อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com

วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ (ตอนที่ 1)


อบคำถามคุณ Walid Binsa-i
เรื่อง การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่
โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย
(ตอนที่ 1)

(หมายเหตุ คำตอบนี้มีทั้งหมด 11 หน้ากระดาษ A 4 ผมจึงจำเป็นต้องแบ่งเพื่อทยอยนำลงเป็น 2 ตอนครับ )...

ถาม .. อัสสลามุอลัยกุมครับ ผมมีคำถามนิดนึงครับ อยากทราบว่าเราเดินทางแล้วแวะละหมาดวันศุกร์ในพื้นที่นั้น ต่อจากนั้นเราสามารถละหมาดรวมอัสรี่ 2 ร็อกอะฮ์ได้หรือไม่? ...
ตอบ .. วะอลัยกุมุสสลาม ...
ก่อนอื่นเราต้องทราบเสียก่อนว่า พื้นฐานเรื่องละหมาดฟัรฺฎู 5 เวลานั้น ผู้เป็นมุสลิมจะต้องทำมัน, ในเวลาของมันที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น จะเจตนาทำละหมาดใดก่อนเวลาหรือหลังเวลาของมันไม่ได้เป็นอันขาด ..
นี่คือ สิ่งที่เข้าใจได้จากคำดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ในอายะฮ์ที่ 103 ซูเราะฮ์ อัน-นิซาอ์ ...
และนี่คือสิ่งที่เป็น إِجْمَاعٌ หรือ "มติเอกฉันท์" ของนักวิชาการอิสลามทั้งมวล .. ดังคำกล่าวของท่านอิบนุกุดามะฮ์ในหนังสือ "อัล-มุฆนีย์" เล่มที่ 1 หน้า 378 ...
แต่ขณะเดียวกัน อิสลามก็มีหลักการเรื่อง صَلاَةُ الْجَمْعِ หรือละหมาดรวม .. อันหมายถึงการนำละหมาด 2 เวลา มา "ทำพร้อมกัน" ในเวลาของละหมาดใดละหมาดหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่า ในการทำละหมาดรวมทุกครั้ง ย่อมส่งผลให้มีการทำละหมาดใดๆ "ก่อน" หรือ "หลัง" เวลาจริงของมันเสมอ ..
การกระทำละหมาดใดๆ "ก่อน" หรือ "หลัง" เวลาจริงของมัน - ตามปกติ - เป็นเรื่องต้องห้ามที่มุสลิมคนใด จะกระทำมิได้เป็นอันขาดดังกล่าวมาแล้ว ..
เพราะฉะนั้น หลักการเรื่องละหมาดรวมจึงมิใช่เป็นหลักการปกติที่ใครๆจะทำได้ตลอดเวลาที่ต้องการจะทำ .. อย่างเช่นการทำละหมาดรวมของลัทธิชีอะฮ์ เป็นต้น ...
แต่การละหมาดรวมเป็นเพียง رُخْصَةٌ (ข้อผ่อนผันของอิสลาม) ให้ปฏิบัติได้เมื่อ "เกิดมีความจำเป็น" เท่านั้น ...
คำว่า "จำเป็น" หมายถึง "ความไม่สะดวกหรือความยุ่งยากลำบาก" ในการจะทำละหมาดใดในเวลาปกติของมัน - ไม่ว่าขณะอยู่ที่บ้านหรือขณะเดินทาง - หรือผู้เดินทางที่มีความเร่งรีบในการเดินทางจนไม่สามารถทำละหมาดใดละหมาดหนึ่งในเวลาปกติของมันได้ เป็นต้น ...
คำว่า "ผ่อนผัน" .. หมายความว่า ในกรณีเกิดความจำเป็นดังกล่าวมาแล้ว เราจะนำเอาละหมาด 2 เวลามาทำรวมในเวลาเดียวกันก็ได้ .. หรือเราจะแยกทำแต่ละละหมาดในเวลาปกติของมันก็ย่อมทำได้เช่นเดียวกัน และเป็นสิ่งที่ดีกว่าการละหมาดรวมด้วย เพราะเป็นการปฏิบัติละหมาดตามบทบัญญัติเดิม .. คือการทำแต่ละละหมาดในเวลาจริงๆของมัน ...
เมื่อการละหมาดรวมเป็นข้อผ่อนผันให้ปฏิบัติได้ยามจำเป็น คำถามของคุณ Walid Binsa-i ข้างต้น จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของสมมุติฐานที่ว่า .. "ถ้า" มีความจำเป็นแล้ว การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ในเวลาเดินทาง จะผ่อนผันด้วยหรือไม่ ? หรือเป็นที่อนุญาตหรือไม่ ? ...
ที่คุณ Walid Binsa-i ถามมาอย่างนี้ ก็เพราะหลักฐานเกี่ยวกับละหมาดรวม, โดยเฉพาะการละหมาดรวมในเวลากลางวันซึ่งมี 3 ละหมาดคือ ละหมาดซุฮ์รี่, ละหมาดวันศุกร์ และละหมาดอัศรี่นั้น รายงานที่มีมาเป็นรายงานเรื่อง "การละหมาดรวมระหว่างละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดอัศรี่" เท่านั้น ...
ไม่เคยมีหลักฐานรายงานมาเกี่ยวกับการละหมาดรวมระหว่าง "ละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่" เลย ...
คำถามนี้จึงเป็นคำถามที่ท้าทายผู้ตอบเป็นอย่างยิ่ง ...
ก่อนอื่น ผมขอเรียนให้ทราบข้อเท็จจริงก่อนว่า .. การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ เป็นปัญหาขัดแย้งของนักวิชาการครับ !..
นักวิชาการส่วนใหญ่ (جُمْهُوْرٌ) ของ 4 มัษฮับมีทัศนะว่า ทำไม่ได้ !.. ขณะที่นักวิชาการสลัฟกลุ่มหนึ่งมีทัศนะว่า ทำได้ ...
เมื่อเป็นปัญหาขัดแย้ง คำตอบของผมที่จะถึงต่อไปจึงเป็นเพียงการ "ให้น้ำหนัก" ตามมุมมองของผมต่อทัศนะหนึ่งจากสองทัศนะที่ขัดแย้งกันเท่านั้น ...
หาใช่เป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในเรื่องนี้ไม่ .. ท่านผู้อ่านทุกท่านจึงโปรดรับทราบไว้ด้วยครับ ...
เท่าที่ผมตรวจสอบดูแล้ว การที่นักวิชาการส่วนใหญ่มีทัศนะว่า การละหมาดรวมระหว่าง "ละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่" ทำไม่ได้ สรุปเหตุผลหลักที่อ้างมามี 3 ประการคือ ..
1. เพราะเรื่องละหมาด - ไม่ว่าละหมาดในเวลาหรือละหมาดรวม - เป็นเรื่องอิบาดะฮ์ประเภท تَعَبُّدِىٌّ .. คือ ให้ปฎิบัติตามคำสั่งหรือตัวบทเท่านั้น .. ไม่สามารถทราบเหตุผลได้ ..
2. ไม่เคยปรากฏมี نَصٌّ (ตัวบทชัดเจนเฉพาะเรื่อง) ที่รายงานมาว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ ...
3. การนำเอาละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์ เท่ากับเป็นกิยาส (อนุมานเปรียบเทียบ) ระหว่างละหมาดวันศุกร์ (ซึ่งไม่มีหลักฐานว่าท่านศาสดาจะเคยทำรวมกับละหมาดอัศรี่) กับละหมาดซุฮ์รี่ (ที่มีหลักฐานว่าท่านศาสดาเคยทำรวมกับละหมาดอัศรี่)
การนำเอาละหมาดวันศุกร์ไปกิยาสหรือเปรียบเทียบกับละหมาดซุฮ์รี่นี้ นักวิชาการบางท่านมองว่า เป็น قِيَاسٌ مَعَ الْفَارِقِ .. คือ การนำเอาของ 2 อย่างที่แตกต่างกัน (หมายถึงรูปแบบละหมาดวันศุกร์กับรูปแบบละหมาดซุฮ์รี่) .. มาปรับใช้หุก่มเดียวกัน (คือ ทั้งละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดวันศุกร์ สามารถทำรวมกับละหมาดอัศรี่ได้เหมือนกันด้วยสาเหตุเพราะการกิยาส) ..
ซึ่ง قِيَاسٌ مَعَ الْفَارِقِ นี้ ถือเป็นเรื่องต้องห้ามและไม่สามารถทำได้ตามหลักวิชาการ ..
ชี้แจง
ส่วนตัวของผม เห็นด้วยกับทัศนะของนักวิชาการที่กล่าวว่า การละหมาดรวม ระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่สามารถทำได้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ...
1. คำกล่าวที่ว่า .. เรื่องการละหมาด - ไม่ว่าละหมาดในเวลาหรือละหมาดรวม - เป็นเรื่องอิบาดะฮ์ประเภท تَعَبُّدِىٌّ.. คือ ให้ปฎิบัติตามคำสั่งหรือตัวบท โดยไม่อาจทราบเหตุผลได้ ..
ผมขอเรียนว่า ...
คำกล่าวที่ว่า .. การละหมาด (ภาษาอาหรับเรียกว่า اَلصَّلاًةِ ) เป็นอิบาดะฮ์ประเภท تَعَبُّدِىٌّ .. เป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง ...
แต่การ "ละหมาดรวม" ซึ่งภาษาอาหรับเรียกว่า صَلاَةُ الْجَمْعِ (ขอย้ำคำว่า ละหมาดรวม! มิใช่ละหมาดเฉยๆในเวลา) .. ตามความเป็นจริงแล้วมิใช่เป็นอิบาดะฮ์ประเภท تَعَبُّدِىٌّ หรือการให้ปฎิบัติตามตัวบทโดยไม่สามารถทราบเหตุผล ..
แต่การละหมาดรวมซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกผ่อนผันเมื่อมีความจำเป็นดังที่ได้อธิบายมาแล้ว เป็นอิบาดะฮ์ประเภท تَعَقُّلِىٌّ .. หรือ "สิ่งที่ให้เราปฏิบัติโดยสามารถทราบเหตุผลได้" ...
สำหรับเหตุผลที่ผ่อนผันให้มีการละหมาดรวมได้ ก็คือ رَفْعُ الْحَرَجِ หรือเพื่อลดภาระความยุ่งยากลำบาก - ในบางขณะ - ต่อการทำละหมาดใดในเวลาปกติของมัน ...
เหตุผลข้างต้นนี้ เรารับทราบได้จากคำกล่าวของท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. - (เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยทำละหมาดรวมระหว่างละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดอัศรี่, และระหว่างละหมาดมัคริบกับละหมาดอิชาอ์ขณะอยู่ที่บ้านในบางครั้ง) - โดยท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. กล่าวตอบว่า : لِأَنْ لاَ يُحْرِجَ اُمَّتَهُ : (ที่ท่านศาสดากระทำอย่างนี้) ก็เพราะท่านไม่ประสงค์จะให้เกิดความยุ่งยากลำบากแก่อุมมะฮ์ของท่าน ...
คำว่า "ยุ่งยากลำบาก" หมายถึงความไม่สะดวกที่จะทำแต่ละละหมาดในเวลาปกติของมัน ไม่ว่าขณะเดินทางหรืออยู่บ้าน .. ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ...
คำตอบของท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ดังกล่าว คือหลักฐานชัดเจนที่สุดที่ยืนยันว่า เรื่องการละหมาดรวม เป็นเรื่อง تَعَقُّلِىٌّ .. หรือเป็นสิ่งที่มีเหตุผลและสามารถเข้าใจเหตุผลนั้นได้ .. มิใช่เป็นสิ่งประเภท تَعَبُّدِىٌّ หรือไม่สามารถทราบเหตุผลได้ .. ดังความเข้าใจของนักวิชาการในประเทศอาหรับบางท่าน ..
เมื่อสามารถทราบเหตุผลได้ จึงไม่เป็นเรื่องต้องห้ามที่จะนำสิ่งอื่นที่เป็นประเภทเดียวกัน, มีเหตุผลตรงกัน, .. มาปรับใช้ในลักษณะเดียวกันเพื่อการปฏิบัติที่เหมือนกัน, .. ดังในกรณีละหมาดอัศรี่รวมกับละหมาดวันศุกร์นี้ .. และในกรณีอื่นๆดังที่จะถึงต่อไป ..


วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ (ตอนที่ 2)

ตอบคำถามคุณ Walid Binsa-i
เรื่อง การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่
(ตอนที่ 2)

โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

2. คำกล่าวที่ว่า .. เพราะไม่เคยมี نَصٌّ (ตัวบทชัดเจนเฉพาะเรื่อง) ที่รายงานมาเกี่ยวกับเรื่องละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ ดังนั้น การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ จึงทำไม่ได้ ..
ก่อนอื่น ผมขออธิบายความหมายของคำว่า "ไม่มี نَصٌّ " ให้ท่านผู้อ่านเข้าใจเสียก่อน ..
คำกล่าวของนักวิชาการที่ว่า "มี نَصٌّ หรือไม่มี نَصٌّ " ของสิ่งใด มิได้หมายถึงการมีหรือไม่มี "ข้อเท็จจริง" ของสิ่งนั้น ..
แต่หมายถึง การ "มีหรือไม่มีรายงานที่ถูกต้องมา" ในเรื่องนั้นๆ ...
ถ้าไม่มีรายงานที่ถูกต้องมา ก็ถือว่าเรื่องนั้นไม่มี نَصٌّ .. แม้ข้อเท็จจริง อาจจะมีการปฏิบัติสิ่งนั้นของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม แล้วก็ตาม ..
ตัวอย่างเช่น การอ่านซิกรุ้ลลอฮ์ในอริยาบถต่างๆของการละหมาดสุนัต ซึ่งตามข้อเท็จจริงย่อมไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลับฮิวะซัลลัม จะต้องมีการอ่านซิกรุ้ลลอฮ์เหล่านี้แล้วในละหมาดสุนัตของท่าน ...
แต่เมื่อมันไม่มีรายงานมา ตามหลักการจึงถือว่า การอ่านซิกรุ้ลลอฮ์ในอริยาบถต่างๆของละหมาดสุนัต เป็นสิ่งไม่มี نَصٌّ ...
(จำความหมายข้อนี้ให้ดีนะครับ เพราะมันคือตัวบ่งชี้สิ่งที่ผมกำลังจะพูดต่อไป) ..
คำกล่าวจากข้อที่ 2 ข้างต้นทำให้มีปัญหาว่า ถ้าหลักการของท่านที่ว่า อิบาดะฮ์ทุกชนิด (ไม่จำกัดว่าจะเป็น "ตัวตน" ของอิบาดะฮ์ หรือ "องค์ประกอบ" บางอย่างของอิบาดะฮ์) .. จะต้องมี نَصٌّ (ตัวบทชัดเจนเฉพาะเรื่อง) รายงานมาเท่านั้น จึงจะทำได้ ถ้าไม่มี نَصٌّ รายงานมาก็ทำไม่ได้ ..
ผมก็ขอถามสั้นๆว่า ...
ก. เมื่อเกิดมีการลืมรุก่นใดหรือเพิ่มรุก่นใดในละหมาดซุบฮ์, ละหมาดมัคริบ หรือละหมาดอิชา ท่านจะทำอย่างไร? ...
หากท่านตอบว่า ก็ต้องสุญูดซะฮ์วี ผมก็ขอถามต่อว่า ...
ท่านจะสุญูดซะฮ์วีได้อย่างไร ในเมื่อ نَصٌّ เรื่องสุญูดซะฮ์วีในละหมาดซุบฮ์, ละหมาดมัคริบ และละหมาดอิชาอ์ ไม่เคยมีรายงานมาเลย ..
ที่มี "รายงานมา" มาเรื่องสุญูดซะฮ์วีกรณีลืมรุก่นหรือเพิ่มรุก่น ก็เฉพาะใน "ละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดอัศรี่" เท่านั้น ...
ข. เมื่อจะ "ละหมาดสุนัต" ใดๆ .. ในขณะที่ท่านรุกั๊วะอฺ, เอี๊ยะอฺติดาล, สุญูด และนั่งพักระหว่างสองสุญูด ท่านจะอ่านอะไร ? ...
หากตอบว่า ในรุกั๊วะอฺและในสุญูดก็ให้อ่านตัสบี๊ห์, ในตอนกำลังเงยขึ้นมาจากรุกั๊วะอฺสู่เอี๊ยะอฺติดาลก็ให้อ่านสะมิอัลลอฮ์, ในการนั่งพักระหว่างสองสุญูดก็อ่านร็อบบิฆฟิรฺลีย์ ฯลฯ ..
ผมก็ขอถามต่อไปว่า ท่านจะอ่านสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรในเมื่อไม่มี نَصٌّ "รายงานมา" ในเรื่องนี้ ? ...
เพราะ نَصٌّ ที่ "รายงานมา" ในเรื่องการอ่านตัสบี๊ห์ในขณะรุกั๊วะอฺและขณะสุญูด, การอ่านสะมิอัลลอฮ์ขณะกำลังเงยขึ้นมาจากรุกั๊วะอฺสู่เอี๊ยะอฺติดาล, การอ่านร็อบบิฆฟิรฺลีย์ขณะนั่งระหว่างสองสุญูด เป็นต้น ล้วนเป็นรายงานการอ่านใน "ละหมาดฟัรฺฎู" ทั้งสิ้น ...
เพราะฉะนั้น คำตอบของท่านในกรณีนี้ก็คือ การที่ท่านสุญูดซะฮ์วีเมื่อลืมรุก่นหรือเพิ่มรุก่นในละหมาดซุบฮ์, ละหมาดมัคริบ หรือละหมาดอิชา ท่านมิได้อาศัย نَصٌّ.. แต่ท่านอาศัย "กิยาส" กับการสุญูดซะฮ์วีของละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดอัศรี ...
หรือซิกรุ้ลลอฮ์ที่ท่านอ่านในอริยาบถต่างๆของละหมาดสุนัต ท่านมิได้อ่านโดยอาศัย نَصٌّ (เพราะมันไม่มี نَصٌّ รายงานมา) .. แต่ท่านอ่านซิกรุ้ลลอ์เหล่านี้ในละหมาดสุนัตโดยอาศัย "กิยาส" กับซิกรุ้ลลอฮ์ที่มีรายงานมาในละหมาดฟัรฺฎู ...
ฯลฯ
นี่คือความจริงที่ท่านปฏิเสธไม่ได้ ...
เพื่อความชัดเจน ผมขอชี้แจงกรณีปัญหาข้างต้นดังต่อไปนี้ ...
เรื่องหลักการขั้นพื้นฐานที่ว่า "เรื่องอิบาดะฮ์เป็นเรื่องเตากีฟียะฮ์" .. คือจะต้องมีคำสั่งใช้จากพระองค์อัลลอฮ์ลงมาเท่านั้นถึงจะทำได้ หากไม่มีคำสั่งมาก็ทำไม่ได้ ...
หลักการนี้เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ก็ถูกต้องเฉพาะในเรื่อง "รูปแบบเฉพาะ" ของอิบาดะฮ์ และใน "องค์ประกอบส่วนใหญ่ของอิบาดะฮ์ที่มีรูปแบบเฉพาะ" เท่านั้น .. เช่น รูปแบบและองค์ประกอบส่วนใหญ่ของละหมาด, ซะกาต, ศีลอด, การทำหัจญ์ เป็นต้น ล้วนเป็น "เตากีฟียะฮ์" ทั้งสิ้น .....
แต่หลักการนี้มิได้ครอบคลุมถึง "องค์ประกอบบางลักษณะ" ของอิบาดะฮ์บางประเภทเหล่านั้นด้วย ..
.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง " องค์ประกอบบางลักษณะ" ของบางอิบาดะฮ์ ซึ่งท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้เคย "กำหนดแนวทางหรือทำตัวอย่าง" ไว้แล้วในอิบาดะฮ์หนึ่ง เพื่อให้เรานำแนวทางหรือตัวอย่างนั้นมา "ปรับใช้" .. (ภาษาอาหรับเรียกว่า กิยาส) .. กับ "บางองค์ประกอบของอิบาดะฮ์ประเภทเดียวกัน" ที่ไม่มีรายงานการกระทำลักษณะนั้นมา โดยท่านไม่จำเป็นจะต้องทำตัวอย่างลักษณะเดียวกันไว้จนหมดทุกเรื่อง ...
องค์ประกอบบางอย่างของอิบาดะฮ์ที่ท่านรอซู้ลฯ ศ็อลลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำตัวอย่างไว้แล้วในอิบาดะฮ์ประเภทเดียวกันนี้แหละ ที่เราสามารถใช้หลัก "กิยาส" เพื่อปฏิบัติมันได้ .. โดยไม่ถือว่าขัดแย้งกับกฎเกณฑ์พื้นฐานข้างต้นเรื่อง "เตากีฟียะฮ์" แต่ประการใด ...
ตัวอย่างในเรื่องนี้เช่น ...
ก. มี نَصٌّ รายงานมาว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมได้อ่านซิกรุ้ลลอฮ์ในอริยาบถต่างๆในละหมาดฟัรฺฎู เช่นในรุกั๊วะอฺ, ในตอนยืนขึ้นจากรุกั๊วะอฺมาเอี๊ยะอฺติดาล, ในขณะเอี๊ยะอฺติดาล, ในขณะสุญูด และในขณะนั่งพักระหว่างสองสุญูด เหมือนอย่างที่เราใช้อ่านกันในปัจจุบัน ...
นักวิชาการจึงอาศัย نَصٌّ นั้นมากิยาสหรือปรับใช้อ่านในอริยาบถเดียวกันของละหมาดสุนัต .. ซึ่งการละหมาด ไม่ว่าฟัรูฎูหรือละหมาดสุนัตถือว่าเป็นอิบาดะฮ์ประเภทเดียวกัน ..
ข. มี نَصٌّ รายงานมาว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมสั่งให้เก็บซะกาตจากเมล็ดพืช 2 ชนิดคือข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ ...
นักวิชาการจึงอาศัย نَصٌّ นั้นมากิยาสหรือปรับใช้ในการเก็บซะกาตจากเมล็ดข้าวเจ้า เพราะทั้งข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์ และข้าวเจ้า เป็นเมล็ดพืชเหมือนกัน, เป็นอาหารหลักเหมือนกัน, และเก็บรักษาไว้ได้นานเหมือนกัน ...
ค. มี نَصٌّ รายงานมาว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้สุญูดซะฮ์วี เมื่อท่านลืม .. โดยทำร็อกอะฮ์เพิ่มเพราะลืม, ทำร็อกอะฮ์ขาดเพราะลืม, ใน "ละหมาดซุฮ์รี่และละหมาดอัศรี่" ...
นักวิชาการจึงอาศัย نَصٌّ นั้นมากิยาสหรือปรับใช้ ด้วยการสุญูดซะฮ์วีจากความบกพร่องที่เกิดจากการหลงลืมในทุกละหมาดฟัรฺฎู ไม่ว่าจะเป็นละหมาดซุบฮ์, ละหมาดมัคริบ และละหมาดอิชา .. เพราะละหมาดทั้ง 5 นั้นเป็นอิบาดะฮ์ประเภทเดียวกัน ...
โดยนัยนี้ การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ในภาวะจำเป็นจึงปฏิบัติได้, โดยอาศัยกิยาสกับการละหมาดรวมระหว่างละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดอัศรี่เมื่อจำเป็น เพราะทั้งละหมาดวันศุกร์และละหมาดซุฮ์รี่เป็นอิบาดะฮ์ประเภทเดียวกัน, เวลาปฏิบัติเป็นเวลาเดียวกัน .. ซึ่งคล้ายคลึงกับตัวอย่างทั้ง 3 กรณีที่ผมนำเสนอให้ดูนั้น ...
ผู้อ่านบางท่านหรือนักวิชาการบางท่านอาจจะท้วงติงว่า กรณีสุญูดซะฮ์วีที่ผมอ้างมาเป็นตัวอย่างเรื่องการกิยาส เป็นการอ้างตัวอย่างที่จะต้องพิจารณา เพราะเป็นไปได้ว่าสาเหตุที่ไม่มีรายงานมาเรื่องสุญูดซะฮ์วีในละหมาดซุบฮ์, ละหมาดมัคริบ และละหมาดอิชาของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม อาจจะเป็นเพราะท่าน "ไม่เคยมีการลืม" ในละหมาดเหล่านี้ ... และเมื่อไม่มีการลืม จึงเป็นสาเหตุให้ไม่มีรายงานเรื่องสุญูดซะฮ์วีมาในละหมาดเหล่านี้
 ดังนั้น การอ้างสุญูดซะฮ์วีในละหมาดซุฮ์รี่และละหมาดอัศรี่มาเป็นตัวอย่างในการกิยาสเพื่อให้มีความชอบธรรมในการทำละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ของผมในกรณีนี้จึงไม่สมบูรณ์ ...
ขอเรียนว่า ข้อท้วงติงดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของสมมุติฐานที่ว่า "เป็นไปได้ว่า ...." (ภาษาอาหรับเรียกว่า إِحْتِمَالٌ ) ซึ่งไม่ใช่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ..

ผมก็ขอเรียนชี้แจงในลักษณะ إِحْتِمَالٌ ได้เช่นเดียวกันว่า สาเหตุที่ไม่มีรายงานเรื่องการละหมาดวันศุกร์รวมกับละหมาดอัศรี่มาจากท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็เพราะเป็นไปได้ว่า หลังจากละหมาดวันศุกร์แล้วก็ไม่ปรากฏว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จะเคยมี "ความจำเป็น" แม้แต่ครั้งเดียวที่จะต้องนำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์...
และเมื่อไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ จึงไม่มีรายงานเรื่องการรวมละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่มาให้ได้รับทราบกัน ...
ความหมายในมุมกลับของ إِحْتِمَالٌ ดังกล่าวนี้ก็คือ สมมุติถ้าท่านมีความจำเป็น ท่านก็คงทำละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ จนมีการรายงานมาให้พวกเราได้รับทราบกันแล้ว เช่นเดียวกับรายงานการละหมาดรวมอื่นๆของท่าน ..
3. คำกล่าวที่ว่า .. การนำเอาละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์ เท่ากับเป็นการนำละหมาดวันศุกร์มากิยาสหรือเปรียบเทียบกับละหมาดซุฮ์รี่ ซึ่งละหมาดทั้งสองนี้มีรูปแบบ, วิธีปฏิบัติ และเงื่อนไขหลายอย่างแตกต่างกัน จึงกิยาสหรือเปรียบเทียบกันไม่ได้ ฯลฯ ...
ผมมองว่า คำกล่าวข้างต้นนี้ ถ้าไม่เกิดจากความพลั้งเผลอ ก็คงเกิดจากความเข้าใจผิด
ใช่ครับ ถ้าเรานำละหมาดวันศุกร์มาเปรียบเทียบหรือกิยาสกับละหมาดซุฮ์รี่ในแง่มุมจำนวนร็อกอะฮ์, ในเรื่องมีคุฏบะฮ์หรือไม่มีคุฏบะฮ์, ในเรื่องอ่านดังอ่านค่อย ฯลฯ .. แน่นอนที่ว่า ย่อมมีความแตกต่างระหว่างสองละหมาดนั้นชัดเจน และจะมากิยาสหรือเปรียบเทียบให้เหมือนกันย่อมทำไม่ได้ ...
แต่ถ้านำละหมาดวันศุกร์มาเปรียบเทียบหรือกิยาสกับละหมาดซุฮ์รี่ในแง่มุมที่ว่า เวลาของทั้งสองละหมาดนั้นเป็นเวลาเดียวกัน, ละหมาดทั้งสองต้องทำก่อนละหมาดอัศรี่เหมือนกัน, อย่างนี้ทำไมจะนำมากิยาสกันไม่ได้ ?? ...
ตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆในกรณีนี้ อย่างเช่นชายคนหนึ่งกล่าวถึงเด็กซนๆคนหนึ่งว่า .. "ไอ้นี่มันเหมือนลิงจริงๆเลย" .
ถ้าคำกล่าวนี้ของเขา เพื่อจะเปรียบเทียบลักษณะเด็กซนคนนั้นว่ามีหางเหมือนลิง, มีขนยาวเหมือนลิง, มีใบหน้าเหมือนลิง, ร้องครอกๆเหมือนลิง จะต้องนำไปใส่กรงขังเหมือนลิง ฯลฯ ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะความแตกต่างด้านสรีระและการดำรงชีพระหว่างคนกับลิงมันชัดเจนอยู่แล้ว ..
แต่ถ้าคำกล่าวเปรียบเทียบนี้ของเขา หมายถึงในแง่มุมที่ว่า เด็กคนนี้ มีนิสัยซุกซน หลุกหลิกเหมือนลิง .. อย่างนี้ทำไม่จะเปรียบเทียบไม่ได้ ..
ฉันใดก็ฉันนั้น ....
ขอย้ำอีกครั้งว่า เหตุผลสำคัญที่ผ่อนผันให้มีการละหมาดรวมได้ก็คือ "ความจำเป็น" ซึ่งหมายถึงความไม่สะดวกหรือความยุ่งยากลำบากที่จะทำละหมาดใดๆ "ในเวลาปกติ" ของมัน และความจำเป็นดังกล่าวนี้ มักจะเกิดขึ้นในภาวะเดินทางมากกว่าขณะอยู่ที่บ้าน ..
ด้วยเหตุนี้ เราจะสังเกตเห็นว่า รายงานเรื่อง "การละหมาดรวม" จากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม - ส่วนใหญ่ - มักจะเกิดขึ้นในภาวะเดินทาง ..
เพราะฉะนั้น เมื่อมี "ความจำเป็น" ใดๆที่อนุโลมให้นำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดซุฮ์รี่ได้ - ไม่ว่าขณะอยู่ในภาวะเดินทางหรือขณะอยู่ที่บ้าน - ก็สามารถนำความจำเป็นเดียวกันนั้นมาเปรียบเทียบ เพื่ออนุโลมให้นำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์ได้เช่นเดียวกัน .
.
 สรุปแล้ว การกิยาสหรือการเปรียบเทียบละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดวันศุกร์ในแง่นี้ จึงเป็นสิ่งกระทำได้ และไม่ขัดแย้งกับหลักการกิยาสแต่ประการใด ..
4. ณ ที่นี้ ผมขออธิบายเพิ่มเติมว่า ...
คำว่า صَلاَةُ الْجَمْعِ (การละหมาดรวม) - ตามข้อเท็จจริง - ไม่ได้หมายถึงการนำเอาละหมาด 2 เวลา มาทำรวม "ให้เป็นละหมาดเดียวกัน" ...
แต่หมายถึง .. การนำเอาละหมาด 2 เวลา มาทำรวม "ในเวลาเดียวกัน" ..
ดังนั้น เป้าหมายของ "ละหมาดรวม" ที่แท้จริงจึงอยู่ที่ "เวลา" ของทั้ง 2 ละหมาด, ไม่ได้อยู่ที่ "ตัวตนหรือรูปแบบ" ของ 2 ละหมาด ...
เมื่อละหมาดรวมเป็นเรื่องของ "เวลา" ไม่ใช่เรื่องของ "ตัวหรือรูปแบบ" การนำเอาละหมาดซุฮ์รี่ และ/หรือละหมาดวันศุกร์ซึ่ง "เวลาของ 2 ละหมาดนี้เป็นเวลาเดียวกัน" .. มาทำรวมกับละหมาดอัศรี่ ภายใต้ "เหตุผลและความจำเป็นอย่างเดียวกัน" จึงไม่ได้ออกนอกกรอบของความหมายคำว่า "ละหมาดรวมที่ถูกอนุญาต" เลยแม้แต่น้อย ...
ตัวอย่างเช่น .....
ก. คนเดินทางคนหนึ่งแวะละหมาดซุฮ็รี่ระหว่างทางและรู้ว่า หลังจากละหมาดซุฮ์รี่เสร็จแล้ว รถโดยสารที่เขานั่งมาจะไม่แวะให้เขาละหมาดอัศรี่อีกจนกว่าจะค่ำ ดังนั้นเขาจึงนำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดซุฮ์รี่ในเวลาซุฮ์รี่ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นที่อนุญาตให้เขาทำละหมาดรวมได้ ...
ในทำนองเดียวกัน สมมุติถ้าคนเดินทางคนนั้นแวะทำละหมาดวันศุกร์ระหว่างทาง และรู้ว่า หลังจากนี้รถโดยสารที่เขานั่งไปจะไม่จอดแวะให้เขาละหมาดอัศรี่อีกจนค่ำซึ่งเลยเวลาอัศรี่ เขาจึงได้นำเอาละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์ในตอนนั้นเสียเลย ..
ขอถามว่า กรณีอย่างนี้ทำไมเขาจะ "ละหมาดรวม" ระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ไม่ได้ ในเมื่อ "เหตุผล" การละหมาดรวมทั้ง 2 กรณีนี้ เป็นเหตุผลเดียวกัน .. คือ "ไม่สามารถทำละหมาดอัศรี่ในเวลาอัศรี่ได้" เหมือนกัน ? ...
ข. หมอผ่าตัดคนหนึ่งไปทำงานโรงพยาบาลใกล้บ้าน .. ซึ่งหลังจากละหมาดซุฮ์รี่แล้วเขาก็ต้องผ่าตัดคนไข้รายหนึ่งซึ่งเขารู้ดีว่าจะต้องใช้เวลานานถึงมืดค่ำกว่าการผ่าตัดจะเสร็จสิ้น
 กรณีนี้ ถือเป็นความจำเป็นที่อนุญาตให้เขานำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดซุฮ์รี่ ในเวลาซุฮ์รี่ได้ ..
เพราะฉะนั้นในทำนองเดียวกัน สมมุติหากหมอคนเดียวกันนี้ละหมาดวันศุกร์เสร็จแล้ว และรู้ว่าตัวเองจะต้องผ่าตัดคนไข้จนถึงมืดค่ำ ...
ขอถามว่า .. แล้วอย่างนี้ ทำไมเขาจะนำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์ไม่ได้ ในเมื่อเหตุผลข้อนี้กับเหตุผลตอนต้น เป็นเหตุผลอย่างเดียวกันคือ ไม่สามารถทำละหมาดอัศรี่ในเวลาอัศรี่ได้ ?? ...
ค. สมมุติว่า นายช่างรายหนึ่งทำงานอยู่ในอู่ซ่อมเครื่องยนตร์เรือประมงแห่งหนึ่ง ซึ่งร่างกายของเขาต้องเปรอะเปื้อนน้ำมันเครื่องตลอดเวลา .. หากจะให้เขาต้องชำระล้างร่างกายจากน้ำมันเครื่องทุกครั้งเมื่อจะทำละหมาดซุฮ์รี่, ละหมาดวันศุกร์ หรือละหมาดอัศรี่ ก็จะเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากมาก ซึ่งคนที่ทำงานอาชีพนี้จะรู้ดี ..
ดังนั้น ในภาวะอย่างนี้เขาจึงเลือกที่จะทำความสะอาดร่างกายเมื่อจะละหมาดซุ์รี่ เสร็จแล้วเขาก็จะนำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดซุฮ์รี่ในเวลาซุฮ์รี่เลย ซึ่งกรณีอย่างนี้ถือว่าเป็นเป็นความจำเป็นที่ผ่อนผันให้เขาทำ "ละหมาดรวม" ได้ตามหลักการ ....
พอถึงวันศุกร์ เมื่อเขาชำระล้างร่างกายและละหมาดวันศุกร์เสร็จแล้ว ขอถามว่า .. ทำไมเขาจะนำละหมาดอัศรี่มาทำรวมกับละหมาดวันศุกร์ไม่ได้ ในเมื่อเหตุผลความยุ่งยากลำบากในการชำระล้างร่างกายและเวลาละหมาด - ไม่ว่าเวลาละหมาดซุฮ์รี่, เวลาละหมาดวันศุกร์ (และเวลาละหมาดอัศรี่หลังจากนั้น) - มีลักษณะเดียวกันทุกอย่าง ??? ...
สรุป
1. การละหมาดรวม เป็นอิบาดะฮ์ประเภท تَعَقُّلِىٌّ คือรู้เหตุผลได้, มิใช่เป็นอิบาดะฮ์ประเภท تَعَبُّدِىٌّ ซึ่งไม่สามารถรู้เหตุผลได้ ..
2. การละหมาดรวมเป็นเพียง "ลักษณะบางประการ" ของการละหมาด, มิใช่เป็น "แก่นแท้หรือตัวตน" ของการละหมาด ดังนั้น การละหมาดรวมระหว่างละหมาดอัศรี่กับละหมาดวันศุกร์โดยอาศัยการกิยาสเป็นหลักฐาน จึงสามารถปฏิบัติได้ แม้จะไม่มี نَصٌّ หรือหลักฐานชัดเจนรายงานมาก็ตาม ...
3. การกิยาสหรือการเปรียบเทียบระหว่างละหมาดซุฮ์รี่กับละหมาดวันศุกร์เพื่อใช้เป็นหลักฐานเรื่องการละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ .. โดยพิจารณาในแง่มุม "เวลาละหมาด" ที่เหมือนกันของสองละหมาดนั้น มิใช่พิจารณาในแง่มุมของ "รูปแบบ" ที่แตกต่างกันของสองละหมาดนั้น เป็นสิ่งปฏิบัติได้ และไม่ใช่เป็น قِيَاسٌ مَعَ الْفَارِقِ ที่ต้องห้าม .. ดังความเข้าใจของนักวิชาการอาหรับบางคนด้วย ..

สรุปแล้ว - ในทัศนะของผม - การละหมาดรวมระหว่างละหมาดวันศุกร์กับละหมาดอัศรี่ - ในกรณีจำเป็น - จึงสามารถกระทำได้ อันเป็นทัศนะของนักวิชาการสลัฟกลุ่มหนึ่งดังกล่าวมาแล้วตอนต้น ..
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...
อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย
11/4/60
(หมายเหตุ .. มีการเพิ่มเติมข้อมูลและแก้ไขการเรียงลำดับเรื่องบางตอนหลังจากนำลงในเฟสไปแล้วเมื่อ 11/4/60 แต่เนื้อหายังคงเดิม)
อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย
12/4/60


วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560

การย้อมผมที่เป็นที่อนุญาตตามหลักการอิสลาม





ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

อัสลามูอาลัยกุม
การย้อมผมในอิสลาม มีหลักการอย่างไรครับ ที่ขายกันในท้องตลาดแถวยะลา นรา ปัตตานี ใช้ได้ทุกยี่ห้อไหมครับ
ญาซากัลลอฮูคอยรอน ครับ

คำตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม .. เรื่องการย้อมผม เป็นที่อนุญาตตามหลักการอิสลามครับ แต่มีข้อแม้ว่า อย่าใช้สีดำ, และสิ่งที่ติดผมจากการย้อมจะต้องไม่ใช่เป็น "ตัวยา" ของสิ่งที่ย้อม แต่ให้เป็น "สี" ของมัน เพราะตัวยาที่ติดผมจะมีปัญหาเวลาอาบน้ำละหมาดหรืออาบน้ำญะนาบะฮ์ได้ เพราะฉะนั้นตามที่ถามมาเรื่องยาย้อมผมที่บรรจุในหลอดแล้วมีขายในท้องตลาดนั้น ผมว่าไม่เหมาะจะนำมาใช้นะครับ แต่ควรจะย้อมด้วยใบเทียนหรือใบฮินนาบดละเอียดแบบที่มีขายที่ประเทศอาหรับ จะมั่นใจที่สุดครับ วัลลอฮุอะอฺลัม ...

การยืนละหมาดของมะมูม กรณีละหมาด 2 คน



ตอบคำถามคุณ Mareeyah Si‎ • 

อัสลามูอาลัยกุม อาจารย์
ดิฉันอยากทราบหลักฐานการยืนละหมาดของมะมูม กรณีละหมาด 2 คน ที่ให้มะมูมยืนอยู่ด้านขวามืออิหม่าม และยืนเสมอกับอิหม่าม (เพศเดียวกัน) ดิฉันเคยยืนแบบนี้ แต่เขาให้ยืนถอยหลังไปอีก และอยากทราบกรณีที่มีการยืนละหมาดที่ให้มะมูมยืนทางด้านขวามือและเฉียงไปทางด้านหลังอิหม่ามกรณีละหมาด 2 คนนั้น มีหลักฐาน หรือทัศนะอย่างไรบ้าง การปฏิบัติแบบใดถูกต้องตามสุนนะฮ์มากที่สุด ค่ะ

ตอบ

ปัญหาเรื่องการยืนของมะอฺมูมคนเดียวที่ละหมาดพร้อมอิหม่ามนั้น ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ได้กล่าวในหนังสือ "ฟัตหุ้ลบารีย์" เล่มที่ 2 หน้า 191 ว่า ...
وَقَدْ نَقَلَ بَعْضُهُمْ اْلإتِّفَاقَ عَلَى أَنَّ الْمَأْمُوْمَ الْوَاحِدَ يَقِفُ عَنْ يَمِيْنَ اْلإمَامِ، إِلاَّ النَّخَعِىَّ فَقَالَ : إذَا كَانَ اْلإمَامُ وَرَجُلٌ قَامَ الرَّجُلُ خَلْفَ اْلإمَامِ ...........

"แน่นอน นักวิชาการบางท่านได้คัดลอกความเห็นที่สอดคล้องกัน(ของบรรดานักวิชาการ)มาว่า มะอฺมูมคนเดียวจะต้องยืน "ด้านขวามือ" ของอิหม่าม ยกเว้นท่านอัน-นะคออีย์ที่กล่าวว่า เมื่อมีอิหม่ามและผู้ชาย (คือมะอฺมูม)คนหนึ่ง ก็ให้ผู้ชายนั้นยืนหลังอิหม่าม ......."
หลักฐานของบรรดานักวิชาการส่วนใหญ่ที่เห็นว่า ให้มะอฺมูมคนเดียวยืนทางด้านขวามืออิหม่ามก็คือ หะดีษซึ่งท่านอัล-บุคอรีย์ได้บันทึกรายงานมาจากท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ว่า คืนหนึ่งท่านไปค้างคืนที่บ้านน้าสาวของท่าน คือท่านหญิงมัยมูนะฮ์ ร.ฎ. โดยมีท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมอยู่ด้วย แล้วท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมก็ได้ลุกขึ้นทำนมาซกิยามุ้ลลัยล์ ...
ท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. กล่าวต่อไปว่า ...
فَقُمْتُ عَنْ يَسَارِهِ، فَجَعَلَنِىْ عَنْ يَمِيْنِهِ .............
"แล้วฉันก็ไปยืนนมาซด้านซ้ายมือของท่าน แล้วท่านก็ดึงฉันให้มายืนด้านขวามือของท่าน ........"
(หะดีษที่ 697 จากหนังสือฟัตหุ้ลบารีย์)
ท่านอัล-บุคอรีย์ได้ตั้งชื่อบาบนี้ - อันเป็นบาบที่ 57 ของกิตาบอัล-อะซาน - ว่า ...
بَابٌ .. يَقُوْمُ عَنْ يَمِيْنِ اْلإمَامِ بِحِذَائِهِ سَوَاءً إِذَا كَانَا اِثْنَيْنِ

"บาบ .. ให้เขา(มะอฺมูม) ยืนทางด้านขวามือของอิหม่าม โดยให้ยืนชิดกันและเสมอกัน เมื่อพวกเขามีเพียง 2 คน (คืออิหม่ามคนหนึ่งและมะอฺมูมอีกคนหนึ่ง) ...
คำว่า سَوَاءً (เสมอกัน) ในหะดีษบทนี้ ท่านอิบนุหะญัรฺ อธิบายว่า ...
أَىْ لاَ يَتَقَدَّمُ وَلاَ يَتَأَخَّرُ

"คือ อย่าให้เขายืนล้ำหน้า(อิหม่าม) และอย่าให้เขายืนคล้อยหลัง(อิหม่าม) ...
นี่คือ ทัศนะของท่านอัล-บุคอรีย์เกี่ยวกับประเด็นนี้ ...
อนึ่ง ทัศนะของนักวิชาการมัษฮับชาฟีอีย์ที่ว่า สมควรให้มะอฺมูมคนเดียว ยืนคล้อยต่ำลงมาจากอิหม่ามนิดหนึ่งนั้น รู้สึกว่า น่าจะขัดแย้งกับหะดีษที่ถูกต้องอีกบทหนึ่งจากการบันทึกของท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัลในหนังสือ "อัล-มุสนัด" ของท่าน เล่มที่ 1 หน้า 330 โดยรายงานจากท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. เช่นเดียวกัน มีข้อความว่า ...
أَتَيْتُ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مِنْ آخِرِ اللَّيْلِ، فَصَلَّيْتُ خَلْفَهُ، فَأَخَذَ بِيَدِىْ فَجَرَّنِىْ، فَجَعَلَنِىْ حِذَائَهُ، فَلَمَّا أَقْبَلَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَلَى صَلاَتِهِ خَنَسْتُ، فَصَلَّى رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَلَمَّا انْصَرَفَ قَالَ لِىْ : مَا شَأْنِىْ أَجْعَلُكَ حِذَائِىْ فَتَخْنِسُ ؟ فَقُلْتُ : يَا رَسُوْلَ اللهِ أَوَ يَنْبَغِىْ لِأَحَدٍ أَنْ يُصَلِّىَ حِذَائَكَ وَأَنْتَ رَسُوْلُ اللهِ الَّذِىْ أَعْطَاكَ اللهُ ؟ ...........

"ฉันได้ไปหาท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในช่วงท้ายกลางคืน แล้วฉันก็นมาซข้างหลังท่าน, ท่านจึงดึงมือของฉันให้ขึ้นมายืนชิด(เสมอ)กับท่าน ครั้นเมื่อท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมมุ่งหน้าทำนมาซของท่านต่อไป ฉันก็ถอยหลังลงมา, โดยท่านยังทำนมาซอยู่ เมื่อนมาซเสร็จแล้วท่านก็กล่าวแก่ฉันว่า .. ฉันเป็นอะไรไปหรือ ? ฉันให้เจ้ามายืนชิดเสมอกับฉัน(ในนมาซ) แล้วเจ้ากลับถอยลงไปอีก .. ฉันจึงตอบว่า .. โอ้ ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ผู้ใดหรือที่สมควรจะยืนนมาซเสมอกับท่าน ในเมื่อท่านคือศาสนทูตของอัลลอฮ์ ที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงประทาน(ตำแหน่งนี้)แก่ท่าน ..............."
หะดีษบทนี้ และหะดีษของท่านอัล-บุคอรีย์ที่ผ่านมาแล้วเป็นหลักฐานยืนยันว่า พิ้นฐานของซุนนะฮ์ในการยืนนมาซของมะอฺมูมคนเดียวก็คือ ให้ยืนทางด้านขวาของอิหม่ามและยืนเสมอกับอิหม่าม ...
ส่วนการที่ท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ได้ถอยหลังลงมาหลังจากที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ดึงให้มายืนเสมอกับท่าน ดังข้อความของหะดีษบทนี้ ประเด็นนี้ท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ.ก็ได้แจ้งเหตุผลให้ทราบแล้วว่า ที่ท่านทำดังนั้นเพราะท่านเห็นว่า ไม่บังควรที่ท่านหรือใคร จะไปยืนนมาซเสมอกับท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ! ....
เพราะฉะนั้น การที่ผู้ใดจะอ้างการกระทำของท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. จากหะดีษบทนี้เป็นหลักฐานว่า มะอฺมูมไม่สมควรจะยืนเสมอกับอิหม่าม แต่ควรถอยหลังลงมานิดหนึ่ง .. ผู้นั้นก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ...
อิหม่ามทุกคนที่นำนมาซในทุกๆมัสญิดปัจจุบันนี้ มีใครบ้างที่ได้รับเกียรติจากพระองค์อัลลอฮ์เท่าเทียมท่านรอซู้ล หรือมีสถานภาพเป็นรอซู้ลฯ .. เหมือนอิหม่ามที่นำท่านอิบนุอิบบาส ร.ฎ. นมาซในคืนนั้น ??..
หากไม่ใช่ ก็แสดงว่า การที่เรานำอิหม่ามพวกเราไปกิยาสหรือเปรียบเทียบกับท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมในกรณีนี้ ถือเป็น "กิยาสมะอัลฟาริก" ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามตามหลักกิยาส ...
เมื่อกิยาสไม่ได้ เราก็ต้องปฏิบัติในเรื่องนี้ให้เป็นไปตามซุนนะฮ์ที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้วางรากฐานไว้ให้แล้วทั้งการกระทำของท่าน, และคำพูดของท่านต่อท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ในหะดีษทั้ง 2 บทข้างต้นนั้น ..
นั่นคือ มะอฺมูมคนเดียว ให้ยืนนมาซทางด้านขวามืออิหม่าม และยืนเสมอกับอิหม่าม ! .. ดังคำกล่าวของท่านอัล-บุคอรีย์ที่ผ่านมาแล้ว ...
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...

อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

24 /3 /60
......
คำถาม

อาจารย์คะ ถ้าสามีละหมาดกับภรรยาต้องยืนอย่างไรคะ ด้านซ้ายหรือขวาคะ

คำตอบ

ในกรณีถ้ามะอฺมูมคนเดียวเป็นผู้หญิง ก็ต้องยืนข้างหลังอิหม่ามที่เป็นผู้ชายครับ จะยืนเสมออิหม่ามเหมือนมะอฺมูมผู้ชายไม่ได้ ...

คำถาม

ขอถามอีกนิดค่ะ กรณีมะอฺมูมไม่ยืนเสมอกับอิหม่าม นี้เฉพาะมัซฮับชาฟีอีย์ใช่ไหม ค่ะ และทัศนะนี้เป็นคำพูดของท่านอีหม่ามชาฟีอีย์ใช่ไหม ค่ะ

คำตอบ

เท่าที่ผมอ่านเจอทัศนะรายบุคคล ก็ได้แก่คำกล่าวของท่านอัล-ก็อซฏ็อลลานีย์ ในหนังสือ ฮัดยุซซารีย์ ชะเราะห์บุคอรีย์ของท่าน ซึ่งท่านผู้นี้ สังกัดมัษฮับชาฟิอีย์ และคำกล่าวในภาพรวมของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ในหนังสือฟัตหุ้ลบารีย์ที่กล่าวว่า เป็นทัศนะของ อัศหาบหรือศานุศิษย์ของท่านอิหม่ามชาฟีอีย์ แต่ไม่เจอการอ้างถึงว่า เป็นคำกล่าวของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์เลยครับ

...
หมายเหตุ
คำตอบของผมต่อคำถามคุณมารียะฮ์ที่ผมกล่าวว่า มะอฺมูมคนเดียวให้ยืนด้านขวาอิหม่ามและยืนเสมอกับอิหม่ามดังที่ผ่านมาแล้วนั้น ผมขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมว่า .. หมายถึงในกรณีถ้านมาซนั้น เป็นนมาซอื่นจากนมาซญะนาซะฮ์ (นมาซให้คนตาย)
อนึ่ง หากเป็นการนมาซให้คนตาย และมีมะอฺมูมเพียงคนเดียว ก็ให้มะอฺมูมนั้น ยืนด้านหลังอิหม่าม ไม่ใช่ยืนเสมอกับอิหม่ามเหมือนนมาซญะมาอะฮ์อื่นๆ ...
หลักฐานในเรื่องนี้ก็คือ รายงานของท่านอับดุลลอฮ์ บินอบีย์ฏ็อลหะฮ์ ร.ฎ. ที่ว่า ...
أَنَّ أَبَا طَلْحَةَ دَعَا رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِلَى عُمَيْرِ بْنِ أَبِىْ طَلْحَةَ حِيْنَ تُوُفِّىَ، فَأَتَاهُ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَصَلَّى عَلَيْهِ فِىْ مَنْزِلِهِمْ، فَتَقَدَّمَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَكَانَ اَبُوْ طَلْحَةَ وَرَاءَهُ، وَاُمَّ سُلَيْمٍ وَرَاءَ أَبِىْ طَلْحَةَ، وَلَمْ يَكُنْ مَعَهُمْ غَيْرُهُمْ

"ท่านอบีย์ฏ็อลหะฮ์ ได้เชิญท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมให้มาที่มัยยิตท่านอุมัยร์ บินอบีย์ฏ็อลหะฮ์ขณะที่เขาสิ้นชีวิต ซึ่งท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมก็มา แล้วท่านก็นมาซให้เขาที่บ้านพักของพวกเขา โดยท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ขึ้นไปยืนข้างหน้า, มีท่านอบีย์ฏ็อลหะฮ์ยืนข้างหลังท่าน และท่านอุมมุสุลัยม์(ภรรยาท่านอบีย์ฏ็อลหะฮ์) ก็ยืนหลังท่านอบีย์ฏ็อลหะฮ์อีกทีหนึ่ง โดย(ตอนนั้น) ไม่มีผู้ใดอยู่ร่วมกับพวกเขาเลย"
(บันทึกโดย ท่านอัล-หากิมในหนังสือ "อัล-มุสตัดร็อก" เล่มที่ 1 หน้า 519, และท่านอัล-บัยฮะกีย์ในหนังสือ "อัส-สุนัน อัล-กุบรอ" เล่มที่ 4 หน้า 30-31) ...
สายรายงานของหะดีษนี้ ตรงตามเงื่อนไขของท่านมุสลิม ...
ด้วยเหตุนี้ ท่านอัล-ฮัยษะมีย์ จึงได้กล่าวในหนังสือ "มัจญมะอฺ อัซ-สะวาอิด" เล่มที่ 3 หน้า 141 ว่า
رَوَاهُ الطَّبْرَانِىُّ فِى الْكَبِيْرِ، وَرِجَالُهُ رِجَالُ الصَّحِيْحِ

"รายงานโดยท่านอัฏ-ฏ็อบรอนีย์ในหนังสือ "อัล-มุอฺญัม อัล-กะบีรฺ", .. และผู้รายงานของมัน(หะดีษนี้) เป็นผู้รายงานของหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ (หมายถึงผู้รายงานของบุคอรีย์หรือมุสลิม) ..
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...






วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560

ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 15)



โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

และหะดีษเรื่องการคัดค้านของท่านอะลีย์ต่อท่านอิบนุอับบาสบทนี้ก็เป็นหะดีษที่ถูกต้องจากการบันทึกทั้งของฝ่ายซุนนีย์และชีอะฮ์เสียด้วย ... 
สมมุติว่าถ้าการประณามของท่านอะลีย์ต่อท่านอุมัรฺเป็นรายงานที่ถูกต้องจริง ...
ชีอะฮ์จะให้พวกเราเข้าใจท่านอะลีย์ อิบนุอบีย์ฏอลิบ ร.ฎ.อิหม่ามคนแรกของพวกเขาว่าเป็นคนอย่างไร ? ...
ท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. อนุญาตให้คนนิกาห์มุตอะฮ์ได้ ก็ถูกท่านอะลีย์ประณามว่า เป็นคนหลงผิด ...
พอท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ.ห้ามคนจากนิกาห์มุตอะฮ์ กลับถูกท่านอะลีย์ประณามอีกว่า เป็นต้นเหตุทำให้ซินาระบาด ...
ชีอะฮ์ต้องการให้เข้าใจว่า ท่านอะลีย์ อิบนุอบีย์ฏอลิบ ร.ฎ. เป็นคนกลับกลอก, โลเล, และไม่มีจุดยืนอย่างนั้นหรือ ???...
ขอพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.โปรดลงโทษผู้ที่กุความเท็จเพื่อต้องการลบหลู่เกียรติของท่านอะลีย์ อิบนุอบีย์ฏอลิบ ร.ฎ. ด้วยเถิด อามีน ...
ตามความเป็นจริง ท่านอะลีย์ซึ่งกล่าวว่านิกาห์มุตอะฮ์เป็นเรื่องต้องห้ามดังที่ท่านได้คัดค้านท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ.ไปแล้ว ควรจะกล่าว - เช่นเดียวกับที่ท่านสะอีด บินอัล-มุซัยยับ ได้กล่าว - นั่นคือ ...
رَحِمَ اللهُ عُمَرَ! لَوْلاَ أَنَّهُ نَهَى عَنِ الْمُتْعَةِ صَارَ الزِّنَا جِهَارًا
“ขออัลลอฮ์โปรดเมตตาท่านอุมัรฺด้วยเถิด ถ้าไม่เพราะท่านได้ห้ามเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ไว้ การผิดประเวณี(ในรูปแบบนิกาห์มุตอะฮ์) จะต้องกลายเป็นสิ่งที่ระบาดแพร่หลายอย่างแน่นอน” ...
(บันทึกโดย ท่านอิบนุอบีย์ชัยบะฮ์ในหนังสือ “อัล-มุศ็อนนัฟ” เล่มที่ 3 หน้า 390 ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง) ...
ความจริงและความเท็จ มักจะยืนกันคนละมุมอย่างนี้แหละ ...
สิ่งที่พวกเราส่วนใหญ่ยังไม่รู้ก็คือ การนิกาห์มุตอะฮ์ – หลังจากการห้ามของท่านศาสดาเป็นที่รับทราบกันอย่างทั่วถึงแล้ว – ในทัศนะของพวกท่านคือการผิดประเวณี! ดังรายงานที่ถูกต้องจากพวกท่านจำนวนมาก ...
ท่านซาลิม บินอับดุลลอฮ์ ได้รายงานมาจากบิดาของท่านว่า ...
سُئِلَ عَنْ مُتْعَةِ النِّسَاءِ ؟ فَقَالَ : لاَ نَعْلَمُهَا إِلاَّ السِّفَاحَ
“ท่านถูกถามถึงเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรี ? .. ท่านตอบว่า : พวกเราไม่รู้อะไรมากไปกว่ามันคือการผิดประเวณี” ...
(บันทึกโดยท่านอิบนุอบีย์ชัยบะฮ์ในหนังสือ “อัล-มุศ็อนนัฟ” เล่มที่ 3 หน้า 390 ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง) ...
หมายเหตุ
หะดีษต่างๆที่ฝ่ายชีอะฮ์ได้คัดลอกมาจากหนังสือหะดีษบางเล่มของซุนนีย์แล้วนำลงบรรจุไว้ในหนังสือของพวกตน อาทิเช่นในหนังสือ “ขออยู่กับผู้สัตย์จริง” เป็นต้นเพื่อใช้เป็นข้อมูลโจมตีท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ.ในเรื่องนี้ ...
ผมขอเรียนว่า จากการตรวจสอบแล้วเกือบทั้งหมดของหะดีษเหล่านั้นเป็นหะดีษที่สายรายงานเฎาะอีฟหรือหะดีษเมาฎั๊วะอฺ นอกจากหะดีษบางบทที่สายรายงานถูกต้อง ข้อเท็จจริงก็เป็นดังที่ผมได้อธิบายไปแล้ว ...
จึงขอสรุปอีกครั้งว่า การนิกาห์มุตอะฮ์ เป็นสิ่งที่ไม่มีส่งเสริมในบทบัญญัติของอิสลาม ตรงกันข้ามมันคือ “สิ่งต้องห้าม” ที่ได้รับการ “ผ่อนผัน” ยามจำเป็นแก่นักรบที่เดินทางไปทำสงครามแดนไกลเพียงหนึ่งครั้ง(หรือสองครั้ง) ก่อนที่การผ่อนผันนั้นจะถูกท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมสั่ง “ยกเลิก” อย่างถาวรตลอดไปจนถึงวันกิยามะฮ์ ...
และคำกล่าวของนักวิชาการซุนนีย์บางท่านที่ว่า การนิกาห์มุตอะฮ์ถูกยกเลิก ความหมายที่แท้จริงก็คือ “ยกเลิกการผ่อนผัน” มิใช่ “ยกเลิกบทบัญญัติ” เพราะนิกาห์มุตอะฮ์มิใช่เป็นบทบัญญัติดังกล่าวมาแล้ว ...
วัลลอฮุอะอฺลัม ...
บทส่งท้าย
พวกเราหลายคน – รวมทั้งผมด้วย – อาจจะเคยสงสัยว่า เหตุใดอะกีดะฮ์หรือความเชื่อหลายๆอย่างของชีอะฮ์ซึ่งอ้างว่าเป็นมุสลิมเหมือนเรา ทำไมจึงแตกต่างกับอะกีดะฮ์ของพวกเราอย่างสิ้นเชิงเหมือนขาวกับดำ และหุก่มหลายอย่างในตำราของพวกเขาก็ส่อไปในทางลามกอนาจารชนิดมนุษย์ที่มีจิตใจเป็นปกติไม่ว่าศาสนาไหนทำใจรับไม่ได้ อาทิเช่น อนุญาตให้ผู้หญิงใช้อวัยวะเพศเป็นค่าจ้างหรือค่าเช่าได้, อนุญาตให้มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้, อนุญาตให้สำเร็จความใคร่กับขาอ่อนของทารกหญิงได้ เป็นต้น ซึ่งหุก่มลามกจกเปรตแบบนี้ จะไม่มีในบทบัญญัติของซุนนีย์แน่นอน ...
แต่ถ้าพวกเราทราบความจริงที่ชีอะฮ์ - บางกลุ่ม - ซ่อนเร้นและตบตาพวกเรามานาน สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นก็หาใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาดหรือพิสดารเกินความคาดฝันไม่ เพราะนักวิชาการชีอะฮ์(บางคน)ยอมรับแล้วว่า ...
พระเจ้าของพวกเขาเป็นคนละองค์กับพระเจ้าของพวกเรา ...
นบีย์ของพวกเขาก็เป็นคนละคนกับนบีย์ของพวกเรา ...
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “พวกเขา” กับ “พวกเรา” ไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกัน แต่นับถือคนละศาสนากัน ...
ด้วยเหตุนี้ อะกีดะฮ์ของพวกเขา, หุก่มต่างๆของพวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกับพวกเรา ...
เช็คเนียะอฺมะตุ้ลลอฮ์ อัล-ญะซาอิรีย์ นักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างสูงของโลกชีอะฮ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า ...
إِنَّالَمْ نَجْتَمِعْ مَعَهُمْ عَلَى اللهِ وَلاَ عَلَى نَبِىٍّ وَلاَ عَلَى إِمَامٍ، وَذَلِكَ أَنَّهُمْ يَقُوْلُوْنَ :
إِنَّ رَبَّهُمْ هُوَ الَّذِىْ كَانَ مُحَمَّدٌ نَبِيَّهُ، وَخَلِيْفَتُهُ بَعْدَهُ أَبُوْبَكْرٍ، وَنَحْنُ لاَ نَقُوْلُ بِهَذَاالرَّبِّ،
وَلاَ بِذَلِكَ النَّبِىِّ، إِنَّ الرَّبَّ الَّذِىْ خَلِيْفَةُ نَبِيِّهِ أَبُوْبَكْرٍ لَيْسَ رَبُّنَا وَلاَ ذَلِكَ النَّبِىَّ نَبِيُّنَا
“แน่นอน พวกเรา(ชาวชีอะฮ์)จะไม่มีวันร่วมกับพวกเขา(ชาวซุนนีย์)ในเรื่องอัลลอฮ์องค์นั้น, ในเรื่องนบีย์ และในเรื่องอิหม่าม(ผู้นำ) คนใดทั้งสิ้น ทั้งนี้เนื่องจากพวกเขา(ชาวซุนนีย์)กล่าวว่า พระเจ้าของพวกเขาก็คือพระเจ้าองค์ที่มีนบีย์ชื่อมุหัมมัด โดยคอลีฟะฮ์ของเขา(นบีย์มุหัมมัด)หลังจากเขาคืออบูบักรฺ, และพวกเราจะไม่ยอมรับพระเจ้าองค์นี้และจะไม่ยอมรับนบีย์ท่านนี้ .. แม้จริงพระเจ้าที่คอลีฟะฮ์แห่งนบีย์ของพระองค์มีชื่อว่าอบูบักรฺ ย่อมไม่ใช่พระเจ้าของพวกเรา และนบีย์ท่านนั้นก็ไม่ใช่นบีย์ของพวกเรา”
(จากหนังสือ “الأَنْوَارُالنُّعْمَانِيَّةُ” ของเนียะอฺมะตุ้ลลอฮ์ อัล-ญะซาอิรีย์ เล่มที่ 1 หน้า 278-279) ...
คำว่า “พวกเรา” ตามนัยแห่งคำพูดของเช็คอัล-ญะซาอิรีย์ อาจหมายถึงชีอะฮ์ทั้งโลกก็ได้, หรืออาจหมายถึงชีอะฮ์เฉพาะกลุ่มที่เลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านก็ได้ ...
แต่ตามรูปการณ์แล้ว ไม่น่าเป็นไปได้ว่าเช็คอัล-ญะซาอิรีย์จะหมายถึงชีอะฮ์เฉพาะกลุ่ม นอกจากหมายถึงชีอะฮ์ทั้งโลก ...
ในความรู้สึกส่วนตัว - ผมเชื่อว่ามีชีอะฮ์ในประเทศไทยจำนวนมิใช่น้อยที่ไม่ยอมรับแนวคิดสุดโต่งดังกล่าวของเช็คอัล-ญะซาอิรีย์ผู้นี้ ...
จะอย่างไรก็ตาม ชีอะฮ์ก็คงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า มีหลักฐานชัดเจนว่าชีอะฮ์บางคนหรือบางกลุ่มในประเทศไทยที่ยอมรับแนวคิดนี้ .. ดังข้อมูลที่ผมได้เขียนโต้แย้งไปแล้วครั้งหนึ่ง ...
และถ้าตามแนวคิดนี้ แน่นอน - ความหมายของมันชัดเจนเหลือเกินว่า นักวิชาการมีระดับบางคนของชีอะฮ์ได้ยอมรับเองว่าพวกเขานับถือคนละศาสนากับพวกเราชาวซุนนีย์ เพราะพวกเขามิได้ศรัทธาในพระองค์อัลลอฮ์ของพวกซุนนีย์ และมิได้ปฏิบัติตามท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมที่มีคอลีฟะฮ์ชื่ออบูบักรฺอย่างพวกซุนนีย์ ..
ตอนแรกผมเองไม่เคยเฉลียวใจเมื่ออ่านเจอข้อความที่ชีอะฮ์คนหนึ่ง(ที่ผมชี้แจงตอบโต้ไปแล้ว)ใช้คำพูดในลักษณะล้อเลียนพระองค์อัลลอฮ์ว่า “พระเจ้าของซุนนี่หัวเราะ” และใช้วาจาดูหมิ่นเหยียดหยามท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมว่า “ศาสดาของซุนนี่บ้ากาม”เป็นต้น (ขอพระองค์อัลลอฮ์โปรดอภัยโทษให้ด้วยที่ผมจำเป็นต้องคัดลอกข้อความดังกล่าวนี้มาลงไว้) จนกระทั่งมาเจอข้อมูลดังข้างต้นจึงเข้าใจแจ่มแจ้งว่า ที่ชีอะฮ์คนนั้นกล่าวเน้นคำว่า “พระเจ้าของของซุนนี่” และ “ศาสดาของซุนนี่” ก็เพราะพวกเขานับถือพระเจ้าและศาสดาที่อื่นจากพระเจ้าและศาสดาที่ชาวซุนนีย์เรานับถืออยู่ดังคำกล่าวของเช็คอัล-ญะซาอิรีย์นั่นเอง ...
และคำกล่าวของเช็คอัล-ญะซาอิรีย์ที่กล่าวว่า “พวกเราจะไม่มีวันร่วมกับพวกเขาในเรื่องอัลลอฮ์, ในเรื่องนบีย์ และในเรื่องผู้นำ ...” ก็แสดงความหมายต่อเนื่องเป็นลูกโซ่อีกว่า แม้กระทั่งอัล-กุรฺอานที่ท่านอบูบักรฺ - คอลีฟะฮ์ของซุนนีย์และคอลีฟะฮ์ของนบีย์ที่พวกชีอะฮ์ไม่ยอมรับ - ได้สั่งให้ท่านซัยด์ อิบนุษาบิต อัล-อันศอรีย์ ร.ฎ. รวบรวมสำเนาที่กระจัดกระจายจนเป็นเล่มขึ้นมาดังที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ก็เถอะ โดยแท้ที่จริงก็มิใช่เป็นอัล-กุรฺอานที่ชีอะฮ์ยอมรับเช่นเดียวกัน เพราะชีอะฮ์ถือว่าอัล-กุรฺอานฉบับนี้ถูกรวบรวมขึ้นมาจากคำสั่งของคนที่เป็นศัตรูกับอะฮ์ลุลบัยต์ของพวกเขา จึงมีทั้งการดัดแปลง, ตัดทอน หรือแม้กระทั่งบิดเบือนจากฉบับจริง ...
อัล-กุรฺอานฉบับจริงและสมบูรณ์ตามอะกีดะฮ์ของชีอะฮ์ก็คือ อัล-กุรอานฉบับที่ถูกรวบรวมโดยท่านอะลีย์ อิบนุอบีย์ฏอลิบ ร.ฎ. อิหม่ามท่านแรกของชีอะฮ์เท่านั้น ...
แต่เท่าที่ชีอะฮ์จำเป็น, จำทนและจำใจต้องใช้อัล-กุรฺอานฉบับนี้อยู่ ก็มีสาเหตุหลักมาจาก 2 ประการคือ ...
หนึ่ง เพื่อหลอกลวงพวกซุนนีย์หน้าโง่บางคน(หรือหลายคน)ให้หลงเชื่อว่า พวกเขานับถือศาสนาอิสลามเหมือนกับพวกซุนนีย์(ตามหลักตะกียะฮ์ของพวกเขา) และ ...
สอง เพราะอัล-กุรฺอาน “ฉบับจริง” ของพวกเขา ถูกอิหม่ามมะฮ์ดีย์ของพวกเขาพาหลบหนีเข้าอุโมงค์ไปตั้งแต่ปีฮ.ศ. 260 จนถึงขณะนี้ก็ร่วมพันกว่าปีแล้วยังหาไม่เจอ ...
เพราะฉะนั้น ศาสนาของชีอะฮ์(ทั้งโลก .. ยกเว้นชีอะฮ์ในประเทศไทยบางคนกระมัง) จึงมิใช่ศาสนาอิสลามเหมือนพวกเราแน่นอน ...
ผมเขียนหนังสือเรื่อง “ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์” .. เป้าหมายจริงๆมิใช่เพื่อโต้แย้งกับชีอะฮ์ แต่เพื่อต้องการ “ขัดเกลา” ศาสนาอิสลามที่พระองค์อัลลอฮ์ - พระเจ้าของชาวซุนนีย์ - ประทานมันลงมาให้แก่ท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม - ศาสดาของชาวซุนนีย์ - เพื่อให้มันสะอาดและบริสุทธิ์จากความแปดเปื้อน, ความโสโครกที่พวกชีอะฮ์ซึ่งมิได้ศรัทธาในพระองค์อัลลอฮ์และท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมของชาวซุนนีย์ นำมาป้ายสีให้เกิดความมัวหมองต่ออิสลามของชาวซุนนีย์ ...
เช็คยูซุฟ อัล-บะห์รอนีย์ นักวิชาการชื่อดังของชีอะฮ์อีกท่านหนึ่งในศตวรรษที่ 2 ได้กล่าวในหนังสือ “اَلْحَدَائِقُ النَّاضِرَةُ فِىْ أَجْكَامِ الْعِتْرَةِ الطَّاهِرَةِ ” เล่มที่ 1 หน้า 36 มีข้อความว่า ...
وَقَالَ الشَّيْخُ الْمُفِيْدُ : لاَ يَجُوْزُ لِأَحَدٍ مِنْ أَهْلِ اْلإِيْمَانِ أَنْ يُغْسِلَ مُخَالِفًا لِلْحَقِّ فِى الْوِلاَيِةَ
وَلاَ يُصَلِّىَ عَلَيْهِ إِلاَّ أَنْ تَدْعُوَضَرُوْرَةٌ إِلَى ذَلِكَ مِنْ جِهَةِ التَّقِيَّةِ ...
ท่านเช็คอัล-มุฟีดกล่าวว่า : “ไม่อนุญาตแก่ผู้ใดจากผู้ศรัทธา (หมายถึงชีอะฮ์เท่านั้นตามความเข้าใจของพวกเขา) จะอาบน้ำ(มัยยิต)ให้ผู้ขัดแย้งกับสัจธรรมในเรื่องตำแหน่งผู้นำสูงสุด(หมายถึงชาวซุนนีย์ที่ถึงแก่ความตาย) และไม่อนุญาตให้นมาซให้แก่เขา เว้นแต่เกิดความจำเป็นที่เรียกร้องไปสู่การปฏิบัติสิ่งดังกล่าวในแง่ของการตะกียะฮ์(อำพราง, แสร้งหลอก)เท่านั้น” ...
ข้อความดังกล่าวนี้สอดคล้องกับคำกล่าวของเช็คอัฏ-ฏูศีย์ที่กล่าวในหนังสือ “ตะฮ์ซีบุลอะห์กาม”ว่า ผู้ที่ขัดแย้งกับอะฮ์ลุลบัยต์(หมายถึงผู้ปฏิเสธตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอะฮ์ลุลบัยต์ทั้ง 12 ท่านของชีอะฮ์) ถือว่าเป็นกาฟิรฺ ตามทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ของชีอะฮ์ในอดีต ...
(สรุปจากหนังสือ “مَوْقِفُ الشِّيْعَةِ مِنْ أَهْلِ السُّنَّةِ” ของท่านมุหัมมัด มาลุลลอฮ์ หน้า 15 ) ...
ผู้ที่เช็คอัฏ-ฏูศีย์กล่าวว่า เป็นผู้ขัดแย้งหรือผู้ที่ปฏิเสธอะฮ์ลุลบัยต์ดังกล่าว จะหมายถึงใครอื่นอีกหากมิใช่หมายถึงชาวซุนนีย์ ??? ...
คำกล่าวของเช็คยูซุฟ อัล-บะห์รอนีย์และเช็คอัฏ-ฏูศีย์ นักวิชาการมีระดับของชีอะฮ์ทั้ง 2 ท่านดังกล่าวข้างต้นมีความหมายว่า เมื่อชาวซุนนีย์คนใดสิ้นชีวิตลง หุก่มของชีอะฮ์ก็คือ ห้ามอาบน้ำมัยยิตให้และห้ามนมาซญะนาซะฮ์ให้ ...
เพราะซุนนีย์คนนั้นคือกาฟิรฺในทัศนะของชีอะฮ์ ...
เพราะฉะนั้น หากพวกเราเห็นชีอะฮ์คนใดมาช่วยอาบน้ำหรือนมาซญะนาซะฮ์ให้แก่ชาวซุนนีย์ที่ตายไป ก็จงรู้เถิดว่า พวกเขา “แสร้งทำ” เพื่อตบตาและหลอกพวกเราเท่านั้น ...
หากจะมองหุก่มดังกล่าวในมุมกลับ เราชาวซุนนีย์ก็สามารถกล่าวได้เช่นเดียวกันว่า เมื่อชีอะฮ์คนใดตายลงไป มุสลิมที่เป็นซุนนีย์จะไปอาบน้ำมัยยิตให้, หรือนมาซญะนาซะฮ์ให้จะได้หรือ ในเมื่อชีอะฮ์ที่ตายนั้นมิได้นับถือพระองค์อัลลอฮ์ของพวกเรา และมิได้ปฏิบัติตามท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมของพวกเรา ?? ...
พวกเขาจึงเป็นกาฟิรฺสำหรับพวกเรา - ชาวซุนนีย์ - เช่นเดียวกัน เว้นแต่พวกเราจะไม่มีการ “แสร้งทำ” ไปอาบน้ำให้ หรือไปนมาซญะนาซะฮ์ให้เหมือนพวกเขา ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.พระเจ้าของซุนนีย์ ได้ดำรัสไว้แล้วในอัล-กุรฺอาน(ของซุนนีย์เช่นเดียวกัน) ซูเราะฮ์อัล-กาฟิรูน อายะฮ์ที่ 6 ว่า ...
لَكُمْ دِيْنُكُمْ وَلِىَ دِيْنِ
“สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน”
เพราะฉะนั้น คำกล่าวของนักวิชาการซุนนีย์จากโลกอาหรับบางคนที่ว่า “ชีอะฮ์ไม่ใช่มุสลิมอย่างพวกเรา” หรือ “ชีอะฮ์นับถือศาสนาที่อื่นจากศาสนาของพวกเรา” จึงเป็นคำกล่าวที่ไม่ผิดข้อเท็จจริงแต่ประการใด ดังข้อมูลจากคำกล่าวของนักวิชาการชีอะฮ์เองที่ผ่านมาแล้ว ...



#หมายเหตุ
ขอเรียนให้ทราบว่า ตั้งแต่เกิดมาและตั้งแต่เขียนหนังสือมา ผมไม่เคยหุก่มชีอะฮ์คนใดว่า “เป็นกาฟิรฺ” แม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้น ข้อเขียนทั้งหมดนี้จึงมีเป้าหมายเฉพาะสำหรับชีอะฮ์ที่มีความเชื่อตามแนวทางของเช็คเนียะอฺมะตุ้ลลอฮ์ อัล-ญะซาอิรีย์. เช็คยูซุฟ อัล-บะห์รอนีย์, เช็คอัล-มุฟีด และเช็ค อัฏ-ฏูศีย์ดังข้อมูลข้างต้นเท่านั้น ...
ส่วนชีอะฮ์ท่านใดที่มีจุดยืนชัดเจนอย่างแท้จริง - มิใช่ตะกียะฮ์ - ว่า มีแนวคิดแตกต่างหรือไม่ยอมรับแนวคิดข้างต้น ...
ข้อเขียนนี้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับท่านทั้งสิ้น ...
โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย ...

อ. มะห์มูด (ปราโมทย์) ศรีอุทัย
จบ....