อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com

วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560

ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 13)



โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

นี่หรือการเทิดทูนเกียรติอะฮ์ลุลบัยต์ของพวกเขา ? .. เกียรติของอะฮ์ลุลบัยต์ระดับสูงสุดสำหรับชีอะฮ์อย่างท่านอะลีย์, ท่านอัล-หะซันและท่านอัล-หุซัยน์ มีค่าเท่ากับการมีเพศสัมพันธ์เพียง 1 ถึง 3 ครั้งกับสตรีรับจ้างนิกาห์มุตอะฮ์กับผู้ชายเท่านั้นเองดอกหรือ ? ... 
(5). เช็คอัล-กาชานีย์ ยังได้กุความเท็จให้แก่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมด้วยการอ้างเป็นคำพูดของท่านอีกว่า ...
مَنْ خَرَجَ مِنَ الدُّنْيَا وَلَمْ يَتَمَتَّعْ جَاءَ يَوْمَ الْقِيَامَةِ وَهُوَ أَجْدَعُ
“ผู้ใด(ตาย)จากโลกนี้ไปโดยมิได้ทำมุตอะฮ์เลย เขาจะถึงไปวันกิยามะฮ์ในสภาพคนจมูกแหว่ง” ...
(จากหนังสือตัฟซีรฺ “มันฮัจญ์ อัศ-ศอดิกีน” เล่มที่ 2 หน้า 489) ...
แล้วชีอะฮ์คิดบ้างไหมว่า การอ้างความเท็จอย่างนี้ มิเป็นการกล่าวหาว่าอิหม่ามจากอะฮ์ลุลบัยต์ของพวกเขา - ทุกท่าน - ต้องจมูกแหว่งในวันกิยามะฮ์ดอกหรือ ?? ...
ทั้งนี้ เพราะไม่มีหลักฐานเลยพวกท่าน - ไม่ว่าคนใด - เคยทำมุตอะฮ์กับสตรีใดแม้แต่ครั้งเดียว ...
หรือชีอะฮ์มีหลักฐานว่าพวกท่านเคยทำมุตอะฮ์กับใครก็แสดงมา ! ...
ฯลฯ ...
(5). ใครคือผู้ห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์ ?
ชีอะฮ์พยามยามกล่าวโจมตีท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. ว่า เป็นผู้ห้าม - ทั้งหัจญ์ตะมัตตั๊วะอฺและนิกาห์มุตอะฮ์ - จากความคิดเห็นของตนเองโดยพลการ โดยชีอะฮ์ได้อ้างหลักฐานจากหะดีษที่ถูกต้องของซุนนีย์เองบางบทดังที่จะได้นำเสนอต่อไป ...
การกล่าวหาของชีอะฮ์ดังข้างต้น แม้จะมีส่วนถูกต้องอยู่บ้าง ก็เฉพาะในกรณีเดียวคือ การห้ามจากหัจญ์ตะมัตตั๊วะอฺเท่านั้น ...
เราไม่ปฏิเสธว่าการห้ามจากหัจญ์ตะมัตตั๊วะอฺ เป็นความเห็นส่วนตัวของท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. ล้วนๆ ...
ด้วยเหตุนี้ บรรดาเศาะหาบะฮ์ส่วนใหญ่ - แม้กระทั่งบุตรชายของท่านอุมัรฺเองคือท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. - รวมทั้งนักวิชาการในยุคถัดๆมาจึงปฏิเสธและไม่ยอมรับการห้ามของท่านอุมัรฺในเรื่องนี้ และยังถือว่าหัจญ์ตะมัตตั๊วะอฺเป็นซุนนะฮ์ (หรืออาจจะเป็นวาญิบ) สำหรับผู้ที่เดินทางไปทำหัจญ์โดยมิได้นำสัตว์เชือดพลีติดตัวไปด้วย ...
กรณีนี้ แตกต่างจากการห้ามของท่านอุมัรฺจากการนิกาห์มุตอะฮ์ ซึ่งปรากฏว่าในขณะนั้นมีเศาะหาบะฮ์เพียง 2 ท่าน - คือท่านอิบนุ อับบาส ร.ฎ. และท่านญาบิรฺ บินอับดุลลอฮ์ ร.ฎ. - ที่ยังคงฟัตวาว่า การนิกาห์มุตอะฮ์เป็นสิ่งที่อนุมัติ ...
แต่เมื่อท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ.ประกาศห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์ เศาะหาบะฮ์ทั้ง 2 ท่านนั้นก็ยอมรับคำห้ามนั้นโดยดุษฎี รวมทั้งเศาะหาบะฮ์ท่านอื่นๆและนักวิชาการยุคถัดๆมาทั้งหมด ต่างยอมรับเป็นเอกฉันท์ในการห้ามของท่านอุมัรฺ ...
ชีอะฮ์เคยเฉลียวคิดบ้างไหมว่า ทำไมบรรดาเศาะหาบะฮ์รวมทั้งนักวิชาการยุคหลังหมด จึงมีท่าทีแตกต่างกันเหมือนหน้ามือกับหลังมือต่อการห้ามของท่านอุมัรฺในทั้ง 2 กรณีนี้ ?? ...
คำตอบก็คือ การที่บรรดาเศาะหาบะฮ์และนักวิชาการยุคหลังไม่ยอมรับข้อห้ามของท่านอุมัรฺจากการทำหัจญ์ตะมัตตั๊วะอฺ มิใช่เพราะเหตุอื่นใด แต่เป็นเพราะพวกเขาเห็นว่าข้อห้ามดังกล่าวเป็นเพียง “ความเห็นส่วนตัว” ของท่านอุมัรฺเองซึ่งน่าจะค้านกับคำสั่งของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงไม่จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามคำห้ามของท่านอุมัรฺในกรณีนี้ ...
ส่วนการห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์ ข้อเท็จจริงก็คือ ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ห้ามขาดจนถึงวันกิยามะฮ์ด้วยตัวท่านเองเมื่อครั้งพิชิตมักกะฮ์หลังจากการผ่อนผันมันเพียง 3 วันในครั้งนั้น ดังที่ได้อธิบายผ่านมาแล้ว ...
การห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ของท่านศาสดาในครั้งนั้น มีเศาะหาบะฮ์บางท่าน - อย่างเช่นท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. และท่านญาบิรฺ ร.ฎ. - มิได้รับรู้ แตกต่างจากตอนผ่อนผันที่มีผู้ออกมาประกาศเป็นทางการว่าท่านศาสดาได้อนุโลมให้มีการมุตอะฮ์กับสตรีได้ ผู้ที่ไม่รู้การห้ามของท่านศาสดาในตอนหลังจึงยังคงฟัตวาว่า การนิกาห์มุตอะฮ์ยังเป็นที่อนุญาตอยู่ ...
จวบจนพวกเขาได้รับการห้ามจากท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. อีกครั้ง จึงรู้ว่าข้อห้ามนี้มิใช่ท่านอุมัรฺเป็นผู้ห้ามจากความเห็นของตนเองเหมือนการห้ามจากการทำหัจญ์ตะมัตตั๊วะอฺ แต่ท่านอุมัรฺได้ “ตอกย้ำ” คำห้ามของท่านศาสดาที่พวกเขาไม่เคยรับรู้มาก่อนให้ได้รับทราบกัน พวกเขาจึงยอมรับการห้ามนี้โดยดุษฎีและไม่มีปฏิกริยาคัดค้านเหมือนกรณีการห้ามจากหัจญ์ตะมัตตั๊วะอฺ ...
นี่คือ “บทสรุป” ที่แท้จริงของการห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์ ...
และต่อไปนี้คือหลักฐานของคำกล่าวข้างต้น ...
5.1 ท่านศาสดาผ่อนผันแล้วห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์ตลอดกาลคราวพิชิตมักกะฮ์
ก. มีรายงานจากท่านซับเราะฮ์ อัล-ญุฮัยนีย์ ร.ฎ. กล่าวว่า ...
أَمَرَنَا رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بِالْمُتَعَةِ عَامَ الْفَتْحِ حِيْنَ دَخَلْنَا مَكَّةَ، ثُمَّ
لَمْ نَخْرُجْ مِنْهَا حَتىَّ نَهَانَا عَنْهَا
“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้สั่ง(คือผ่อนผัน)ให้พวกเรานิกาห์มุตอะฮ์ได้ในปีพิชิตมักกะฮ์ขณะที่พวกเราเข้าสู่มักกะฮ์ หลังจากนั้น พวกเรายังไม่ทันออกจากมักกะฮ์เลยท่านก็ห้ามมันเสียแล้ว” ...
(บันทึกโดยท่านมุสลิม หะดีษที่ 22/1406) ...
หะดีษบทนี้เป็นหลักฐานว่า การผ่อนผันเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ มีขึ้นในคราวกองทัพมุสลิมเดินทางเข้าสู่นครมักกะฮ์ แต่เป็นการผ่อนผันช่วงระยะเวลาสั้นๆ - คือเพียง 3 วันเท่านั้น - ดังหะดีษบทที่กำลังจะถึง - แล้วท่านศาสดาก็ห้ามมัน ...
ข. มีรายงานจากท่านสะละมะฮ์ บินอัล-อักวะอฺ ร.ฎ. ว่า ...
رَخَّصَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَامَ أَوْطَاسٍَ فِى الْمُتْعَةِ ثَلاَثًا ثُمَّ نَهَى عَنْهُ
“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ผ่อนผันในปีเอาฏอซ (หมายถึงตอนพิชิตมักกะฮ์ดังที่ได้อธิบายผ่านมาแล้วตอนต้น)ให้นิกาห์มุตอะฮ์ได้ 3 วัน หลังจากนั้นท่านก็ห้ามมัน” ...
(บันทึกโดยท่านมุสลิม หะดีษที่ 18/1405 และท่านอิบนุอบีย์ชัยบะฮ์ในหนังสือ “อัล-มุศ็อนนัฟ” เล่มที่ 3 หน้า 390) ...
ในการผ่อนผันให้นิกาห์มุตอะฮ์ครั้งนี้ มิใช่เป็นความลับ เพราะท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้สั่งให้คนของท่านออกมาประกาศให้บรรดาเศาะหาบะฮ์รับทราบด้วย ดังรายงานต่อไปนี้ ...
ค. ท่านญาบิรฺ บินอับดุลลอฮ์ ร.ฎ. และท่านสะละมะฮ์ บินอัล-อักวะอฺ ร.ฎ. กล่าวว่า ...
كُنَّا فِىْ جَيْشٍ، فَأَتَانَا رَسُوْلُ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَالَ : إِنَّهُ قَدْ أَذِنَ لَكُمْ
أَنْ تَسْتَمْتِعُوْا فَاسْتَمْتِعُوْا
“พวกเราอยู่ในกองทัพ แล้วคนของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ออกมาหาพวกเราแล้วบอกว่า : แท้จริงท่านศาสดาได้อนุญาตให้พวกท่านนิกาห์มุตอะฮ์ได้แล้ว ดังนั้นพวกท่านจงนิกาห์มุตอะฮ์กันเถิด” ...
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 5117) ...
แม้ในหะดีษบทนี้จะไม่มีการระบุชัดเจนว่าการประกาศผ่อนผันให้นิกาห์มุตอะฮ์ดังกล่าวมีขึ้นในสงครามใด แต่ท่านสะละมะฮ์ บินอัล-อักวะอฺ ร.ฎ.ผู้รายงานหะดีษบทนี้ก็ได้ระบุอย่างชัดเจนในหะดีษบทก่อนแล้วว่า การอนุญาตนี้มีขึ้นในปีเอาฏอซ หรือคราวพิชิตมักกะฮ์ และเป็นการอนุญาตเพียง 3 วันเท่านั้น ...
(ดูรายละเอียดจากหนังสือ “ฟัตหุ้ลบารีย์” ของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ เล่มที่ 9 หน้า 172) ...
การห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์หลังการผ่อนผันดังข้อความของหะดีษสองบทข้างต้น มิได้ระบุชัดเจนว่า เป็นการห้ามชั่วคราวหรือเป็นการห้ามอย่างถาวร แต่เรื่องนี้มีรายงานมาจากกระแสอื่นที่ระบุชัดเจนว่าการห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ครั้งนี้เป็นการห้ามอย่างถาวร ดังต่อไปนี้ ...
ง. ท่านซับเราะฮ์ อัล-ญุฮัยนีย์ ร.ฎ. กล่าวว่า ...
إِنَّهُ كَانَ مَعَ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَالَ : يَا أَيُّهَاالنَّاسُ! إِنِّىْ قَدْ كُنْتُ
أَذِنْتُ لَكُمْ فِى اْلأِسْتِمْتَاعِ مِنَ النِّسَاءِ، وَإِنَّ اللهَ قَدْ حَرَّمَ ذَلِكَ إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ، فَمَنْ كَانَ
عِنْدَهُ مِنْهُنَّ شَيْئٌ فَلْيُخِلِّ سَبِيْلَهُ، وَلاَ تَأْخُذُوْا مِمَّا آتَيْتُمُوْهُنَّ شَيْئًا
“แท้จริง ท่านได้อยู่พร้อมกับท่านรอซู้ลุลลอฮ์ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็กล่าวว่า : ประชาชนทั้งหลาย ฉันเคยอนุญาตให้พวกท่านนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีได้จริง แท้จริงพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ได้ทรงห้ามสิ่งนี้แล้วจนถึงวันกิยามะฮ์! ดังนั้นพวกท่านที่ยังมีพันธะอยู่กับพวกนางคนใดก็จงปล่อยนางไป และจงอย่าเอาสิ่งใดที่พวกท่านให้นางไปแล้วกลับคืน) ...
(บันทึกโดยท่านมุสลิม หะดีษที่ 21/1406 และท่านอิบนุอบีย์ชัยบะฮ์ ในหนังสือ “อัล-มุศ็อนนัฟ”เล่มที่ 3 หน้า 390) ...
จ. อีกสำนวนหนึ่งที่ท่านซับเราะฮ์ อัล-ญุฮัยนีย์ ร.ฎ. ได้กล่าวรายงานไว้ ก็คือ ...
أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ نَهَى عَنِ الْمُتْعَةِ، وَقَالَ : أَلاَ! إِنَّهَا حَرَامٌ مِنْ
يَوْمِكُمْ هَذَا إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ، وَمَنْ كَانَ أَعْطَى شَيْئًا فَلاَ يَأْخُذْهُ
“แท้จริงท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์ โดยท่านกล่าวว่า : พึงระวัง, แท้จริงมันเป็นสิ่งต้องห้ามจากวันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันกิยามะฮ์! ผู้ใดเคยให้สิ่งใด(แก่นาง)ไปแล้วก็จงอย่าเอามันกลับคืน” ...
(บันทึกโดยท่านมุสลิม หะดีษที่ 28/1406) ...
หะดีษข้างต้นนี้ทั้งหมดคือหลักฐานที่ชัดเจนว่า ผู้ที่ห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์ก็คือท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมในคราวพิชิตมักกะฮ์หลังจากท่านเคยผ่อนผันมันแค่ 3 วัน ...
และการห้ามนี้ก็เป็นการห้ามอย่างถาวรจนถึงวันกิยามะฮ์ ...
จะอย่างไรก็ตาม การห้ามดังกล่าวอาจจะไม่เป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลายเหมือนตอนอนุญาตซึ่งมีการออกมาประกาศให้รับรู้โดยทั่วกัน เพราะฉะนั้นจึงอาจมีเศาะหาบะฮ์บางท่านที่ไม่รู้เรื่องการห้ามนี้ อย่างเช่นท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. และท่านญาบิรฺ บินอับดุลลอฮ์ ร.ฎ. เป็นต้น พวกท่านจึงยังคงฟัตวาว่า นิกาห์มุตอะฮ์ยังเป็นที่อนุญาตอยู่ ดังหลักฐานต่อไปนี้




ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 12)



โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

จากข้อความที่ว่า “จะต้องผ่านพ้นอิดดะฮ์โดยผ่านการมีรอบเดือน 2 วาระ” นั้น ถ้าหุก่มนี้ถูกต้องในทัศนะของชีอะฮ์ ก็แสดงว่าสตรีที่เป็นอิสรชนและทำนิกาห์มุตอะฮ์หลังจากหมดวาระการอยู่ร่วมกันแล้ว สถานภาพของนางก็ถูกลดลงเสมอเหมือนกับสตรีทาสที่ถูกสามีหย่า คือมีอิดดะฮ์โดยผ่านการมีรอบเดือน 2 ครั้งเท่ากัน ...
แต่ข้อความจากคำกล่าวของเช็คอัต-ตีญานีย์ข้างต้นนี้ ขัดแย้งกับการบันทึกของท่านอัล-กุลัยนีย์, ท่านอิบนุ บาบะวัยฮ์ อัล-กุมมีย์ และเช็คอัฏ-ฏูศีย์ ที่อ้างรายงานจากท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกที่กล่าวว่า .. สตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์ เมื่อหมดวาระตามสัญญาก็ไม่ต้องมีอิดดะฮ์แต่อย่างใด ...
(ดูหนังสือ “ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์” ของอัล-กุลัยนีย์ เล่มที่ 2 หน้า 194, หนังสือ “มันลายะฮ์ดุรุฮุลฟะกีฮ์” ของท่านอิบนุบาบะวัยฮ์ อัล-กุมมีย์ เล่มที่ 3 หน้า 149, หนังสือ “ตะฮ์ซีบุลอะห์กาม” ของเช็คอัฏ-ฏูศีย์ หน้า 183 และ 189) ...
และคำกล่าวของเช็คอัต-ตีญานีย์ที่ว่า “และถ้าหากสามีตายจะต้องผ่านสี่เดือนสิบวันก่อน”...
ข้อความดังกล่าวนี้ นอกจากจะขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่า ผู้ชายที่นิกาห์มุตอะฮ์ไม่ถือว่าเป็น “สามี” และนางก็มิใช่เป็น “ภรรยา” ของเขา(จนถึงกับต้องมีอิดดะฮ์เมื่อเขาตายหรือแยกกันเมื่อหมดวาระ)ดังที่ผ่านมาแล้ว ยังขัดแย้งกับคำกล่าวของท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกข้างต้นที่ว่าสตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์ไม่ต้องมีอิดดะฮ์ ซึ่งคำกล่าวของท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกนี้สอดคล้องกับคำกล่าวของท่านอิบนุตัยมียะฮ์ที่ยืนยันว่า สตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์ไม่ต้องมีอิดดะฮ์จากการตายของผู้ชายคู่นอนแต่อย่างใด ...
ท่านเช็คอับดุลลอฮ์ ได้สรุปคำกล่าวของท่านอิบนุตัยมียะฮ์จากหนังสือ “มินฮาญุซุนนะฮ์” ว่า ...
فَإِنَّ اللهَ تَعَالَى إِنَّمَا أَبَاحَ فِىْ كِتَابِهِ الزَّوْجَةَ وَمِلْكَ الْيَمِيْنِ، وَالْمُتَمَتَّعُ بِهَا لَيْسَتْ وَاحِدَةً
مِنْهُمَا، فَإِنَّهَا لَوْكَانَتْ زَوْجَةً لَتَوَارَثَا وَلَوَجَبَتْ عَلَيْهَا عِدَّةُ الْوَفَاةِِ ........
“แน่แท้พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.มิได้อนุญาตสตรีอื่นใดในคัมภีร์ของพระองค์นอกจากภรรยาและทาสเท่านั้น ส่วนสตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์ นางมิได้เป็นหนึ่งจากสองดังกล่าวเลย เพราะสมมุติถ้านางเป็นภรรยานางก็จะสามารถสืบมรดกกับเขาได้ และจำเป็นต้องมีอิดดะฮ์จากการตายของเขา ......”
(จากหนังสือ “มุขตะศ็อรฺ มินฮาญุซุนนะฮ์” เล่มที่ 1 หน้า 227) ...
ช. สิ่งที่ต้องคำนึงอีกประการหนึ่งในนิกาห์ถาวรของซุนนีย์ก็คือ กะฟาอะฮ์ .. หมายถึงความเหมาะสมหรือคู่ควรกันของคู่สมรสในด้านชาติตระกูล, ความมีศาสนาและอื่นๆ ...
ความเหมาะสมดังกล่าวนี้ต้องพิจารณาจากทั้งสองฝ่ายร่วมกัน ...
แต่ในนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ คำว่า “กะฟาอะฮ์” จะถูกนำมาใช้เพียงด้านเดียวคือหญิงสามัญชนหรือลูกสาวชาวบ้าน จะ “คู่ควร” ในการนิกาห์มุตอะฮ์กับผู้ชายได้ทุกประเภท ไม่ว่ากับชาวบ้านธรรมดาหรือระดับนักวิชาการชั้นสูงสุด ...
ทว่า .. สตรีที่มีชาติตระกูลสูงหรือเป็นบุตรีของนักวิชาการระดับสูง ผู้ชายที่เป็นสามัญชนจะไปนิกาห์มุตอะฮ์กับพวกนางไม่ได้ ...
เพราะพวกนาง ไม่คู่ควรกับสามัญชน ???????? ...
ท่านอัล-กุลัยนีย์ และเช็คอัฏ-ฏูศีย์ ได้อ้างรายงานมาว่า ท่านอับดุลลอฮ์ บินอุมัยรฺ อัล-ลัยษ์ ได้ไปหาท่านอบีย์ญะอฺฟัรฺ (หมายถึงท่านมุหัมมัด อัล-บากิรฺอิหม่ามท่านที่ 5 ของชีอะฮ์)แล้วถามว่า : ท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ ? ท่านอิหม่ามฯตอบว่า มันเป็นสิ่งที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงอนุมัติในคัมภีร์ของพระองค์และบนลิ้นนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมของพระองค์ ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งหะล้าลจนถึงวันกิยามะฮ์, ท่านอับดุลลอฮ์กล่าวว่า : ท่านกล่าวอย่างนี้แต่ท่านอุมัรฺกล่าวว่ามันหะรอมและห้ามมันมิใช่รึ ? ท่านอิหม่ามฯตอบว่า ถ้าเขากล่าวอย่างนั้นจริงฉันก็ขอความคุ้มครองท่านต่อพระองค์อัลลอฮ์จากสิ่งนี้ จากการที่ท่านจะอนุมัติในสิ่งที่อุมัรฺได้ห้ามมัน, ท่านอิหม่ามกล่าวต่อไปว่า ท่านจะเชื่อฟังคำพูดสหายของท่านก็ได้ แต่ฉันจะเชื่อฟังคำพูดของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเท่านั้น นี่แน่ะท่าน แท้จริงคำพูดที่ต้องยึดถือคือคำพูดของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ และคำพูดที่เป็นโมฆะคือคำพูดสหายของท่านนั่นแหละ ...
ท่านอับดุลลอฮ์ บินอุมัยรฺจึงหันมาเผชิญหน้าท่านอิหม่ามฯ แล้วกล่าวว่า ...
يُسُرُّكَ أَنَّ نِسَاءَكَ وَبَنَاتِكَ وَأَخَوَاتِكَ وَبَنَاتِ عَمِّكَ يَفْعَلْنَ ؟ فَأَعْرَضَ عَنْهُ أَبُوْجَعْفَرٍ
عَلَيْهِ السَّلاَمُ حَيْنَ ذَكَرَ نِسَاءَهُ وَبَنَاتَ عَمِّهِ
“ท่านคงยินดีซินะถ้าภรรยาของท่าน, บุตรสาวของท่าน, พี่สาวน้องสาวของท่าน, และบุตรสาวลุงของท่านไปกระทำอย่างนี้(คือไปนิกาห์มุตอะฮ์กับผู้ชายใด) ? ท่านอิหม่ามมุหัมมัด อัล-บากิรฺเบือนจึงหน้าหนีจากท่านอับดุลลอฮ์ทันทีเมื่อมีเขากล่าวถึงภรรยาของท่านและบุตรสาวลุงของท่าน” ...
(จากหนังสือ “ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์” เล่มที่ 5 หน้า 449 และหนังสือ “ตะฮ์ซีบุลอะห์กาม” เล่มที่ 7 หน้า 251) ...
ท่านซัยยิดอัล-หุซัยน์ อัล-มูเซาวีย์อดีตนักวิชาการชีอะฮ์ท่านหนึ่งแห่งเมืองนะญัฟปัจจุบันได้หันมายึดถือตามแนวซุนนีย์ ได้เขียนเล่าในหนังสือ “กัชฟุลอัสรอรฺฯ” ของท่านหน้า 33-34 ว่า ...
“ครั้งหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้านั่งอยู่กับท่านเช็คอัล-คูอีย์ในสำนักงานของท่าน ก็มีเด็กหนุ่มสองคนเดินเข้ามาหาเราในลักษณะมีปัญหาขัดแย้งกัน และเห็นพ้องกันที่จะมาถามท่านเช็คอัล-คูอีย์ เพื่อให้ท่านแนะนำทางออกที่ถูกต้องให้ ...
เด็กหนุ่มคนหนึ่งจากสองคนนั้นถามขึ้นว่า : “นี่แน่ะท่านซัยยิด ท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ ? .. มันหะล้าลหรือหะรอมกันแน่ ?” ...
ท่านเช็คอัล-คูอีย์มองดูเด็กหนุ่มคนนั้นอย่างคลางแคลงใจในคำถามของเขาแล้วย้อนถามว่า “เธออยู่ที่ไหนล่ะ ?” .. เด็กหนุ่มคนนั้นตอบว่า “ผมอยู่ที่มูซิล แล้วมาพักอยู่ที่นะญัฟนี่เกือบ 2 เดือนแล้ว” ...
ท่านเช็คถามอีกว่า “งั้นเธอก็เป็นซุนนีย์นะซิ ?” ...
“ใช่ครับ” เด็กหนุ่มตอบ ...
ท่านเช็คอัล-คูอีย์จึงตอบ(อย่างสงวนท่าที)ว่า : “การมุตอะฮ์สำหรับพวกเราเป็นสิ่งหะล้าล แต่สำหรับพวกท่านเป็นสิ่งหะรอม” ...
เด็กหนุ่มคนนั้นจึงกล่าวว่า “ผมมาอยู่ที่นี่ร่วมสองเดือนแล้ว ต้องห่างไกลจากบ้านมา ท่านจะกรุณานิกาห์มุตอะฮ์ผมกับบุตรสาวของท่านได้ไหม ตราบเท่าที่ผมยังไม่กลับไปหาครอบครัวของผม ?” ...
ท่านเช็คอัล-คูอีย์จ้องหน้าเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวแก่เขาว่า “พวกเราเป็นซัยยิด(เชื้อสายท่านศาสดา) .. สิ่งนี้ (การนิกาห์มุตอะฮ์ลูกสาวให้กับสามัญชน) เป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับพวกเรา นิกาห์มุตอะฮ์เป็นสิ่งหะล้าลสำหรับชีอะฮ์โดยทั่วไปเท่านั้น” ...
เด็กหนุ่มคนนั้นมองหน้าท่านเช็คอัล-คูอีย์แล้วอมยิ้ม ในมุมมองข้าพเจ้ารู้สึกว่าเขาจะรู้ทันว่าท่านเช็คอัล-คูอีย์กำลังตะกียะฮ์ (อำพรางความจริง) ...
แล้วเด็กหนุ่มทั้งสองก็ลาจากไป ข้าพเจ้าจึงขออนุญาตจากท่านเช็คฯเดินออกไปด้วย และไปทันกับเด๊กหนุ่มทั้งสองคนนั้น จึงรู้ว่า เด็กหนุ่มคนที่ถามเป็นซุนนีย์ ส่วนเพื่อนของเขาเป็นชีอะฮ์ที่ขัดแย้งกันว่านิกาห์มุตอะฮ์หะล้าลหรือหะรอม จึงเห็นพ้องกันว่าต้องไปถามอัล-มัรฺเญียะอฺของศาสนา คือท่านอิหม่ามอัล-คูอีย์ ...
ขณะที่ข้าพเจ้าสนทนาอยู่กับเด็กหนุ่มทั้งสอง เด็กหนุ่มที่เป็นชีอะฮ์ถึงกับระเบิดคำพูดออกมาว่า ...
يَا مُجْرِمِيْنَ! تُبِيْحُوْنَ ِلأَنْفُسِكُمُ التَّمَتُّعَ بِبَنَاتِنَا وَتُخْبِرُوْنَنَا بِأَنَّهُ حَلاَلٌ وَأَنَّكُمْ تَتَقَرَّبُوْنَ بِذَلِكَ
إِلَى اللهِ، وَتُحَرِّمُوْنَ عَلَيْنَا التَّمَتُّعَ بِبَنَاتِكُمْ ....
“ไอ้สารเลวเอ๊ย! พวกแกอนุโลมให้ตัวเองนิกาห์มุตอะฮ์กับเด็กสาวๆของพวกเราได้ ซ้ำยังบอกพวกเราอีกว่ามันหะล้าล และพวกแกก็ได้ใกล้ชิดกับอัลลอฮ์จากการกระทำอย่างนี้ แต่พอเราจะนิกาห์มุตอะฮ์กับลูกสาวของพวกแกบ้าง พวกแกกลับบอกว่าไม่ได้(หะรอม) ..............”
ผมของดที่จะกล่าวสิ่งใดอีกเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเชื่อว่าท่านผู้อ่านเองก็คงหูตาสว่างขึ้นบ้างแล้วกระมังว่าธาตุแท้ชีอะฮ์เป้นอย่างไร ...
(4). ความประเสริฐของนิกาห์มุตอะฮ์สำหรับชีอะฮ์
เมื่อพิจารณาความแตกต่างในทุกด้านระหว่างนิกาห์ถาวรกับนิกาห์มุตอะฮ์จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคุณค่าของนิกาห์ถาวรกับนิกาห์มุตอะฮ์ แตกต่างกันเหมือนฟ้ากับเหว ...
แตกต่างเสียจนกระทั่งท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกอิหม่ามท่านที่หกของชีอะฮ์ถึงออกปากว่า สตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นสตรีรับจ้าง(มานอนกับผู้ชาย) ...
แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักวิชาการชีอะฮ์ยังพยายามอ้าง(หรือสร้าง)หลักฐานเท็จเพื่อยืนยันถึงความประเสริฐของการนิกาห์มุตอะฮ์ ด้วยการ “ดึง” เกียรติของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมและอิหม่ามของพวกเขาลงมาเทียบเคียงกับสตรีรับจ้าง(?)ซึ่งเปรียบเสมือน “โสเภณีบรรดาศักดิ์” เหล่านี้ ภายใต้หน้าฉากคำอ้างอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า พวกเขาเทิดทูนเกียรติของพวกท่านอย่างสูงส่ง ...
ผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้นถึงจะมองออกว่า ชาวชีอะฮ์ “เทิดทูน” หรือ “ลบหลู่”เกียรติท่านนบีย์และอะฮ์ลุลบัยต์กันแน่ ...
หะดีษที่ชีอะฮ์อุปโลกน์ขึ้นมาโดยอ้างเป็นคำพูดของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และอิหม่ามผู้บริสุทธิ์ของพวกเขาเกี่ยวกับความประเสริฐของนิกาห์มุตอะฮ์มีอยู่มากมาย ซึ่งในที่นี้จะขอนำมาเสนอเพียงบางบทเท่านั้น ...
(1). เช็คอิบนุบาบะวัยฮ์ อัล-กุมมีย์ ได้อ้างรายงาน(เท็จ) จากท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก ว่า ...
إِنَّ الْمُتْعَةَ دِيْنِىْ وَدِيْنُ آبَائِىْ، فَمَنْ عَمِلَ بِهَا عَمِلَ بِدِيْنِنَا وَمَنْ أَنْكَرَهَا أَنْكَرَ دِيْنَنَا وَاعْتَقَدَ
بِغَيْرِ دِيْنِنَا
“แท้จริง นิกาห์มุตอะฮ์คือศาสนาของฉัน, ศาสนาของบรรพบุรุษของฉัน ดังนั้นผู้ใดกระทำมัน เขาก็ปฏิบัติด้วยกับศาสนาของพวกเรา และผู้ใดปฏิเสธมัน เขาก็ปฏิเสธศาสนาของพวกเรา และยึดมั่นกับศาสนาที่อื่นจากศาสนาของเรา” ...
(จากหนังสือ “มันลายะฮ์ฏุรุฮุลฟะกีฮ์” ของเช็คอิบนุบาบะวัยฮ์ อัล-กุมมีย์ เล่มที่ 3 หน้า 366) ...
คำพูดข้างต้นนี้คือการหุก่มเป็น “กาฟิรฺ” สำหรับผู้ปฏิเสธนิกาห์มุตอะฮ์ของพวกชีอะฮ์ ...
ชีอะฮ์ลืมนึกไปกระมังว่า การกุความเท็จด้วยข้อความข้างต้นว่าเป็นคำพูดของท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานเลยว่าท่านจะเคยนิกาห์มุตอะฮ์กับหญิงใด และมีหลักฐานจากชีอะฮ์เองว่าท่านเคยกล่าวว่านิกาห์มุตอะฮ์เป็นเรื่องต้องห้ามดังข้อมูลที่ผ่านมาแล้ว ..
นี่มิเท่ากับพวกชีอะฮ์หุก่มว่า ท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกเป็นกาฟิรไปด้วยหรือ ? ...
(2). เช็คอัล-กาชานีย์ ได้กุรายงานเท็จจากท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก, จากท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมว่า ...
مَنْ تَمَتَّعَ مَرَّةً وَاحِدَةً عُتِقَ ثُلُثُهُ مِنَ النَّارِ، وَمَنْ تَمَتَّعَ مَرَّتَيْنِ عُتِقَ ثُلُثَاهُ مِنَ النَّارِ،
وَمَنْ تَمَتَّعَ ثَلاَثَ مَرَّاتٍ عُتِقَ كُلُّهُ مِنَ النَّارِ
“ผู้ใดทำมุตอะฮ์ 1 ครั้ง หนึ่งในสามของ(ร่างกาย)เขาจะถูกปลดปล่อยจากไฟนรก ผู้ใดทำมุตอะฮ์ 2 ครั้ง สองในสามของ(ร่างกาย)เขาจะถูกปลดปล่อยจากไฟนรก, และผู้ใดทำมุตอะฮ์ 3 ครั้ง ร่างกายของเขาทั้งหมดจะถูกปลดปล่อยจากไฟนรก ...
(จากหนังสือตัฟซีรฺ “มันฮัจญ์ อัศ-ศอดิกีน” ของเช็คอัล-กาชานีย์ หน้า 354) ...
(3). เช็คอัล-กาชานีย์ ยังกุรายงานเท็จถึงท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมอีกว่า ...
مَنْ تَمَتَّعَ مَرَّةً أَمِنَ مِنْ سَخَطِ الْجَبَّارِ، وَمَنْ تَمَتَّعَ مَرَّتَيْنِ حُشِرَ مَعَ اْلأَبْرَارِ، وَمَنْ
تَمَتَّعَ ثَلاَثَ مَرَّاتٍ زَاحَمَنِىْ فِى الْجِنَانِ
“ผู้ใดทำมุตอะฮ์ 1 ครั้ง เขาจะปลอดภัยจากความกริ้วโกรธของอัลลอฮ์, ผู้ใดทำมุตอะฮ์ 2 ครั้ง เขาจะถูกให้อยู่ร่วมกับบรรดากัลยาณชน(ในสวรรค์), และผู้ใดทำมุตอะฮ์ 3 ครั้ง เขาก็จะได้อยู่ร่วมกับฉัน(ท่านนบีย์)ในสวรรค์” ...
(จากหนังสือตัฟซีรฺ “มันฮัจญ์ อัศ-ศอดิกีน” หน้า 493 และหนังสือ “มันลายะฮ์ฎุรุฮุลฟะกีฮ์” ของอิบนุบาบะวัยฮ์ อัล-กุมมีย์ เล่มที่ 3 หน้า 366) ...
ผู้มีสติปัญญาโปรดตรองดูเถิด ผู้ชายที่นิกาห์มุตอะฮ์กับผู้หญิงที่รับจ้าง(?)เพียง 3 ครั้ง จะได้รับผลบุญมากมายมหาศาลถึงกับได้อยู่ในสวรรค์ร่วมกับท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ...
มีศาสนาไหนบ้างในโลกที่ขัดเกลาศาสนิกของตนให้บริสุทธิ์จากความโกรธของพระเจ้า, รอดพ้นจากไฟนรก, และได้รับเกียรติได้อยู่สวรรค์ชั้นสูงสุดร่วมกับศาสดาของตนเอง ด้วยการสนับสนุนให้เขาสนองตัณหาราคะของตัวเองแบบนี้ ?? ...
(4). เช็คอัล-กาชานีย์ได้กุหะดีษอีกบทหนึ่งจากท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า ...
مَنْ تَمَتَّعَ مَرَّةً كَانَتْ كَدَرَجَةِ الْحُسَيْنِ عَلَيْهِ السَّلاَمُ، وَمَنْ تَمَتَّعَ مَرَّتَيْنِ كَانَتْ كَدَرَجَةِ
الْحَسَنِ عَلَيْهِ السَّلاَمُ، وَمَنْ تَمَتَّعَ ثَلاَثَ مَرَّاتٍ كَانَتْ كَدَرَجَةِ عَلِىِّ بْنِ أَبِىْ طَالِبٍ عَلَيْهِ السَّلاَمُ، وَمَنْ تَمَتَّعَ أَرْبَعَ مَرَّاتٍ فَدَرَجَتُهُ كَدَرَجَتِىْ
“ผู้ใดทำมุตอะฮ์เพียงหนึ่งครั้ง เขาจะมีสถานะ(เกียรติ)เทียบเท่าอิหม่ามอัล-หุซัยน์(อ), ผู้ใดทำมุตอะฮ์ 2 ครั้งเขาจะมีสถานะเทียบเท่าอิหม่ามอัล-หะซัน(อ), ผู้ใดทำมุตอะฮ์ 3 ครั้ง เขาจะสถานะเทียบเท่าอิหม่ามอะลีย์ อิบนุอบีย์ฏอลิบ(อ), และผู้ใดทำมุตอะฮ์ 4 ครั้ง สถานะของเขาก็จะเทียบเท่ากับสถานะของฉัน (ท่านนบีย์) ...
(จากหนังสือตัฟซีรฺ “มันฮัจญ์ อัศ-ศอดิกีน” เล่มที่ 2 หน้า 493) ...
ขณะที่ปากของชีอะฮ์โพนทะนากับชาวโลก(โดยเฉพาะกับชาวซุนนีย์)ว่า พวกเขาเทิดทูนบูชาท่านศาสดามุหัมมัด, เทิดทูนบูชาอิหม่ามจากอะฮ์ลุลบัยต์ของพวกเขาทุกท่านยิ่งกว่าดวงดาวบนท้องฟ้า, ยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในสากลโลก ...
แต่พวกเขาก็สาธยายการเทิดทูนนั้นว่า ท่านอิหม่ามอัล-หุซัยน์ที่พวกเขาร้องให้คร่ำครวญน้ำตาแทบเป็นสายเลือดเพราะความโศกเศร้าอาลัยต่อการจากไปของท่าน มีสถานภาพและเกียรติสูงส่ง(ในทัศนะของพวกเขา) เทียบเท่ากับการที่ผู้ชายคนหนึ่งสนองตัณหาตัวเองด้วยการนิกาห์ชั่วคราวเพียงหนึ่งครั้งสตรีที่รับจ้างนอนกับผู้ชาย




ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 11)



โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ค. ในการนิกาห์ถาวรของซุนนีย์ ภรรยาจะต้องมีจำนวนไม่เกิน 4 คน ...
แต่ในนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ ผู้ชายจะทำการนิกาห์กับสตรีกี่ร้อยกี่พันคนก็ได้ตามความต้องการ เพราะนางมิใช่เป็นภรรยา แต่เป็น (??) ...
นักวิชาการชีอะฮ์ได้อ้างรายงานจากท่านอิหม่ามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก เมื่อถูกถามว่า สตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์ถือเป็นหนึ่งจากสี่ของภรรยาตามหลักการหรือไม่ ? ท่านตอบว่า ...
تَزَوَّجُ مِنْهُنَّ أَلْفًا! فَإِنَّهُنَّ مُسْتَأْجَرَاتٌ
“ท่านสามารถนิกาห์กับพวกนางได้เป็นพันเลย เพราะพวกนางเป็นแค่สตรีรับจ้าง(หลับนอนกับผู้ชาย)เท่านั้น” ...
(จากหนังสือ “อัล-อิสติบศอรฺ” เล่มที่ 3 หน้า 147 และหนังสือ “ตะฮ์ซีบุลอะห์กาม” เล่มที่ 7 หน้า 259) ...
ง. แม้ในนิกาห์ถาวรของซุนนีย์จะไม่มีกำหนดเงื่อนไขเรื่องอายุของเจ้าสาว แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ตามปกติจะไม่มีการนิกาห์เกิดขึ้นเว้นแต่ผู้หญิงจะมีวุฒิภาวะเพียงพอต่อการใช้ชีวิตคู่ หรืออย่างน้อยต้องบรรลุศาสนภาวะเสียก่อน ...
แต่สำหรับชีอะฮ์ แม้จะมีการอ้างหลักการว่า อนุญาตให้นิกาห์มุตอะฮ์ได้กับสตรีที่มีอายุ 10 ขวบขึ้นไปก็จริง ...
ทว่า อดีตผู้นำสูงสุดของชีอะฮ์ท่านหนึ่งคือโคมัยนีย์มีทัศนะว่า อนุญาตให้ทำมุตอะฮ์ได้แม้กระทั่งกับทารกหญิงที่กำลังนอนแบเบาะอยู่ โดยโคมัยนีย์กล่าวว่า ...
لاَ بَأْسَ بِالتَّمَتُّعِ بِالرَّضِيْعَةِ ضَمًّا وَتَفْخِيْذًا – أَىْ يَضَعُ ذَكَرَهُ بَيْنَ فَخِذَيْهَا – وَتَقْبِيْلاً
“ไม่มีปัญหาในการทำมุตอะฮ์กับทารกหญิงที่ยังนอนแบเบาะ ด้วยการกอด, การตัฟคีส - คือใช้อวัยวะเพศถูไถระหว่างขาอ่อนของเด็ก - และการจูบ” ...
(จากหนังสือ “ตะห์รีรุ้ลวะซีละฮ์” ของอิหม่ามโคมัยนีย์ เล่มที่ 2 หน้า 241 หมายเลข 12) ...
3.3 ความแตกต่างในผลพวงที่จะติดตามมาหลังนิกาห์
ในการนิกาห์ทั้ง 2 รูปแบบนั้น ผลพวงที่จะติดตามมาหลังการนิกาห์แตกต่างกันเหมือนหน้ามือกับหลังมือดังต่อไปนี้ ...
ก. ในการนิกาห์ถาวรนั้น สามีจำเป็นต้องรับผิดชอบและอุปการะเลี้ยงดูภรรยา ไม่ว่าเรื่องอาหารการกิน, ค่าใช้จ่ายต่างๆ, ที่อยู่อาศัย, เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้นให้เหมาะสมตามอัตภาพของตนเองตลอดไปตราบเท่าที่ยังใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ...
แต่ในการนิกาห์มุตอะฮ์ ผู้ชายไม่ต้องรับผิดชอบในการส่งเสียเลี้ยงดูอะไรทั้งสิ้น ดังคำกล่าวของเช็คอัต-ตีญานีย์จากหนังสือ “ขออยู่กับผู้สัตย์จริง” หน้า 281 ...
นอกจากนั้นผู้ชายก็ไม่ต้องรับผิดชอบอีกในเรื่องที่อยู่อาศัย,หรือเครื่องนุ่งห่ม ดังคำกล่าวของเช็คอัล-กาชานีย์ในหนังสือตัฟซีรฺ “มันฮัจญ์ อัศ-ศอดิกีน” หน้า 352 ...
ข. ในการนิกาห์ถาวรของซุนนีย์ สามีและภรรยามีสิทธิรับมรดกระหว่างกันได้ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตไป ...
แต่ในการนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ จะไม่มีผลผูกพันต่อการสืบมรดกระหว่างกันแต่อย่างใด ...
ท่านอัล-กุลัยนีย์ได้อ้างรายงานจากท่านญะอฺฟัรฺอัศ-ศอดิก อิหม่ามท่านที่ 6 ของชีอะอ์ ว่า ท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกถูกถามว่า ...
كَيْفَ أَقُوْلُ إِذَا خَلَوْتُ بِهَا ؟ فَقاَلَ :
“ฉันจะต้องกล่าวอย่างไรเมื่อฉันอยู่ตามลำพังกับนาง?” .. ท่านตอบว่า ...
تَقُوْلُ : أَتَزَوَّجُكِ مُتْعَةً عَلَى كِتَابِ اللهِ وَسُنَّةِ نَبِيِّهِ، لاَ وَارِثَةَ وَلاَ مَوْرُوْثَةَ، كَذَا وَكَذَا يَوْمًا وَإِنْ شِئْتَ كَذَا وَكَذَا سَنَةً، بِكَذَا وَكَذَا دِرْهَمًا، وَتُسَمِّىْ مِنَ اْلأَجْرِ مَاتَرَاضَيْتُمَا عَلَيْهِ قَلِيْلاً كَانَ أَوْ كَثِبْرًا
“ท่านต้องกล่าวว่า ฉันแต่งงานชั่วคราวกับเธอตาม(บทบัญญัติใน)คัมภีร์ของอัลลอฮ์และซุนนะฮ์นบีย์ของพระองค์ (??? .. โดย)เธอไม่ใช่ผู้รับมรดกและไม่ใช่ผู้ให้มรดก, เท่านั้นเท่านี้วัน และถ้าท่านต้องการ(นานกว่านั้น)ก็(ให้กล่าวว่า) เท่านั้นเท่านี้ปี, เป็นเงินเท่านั้นเท่านี้ดิรฮัม, และท่านต้องระบุค่าตอบแทนให้แก่นางตามที่ท่านทั้งสองฝ่ายพอใจมัน ไม่ว่าจะมากหรือน้อย” ...
(จากหนังสือ “ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์” ของอัล-กุลัยนีย์ เล่มที่ 5 หน้า 455) ...
คำถามที่ว่า “เมื่อฉันอยู่ตามลำพังกับนาง” แสดงว่า การนิกาห์ดังกล่าวนั้นไม่จำเป็นต้องมีวะลีย์และพยานดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ...
และคำว่า “โดยเธอไม่ใช่ผู้รับมรดกและไม่ใช่ผู้ให้มรดก” แสดงว่า ทั้งคู่ไม่มีความผูกพันใดๆระหว่างกันในเรื่องมรดกหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกิดตายลงไปขณะนั้น ...
ค. ในการนิกาห์ถาวรของซุนนีย์ หลังจากสามีภรรยาร่วมหลับนอนกันแล้ว มะฮัรฺ - ทั้งหมด - จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของภรรยาทันที สามีไม่มีสิทธิ์เรียกร้องคืนแม้แต่บาทเดียว แม้สมมุติว่าจะมีการหย่าร้างเกิดขึ้นหลังการร่วมหลับนอนกันเพียงครั้งเดียวก็ตาม ..
แต่ในนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ ผู้ชายมีสิทธิ์ “หัก” ค่าตัวคืนจากฝ่ายหญิงได้ตามความเหมาะสมหากมีการผิดเงื่อนไขเกิดขึ้น ไม่ว่าจะผ่านการร่วมหลับนอนกันมาแล้วกี่ครั้งก็ตาม ...
ท่านกุลัยนีย์ได้อ้างรายงานจากท่านอบุลหะซัน (หมายถึงท่านอิหม่ามอะลีย์ อัล-ฮาดีย์ อิหม่ามท่านที่ 10 ของชีอะฮ์) เมื่อถูกถามเรื่องผู้ชายที่นิกาห์มุตอะฮ์กับผู้หญิง โดยนางมีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องมาหานางทุกวันจนครบวาระที่ตกลงกัน หรือกำหนดเงื่อนไขว่า นางจะมาหาเขาในวันที่แน่นอน แต่นางเกิดมีอุปสรรคมาหาเขาไม่ได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน จะเป็นการเหมาะสมหรือไม่หากเขาจะนับวันที่นางไม่ได้มาแล้วระงับจากการจ่ายค่าตัวให้นางตามจำนวนวันดังกล่าว ? .. ซึ่งท่านอบุลหะซันก็ตอบว่า ...
نَعَمْ! يَنْظُرُ مَا قَطَعَتْ مِنَ الشَّرْطِ، فَيَحْبِسُ عَنْهَا مِنْ مَهْرِهَا بِمِقْدَارِمَالَمْ تَفِ لَهُ،
مَا خَلاَ أَيَّامَ الطَّمْثِ فَإِنَّهَا لَهَا ...
“ได้!.. ให้เขาพิจารณาสิ่ง(คือวัน)ที่นางขาดเงื่อนไข แล้วให้เขาอายัดค่าตัวของนางเท่าจำนวนวันที่นางผิดเงื่อนไขนั้นนอกเหนือไปจากวันที่นางมีประจำเดือน เนื่องจากการมีประจำเดือนเป็นสิทธิ์ของนาง” ...
(จากหนังสือ “ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์” เล่มที่ 5 หน้า 461) ...
ง. ในการนิกาห์ถาวรของซุนนีย์ จะต้องไม่ระบุเงื่อนไขในตอนนิกาห์เกี่ยวกับจำนวนของการการมีเพศสัมพันธ์ว่าจะต้องเท่านั้นเท่านี้ครั้ง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสุขภาพและความพร้อมของสามีภรรยาเป็นหลัก ...
แต่ในนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ ทั้งคู่สามารถจะเอากันกี่ครั้งได้ภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน หรือตามจำนวนครั้งที่ตกลงกัน ...
แม้แต่จะตกลงกันว่า ให้ “อึ๊บ” ได้แค่ครั้งเดียวก็ยังได้เลย ...
ท่านกุลัยนีย์ ได้อ้างรายงานในหนังสือ “ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์” ว่า มีผู้ถามท่านอบุลหะซันว่า ...
كَمْ أَدْنَى أَجَلِ الْمُتْعَةِ ؟ هَلْ يَجُوْزُ أَن يَتَمَتَّعَ الرَّجُلُ بِشَرْطِ مَرَّةٍ وَاحِدَةٍ ؟ قَالَ : نَعَمْ،
وَعَنْ جَدِّهِ أَبِىْ عَبْدِاللهِ سُئِلَ عَنْ رَجُلٍ تَمَتَّعَ بِشَرْطِ عَرْدٍ وَاحِدٍ ؟ فَقَالَ : لاَ بَأْسَ، وَلَكِنْ
إِذَا فَرَغَ فَلْيُحَوِّلْ وَجْهَهُ وَلاَ يَنْظُرْ
“ระยะเวลาที่น้อยที่สุดของนิกาห์มุตอะฮ์มีเท่าไร ? และจะอนุญาตให้ผู้ชายนิกาห์มุตอะฮ์โดยมีเงื่อนไขว่า ให้มีเพศสัมพันธ์กันแค่ครั้งเดียวได้ไหม ? .. ท่านอบุลหะซันก็ตอบว่า ได้ .. และมีรายงานมาจากปู่ของท่าน คือท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก เมื่อถูกถามเรื่องการนิกาห์มุตอะฮ์โดยกำหนดเงื่อนไขว่าให้อึ๊ได้แค่ครั้งเดียวจะได้หรือไม่ ? ท่านตอบว่า ไม่เป็นไร, แต่เมื่อเสร็จสมแล้วให้เขาหันหน้าของเขาไปทางอื่นและอย่ามองดู(นาง)อีก”
(จากหนังสือ “ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์ เล่มที่ 5 หน้า 460) ...
ข้อห้ามที่ว่า “เมื่อเสร็จสมแล้ว ให้เขาหันหน้าไปทางอื่น ....” ข้อห้ามดังกล่าวนี้มิใช่เพราะเหตุผลอื่นใดนอกจากเกรงว่า ขืนให้นอนดูหน้ากันต่อไป เกิดผู้ชายคนนั้นยังไม่หายกลัดมันแล้วจะ “เบิ้ล” ผู้หญิงคนนั้นอีกรอบก็จะเป็นการผิดเงื่อนไขตามที่ตกลงกันไว้ ...
จากการอนุญาตให้กำหนดเงื่อนไขในการร่วมหลับนอนว่า “ครั้งเดียวแล้วเลิก” ก็ได้ ในนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ ผมยังมองไม่ออกเลยว่า ...
แล้วผู้หญิงที่นิกาห์มุตอะฮ์กับผู้หญิงที่เป็นโสเภณี มันแตกต่างกันตรงไหน ?? ...
จ. ในนิกาห์ถาวรของซุนนีย์ หากสามีภรรยาไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกันอีก สามีก็ต้องเปล่งวาจาหย่านางให้เป็นกิจลักษณะถึงจะแยกทางกันได้ จะเลิกกันเฉยๆแบบต่างคนต่างไปไม่ได้ ...
แต่ในนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ ไม่จำเป็นต้องมีการหย่า คือครบกำหนดเวลาตามที่ตกลงกันเมื่อไร ก็ตัวใครตัวมัน ...
เช็คอัฏ-ฏูศีย์ ได้อ้างรายงานจากท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกว่า ...
اَلْمُتْعَةُ لَيْسَتْ مِنَ اْلأَرْبَعِ! ِلأَنَّهَا لاَ تُطَلَّقُ وَلاَ تُوْرِثُ وَلاَ تَرِثُ وَإِنَّمَاهِىَ مُسْتَأْجَرَةٌ
“นิกาห์มุตอะฮ์นั้นไม่นับอยู่ในภรรยา 4 คน เพราะนางไม่ถูกหย่า, ไม่ให้มรดกแก่เขาและไม่รับมรดกของเขา, นางมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นผู้หญิงรับจ้าง (?) เท่านั้น” ...
(จากหนังสือ “อัล-อิสติบศอรฺ” ของเช็คอัฏ-ฏูศีย์ เล่มที่ 3 หน้า 147) ...
ฉ. ในนิกาห์ถาวรของซุนนีย์ ถ้าสามีหย่าภรรยาที่เป็นอิสรชน นางก็ต้องอยู่ในอิดดะฮ์ 3 กุรูอฺ คือมีประจำเดือนสามครั้ง, หรือถ้าสามีตายนางก็ต้องอยู่ในอิดดะฮ์เป็นเวลา 4 เดือนกับ 10 วัน ...
แต่ในนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ เช็คอัต-ตีญานีย์ได้กล่าว(ในคำแปลจากหนังสือ “ขออยู่กับผู้สัตย์จริง” หน้า 280-281) ว่า ...
“และสำหรับหญิงที่แต่งงานมุตอะฮ์นั้น จะต้องผ่านพ้นอิดดะฮ์โดยผ่านการมีรอบเดือน 2 วาระ และถ้าหากสามีตายจะต้องผ่านสี่เดือนสิบวันก่อน”