชาติมุสลิมในยุคก่อนปี ฮ.ศ. 362 จึงไม่ยอมจัดงานเมาลิดฉลองวันเกิดให้ท่านนบีย์ฯ เหมือนที่พวกเราจัดกัน ? ... พวกท่านมีอุปสรรคอะไร ? ...
นี่คือ สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุกันต่อไป ....
สาเหตุหรืออุปสรรคที่ขัดขวางพวกท่านจากการจัดงานฉลองวันเกิดท่านนบีย์ฯ อาจมีได้ดังต่อไปนี้ ....
เพราะพวกท่านไม่รักท่านนบีย์เลยฯ, หรือรักท่านนบีย์น้อยกว่าพวกเรา ? ...
เพราะพวกท่านมีภารกิจมาก, จนไม่มีเวลาเหลือพอที่จะคิดจัดงานเมาลิดฉลองวันเกิดให้ท่านนบีย์ฯ ? ...
เพราะพวกท่านขี้เกียจจัดงานเมาลิด ? ...
เพราะพวกท่านจำวันเกิดท่านนบีย์ฯไม่ได้ ? ...
เพราะพวกท่านไม่ต้องการเผยแพร่เกียรติคุณของท่านนบีย์ให้โลกได้รับรู้ ? ... ฯลฯ ..
คำตอบของปัญหาทั้งหมดนั้น คิดว่า ท่านผู้อ่านทุกท่านคงจะให้คำตอบตรงกันว่า .. ไม่ใช่, และเป็นไปไม่ได้ ....
ในเมื่อคำตอบคือคำว่า ไม่ใช่, .. และในเมื่อบรรพชนผู้มีชีวิตอยู่ในยุคที่ดีเลิศดังคำรับรองของท่านศาสดาเหล่านั้น ไม่เคยจัดงานเมาลิด -- ทั้งที่ประเด็นส่งเสริมก็มีแล้ว และพวกท่านไม่มีอุปสรรคอะไร -- จึงย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า งานเมาลิดที่มีการจัดกันแพร่หลายในบางท้องที่หรือในบางประเทศปัจจุบันนี้ .. เป็นเรื่อง “บิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจ” ตามบทบัญญัติ ( بِدْعَـةٌ شَرْعِـيَّةٌ), และตามกฎเกณฑ์ของวิชาอุศูลุลฟิกฮ์ ...
วัลลอฮุ อะอฺลัม
แต่ถ้าจะให้คาดเดากัน (พูดให้เพราะก็ต้องใช้คำว่า สันนิษฐาน) ตามมุมมองของผม .. สาเหตุที่บรรดาเศาะหาบะฮ์และประชาชนในยุคแรก ไม่ได้จัดพิธีกรรมเมาลิดเพื่อฉลองวันคล้ายวันเกิดของท่านศาสดา น่าจะมาจากสาเหตุ 3 ประการ คือ ....
1. เพราะพวกท่านมองว่า การจัดงานเมาลิดหรืองานฉลองวันเกิดท่านศาสดา เป็นการเลียนแบบการจัดงานวันคริสต์มาสของชาวคริสต์ซึ่งจัดขึ้นเพื่อฉลองวันเกิดของท่านนบีย์อีซา (พระเยซู) ....
ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เคยกล่าวว่า ..
( مَنْ تَشَبَّـهَ بِقَوْمٍ فَهُوَ مِنْـهُمْ )
“ผู้ใดที่เลียนแบบชนกลุ่มใด เขาก็เป็นส่วนหนึ่งจากชนกลุ่มนั้น”
(บันทึกโดย ท่านอบู ดาวูด หะดีษที่ 4031, ท่านอะห์มัด เล่มที่ 2 หน้า 50, 92, ท่านอิบนุ อบีย์ชัยบะฮ์ เล่มที่ 4 หน้า 575 โดยรายงานมาจากท่านอิบนุ อุมัรฺ ร.ฎ.) ....