อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com

วันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2560

จับเท็จชีอะฮ์ (ตอนที่ 3)


โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทั

และแม้กระทั่งในภาคศรัทธาของชีอะฮ์ ก็มีมากมายหลายเรื่องที่เป็นการบิดเบือนความจริงและมีอยู่หลายเรื่องที่ “เกินจริง” จนทำใจรับไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ...
1. คำกล่าวของท่านกุลัยนีย์ – บุคอรีย์ของชีอะฮ์ – ในหนังสืออุศูลอัล-กาฟีย์ เล่มที่ 1 หน้า 258 กิตาบอัล-หุจญะฮ์ที่ว่า ...
أَنَّ اْلأَئِمَّةَ عَلَيْهِمُ السَّلاَمُ يَعْلَمُوْنَ مَتَى يَمُوْتُوْنَ، وَأَنَّهُمْ لاَ يَمُوْتُوْنَ إِلاَّ بِاخْتِيَارٍ مِنْهُمْ
บาบว่าด้วยเรื่อง “แท้จริงบรรดาอิหม่าม (อ) รู้ว่าเมื่อไรพวกท่านจะตาย, และแท้จริงพวกท่านจะไม่ตายเว้นแต่ด้วยความสมัครใจของพวกท่านเอง” ...
ถ้าข้อเท็จจริงเป็นอย่างที่ว่านี้ แล้วชีอะฮ์จะไปสาปแช่ง, ก่นด่า หรือประณามผู้ที่ฆ่าท่านอะลีย์หรือท่านหุเซ็น (อ) ทำไมในเมื่อทั้งสองท่านนั้นรู้แล้วว่าวันนั้นคือวันตายของท่าน แล้วท่านก็สมัครใจไปให้เขาฆ่าให้ตายเอง ? ...
ถ้าจะอ้างแบบข้างๆคูๆว่า ที่ทั้งสองท่านยอมไปให้เขาฆ่า ก็เพื่อให้เป็นไปตามกำหนดของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. (ดังที่เช็คกุลัยนีย์อ้างว่าเป็นคำพูดของท่านอะลีย์ (อ) ในหะดีษที่ 4 หน้า 259 จากหนังสือเล่มดังกล่าว) ...
ฝ่ายผู้ฆ่าก็อาจจะอ้างแบบข้างๆคูๆได้เช่นเดียวกันว่า ที่เขาฆ่าก็เป็นไปตามการกำหนดของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ...
เพราะถ้าพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ไม่ได้กำหนดไว้ ต่อให้พยายามยังไงเขาก็คงจะฆ่าท่านอะลีย์และท่านหุเซ็น (อ)ไม่ได้แน่นอน ...
ก็ในเมื่อผู้ถูกฆ่า เต็มใจที่จะให้เขาฆ่า และฝ่ายฆ่าก็ลงมือฆ่า (โดยทั้งสองฝ่ายอ้างว่าเป็นการกำหนดของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เหมือนกัน) จึงอยากขอถามชีอะฮ์ว่า ...
การที่ชีอะฮ์ไปตำหนิหรือประณามฝ่ายฆ่าเพียงฝ่ายเดียวจะถูกต้องหรือในเมื่อพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายมีลักษณะคล้ายเป็นการสมยอมกัน ? ...
เพราะฉะนั้น ถ้าชีอะฮ์มีใจเป็นธรรมจริง แทนที่จะประณามผู้ฆ่าเพียงฝ่ายเดียว ชีอะฮ์ก็ควรจะตำหนิท่านอะลีย์และท่านหุเซ็น (อ) ด้วยว่า การที่ท่านเดินทางไปให้เขาฆ่าโดยรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้คือวันตาย และท่านก็สมัครใจที่จะให้เขาฆ่าให้ตาย ก็เท่ากับว่าทั้งสองท่านเจตนาฆ่าตัวตายมิใช่หรือ ? ...
ชีอะฮ์อาจจะเชื่อก็ได้ว่า ท่านอะลีย์และท่านหุเซ็น (อ) รู้ล่วงหน้าแล้วว่าท่านจะต้องตายเพราะถูกฆ่าในวันนั้น แต่ท่านก็เต็มใจจะไปให้เขาฆ่าให้ตายเพื่อสนองการกำหนดของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ...
แต่สำหรับผมและมุสลิมจำนวนค่อนโลก ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าท่านอะลีย์และท่านหุเซ็น (อ) จะรู้ล่วงหน้าวันตายของตัวเองและสมัครใจไปตาย ...
และเราก็มั่นใจอีกด้วยว่า หากทั้งสองท่านรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องไปตาย หัวเด็ดตีนขาดท่านก็คงไม่ยอมเดินทางไปให้เขาฆ่าแน่ๆ ...
2. หรืออย่างการบันทึกของสุลัยม์ บินก็อยซ์ อัล-อามิรีย์ อัล-ฮิลาลีย์ อัล-กูฟีย์ โดยอ้างว่าเป็นคำพูดของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมที่กล่าวแก่ท่านอะลีย์ (อ)ว่า ..
يَا عَلِىُّ! أَنْتَ عِلْمُ اللهِ بَعْدِيْ، اْلأَكْبَرُ فِى اْلأَرْضِ، وَأَنْتَ الرُّكْنُ اْلأَكْبَرُ فِى الْقِيَامَةِ، فَمَنِ اسْتَظَلَّ بِفَيْئِكَ كَانَ فَائِزًا، ِلأَنَّ حِسَابَ الْخَلاَئِقِ إِلَيْكَ، وَمَآَبَهُمْ إِلَيْكَ، وَالْمِيْزَانَ مِيْزَانُكَ، وَالصِّرَاطَ صِرَاطُكَ ....................
“อะลีย์เอ๋ย ท่านคือความรู้ของพระองค์อัลลอฮ์หลังจากฉัน, เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในพื้นพิภพนี้, ท่านคือหลักใหญ่ที่สุดในวันกิยามะฮ์(วันฟื้นคืนชีพ) ผู้ใดที่แสวงหาร่มเงาด้วยร่มเงาของท่าน เขาคือผู้โชคดี, เพราะการชำระบรรดามัคลูก(สรรพสิ่งทั้งหลาย)ถูกมอบหมายต่อท่าน, การกลับของพวกเขาคือการกลับมายังท่าน, ตราชูแห่งการชำระก็เป็นตราชูของท่าน, ศิรอฏ(สะพาน) ก็เป็นศิรอฏของท่าน ................”
(จากหนังสือของสุลัยม์ บินก็อยซ์ หน้า 245) ...
หมายเหตุ หนังสือของสุลัยม์ บินก็อยซ์ฉบับนี้ ผู้เขียนซึ่งเป็นชีอะฮ์ท่านนั้นยกย่องเสียเลิศลอยว่า เป็นตำราที่ถูกต้องที่สุดฉบับหนึ่งของชีอะฮ์ซึ่งถูกยอมรับจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิของชีอะฮ์จำนวนมาก ...
เพราะฉะนั้น หะดีษข้างต้นนี้ จึงเป็นหะดีษที่เศาะเหี๊ยะห์อีกบทหนึ่งตามทัศนะนักวิชาการจำนวนมากของชีอะฮ์ ...
จะเห็นได้ว่า คุณสมบัติทั้งหมดดังที่มีระบุในหะดีษที่ถูกต้องสำหรับชีอะฮ์บทนี้ ไม่ว่าการกล่าวว่าอะลีย์คือหลักใหญ่ที่สุดในวันกิยามะฮ์ก็ดี, มนุษย์สามารถอาศัยร่มเงาจากท่านอะลีย์ในวันกิยามะฮ์ก็ดี, ท่านอะลีย์คือผู้ถูกมอบหมายให้ตัดสินชำระบาปบุญของมนุษย์ในวันกิยามะฮ์ก็ดี, การฟื้นคืนชีพของมนุษย์ในวันกิยามะฮ์คือการกลับไปหาท่านอะลีย์ก็ดี ...
ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติโดยเฉพาะของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ทั้งสิ้น .. ดังหลักฐานจากอัล-กุรฺอานและอัล-หะดีษที่กำลังจะถึง ...
เพราะฉะนั้นผมจึงถือว่า ชีอะฮ์เลวร้ายมากที่บังอาจนำท่านอะลีย์ไปเทียบเท่าหรือเสมอเหมือนพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ในการทำหน้าที่ชำระหรือตัดสินความดีความชั่วของมนุษย์ในวันกิยามะฮ์ และยังเป็นการลบหลู่เกียรติและศักดิ์ศรีของท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งพวกเราถือว่า ในวันกิยามะฮ์นั้น ท่านมีความสำคัญและยิ่งใหญ่กว่าท่านอะลีย์หลายเท่านัก ...
แต่พอถึงวันฟื้นคืนชีพ ท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กลับถูกชีอะฮ์ลดเกียรติให้กลายเป็นเพียง “ไม้ประดับ” ของท่านอะลีย์เท่านั้น ...
มุสลิมที่มีอีหม่านทุกคนเชื่อว่า พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เพียงพระองค์เดียวคือผู้ทรงอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินความดีความชั่วของมนุษย์ หาใช่ท่านอะลีย์หรือแม้กระทั่งท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมผู้มีความสำคัญยิ่งกว่าท่านอะลีย์ไม่ ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงดำรัสในซูเราะฮ์อัล-ฟาติหะฮ์ อายะฮ์ที่ 4 ว่า ...
مَالِكِ يَوْمِ الدِّيْنِ
“(พระองค์)คือ ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งวันตอบแทน (คือวันกิยามะฮ์)”
และทรงดำรัสในซูเราะฮ์อัล-อินฟิฏอรฺ อายะฮ์ที่ 18-19 อีกว่า ...
ثُمَّ مَا أَدْرَاكَ مَايَوْمُ الدِّيْنِ * يَوْمَ لاَ تَمْلِكُ نَفْسٌ لِنَفْسٍ شَيْئًا وَاْلأَمْرُ يَوْمَئِذٍ ِللهِ
“แล้วอันใดจะทำให้เจ้ารู้ว่า วันแห่งการตอบแทนคืออะไร ? (คือ) วันซึ่งชีวิตหนึ่งไม่มีสิทธิ์ช่วยเหลือแก่อีกชีวิตหนึ่ง และภารกิจในวันนั้น เป็นสิทธิ์ของพระองค์อัลลอฮ์(เพียงองค์เดียว)”
มุสลิมผู้มีอีหม่านทุกคนเชื่ออีกว่า ร่มเงาที่มนุษย์จะแสวงหาเป็นที่พักพิงได้ในวันฟื้นคืนชีพหรือวันกิยามะฮ์ ไม่มีร่มเงาอื่นใดอีกนอกจากร่มเงา(บัลลังก์)ของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ...
ท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ ร.ฎ. ได้รายงานจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า ...
سَبْعَةٌ يُظِلُّهُمُ اللهُ فِىْ ظِلِّهِ يَوْمَ لاَ ظِلَّ إِلاَّ ظِلُّهُ ...................
“คนเจ็ดประเภทซึ่งพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. จะให้พวกเขาได้พำนักภายใต้ร่มเงา(บัลลังก์)ของพระองค์ ณ วันซึ่งไม่มีร่มเงาใดๆ(หลงเหลืออยู่) นอกจากร่มเงา(บัลลังก์)ของพระองค์เท่านั้น ...........”
(บันทึกโดย ท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 660 และท่านมุสลิม หะดีษที่ 1031) ...
คำว่า ณ วันซึ่งไม่มีร่มเงาใดๆ(หลงเหลืออยู่) นอกจากร่มเงา(บัลลังก์)ของพระองค์เท่านั้น บ่งบอกความหมายชัดเจนว่า ในวันฟื้นคืนชีพหรือวันกิยามะฮ์ จะไม่มีร่มเงาของท่านอะลีย์หรือร่มเงาของอะไรหรือของใครหลงเหลืออยู่อีกทั้งสิ้น นอกจากร่มเงาแห่งบัลลังก์ของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่พระองค์จะประทานให้แก่บุคคล 7 ประเภทดังที่มีระบุในหะดีษบทนั้น ...
และมุสลิมผู้มีอีหม่านทุกคนเชื่ออีกว่า ผู้ที่มนุษย์ทุกคนจะกลับไปหาในวันฟื้นคืนชีพก็คือพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.เท่านั้น และผู้ทรงสิทธิ์ในการชำระบาปบุญของมนุษย์ทุกคนก็คือพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.เพียงพระองค์เดียวอีกเช่นกัน หาใช่ท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมหรือท่านอะลียไม่ ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงดำรัสในซูเราะฮ์ อัล-ฆอชิยะฮ์ อายะฮ์ที่ 25-26 ว่า ...
إِنَّ إِلَيْنَا إِيَابَهُمْ ثُمَّ إِنَّ عَلَيْنَا حِسَابَهُمْ
“แท้จริง ยังเราเท่านั้นคือการกลับของพวกเขา และแท้จริง(เป็น)หน้าที่ของเราเท่านั้นในการชำระพวกเขา” ...
เพราะฉะนั้น การอ้างหะดีษข้างต้นว่าเป็นคำพูดของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงเป็นการกุเท็จของชีอะฮ์ให้แก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อย่างชัดเจน ...
ในเมื่อชีอะฮ์หน้าด้านพอที่จะลบหลู่และกุความเท็จให้แก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมในเรื่องนี้ (และอีกหลายๆเรื่อง)ได้อย่างหน้าตาเฉยและไม่ละอายต่อบาป ...
แล้วพวกเราจะเฉลียวคิดบ้างไหมว่า ทำไมชีอะฮ์จะไม่กล้ากุความเท็จให้แก่วงศ์วารผู้บริสุทธิ์ท่านอื่นๆของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อาทิเช่นท่านอะลีย์, ท่านหะซัน, ท่านหุเซ็น, ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์, ท่านอะลีย์ ซัยนุ้ลอาบิดีน, ท่านมุหัมมัด อัล-บากิรฺ ท่านญะอฺฟัรฺอัศ-ศอดิก เป็นต้น .. ไม่ได้ ?...
(ขอพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. โปรดประทานความเมตตาและความสันติสุขแก่พวกท่านด้วยเถิด) ...


วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ไม่สามารถถือศิลอดขณะตั้งครรภ์และให้นมบุตร จะชดใช้ศิลอดที่ขาดไปอย่างไร


โดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ตอบคำถามคุณ Anas Ibnu Ahmad

อัสสลามุอลัยกุมคับ อาจารย์
อ. คับ ในกรณีสตรีให้นมบุตร ไม่ได้ถือศีลอดในปีที่ผ่านมาตลอดทั้งเดือน อันเนื่องจากแพ้ท้องอย่างหนักตอนตั้งครรภ์ เมื่อคลอดลูกออกมาต้องให้นมบุตรตลอดทั้งปี แบบนี้ต้องชดใช้ศีลอดที่ขาดไปของรอมฎอนปีที่แล้วยังไงบ้างคับ ...
(ถึงตอนนี้ ณ เวลานี้ สตรีผู้นั้นยังไม่ได้ชดใช้ศีลอดที่ขาดไปคับ) ...

ตอบ

ในกรณีสตรีที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรนี้ นักวิชาการมีทัศนะแตกต่างกันครับ
..
ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์และท่านอิหม่ามอะห์มัดได้จำแนกกรณีนี้ว่า หากสตรีทั้งสองนั้นเกรงว่าการถือศีลอดจะเป็นอันตรายต่อ "ตัวนางเอง" หรือเป็นอันตรายทั้ง "ต่อตัวนางและบุตรของนาง" ก็ให้นางถือศีลอดชดใช้เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องบริจาคอาหาร ...

แต่ถ้านางเกรงว่า การถือศีลอดจะเป็นอันตรายต่อ "บุตร"" ของนาง ก็ให้นางบวชชดใช้ด้วย และจ่ายฟิดยะฮ์ (คือบริจาคอาหาร) ด้วย ..

ส่วนในทัศนะของท่านอบูอุบัยด์, ท่านอบูษูรฺ และนักวิชาการมัษฮับหะนะฟีย์กล่าวว่า .. ให้สตรีทั้งสองนั้นถือบวชชดใช้เพียงอย่างเดียวในทุกๆกรณี ไม่จำเป็นต้องจ่ายฟิดยะฮ์อีก ..

ทัศนะทั้งหมดดังข้างต้นนี้ ผมยังไม่เคยเจอหลักฐานที่ชัดเจนยืนยันเลยครับ ..

แต่เศาะหาบะฮ์ของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม 2 ท่านคือ ท่านอับดุลลอฮ์ บินอุมัรฺ ร.ฎ. กับท่านอับดุลลอฮ์ บินอับบาส ร.ฎ. กล่าวว่า สตรีที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร แล้วไม่ได้ถือศีลอด เนื่องจากเกรงจะเป็นอันตรายต่อตัวนางเองหรือบุตร ก็ให้นางจ่ายฟิดยะฮ์เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องบวชชดใช้ ...

คำกล่าวของเศาะหาบะฮ์ทั้งสองท่านนี้ ถูกบันทึกโดยท่านมาลิก, ท่านอบูดาวูด, ท่านอัด-ดารุกุฏนีย์, ท่านอัล-บัยฮะกีย์, และท่านอัล-บัซซารฺ ด้วยสายรายงานที่เชื่อถือได้ ...

ดังนั้น สรุปแล้ว สตรีทั้ง 2 กรณีข้างต้นจึงมีสิทธิ์เลือกปฏิบัติ คือ จะถือบวชชดใช้ตามทัศนะของนักวิชาการที่ผมอ้างอิงมาก็ได้ หรือจะจ่ายฟิดยะฮ์ตามทัศนะของเศาะหาบะฮ์ทั้ง 2 ท่านนั้นก็ได้ ..

แต่ .. จากคำถามของคุณข้างต้น - โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเมื่อนางไม่มีเวลาที่จะถือบวชชดใช้ - ผมขอแนะนำให้ปฎิบัติตามทัศนะของเศาะหาบะฮ์ทั้ง 2 ท่านนั้น คือบริจาคอาหารแทนการถือบวชชดใช้ จะเป็นการดีที่สุดครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม ...



ใช้คำว่าไม่ใช่ซุนนะฮ์ แน่นอนกว่าใช้คำว่าเป็นบิดอะฮ์




ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

คำถาม

อาจารย์ ค่ะ ดิฉันเคยได้ยินจากชาวสุนนะฮ์คนหนึ่ง กล่าวถึงผู้ที่ไม่ค่อยปฏิบัติตามสุนนะฮ์ ว่าพวกบิดอะฮ์ คำพูดเช่นนี้สมควรหรือไม่ค่ะ

คำตอบ

ถ้าเป็นผม - เมื่อเห็นใครสักคนปฏิบัติสิ่งใดที่ขัดแย้งกับซุนนะฮ์ ผมจะบอกกับเขาว่า สิ่งที่คุณปฏิบัติอยู่ไม่ใช่ซุนนะฮ์นะครับ ... แต่ผมคงไม่กล้าพูดว่า คุณกำลังทำบิดอะฮ์ หรือคุณเป็นพวกบิดอะฮ์ อย่างที่คุณถามมา เพราะ
 (1) เรื่องบิดอะฮ์ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องมองตามมุม แม้เรื่องนั้นๆในมุมมองผมจะเป็นบิดอะฮ์ แต่ผมก็ให้เกียรติมุมมองของนักวิชาการอื่นๆที่เขาทำตามเช่นเดียวกัน ซึ่งปกติก็เป็นนักวิชาการระดับโลกที่อาเล่มกว่าผมมากนัก ต่างกับเรื่องซุนนะฮ์ซึ่งเป็นเรื่องชัดเจนคือใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ผมจึงพูดได้เต็มปากว่า ไม่ใช่ซุนนะฮ์ ซึ่งแน่นอนกว่าใช้คำว่าเป็นบิดอะฮ์

 (2) การกล่าวหาบุคคลใดเฉพาะเจาะจงว่าเป็นพวกบิดอะฮ์ เท่ากับการกล่าวหาว่า เขาเป็นพวกนรก บอกตรงๆว่า ผมไม่กล้าหรอกครับ ..


ปรับเปลี่ยน "วิธีการ" เผยแพร่อิสลาม ที่สุภาพนิ่มนวล



โดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ท่านผู้อ่านที่รักและเคารพครับ ...
อนุสนธิจากบทความของผมเรื่อง "จงยืนหยัดในหลักการ แต่จงสุภาพและนิ่มนวลในวิธีการ" เมื่อ 2-3 วันก่อน .. ซึ่งเนื้อหาโดยสรุปก็คือ ต้องการตักเตือนผู้ที่เป็น "ดาอีย์" ทั้งหลายให้ปรับเปลี่ยน "วิธีการ" เผยแพร่อิสลาม จากความก้าวร้าว, สาดโคลนกัน, ประณามกัน มาเป็นให้นิ่มนวลขึ้น สุภาพขึ้น ตามคำสั่งของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ...
ความจริง ผมไม่จำเป็นจะต้องเขียนชี้แจงหรือเพิ่มเติมอะไรอีก หากไม่เพราะเจ้าน้องชายของผม อ. อาลีคาน ปาทาน จะไม่ทำตัวเป็นตุ๊กแกที่กินปูนแล้วร้อนท้อง ด้วยการเขียนบทความโต้แย้งและกล่าวหาผมลักษณะว่า เขียนตำหนิพรรคพวกเดียวกันเอง ...
ผมว่า ผู้อ่านทุกท่านที่อ่านข้อเขียนของผมด้วยความใคร่ครวญ ด้วยใจเป็นธรรม และเคยฟังหรือเคยอ่านเจอการ "ด่าทอและประณามกัน" กันอย่างรุนแรงระหว่างมุสลิมสายสละฟีย์ (ที่ถูกเรียกว่า วะฮ์ฮาบีย์) และสายอะชาอิเราะฮ์ในเฟสแล้ว ย่อมจะรู้ทันทีว่า คำเตือนของผมในบทความนั้น มิใช่เป็นการเตือนเฉพาะค่ายใดค่ายหนึ่ง ...
แต่เป็นการเตือนทั้ง 2 ค่าย ...
เพราะความก้าวร้าวนั้น มาจากทั้ง 2 ค่าย ! .. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง .. (ขออภัยที่ผมต้องพูดความจริงว่า) .. บทความที่เขียนโจมตีผู้เห็นต่างจากค่ายอะชาอิเราะฮ์นั้น มีความรุนแรงและก้าวร้าวมากกว่าค่ายสละฟีย์ด้วยซ้ำไป ...
ไม่เชื่อไปเปิดอ่านดูในเฟสได้เลย ...
การเตือนของผม จึง เป็นการเตือนให้ระมัดระวังเรื่อง "วิธีการเผยแพร่ศาสนา" ที่ผมมองว่า ชักจะนำพาไปสู่ความเป็นศัตรูระหว่างมุสลิมทั้ง 2 ค่ายยิ่งขึ้นทุกทีและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ...
ทั้งๆที่ทั้งสองค่ายนี้ - ไม่ว่าท่านจะอ้างว่าเป็นสละฟีย์หรืออะชาอิเราะฮ์ - ก็เป็น "พี่น้องมุสลิม" สายซุนหนี่ด้วยกัน ไม่มีใครเป็นชีอะฮ์เลย ...
มุมมองของผมในเรื่องนี้ ตรงกันกับมุมมองของท่านอาชีรฺ บาบอ .. คือเห็นว่า นักวิชาการในประเทศไทยทั้งสองค่ายปัจจุบันนี้ - บางคน - "สุดโต่ง" จนเกินไป ไม่ว่าในการพูด, ในการเขียน หรือการบรรยาย ...
ใช้วิธีการเผยแพร่ความจริง (ตามมุมมองของตน) ด้วยการโจมตีผู้เห็นต่าง, ด่าผู้เห็นต่าง, ประณามผู้เห็นต่าง, ตักฟีรฺผู้เห็นต่าง, ผูกขาดความถูกต้องไว้เฉพาะกลุ่มตนเอง ...
ที่ได้เตือนเพราะเห็นว่า วิธีการดังกล่าวไม่ใช่วิธีการเผยแพร่ที่ถูกต้อง, ไม่ใช่วิธีการที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงแนะนำ, ไม่มีผลดีต่อสังคมมุสลิมโดยรวม นอกจากจะทำให้ฟิตนะฮ์ ค่อยๆขยายกว้างออกไปเท่านั้น ..
ผมมิได้ขอร้องให้เรา "ยอมรับ" ความเห็นต่างที่เรามองว่ามันไม่ถูกต้อง แต่ผมขอร้องให้เรารู้จัก "ให้เกียรติ" ผู้ที่เห็นต่างกับเราบ้าง ..
เพราะผู้ที่เห็นต่างกับพวกเรา - ตามข้อเท็จจริง - มิใช่ "นักวิชาการร่วมสมัย" ที่กำลังโต้แย้งกับพวกเรา ...
แต่ทุกคนและทุกค่าย ล้วน "อ้างอิง" ทัศนะนักวิชาการ "ระดับโลก" ทั้งอดีตและปัจจุบันที่ตนเองศรัทธาเชื่อถือ มายืนยันความเชื่อของตน ...
หรือพวกเราจะปฏิเสธความจริงข้อนี้ .? ..
ผมขอเรียนว่า สถานภาพและความรู้ของนักวิชาการระดับโลกเหล่านั้น - ไม่ว่าพวกท่านจะมีแนวคิดตรงกับค่ายไหน - ล้วนห่างชั้นกับพวกเราสุดกู่ทั้งสิ้น ..
เพราะฉะนั้น เราจึงไม่มีสิทธิ์ไป "ฟันธง" ว่ามุมมองของพวกท่านเหล่านั้นผิดแน่นอน, มุมมองของเราที่เห็นต่างกับท่าน ถูกต้องแน่ๆ ..
เพราะนั่นคือลักษณะของคน "ตะกั๊บบุรฺ" หรือคนโอหัง .. มิใช่ลักษณะของนักวิชาการที่ดีที่ต้องถ่อมตน ...
การประณาม, การตักฟีรฺนักวิชาการร่วมสมัย จึงเท่ากับเป็นการประณามหรือเป็นการตักฟีรฺนักวิชาการระดับโลกเหล่านั้นด้วยมิใช่หรือ ? ...
ดังนั้น ไม่ว่าเราจะอ้างตัวเองเป็นอะชาอิเราะฮ์หรือเป็นสะละฟีย์ ก็โปรดให้เกียรตินักวิชาการระดับโลกที่เห็นต่างกับเราบ้างเถอะครับ อย่าตะกั๊บบุรฺกันให้มากนัก ...
เพราะการตะกั๊บบุรฺ เป็นคุณสมบัติของชัยฎอน มิใช่คุณสมบัติของผู้ศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ศรัทธาที่ได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการ ...
ขอย้ำอีกครั้งว่า ที่ผมเขียนเตือนไป เป็นการเตือนทั้ง 2 ค่าย มิได้เฉพาะเจาะจงค่ายหนึ่งค่ายใด ...
แล้วจู่ๆท่าน อ.อาลีคาน ปาทานนักวิชาการสายสละฟีย์ซึ่งเปรียบเสมือนน้องชายของผมคนหนึ่ง ก็ได้แสดงตนเป็น "ตุ๊กแก ที่กินปูนแล้วร้อนท้อง" ด้วยการออกมาคัดค้านคำตักเตือนด้วยเจตนาดีของผม จึงทำให้เกิดมุมมองจากการคัดค้านของท่านได้ 2 ประการด้วยกันคือ ...
1. การคัดค้านของท่านเท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายว่า พฤติการณ์การเผยแพร่ศาสนาของท่าน เป็นอย่างที่ผมเตือนไปจริงๆ จึงทนรับไม่ได้กับคำเตือนนั้น หรือ ...
2. ท่านเองรวมทั้งนักวิชาการในค่ายเดียวกัน - ทุกคน - ล้วนมีวิธีการเผยแพร่ศาสนาด้วยกิริยาวาจาที่สุภาพ, ใช้วิธีการที่เหมาะสม, ดีงาม, ปราศจากพฤติการณ์ดังกล่าวนั้นโดยสิ้นเชิง, ถูกต้องตามคำสั่งของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ที่ว่า "จงเรียกร้องเชิญชวนมาสู่แนวทางแห่งพระผู้อภิบาลของท่านด้วยหิกมะฮ์ (สุขุม) และคำตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยวิธีการที่ดีกว่า" ...
ท่านจึงได้ออกมาคัดค้านข้อเขียนของผม เพราะข้อเขียนนั้นของผมเท่ากับใส่ร้ายท่าน ..
ก็ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูเอาเองก็แล้วกันว่า พฤติการณ์กินปูนร้อนท้องของท่าน อ. อาลีคาน น่าจะเพราะสาเหตุข้อแรกหรือข้อหลัง ? ..
ถ้าหากท่านผู้อ่านพิจารณาเห็นว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างข้อแรก ผมก็อยากจะขอร้องให้ อ. อาลีคานลดทิษฐิ และลองปฏิบัติตามคำแนะนำของผมดูบ้าง ..
แต่ถ้าท่านผู้อ่านเห็นว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างข้อหลัง ผมก็ต้องขออภัยต่อท่าน อ. อาลีคานเป็นอย่างสูง ที่ "สะเออะ" ออกมาตักเตือนนักวิชาการผู้ปฏิบัติหน้าที่ดาอีย์อย่างสุภาพและ เหมาะสม .. ตรงตามคำสั่งของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. แล้ว .. อย่างท่าน (แม้ผมจะเจตนาเตือนทั้ง 2 ค่าย และมิได้ระบุนามผู้ใดเลยก็ตาม) ....
ท่าน อ. อาลีคาน ยังกล่าวหาผมอีกว่า ลักษณะการเตือนของผมที่ต้องการให้มุสลิมทุกคนคำนึงถึงความเป็นพี่น้องกัน, รักใคร่กัน, ปรองดองกัน, ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนั้น .. เหมือนผมเป็น "พวกอิควาน" ที่ท่านกำลังต่อต้านอยู่ ...
ผมก็ขอยอมรับโดยดุษฎีและอย่างน่าชื่นตาบานว่า .. ใช่ครับ ผมเป็นอิควาน !..
แต่การเป็นอิควานของผม มิใช่อิควานตามแบบนโยบายของ "พรรคการเมือง" หนึ่งในประเทศอียิปต์ที่มีบางคนนำมาเผยแพร่ในประเทศไทย .. ...
ทว่า .. เป็นอิควานตาม "กรอบคำสั่ง" ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ... ที่ว่า .. "พวกท่านอย่าโกรธเคืองกัน, พวกท่านอย่าอิจฉาริษยากัน, พวกท่านอย่าผินหลังให้กัน, พวกท่านอย่าตัดขาดซึ่งกันและกัน และพวกท่านจงเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ที่เป็น "อิควาน" (คือเป็นพี่น้องกัน) .. ไม่อนุญาตให้มุสลิมคนใดหันห่างจากพี่น้อง (มุสลิม) ของเขาเกินกว่า 3 วัน"
หะดีษบทนี้บันทึกโดยท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิม ....
ผมเชื่อว่า มีพี่น้องมุสลิมจำนวนมากในประเทศไทย ไม่ปฏิเสธการเป็น "อิควาน" ตามนัยนี้มิใช่หรือครับ ...
มีนักวิชาการสายสละฟีย์บางคน (รวมทั้งผมเองด้วยในอดีต) เคยกล่าวว่า "ถ้าการพูดความจริงทำให้เกิดการแตกแยก ก็เชิญให้มันแตกไปเลย" ...
แต่จากประสบการณ์อันยาวนานทำให้ผมเกิดความรู้สึก(ใหม่) ว่า การพูดความจริง ไม่ใช่เป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้มุสลิมที่มีแนวคิดต่างกัน แตกแยกกัน ...
แต่สาเหตุจริงๆที่ทำให้เกิดการแตกแยกกัน ก็เพราะ "ผู้พูดความจริง" (ตามความเชื่อของตนเอง) ใช้วิธีการด่า, ประณาม, หรือตักฟีรฺ ผู้เห็นต่าง .. ต่างหาก ..
ลำพังการนำเสนอความจริงเพียงอย่างเดียว ไม่มีการด่าแถมขณะพูดความจริง .. แม้ผู้ฟังที่เห็นต่างจะไม่ยอมรับ แต่คงไม่ถึงกับทำให้แตกแยกกันอย่างนี้ ...
ตามปกติ มุสลิมทุกคนที่มีอีหม่าน - ถ้าไม่อวิชาจนเกินไป - ก็ไม่มีใครปฏิเสธซุนนะฮ์ของท่านนบีย์ หรือปฏิเสธความสำคัญของซุนนะฮ์ของท่านนบีย์หรอก ...
แล้วทำไม มุสลิมเหล่านั้นจึงไม่ยอมรับซุนนะฮ์ของท่านนบีย์เมื่อมีผู้หยิบยื่นให้ ? ...
ก่อนเขียนคำตอบ .. ผมขอเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆว่า อุปมาบางคนเปิดร้านขายอาหาร รสชาติอาหารในร้านก็โอชะ, ทุกคนยอมรับ และไม่มีใครปฏิเสธรสชาติอาหาร .....
แต่แปลกที่ .. ทำไม ผู้คนจึงไม่อยากเข้าไปซื้ออาหารในร้านนี้ ? ...
คำตอบ .. ที่คนไม่เข้าร้านนี้ไม่ใช่เพราะรสชาติอาหารไม่อร่อย ...
แต่เป็นเพราะพวกเขา "เกลียดปาก" เจ้าของร้านที่ชอบด่า ชอบทะเลาะกับผู้ซื้อต่างหาก
เรื่องการเผยแพร่ซุนนะฮ์ ฉันใดก็ฉันนั้น ...
มุสลิมที่ปฏิเสธเมื่อมีคนหยิบยื่นซุนนะฮ์มาให้ - สาเหตุส่วนหนึ่ง - ไม่ใช่เพราะเขาเกลียดซุนนะฮ์ ...
แต่เป็นเพราะเขา "เกลียดปาก" ผู้เผยแพร่ซุนนะฮ์ที่มาด่าเขา ประณามเขา ต่างหาก ...
สุดท้ายนี้ ผมขอฝาก "ข้อคิด" สำหรับนักวิชาการรุ่นน้องๆ "บางท่าน" ค่ายสละฟีย์ ว่า ...
การที่ท่านทำงานศาสนาด้วยการเผยแพร่ซุนนะฮ์ของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถือว่า ท่านเดินมา "ถูกทาง" แล้ว ...
แต่ .. "วิธีการ" เผยแพร่ซุนนะฮ์ของท่านด้วยวิธีการก้าวร้าว ประณามต่อผู้เห็นต่าง แสดงว่าท่าน กำลังเดิน "หลงทิศ" ..
เพราะฉะนั้น การบ้านสำหรับท่านก็คือ ...
ทำอย่างไรท่านจึงจะได้ชื่อว่า เดินถูกทางด้วย, ถูกทิศด้วย ..
หมายเหตุ หลังจากนี้ หากท่านผู้ใดเขียนโต้แย้งอะไรมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมก็จะไม่เขียนชี้แจงอะไรอีกแล้ว เพราะถือว่า ผมทำหน้าที่เผยแพร่คำสั่งของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ที่ว่า ...
.. "จงเรียกร้องเชิญชวนมาสู่แนวทางแห่งพระผู้อภิบาลของท่านด้วยหิกมะฮ์และคำตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยวิธีการที่ดีกว่า" ... อย่างสมบูรณ์แล้ว ...


อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย
28/5/60

จงยืนหยัดในหลักการ แต่จงสุภาพและนิ่มนวลในวิธีการ




โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

พี่น้องมุสลิมทุกท่าน .. ที่มีอีหม่านที่ถูกต้อง .. อยู่ในหัวใจครับ ...
รอมะฎอนปีนี้ ผมว่าน่าจะเป็นโอกาสดีเลิศที่สุดที่มุสลิมเรา - โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักวิชาการบางท่านหรือหลายท่าน" - ควรจะละทิ้งพฤติการณ์เก่าๆที่แย่ๆของพวกเราในรอบหลายปีที่ผ่านมาเสียที ดีไหมครับ ? ...
- ประเภทเผยแพร่ศาสนาด้วยการสร้างศัตรู แทนที่จะเป็นการสร้างมิตรและความเข้าใจทีดีต่อกันในระหว่างพี่น้องมุสลิมก็ดี ...
- ประเภท .. "ความถูกต้องเรื่องศาสนาอยู่ที่กลุ่มของข้าเท่านั้น ใครเห็นต่างกับกลุ่มของข้า คนนั้นผิดแน่ๆ .. จะต้องถูกประณามหรือถูกกระแนะกระแหน" ก็ดี ...
- ประเภท .. "ความเชื่ออย่างที่ข้าเชื่อเท่านั้นถึงจะเรียกว่าเป็นมุสลิม ความเชื่อที่ต่างจากข้า เป็นความเชื่อของคนต่างศาสนา" .. ก็ดี ...
- ประเภทกล่าวประณาม กล่าวจาบจ้วง, กล่าวดูถูกเหยียดหยามพี่น้องมุสลิมที่เห็นต่างหรือมีความเชื่อต่างกับตัวเอง เหมือนเขาไม่ใช่เป็นมุสลิม แม้จะเป็นนักวิชาการระดับโลกที่โลกอิสลามยอมรับก็ดี ...
- ประเภทผูกขาดคำว่า "อะฮ์ลิซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์" ไว้กับพวกที่มีความเชื่อเหมือนพวกข้าเท่านั้น ผู้ที่มีความเชื่อไม่เหมือนพวกข้าไม่ว่าเป็นนักวิชาการของโลกระดับไหน ไม่ใช่อะฮ์ลิซซุนนะฮ์วัล-ญะมาอะฮ์ .. ก็ดี ...
- ประเภทผูกขาดคำว่า "สะละฟีย์ที่ถูกต้อง" คือกลุ่มของพวกข้าเท่านั้น กลุ่มอื่นๆจากกลุ่มข้าเป็นสะละฟีย์จอมปลอมทั้งนั้น .. ก็ดี ...
ขอร้องเถิดครับ หลังจากสิ้นเดือนรอมะฎอนไปแล้ว ขอความกรุณาให้สิ่งเหล่านี้สลายไปจากจอแก้ว, จากคำบรรยาย หรือจากข้อเขียนของพวกท่าน .. และอย่าให้มันหวนกลับมาให้พวกเรา - มุสลิมทุกคน - ได้เห็นมันอีก จะได้ไหมครับ ? ..
แน่ใจหรือครับว่า พฤติการณ์ต่างๆดังกล่าวมานี้ของพวกท่าน เป็นการสร้างเกียรติภูมิ, สร้างความภาคภูมิใจให้กับพี่น้องมุสลิม หรือทำให้พี่น้องมุสลิมอับอายขายหน้าต่อศาสนิกอื่นกันแน่ ? ...
แน่ใจหรือครับว่า พฤติการณ์ต่างๆดังกล่าวมานี้ของพวกท่าน เป็นการ "อิศลาห์" หรือการ "ปรับปรุง" ด้วยเจตนาดีต่อพี่น้องมุสลิมของท่าน .. ดังพระดำรัสในซูเราะฮ์อัล-หุญุรอต อายะฮ์ที่ 10 ที่มีความหมายว่า ... "บรรดาผู้ศรัทธามิใช่อื่นใดนอกจาก "เป็นพี่น้องกัน" ดังนั้น จง "ปรับปรุงให้ดี" ในระหว่างพี่น้องของพวกท่าน" ..
แน่ใจหรือครับว่า พฤติการณ์ต่างๆดังกล่าวมานี้ของพวกท่าน เป็นการ "น้อมรับ" และปฏิบัติตามคำสั่งพระองค์อัลลอฮ์ในซูเราะฮ์อัน-นะห์ลิ อายะฮ์ที่ 125 ที่ทรงสอน "วิธีการเผยแพร่" ศาสนาของพระองค์ด้วยพระบัญชาที่มีความหมายว่า "จงเรียกร้องเชิญชวนมาสู่แนวทางแห่งพระผู้อภิบาลชองท่าน "ด้วยหิกมะฮ์และคำตักเตือนที่ดี" ...
แน่ใจหรือครับว่า พฤติการณ์ต่างๆดังกล่าวมานี้ของพวกท่าน เป็นการ "น้อมรับ" และปฏิบัติตามคำสั่งพระองค์อัลลอฮ์ในซูเราะฮ์อัน-นะห์ลิ อายะฮ์ที่ 125 ที่ทรงสอน "วิธีการโต้แย้ง" ผู้เห็นต่าง .. ด้วยพระบัญชาที่มีความหมายว่า "จงโต้แย้งพวกเขาด้วยวิธีการที่ดีกว่า ...
แน่ใจหรือครับว่า พฤติการณ์ต่างๆดังกล่าวมานี้ของพวกท่าน พวกท่านลอกเลียนมันมาจากสะละฟุสซอลิห์ ที่พวกท่านอ้างว่า จะปฏิบัติตามแนวทางของพวกท่าน ? ..
ผมมิได้ขอร้องให้พวกท่าน "ยุติ" การพูดความจริง(ในมุมมองของพวกท่าน) .. แต่ผมขอร้องให้พวกท่านพูดความจริงตาม "วิธีการ" ที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงสั่งพวกท่านต่างหาก .. ดังหัวข้อเรื่องที่ผมเขียนไว้ข้างต้นนั้น ...
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากรอมะฎอนไปแล้ว ผมและพี่น้องมุสลิมคงจะได้เห็นนักวิชาการของเรา เป็นนักวิชาการที่ปฏิบัติตามแนวทางสะลัฟจริงๆ, ปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทั้งในด้านวิธีการเผยแพร่และวิธีการโต้แย้งจริงๆ, มองเห็นผู้ศรัทธาอื่นเป็นพี่น้องตามคำสั่งพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. จริงๆ มิใช่มองพี่น้องมุสลิมเป็นศัตรูที่จะต้องจองล้างจองผลาญกัน .. ดังที่ผ่านมาแล้วในอดีต ...
ก็จะคอยดูว่า ที่เขียนเปิดใจมาอย่างนี้ ผมจะได้รับเกียรติยกย่องด้วยวาทกรรมว่า "เป็นพวกโลกสวย" จากนักวิชาการท่านใดอีก ...



อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย
21/5/60

เตือนสติพี่น้องมุสลิม



Signorina Farida
Signorina Farida ก๊วนอะชาอิเราะห์ โต้กับเหี้ยหมานรกวะฮาบี อ่านไปขำทุกโพสต์และทุกคอมเมนท์ #มุสโสร่ง กัดกันเยี่ยงหมา ชอบๆ นั่งบนภูเขา ดูพวกหมากัดกัน หนุกหนานดี 55555
****************
พี่น้องมุสลิมที่รักทุกท่านครับ
ความจริง ผมไม่อยากจะนำสิ่งนี้มาลงให้เป็นเสนียดในเฟสของผม แต่ที่นำมาลงก็เพื่อต้องการเตือนสติให้พี่น้องมุสลิมทั้งค่ายอะชาอิเราะฮ์และค่ายสะละฟีย์เห็นว่า ผลจากการที่เราเผยแพร่ศาสนาด้วยการสาดโคลนกัน ประณามซึ่งกันและกันเหมือนอีกฝ่ายหนึ่งไม่ใช่มุสลิม ใครคือผู้ได้รับผลประโยชน์ ? .. มุสลิมทั้งสองค่ายกลายเป็นหมาในสายตาของศัตรูอิสลามไปแล้วใช่ไหม ?




วันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

การนิกาห์ในมัสยิด




โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

มีการอ้างรายงานมาจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. จากท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า ...

أَعْلِنُوْاهَذَاالنِّكَاحَ، وَاجْعَلُوْهُ فِى الْمَسَاجِدِ، وَاضْرِبُوْاعَلَيْهِ بِالدُّفُوْفِ

“พวกท่านจงให้มีผู้รู้เห็นการนิกาห์นี้, จงทำมันในมัสยิด และจงตีกลองประโคมข่าวการนิกาห์ด้วย” ...
(บันทึกโดย ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 1089 และท่านอัล-บัยฮะกีย์ เล่มที่ 7 หน้า 290) ...

คำว่า “จงให้มีผู้รู้เห็นการนิกาห์” อาจมีความหมายว่า จงให้มี “พยาน” ในการนิกาห์ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นในการนิกาห์, หรืออาจมีความหมายว่า จงกระทำการนิกาห์อย่างเปิดเผยและให้ชาวบ้านทั่วไปรับรู้ ซึ่งเป็นเรื่องสมควรปฏิบัติในการนิกาห์ทุกครั้ง ...
(จากหนังสือ “ตุห์ฟะตุ้ลอะห์วะซีย์” เล่มที่ 4 หน้า 210) ...

หะดีษบทนี้เป็นหะดีษที่เฎาะอีฟมาก เพราะในสายรายงานของมันมีชื่อของ “ท่านอีซา บินมัยมูน อัล-อันศอรีย์” ซึ่งถูกท่านบุคอรีย์วิจารณ์ว่า “مُنْكَرُالْحَدِيْثِ” ...
(จากหนังสือ “อัฎ-ฎุอะฟาอ์ อัศ-ศอฆีรฺ” ของท่านบุคอรีย์ หน้า 90)

คำว่า “มุงหัรฺหะดีษ” ในทัศนะของท่านบุคอรีย์ หมายถึงบุคคลที่ห้ามรายงานหะดีษใดๆจากเขา ...
แต่ข้อความวรรคแรกที่ว่า “จงให้มีผู้รู้เห็นการนิกาห์” ถือเป็นรายงานที่เชื่อถือได้ เพราะมีการรายงานสนับสนุนมาจากกระแสอื่น ...
การเฎาะอีฟของหะดีษนี้ จึงอยู่ที่ 2 วรรคหลังของมัน คือ ให้นิกาห์ในมัสยิด, และให้ตีกลองประโคมข่าวการนิกาห์ ...
ความหมายที่ว่า “หะดีษเรื่องให้นิกาห์ในมัสยิดเป็นหะดีษเฎาะอีฟ” มิได้หมายความว่า ห้ามนิกาห์ในมัสญิด .. แต่หมายถึงว่า ถ้าผู้ใดจะทำพิธีนิกาห์ในมัสยิดก็ทำได้ เพียงแต่อย่าไปเข้าใจว่าการนิกาห์ในมัสยิดเป็นซุนนะฮ์ที่ท่านนบีย์สั่งหรือส่งเสริมให้กระทำ หรือเมื่อทำแล้วจะมีบะรอกะฮ์มาก อะไรทำนองนั้น ...
เพราะไม่มีหลักฐานที่ถูกต้องแม้แต่บทเดียวที่ส่งเสริมให้มีการนิกาห์ในมัสยิด หรือให้เข้าใจว่า การนิกาห์ในมัสยิดเป็นซุนนะฮ์ ...



วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ (ตอนที่ 1)


อบคำถามคุณ Walid Binsa-i
เรื่อง การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่
โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย
(ตอนที่ 1)

(หมายเหตุ คำตอบนี้มีทั้งหมด 11 หน้ากระดาษ A 4 ผมจึงจำเป็นต้องแบ่งเพื่อทยอยนำลงเป็น 2 ตอนครับ )...

ถาม .. อัสสลามุอลัยกุมครับ ผมมีคำถามนิดนึงครับ อยากทราบว่าเราเดินทางแล้วแวะละหมาดวันศุกร์ในพื้นที่นั้น ต่อจากนั้นเราสามารถละหมาดรวมอัสรี่ 2 ร็อกอะฮ์ได้หรือไม่? ...
ตอบ .. วะอลัยกุมุสสลาม ...
ก่อนอื่นเราต้องทราบเสียก่อนว่า พื้นฐานเรื่องละหมาดฟัรฺฎู 5 เวลานั้น ผู้เป็นมุสลิมจะต้องทำมัน, ในเวลาของมันที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น จะเจตนาทำละหมาดใดก่อนเวลาหรือหลังเวลาของมันไม่ได้เป็นอันขาด ..
นี่คือ สิ่งที่เข้าใจได้จากคำดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ในอายะฮ์ที่ 103 ซูเราะฮ์ อัน-นิซาอ์ ...
และนี่คือสิ่งที่เป็น إِجْمَاعٌ หรือ "มติเอกฉันท์" ของนักวิชาการอิสลามทั้งมวล .. ดังคำกล่าวของท่านอิบนุกุดามะฮ์ในหนังสือ "อัล-มุฆนีย์" เล่มที่ 1 หน้า 378 ...
แต่ขณะเดียวกัน อิสลามก็มีหลักการเรื่อง صَلاَةُ الْجَمْعِ หรือละหมาดรวม .. อันหมายถึงการนำละหมาด 2 เวลา มา "ทำพร้อมกัน" ในเวลาของละหมาดใดละหมาดหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า ในการทำละหมาดรวมทุกครั้ง ย่อมส่งผลให้มีการทำละหมาดใดๆ "ก่อน" หรือ "หลัง" เวลาจริงของมันเสมอ ..
การกระทำละหมาดใดๆ "ก่อน" หรือ "หลัง" เวลาจริงของมัน - ตามปกติ - เป็นเรื่องต้องห้ามที่มุสลิมคนใด จะกระทำมิได้เป็นอันขาดดังกล่าวมาแล้ว ..
เพราะฉะนั้น หลักการเรื่องละหมาดรวมจึงมิใช่เป็นหลักการปกติที่ใครๆจะทำได้ตลอดเวลาที่ต้องการจะทำ .. อย่างเช่นการทำละหมาดรวมของลัทธิชีอะฮ์ เป็นต้น ...
แต่การละหมาดรวมเป็นเพียง رُخْصَةٌ (ข้อผ่อนผันของอิสลาม) ให้ปฏิบัติได้เมื่อ "เกิดมีความจำเป็น" เท่านั้น ...
คำว่า "จำเป็น" หมายถึง "ความไม่สะดวกหรือความยุ่งยากลำบาก" ในการจะทำละหมาดใดในเวลาปกติของมัน - ไม่ว่าขณะอยู่ที่บ้านหรือขณะเดินทาง - หรือผู้เดินทางที่มีความเร่งรีบในการเดินทางจนไม่สามารถทำละหมาดใดละหมาดหนึ่งในเวลาปกติของมันได้ เป็นต้น ...
คำว่า "ผ่อนผัน" .. หมายความว่า ในกรณีเกิดความจำเป็นดังกล่าวมาแล้ว เราจะนำเอาละหมาด 2 เวลามาทำรวมในเวลาเดียวกันก็ได้ .. หรือเราจะแยกทำแต่ละละหมาดในเวลาปกติของมันก็ย่อมทำได้เช่นเดียวกัน และเป็นสิ่งที่ดีกว่าการละหมาดรวมด้วย เพราะเป็นการปฏิบัติละหมาดตามบทบัญญัติเดิม .. คือการทำแต่ละละหมาดในเวลาจริงๆของมัน ...
เมื่อการละหมาดรวมเป็นข้อผ่อนผันให้ปฏิบัติได้ยามจำเป็น คำถามของคุณ Walid Binsa-i ข้างต้น จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของสมมุติฐานที่ว่า .. "ถ้า" มีความจำเป็นแล้ว การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ในเวลาเดินทาง จะผ่อนผันด้วยหรือไม่ ? หรือเป็นที่อนุญาตหรือไม่ ? ...
ที่คุณ Walid Binsa-i ถามมาอย่างนี้ ก็เพราะหลักฐานเกี่ยวกับละหมาดรวม, โดยเฉพาะการละหมาดรวมในเวลากลางวันซึ่งมี 3 ละหมาดคือ ละหมาดซุฮ์รี่, ละหมาดวันศุกร์ และละหมาดอัศรี่นั้น รายงานที่มีมาเป็นรายงานเรื่อง "การละหมาดรวมระหว่างละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดอัศรี่" เท่านั้น ...
ไม่เคยมีหลักฐานรายงานมาเกี่ยวกับการละหมาดรวมระหว่าง "ละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่" เลย ...
คำถามนี้จึงเป็นคำถามที่ท้าทายผู้ตอบเป็นอย่างยิ่ง ...
ก่อนอื่น ผมขอเรียนให้ทราบข้อเท็จจริงก่อนว่า .. การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ เป็นปัญหาขัดแย้งของนักวิชาการครับ !..
นักวิชาการส่วนใหญ่ (جُمْهُوْرٌ) ของ 4 มัษฮับมีทัศนะว่า ทำไม่ได้ !.. ขณะที่นักวิชาการสลัฟกลุ่มหนึ่งมีทัศนะว่า ทำได้ ...
เมื่อเป็นปัญหาขัดแย้ง คำตอบของผมที่จะถึงต่อไปจึงเป็นเพียงการ "ให้น้ำหนัก" ตามมุมมองของผมต่อทัศนะหนึ่งจากสองทัศนะที่ขัดแย้งกันเท่านั้น ...
หาใช่เป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในเรื่องนี้ไม่ .. ท่านผู้อ่านทุกท่านจึงโปรดรับทราบไว้ด้วยครับ ...
เท่าที่ผมตรวจสอบดูแล้ว การที่นักวิชาการส่วนใหญ่มีทัศนะว่า การละหมาดรวมระหว่าง "ละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่" ทำไม่ได้ สรุปเหตุผลหลักที่อ้างมามี 3 ประการคือ ..
1. เพราะเรื่องละหมาด - ไม่ว่าละหมาดในเวลาหรือละหมาดรวม - เป็นเรื่องอิบาดะฮ์ประเภท تَعَبُّدِىٌّ .. คือ ให้ปฎิบัติตามคำสั่งหรือตัวบทเท่านั้น .. ไม่สามารถทราบเหตุผลได้ ..
2. ไม่เคยปรากฏมี نَصٌّ (ตัวบทชัดเจนเฉพาะเรื่อง) ที่รายงานมาว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ ...
3. การนำเอาละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์ เท่ากับเป็นกิยาส (อนุมานเปรียบเทียบ) ระหว่างละหมาดวันศุกร์ (ซึ่งไม่มีหลักฐานว่าท่านศาสดาจะเคยทำรวมกับละหมาดอัศรี่) กับละหมาดซุฮ์รี่ (ที่มีหลักฐานว่าท่านศาสดาเคยทำรวมกับละหมาดอัศรี่)
การนำเอาละหมาดวันศุกร์ไปกิยาสหรือเปรียบเทียบกับละหมาดซุฮ์รี่นี้ นักวิชาการบางท่านมองว่า เป็น قِيَاسٌ مَعَ الْفَارِقِ .. คือ การนำเอาของ 2 อย่างที่แตกต่างกัน (หมายถึงรูปแบบละหมาดวันศุกร์กับรูปแบบละหมาดซุฮ์รี่) .. มาปรับใช้หุก่มเดียวกัน (คือ ทั้งละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดวันศุกร์ สามารถทำรวมกับละหมาดอัศรี่ได้เหมือนกันด้วยสาเหตุเพราะการกิยาส) ..
ซึ่ง قِيَاسٌ مَعَ الْفَارِقِ นี้ ถือเป็นเรื่องต้องห้ามและไม่สามารถทำได้ตามหลักวิชาการ ..
ชี้แจง
ส่วนตัวของผม เห็นด้วยกับทัศนะของนักวิชาการที่กล่าวว่า การละหมาดรวม ระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่สามารถทำได้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ...
1. คำกล่าวที่ว่า .. เรื่องการละหมาด - ไม่ว่าละหมาดในเวลาหรือละหมาดรวม - เป็นเรื่องอิบาดะฮ์ประเภท تَعَبُّدِىٌّ.. คือ ให้ปฎิบัติตามคำสั่งหรือตัวบท โดยไม่อาจทราบเหตุผลได้ ..
ผมขอเรียนว่า ...
คำกล่าวที่ว่า .. การละหมาด (ภาษาอาหรับเรียกว่า اَلصَّلاًةِ ) เป็นอิบาดะฮ์ประเภท تَعَبُّدِىٌّ .. เป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง ...
แต่การ "ละหมาดรวม" ซึ่งภาษาอาหรับเรียกว่า صَلاَةُ الْجَمْعِ (ขอย้ำคำว่า ละหมาดรวม! มิใช่ละหมาดเฉยๆในเวลา) .. ตามความเป็นจริงแล้วมิใช่เป็นอิบาดะฮ์ประเภท تَعَبُّدِىٌّ หรือการให้ปฎิบัติตามตัวบทโดยไม่สามารถทราบเหตุผล ..
แต่การละหมาดรวมซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกผ่อนผันเมื่อมีความจำเป็นดังที่ได้อธิบายมาแล้ว เป็นอิบาดะฮ์ประเภท تَعَقُّلِىٌّ .. หรือ "สิ่งที่ให้เราปฏิบัติโดยสามารถทราบเหตุผลได้" ...
สำหรับเหตุผลที่ผ่อนผันให้มีการละหมาดรวมได้ ก็คือ رَفْعُ الْحَرَجِ หรือเพื่อลดภาระความยุ่งยากลำบาก - ในบางขณะ - ต่อการทำละหมาดใดในเวลาปกติของมัน ...
เหตุผลข้างต้นนี้ เรารับทราบได้จากคำกล่าวของท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. - (เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยทำละหมาดรวมระหว่างละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดอัศรี่, และระหว่างละหมาดมัคริบกับละหมาดอิชาอ์ขณะอยู่ที่บ้านในบางครั้ง) - โดยท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. กล่าวตอบว่า : لِأَنْ لاَ يُحْرِجَ اُمَّتَهُ : (ที่ท่านศาสดากระทำอย่างนี้) ก็เพราะท่านไม่ประสงค์จะให้เกิดความยุ่งยากลำบากแก่อุมมะฮ์ของท่าน ...
คำว่า "ยุ่งยากลำบาก" หมายถึงความไม่สะดวกที่จะทำแต่ละละหมาดในเวลาปกติของมัน ไม่ว่าขณะเดินทางหรืออยู่บ้าน .. ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ...
คำตอบของท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ดังกล่าว คือหลักฐานชัดเจนที่สุดที่ยืนยันว่า เรื่องการละหมาดรวม เป็นเรื่อง تَعَقُّلِىٌّ .. หรือเป็นสิ่งที่มีเหตุผลและสามารถเข้าใจเหตุผลนั้นได้ .. มิใช่เป็นสิ่งประเภท تَعَبُّدِىٌّ หรือไม่สามารถทราบเหตุผลได้ .. ดังความเข้าใจของนักวิชาการในประเทศอาหรับบางท่าน ..
เมื่อสามารถทราบเหตุผลได้ จึงไม่เป็นเรื่องต้องห้ามที่จะนำสิ่งอื่นที่เป็นประเภทเดียวกัน, มีเหตุผลตรงกัน, .. มาปรับใช้ในลักษณะเดียวกันเพื่อการปฏิบัติที่เหมือนกัน, .. ดังในกรณีละหมาดอัศรี่รวมกับละหมาดวันศุกร์นี้ .. และในกรณีอื่นๆดังที่จะถึงต่อไป ..


วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ (ตอนที่ 2)

ตอบคำถามคุณ Walid Binsa-i
เรื่อง การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่
(ตอนที่ 2)

โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

2. คำกล่าวที่ว่า .. เพราะไม่เคยมี نَصٌّ (ตัวบทชัดเจนเฉพาะเรื่อง) ที่รายงานมาเกี่ยวกับเรื่องละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ ดังนั้น การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ จึงทำไม่ได้ ..
ก่อนอื่น ผมขออธิบายความหมายของคำว่า "ไม่มี نَصٌّ " ให้ท่านผู้อ่านเข้าใจเสียก่อน ..
คำกล่าวของนักวิชาการที่ว่า "มี نَصٌّ หรือไม่มี نَصٌّ " ของสิ่งใด มิได้หมายถึงการมีหรือไม่มี "ข้อเท็จจริง" ของสิ่งนั้น ..
แต่หมายถึง การ "มีหรือไม่มีรายงานที่ถูกต้องมา" ในเรื่องนั้นๆ ...
ถ้าไม่มีรายงานที่ถูกต้องมา ก็ถือว่าเรื่องนั้นไม่มี نَصٌّ .. แม้ข้อเท็จจริง อาจจะมีการปฏิบัติสิ่งนั้นของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม แล้วก็ตาม ..
ตัวอย่างเช่น การอ่านซิกรุ้ลลอฮ์ในอริยาบถต่างๆของการละหมาดสุนัต ซึ่งตามข้อเท็จจริงย่อมไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลับฮิวะซัลลัม จะต้องมีการอ่านซิกรุ้ลลอฮ์เหล่านี้แล้วในละหมาดสุนัตของท่าน ...
แต่เมื่อมันไม่มีรายงานมา ตามหลักการจึงถือว่า การอ่านซิกรุ้ลลอฮ์ในอริยาบถต่างๆของละหมาดสุนัต เป็นสิ่งไม่มี نَصٌّ ...
(จำความหมายข้อนี้ให้ดีนะครับ เพราะมันคือตัวบ่งชี้สิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไป) ..
คำกล่าวจากข้อที่ 2 ข้างต้นทำให้มีปัญหาว่า ถ้าหลักการของท่านที่ว่า อิบาดะฮ์ทุกชนิด (ไม่จำกัดว่าจะเป็น "ตัวตน" ของอิบาดะฮ์ หรือ "องค์ประกอบ" บางอย่างของอิบาดะฮ์) .. จะต้องมี نَصٌّ (ตัวบทชัดเจนเฉพาะเรื่อง) รายงานมาเท่านั้น จึงจะทำได้ ถ้าไม่มี نَصٌّ รายงานมาก็ทำไม่ได้ ..
ผมก็ขอถามสั้นๆว่า ...
ก. เมื่อเกิดมีการลืมรุก่นใดหรือเพิ่มรุก่นใดในละหมาดซุบฮ์, ละหมาดมัคริบ หรือละหมาดอิชา ท่านจะทำอย่างไร? ...
หากท่านตอบว่า ก็ต้องสุญูดซะฮ์วี ผมก็ขอถามต่อว่า ...
ท่านจะสุญูดซะฮ์วีได้อย่างไร ในเมื่อ نَصٌّ เรื่องสุญูดซะฮ์วีในละหมาดซุบฮ์, ละหมาดมัคริบ และละหมาดอิชาอ์ ไม่เคยมีรายงานมาเลย ..
ที่มี "รายงานมา" มาเรื่องสุญูดซะฮ์วีกรณีลืมรุก่นหรือเพิ่มรุก่น ก็เฉพาะใน "ละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดอัศรี่" เท่านั้น ...
ข. เมื่อจะ "ละหมาดสุนัต" ใดๆ .. ในขณะที่ท่านรุกั๊วะอฺ, เอี๊ยะอฺติดาล, สุญูด และนั่งพักระหว่างสองสุญูด ท่านจะอ่านอะไร ? ...
หากตอบว่า ในรุกั๊วะอฺและในสุญูดก็ให้อ่านตัสบี๊ห์, ในตอนกำลังเงยขึ้นมาจากรุกั๊วะอฺสู่เอี๊ยะอฺติดาลก็ให้อ่านสะมิอัลลอฮ์, ในการนั่งพักระหว่างสองสุญูดก็อ่านร็อบบิฆฟิรฺลีย์ ฯลฯ ..
ผมก็ขอถามต่อไปว่า ท่านจะอ่านสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรในเมื่อไม่มี نَصٌّ "รายงานมา" ในเรื่องนี้ ? ...
เพราะ نَصٌّ ที่ "รายงานมา" ในเรื่องการอ่านตัสบี๊ห์ในขณะรุกั๊วะอฺและขณะสุญูด, การอ่านสะมิอัลลอฮ์ขณะกำลังเงยขึ้นมาจากรุกั๊วะอฺสู่เอี๊ยะอฺติดาล, การอ่านร็อบบิฆฟิรฺลีย์ขณะนั่งระหว่างสองสุญูด เป็นต้น ล้วนเป็นรายงานการอ่านใน "ละหมาดฟัรฺฎู" ทั้งสิ้น ...
เพราะฉะนั้น คำตอบของท่านในกรณีนี้ก็คือ การที่ท่านสุญูดซะฮ์วีเมื่อลืมรุก่นหรือเพิ่มรุก่นในละหมาดซุบฮ์, ละหมาดมัคริบ หรือละหมาดอิชา ท่านมิได้อาศัย نَصٌّ.. แต่ท่านอาศัย "กิยาส" กับการสุญูดซะฮ์วีของละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดอัศรี ...
หรือซิกรุ้ลลอฮ์ที่ท่านอ่านในอริยาบถต่างๆของละหมาดสุนัต ท่านมิได้อ่านโดยอาศัย نَصٌّ (เพราะมันไม่มี نَصٌّ รายงานมา) .. แต่ท่านอ่านซิกรุ้ลลอ์เหล่านี้ในละหมาดสุนัตโดยอาศัย "กิยาส" กับซิกรุ้ลลอฮ์ที่มีรายงานมาในละหมาดฟัรฺฎู ...
ฯลฯ
นี่คือความจริงที่ท่านปฏิเสธไม่ได้ ...
เพื่อความชัดเจน ผมขอชี้แจงกรณีปัญหาข้างต้นดังต่อไปนี้ ...
เรื่องหลักการขั้นพื้นฐานที่ว่า "เรื่องอิบาดะฮ์เป็นเรื่องเตากีฟียะฮ์" .. คือจะต้องมีคำสั่งใช้จากพระองค์อัลลอฮ์ลงมาเท่านั้นถึงจะทำได้ หากไม่มีคำสั่งมาก็ทำไม่ได้ ...
หลักการนี้เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ก็ถูกต้องเฉพาะในเรื่อง "รูปแบบเฉพาะ" ของอิบาดะฮ์ และใน "องค์ประกอบส่วนใหญ่ของอิบาดะฮ์ที่มีรูปแบบเฉพาะ" เท่านั้น .. เช่น รูปแบบและองค์ประกอบส่วนใหญ่ของละหมาด, ซะกาต, ศีลอด, การทำหัจญ์ เป็นต้น ล้วนเป็น "เตากีฟียะฮ์" ทั้งสิ้น .....
แต่หลักการนี้มิได้ครอบคลุมถึง "องค์ประกอบบางลักษณะ" ของอิบาดะฮ์บางประเภทเหล่านั้นด้วย ..
.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง " องค์ประกอบบางลักษณะ" ของบางอิบาดะฮ์ ซึ่งท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้เคย "กำหนดแนวทางหรือทำตัวอย่าง" ไว้แล้วในอิบาดะฮ์หนึ่ง เพื่อให้เรานำแนวทางหรือตัวอย่างนั้นมา "ปรับใช้" .. (ภาษาอาหรับเรียกว่า กิยาส) .. กับ "บางองค์ประกอบของอิบาดะฮ์ประเภทเดียวกัน" ที่ไม่มีรายงานการกระทำลักษณะนั้นมา โดยท่านไม่จำเป็นจะต้องทำตัวอย่างลักษณะเดียวกันไว้จนหมดทุกเรื่อง ...
องค์ประกอบบางอย่างของอิบาดะฮ์ที่ท่านรอซู้ลฯ ศ็อลลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำตัวอย่างไว้แล้วในอิบาดะฮ์ประเภทเดียวกันนี้แหละ ที่เราสามารถใช้หลัก "กิยาส" เพื่อปฏิบัติมันได้ .. โดยไม่ถือว่าขัดแย้งกับกฎเกณฑ์พื้นฐานข้างต้นเรื่อง "เตากีฟียะฮ์" แต่ประการใด ...
ตัวอย่างในเรื่องนี้เช่น ...
ก. มี نَصٌّ รายงานมาว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมได้อ่านซิกรุ้ลลอฮ์ในอริยาบถต่างๆในละหมาดฟัรฺฎู เช่นในรุกั๊วะอฺ, ในตอนยืนขึ้นจากรุกั๊วะอฺมาเอี๊ยะอฺติดาล, ในขณะเอี๊ยะอฺติดาล, ในขณะสุญูด และในขณะนั่งพักระหว่างสองสุญูด เหมือนอย่างที่เราใช้อ่านกันในปัจจุบัน ...
นักวิชาการจึงอาศัย نَصٌّ นั้นมากิยาสหรือปรับใช้อ่านในอริยาบถเดียวกันของละหมาดสุนัต .. ซึ่งการละหมาด ไม่ว่าฟัรูฎูหรือละหมาดสุนัตถือว่าเป็นอิบาดะฮ์ประเภทเดียวกัน ..
ข. มี نَصٌّ รายงานมาว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมสั่งให้เก็บซะกาตจากเมล็ดพืช 2 ชนิดคือข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ ...
นักวิชาการจึงอาศัย نَصٌّ นั้นมากิยาสหรือปรับใช้ในการเก็บซะกาตจากเมล็ดข้าวเจ้า เพราะทั้งข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์ และข้าวเจ้า เป็นเมล็ดพืชเหมือนกัน, เป็นอาหารหลักเหมือนกัน, และเก็บรักษาไว้ได้นานเหมือนกัน ...
ค. มี نَصٌّ รายงานมาว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้สุญูดซะฮ์วี เมื่อท่านลืม .. โดยทำร็อกอะฮ์เพิ่มเพราะลืม, ทำร็อกอะฮ์ขาดเพราะลืม, ใน "ละหมาดซุฮ์รี่และละหมาดอัศรี่" ...
นักวิชาการจึงอาศัย نَصٌّ นั้นมากิยาสหรือปรับใช้ ด้วยการสุญูดซะฮ์วีจากความบกพร่องที่เกิดจากการหลงลืมในทุกละหมาดฟัรฺฎู ไม่ว่าจะเป็นละหมาดซุบฮ์, ละหมาดมัคริบ และละหมาดอิชา .. เพราะละหมาดทั้ง 5 นั้นเป็นอิบาดะฮ์ประเภทเดียวกัน ...
โดยนัยนี้ การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ในภาวะจำเป็นจึงปฏิบัติได้, โดยอาศัยกิยาสกับการละหมาดรวมระหว่างละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดอัศรี่เมื่อจำเป็น เพราะทั้งละหมาดวันศุกร์และละหมาดซุฮ์รี่เป็นอิบาดะฮ์ประเภทเดียวกัน, เวลาปฏิบัติเป็นเวลาเดียวกัน .. ซึ่งคล้ายคลึงกับตัวอย่างทั้ง 3 กรณีที่ผมนำเสนอให้ดูนั้น ...
ผู้อ่านบางท่านหรือนักวิชาการบางท่านอาจจะท้วงติงว่า กรณีสุญูดซะฮ์วีที่ผมอ้างมาเป็นตัวอย่างเรื่องการกิยาส เป็นการอ้างตัวอย่างที่จะต้องพิจารณา เพราะเป็นไปได้ว่าสาเหตุที่ไม่มีรายงานมาเรื่องสุญูดซะฮ์วีในละหมาดซุบฮ์, ละหมาดมัคริบ และละหมาดอิชาของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม อาจจะเป็นเพราะท่าน "ไม่เคยมีการลืม" ในละหมาดเหล่านี้ ... และเมื่อไม่มีการลืม จึงเป็นสาเหตุให้ไม่มีรายงานเรื่องสุญูดซะฮ์วีมาในละหมาดเหล่านี้
 ดังนั้น การอ้างสุญูดซะฮ์วีในละหมาดซุฮ์รี่และละหมาดอัศรี่มาเป็นตัวอย่างในการกิยาสเพื่อให้มีความชอบธรรมในการทำละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ของผมในกรณีนี้จึงไม่สมบูรณ์ ...
ขอเรียนว่า ข้อท้วงติงดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของสมมุติฐานที่ว่า "เป็นไปได้ว่า ...." (ภาษาอาหรับเรียกว่า إِحْتِمَالٌ ) ซึ่งไม่ใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ..

ผมก็ขอเรียนชี้แจงในลักษณะ إِحْتِمَالٌ ได้เช่นเดียวกันว่า สาเหตุที่ไม่มีรายงานเรื่องการละหมาดวันศุกร์รวมกับละหมาดอัศรี่มาจากท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็เพราะเป็นไปได้ว่า หลังจากละหมาดวันศุกร์แล้วก็ไม่ปรากฏว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จะเคยมี "ความจำเป็น" แม้แต่ครั้งเดียวที่จะต้องนำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์...
และเมื่อไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ จึงไม่มีรายงานเรื่องการรวมละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่มาให้ได้รับทราบกัน ...
ความหมายในมุมกลับของ إِحْتِمَالٌ ดังกล่าวนี้ก็คือ สมมุติถ้าท่านมีความจำเป็น ท่านก็คงทำละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ จนมีการรายงานมาให้พวกเราได้รับทราบกันแล้ว เช่นเดียวกับรายงานการละหมาดรวมอื่นๆของท่าน ..
3. คำกล่าวที่ว่า .. การนำเอาละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์ เท่ากับเป็นการนำละหมาดวันศุกร์มากิยาสหรือเปรียบเทียบกับละหมาดซุฮ์รี่ ซึ่งละหมาดทั้งสองนี้มีรูปแบบ, วิธีปฏิบัติ และเงื่อนไขหลายอย่างแตกต่างกัน จึงกิยาสหรือเปรียบเทียบกันไม่ได้ ฯลฯ ...
ผมมองว่า คำกล่าวข้างต้นนี้ ถ้าไม่เกิดจากความพลั้งเผลอ ก็คงเกิดจากความเข้าใจผิด
ใช่ครับ ถ้าเรานำละหมาดวันศุกร์มาเปรียบเทียบหรือกิยาสกับละหมาดซุฮ์รี่ในแง่มุมจำนวนร็อกอะฮ์, ในเรื่องมีคุฏบะฮ์หรือไม่มีคุฏบะฮ์, ในเรื่องอ่านดังอ่านค่อย ฯลฯ .. แน่นอนที่ว่า ย่อมมีความแตกต่างระหว่างสองละหมาดนั้นชัดเจน และจะมากิยาสหรือเปรียบเทียบให้เหมือนกันย่อมทำไม่ได้ ...
แต่ถ้านำละหมาดวันศุกร์มาเปรียบเทียบหรือกิยาสกับละหมาดซุฮ์รี่ในแง่มุมที่ว่า เวลาของทั้งสองละหมาดนั้นเป็นเวลาเดียวกัน, ละหมาดทั้งสองต้องทำก่อนละหมาดอัศรี่เหมือนกัน, อย่างนี้ทำไมจะนำมากิยาสกันไม่ได้ ?? ...
ตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆในกรณีนี้ อย่างเช่นชายคนหนึ่งกล่าวถึงเด็กซนๆคนหนึ่งว่า .. "ไอ้นี่มันเหมือนลิงจริงๆเลย" .
ถ้าคำกล่าวนี้ของเขา เพื่อจะเปรียบเทียบลักษณะเด็กซนคนนั้นว่ามีหางเหมือนลิง, มีขนยาวเหมือนลิง, มีใบหน้าเหมือนลิง, ร้องครอกๆเหมือนลิง จะต้องนำไปใส่กรงขังเหมือนลิง ฯลฯ ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะความแตกต่างด้านสรีระและการดำรงชีพระหว่างคนกับลิงมันชัดเจนอยู่แล้ว ..
แต่ถ้าคำกล่าวเปรียบเทียบนี้ของเขา หมายถึงในแง่มุมที่ว่า เด็กคนนี้ มีนิสัยซุกซน หลุกหลิกเหมือนลิง .. อย่างนี้ทำไม่จะเปรียบเทียบไม่ได้ ..
ฉันใดก็ฉันนั้น ....
ขอย้ำอีกครั้งว่า เหตุผลสำคัญที่ผ่อนผันให้มีการละหมาดรวมได้ก็คือ "ความจำเป็น" ซึ่งหมายถึงความไม่สะดวกหรือความยุ่งยากลำบากที่จะทำละหมาดใดๆ "ในเวลาปกติ" ของมัน และความจำเป็นดังกล่าวนี้ มักจะเกิดขึ้นในภาวะเดินทางมากกว่าขณะอยู่ที่บ้าน ..
ด้วยเหตุนี้ เราจะสังเกตเห็นว่า รายงานเรื่อง "การละหมาดรวม" จากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม - ส่วนใหญ่ - มักจะเกิดขึ้นในภาวะเดินทาง ..
เพราะฉะนั้น เมื่อมี "ความจำเป็น" ใดๆที่อนุโลมให้นำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดซุฮ์รี่ได้ - ไม่ว่าขณะอยู่ในภาวะเดินทางหรือขณะอยู่ที่บ้าน - ก็สามารถนำความจำเป็นเดียวกันนั้นมาเปรียบเทียบ เพื่ออนุโลมให้นำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์ได้เช่นเดียวกัน .
.
 สรุปแล้ว การกิยาสหรือการเปรียบเทียบละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดวันศุกร์ในแง่นี้ จึงเป็นสิ่งกระทำได้ และไม่ขัดแย้งกับหลักการกิยาสแต่ประการใด ..
4. ณ ที่นี้ ผมขออธิบายเพิ่มเติมว่า ...
คำว่า صَلاَةُ الْجَمْعِ (การละหมาดรวม) - ตามข้อเท็จจริง - ไม่ได้หมายถึงการนำเอาละหมาด 2 เวลา มาทำรวม "ให้เป็นละหมาดเดียวกัน" ...
แต่หมายถึง .. การนำเอาละหมาด 2 เวลา มาทำรวม "ในเวลาเดียวกัน" ..
ดังนั้น เป้าหมายของ "ละหมาดรวม" ที่แท้จริงจึงอยู่ที่ "เวลา" ของทั้ง 2 ละหมาด, ไม่ได้อยู่ที่ "ตัวตนหรือรูปแบบ" ของ 2 ละหมาด ...
เมื่อละหมาดรวมเป็นเรื่องของ "เวลา" ไม่ใช่เรื่องของ "ตัวหรือรูปแบบ" การนำเอาละหมาดซุฮ์รี่ และ/หรือละหมาดวันศุกร์ซึ่ง "เวลาของ 2 ละหมาดนี้เป็นเวลาเดียวกัน" .. มาทำรวมกับละหมาดอัศรี่ ภายใต้ "เหตุผลและความจำเป็นอย่างเดียวกัน" จึงไม่ได้ออกนอกกรอบของความหมายคำว่า "ละหมาดรวมที่ถูกอนุญาต" เลยแม้แต่น้อย ...
ตัวอย่างเช่น .....
ก. คนเดินทางคนหนึ่งแวะละหมาดซุฮ็รี่ระหว่างทางและรู้ว่า หลังจากละหมาดซุฮ์รี่เสร็จแล้ว รถโดยสารที่เขานั่งมาจะไม่แวะให้เขาละหมาดอัศรี่อีกจนกว่าจะค่ำ ดังนั้นเขาจึงนำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดซุฮ์รี่ในเวลาซุฮ์รี่ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นที่อนุญาตให้เขาทำละหมาดรวมได้ ...
ในทำนองเดียวกัน สมมุติถ้าคนเดินทางคนนั้นแวะทำละหมาดวันศุกร์ระหว่างทาง และรู้ว่า หลังจากนี้รถโดยสารที่เขานั่งไปจะไม่จอดแวะให้เขาละหมาดอัศรี่อีกจนค่ำซึ่งเลยเวลาอัศรี่ เขาจึงได้นำเอาละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์ในตอนนั้นเสียเลย ..
ขอถามว่า กรณีอย่างนี้ทำไมเขาจะ "ละหมาดรวม" ระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ไม่ได้ ในเมื่อ "เหตุผล" การละหมาดรวมทั้ง 2 กรณีนี้ เป็นเหตุผลเดียวกัน .. คือ "ไม่สามารถทำละหมาดอัศรี่ในเวลาอัศรี่ได้" เหมือนกัน ? ...
ข. หมอผ่าตัดคนหนึ่งไปทำงานโรงพยาบาลใกล้บ้าน .. ซึ่งหลังจากละหมาดซุฮ์รี่แล้วเขาก็ต้องผ่าตัดคนไข้รายหนึ่งซึ่งเขารู้ดีว่าจะต้องใช้เวลานานถึงมืดค่ำกว่าการผ่าตัดจะเสร็จสิ้น
 กรณีนี้ ถือเป็นความจำเป็นที่อนุญาตให้เขานำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดซุฮ์รี่ ในเวลาซุฮ์รี่ได้ ..
เพราะฉะนั้นในทำนองเดียวกัน สมมุติหากหมอคนเดียวกันนี้ละหมาดวันศุกร์เสร็จแล้ว และรู้ว่าตัวเองจะต้องผ่าตัดคนไข้จนถึงมืดค่ำ ...
ขอถามว่า .. แล้วอย่างนี้ ทำไมเขาจะนำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์ไม่ได้ ในเมื่อเหตุผลข้อนี้กับเหตุผลตอนต้น เป็นเหตุผลอย่างเดียวกันคือ ไม่สามารถทำละหมาดอัศรี่ในเวลาอัศรี่ได้ ?? ...
ค. สมมุติว่า นายช่างรายหนึ่งทำงานอยู่ในอู่ซ่อมเครื่องยนตร์เรือประมงแห่งหนึ่ง ซึ่งร่างกายของเขาต้องเปรอะเปื้อนน้ำมันเครื่องตลอดเวลา .. หากจะให้เขาต้องชำระล้างร่างกายจากน้ำมันเครื่องทุกครั้งเมื่อจะทำละหมาดซุฮ์รี่, ละหมาดวันศุกร์ หรือละหมาดอัศรี่ ก็จะเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากมาก ซึ่งคนที่ทำงานอาชีพนี้จะรู้ดี ..
ดังนั้น ในภาวะอย่างนี้เขาจึงเลือกที่จะทำความสะอาดร่างกายเมื่อจะละหมาดซุ์รี่ เสร็จแล้วเขาก็จะนำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดซุฮ์รี่ในเวลาซุฮ์รี่เลย ซึ่งกรณีอย่างนี้ถือว่าเป็นเป็นความจำเป็นที่ผ่อนผันให้เขาทำ "ละหมาดรวม" ได้ตามหลักการ ....
พอถึงวันศุกร์ เมื่อเขาชำระล้างร่างกายและละหมาดวันศุกร์เสร็จแล้ว ขอถามว่า .. ทำไมเขาจะนำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์ไม่ได้ ในเมื่อเหตุผลความยุ่งยากลำบากในการชำระล้างร่างกายและเวลาละหมาด - ไม่ว่าเวลาละหมาดซุฮ์รี่, เวลาละหมาดวันศุกร์ (และเวลาละหมาดอัศรี่หลังจากนั้น) - มีลักษณะเดียวกันทุกอย่าง ??? ...
สรุป
1. การละหมาดรวม เป็นอิบาดะฮ์ประเภท تَعَقُّلِىٌّ คือรู้เหตุผลได้, มิใช่เป็นอิบาดะฮ์ประเภท تَعَبُّدِىٌّ ซึ่งไม่สามารถรู้เหตุผลได้ ..
2. การละหมาดรวมเป็นเพียง "ลักษณะบางประการ" ของการละหมาด, มิใช่เป็น "แก่นแท้หรือตัวตน" ของการละหมาด ดังนั้น การละหมาดรวมระหว่างละหมาดอัศรี่กับละหมาดวันศุกร์โดยอาศัยการกิยาสเป็นหลักฐาน จึงสามารถปฏิบัติได้ แม้จะไม่มี نَصٌّ หรือหลักฐานชัดเจนรายงานมาก็ตาม ...
3. การกิยาสหรือการเปรียบเทียบระหว่างละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดวันศุกร์เพื่อใช้เป็นหลักฐานเรื่องการละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ .. โดยพิจารณาในแง่มุม "เวลาละหมาด" ที่เหมือนกันของสองละหมาดนั้น มิใช่พิจารณาในแง่มุมของ "รูปแบบ" ที่แตกต่างกันของสองละหมาดนั้น เป็นสิ่งปฏิบัติได้ และไม่ใช่เป็น قِيَاسٌ مَعَ الْفَارِقِ ที่ต้องห้าม .. ดังความเข้าใจของนักวิชาการอาหรับบางคนด้วย ..

สรุปแล้ว - ในทัศนะของผม - การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ - ในกรณีจำเป็น - จึงสามารถกระทำได้ อันเป็นทัศนะของนักวิชาการสลัฟกลุ่มหนึ่งดังกล่าวมาแล้วตอนต้น ..
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...
อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย
11/4/60
(หมายเหตุ .. มีการเพิ่มเติมข้อมูลและแก้ไขการเรียงลำดับเรื่องบางตอนหลังจากนำลงในเฟสไปแล้วเมื่อ 11/4/60 แต่เนื้อหายังคงเดิม)
อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย
12/4/60


วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560

การย้อมผมที่เป็นที่อนุญาตตามหลักการอิสลาม





ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

อัสลามูอาลัยกุม
การย้อมผมในอิสลาม มีหลักการอย่างไรครับ ที่ขายกันในท้องตลาดแถวยะลา นรา ปัตตานี ใช้ได้ทุกยี่ห้อไหมครับ
ญาซากัลลอฮูคอยรอน ครับ

คำตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม .. เรื่องการย้อมผม เป็นที่อนุญาตตามหลักการอิสลามครับ แต่มีข้อแม้ว่า อย่าใช้สีดำ, และสิ่งที่ติดผมจากการย้อมจะต้องไม่ใช่เป็น "ตัวยา" ของสิ่งที่ย้อม แต่ให้เป็น "สี" ของมัน เพราะตัวยาที่ติดผมจะมีปัญหาเวลาอาบน้ำละหมาดหรืออาบน้ำญะนาบะฮ์ได้ เพราะฉะนั้นตามที่ถามมาเรื่องยาย้อมผมที่บรรจุในหลอดแล้วมีขายในท้องตลาดนั้น ผมว่าไม่เหมาะจะนำมาใช้นะครับ แต่ควรจะย้อมด้วยใบเทียนหรือใบฮินนาบดละเอียดแบบที่มีขายที่ประเทศอาหรับ จะมั่นใจที่สุดครับ วัลลอฮุอะอฺลัม ...