อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

มุสลีมะฮ์เปิดร้านเสริมสวย


ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อัสลามมุอาลัยกุ้มค่ะ
อยากถามว่า ผู้หญิงมุสลิมที่ต้องการเป็นช่างแต่งหน้า ผิดหรือไม่ค่ะ

ตอบ
วะอลัยกุมุสสลาม .. มุสลิมะฮ์เป็นช่างแต่งผม แต่งหน้า เสริมสวยสตรีด้วยกันตามรูปแบบปกติ ในร้านเสริมสวยของสตรีโดยเฉพาะ ไม่ผิดหลักการศาสนาหรอกครับ แต่อย่าเป็นช่างเสริมประเภทดัดฟัน, โกนคิ้ว, เสริมคิ้ว ฯลฯ เหล่านี้ ถือเป็นเรื่องต้องห้ามครับ

ถาม
รบกวนอิกนิดนะค่ะ อาจารย์ ถ้ามีการโกนคิ้ว หรือเขียนคิ้วนี้ เพื่อแต่งหน้า เปนสิ่งต้องห้ามมั้ยค่ะ

ตอบ
ลำพังเขียนคิ้วคงไม่เป็นไร แต่อย่าโกนคิ้วครับ เพราะเป็นสิ่งต้องห้าม ...

ถาม
แล้วถ้าเราแต่งให้กับผู้หญิงที่ไม่ใช่มุสลิม เราสามารถทำได้มั้ยค่ะ
การโกนคิ้วอะค่ะ

ตอบ
ทำไม่ได้ครับ เขาเองอาจจะไม่เป็นไร แต่เราคนที่โกนคิ้วให้เขาซิครับจะมีบาปเสียเอง ...




นิกะฮ์ขณะตั้งครรภ์ได้หรือไม่?


ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อัสสาลามมูอาลัยกุมคะ
คืออยากถามว่า.คนที่ท้องก่อนแต่งจะแต่งงานตอนที่กำลังท้องได้หรือไม่ได้ค่ะหรือว่าจะต้องรอให้คลอดก่อนค่ะถึงจะแต่งงานได้ค่ะ

ตอบ
ที่ถูกต้องในทัศนะของผมก็คือ ถ้าผู้หญิงคนนั้น (และคู่นิกาห์ของนางหากเป็นผู้ชายที่ทำซินากับนาง) ได้ทำการเตาบะฮ์ทั้งคู่อย่างถูกต้องตามบทบัญญัติ, ถูกต้องตามรุก่นและเงื่อนไขการเตาบะฮ์ ก็สามารถนิกาห์กันได้โดยไม่จำเป็นจะต้องรอให้นางคลอดบุตรก่อนแต่ประการใด แต่ถ้าผู้ชายที่จะนิกาห์กับนางเป็นผู้ชายอื่น มิใช่คู่ซินาของนาง ก็ให้นางเป็นฝ่ายเตาบะฮ์ฝ่ายเดียวแล้วจึงนิกาห์กันได้ แต่เขาจะร่วมประเวณีกับนางไม่ได้จยกว่านางจะคลอดบุตรเสียก่อนครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม ...

ถาม
คือหนูงงคะว่าจะเชื่ออันไหนเพราะคนแถวบ้านหนูเขาบอกว่าแต่งงานไม่ได้ต้องรอคลอดก่อนถ้าอีมามทำการแต่งงานให้กับทั้งสองคนอีมามก็จะบาบด้วย
แต่หนูฟังอุสตาดอัสหาบอกว่าอีมามสาฟีอีนแต่งได้ไม่ต้องรอคลอดแต่มัคโระที่จะร่วมประเวนีนะคะหนูงงค่ะว่าจะเชื่ออันไหนดี

ตอบ
ที่คุณเล่ามาคือคนแถวบ้านบอก และอุสตาสบอกว่าอิหม่ามชาฟิอีย์กล่าวว่า .. แต่ผมตอบคุณตามหลักฐานที่ผมตรวจสอบมาแล้วและเห็นว่าเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักที่สุดคือคำตอบข้างต้นครับ ความจริงเรื่องนี้ผมได้นำการวิเคราะห์หลักฐานอย่างละเอียดลงในเฟสไปแล้ว คุณลองค้นหาดูจากเพจของผมที่ศิษย์ของผมทำให้เถิดครับ



วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2559

กลุ่มอิควาน


ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อัสลามุอาลัยกุม อาจารย์
คำถามนี้ถามขึ้นจากเจตนาที่บริสุทธิ์ในศาสนาเเละต้องการเเสวงหาข้อมูลวิชาการจากอาจารย์ครับ
กลุ่มอิควานที่กำลังเกิดขึ้นในต่างประเทศเเละบ้านเราเป็นกลุ่มหลงผิดหรือไหม
ถ้าหากเปนกลุ่มผิดจริง เปนความผิดหรือไม่สำหรับนักวิชาการบางท่านที่จะนิ่งเฉยต่อความหลงผิดดังกล่าว เพราะผมเห็นว่านักวิชาการส่วนใหญ่ในบ้านเรา(เเม่เเต่มัสยิดบ้านผม)จะนิ่งเฉยเเล้วยอมรับในเรื่องดังกล่าว
ช่วยชี้เเจงให้ละเอียดด้วยครับ

ตอบ
ะอลัยกุมุสสลาม .. ขออภัยที่ตอบช้าไปนิดเพราะงานเยอะครับ .. สำหรับเรื่องของอิควานที่คุณถามมา ถือเป็นประเด็นร้อนในสังคมมุสลิมยุคปัจจุบัน ซึ่งก็มีนักวิชาการจำนวนมากออกมาพูดชี้แจงทั้งฝ่ายคัดค้านและฝ่ายสนับสนุน ผมเองไม่ได้ศึกษา "ลงลึก" อะไรมากมายนักเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพียงแต่ผมก็มีความเห็นเป็นส่วนตัวของผมเท่านั้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณถามมาคงมิใช่ถามหลักฐานหรือให้ผมวิเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับเรื่องอิควานมิใช่หรือครับ แต่คงเป็นการถาม "มุมมองส่วนตัว" ของผมมากกว่า ผมอาจจะตอบก็ได้ แต่ขอยืนยันว่า มุมมองส่วนตัวของผมมิใช่ข้อชี้ขาดในเรื่องนี้หรือเรื่องใดๆทั้งสิ้น เพราะมันอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ถ้าคุณต้องการทราบมุมมองของผมในเรื่องนี้จริงๆก็ขอคำยืนยันอีกครั้งครับ ...

หะดีษเกี่ยวกับการกล่าวอุศ็อลลี


ชี้แจงข้อเขียนคุณ Ahmadrashidi Alhabashi Alashari 

โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ผมไม่เคยแสดงความคิดเห็นใดๆต่อข้อเขียนของบุคคลนี้มาก่อน แม้จะไม่เห็นด้วยกับแทบทุกเรื่องที่เขาเขียนก็ตาม เพราะตามปกติจะมีผู้อื่นเขียนชี้แจงอยู่แล้ว ...
สำหรับในกรณีเรื่องการอ่านอุศ็อลลีย์ก่อนกล่าวตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะห์รอม ที่ผมเขียนชี้แจงคุณ Ahmadrashidi Alhabashi Alashari มา ก็ใช่ว่าจะมีเจตนาหักล้างข้อเขียนของเขา,
แต่ต้องการชี้แจงสิ่งที่เขาและอาจารย์ของเขา - อ.รอฟิก ชมเผ่า - อ้างมาอย่างผิดๆ และยังไม่มีผู้ใดชี้แจงความจริงให้เขาได้รับทราบ ...
จากข้อเขียนของคุณ Ahmadrashidi Alhabashi Alashari ที่ว่า ...
" หลักฐานดังกล่าวที่ท่านอาจารย์ (รอฟิก) กล่าวไปว่า

ข้าพเจ้าจะเอาหะดีษเกี่ยวกับเรื่องนี้ หะดีษเกี่ยวกับการกล่าวอุศ็อลลี เป็นหะดีษที่ศอเฮี๊ยะห์ ครูของข้าพเจ้าได้บอกให้ข้าพเจ้าได้รู้ ในศอเฮี๊ยะห์ฮฺบุคอรีย์ และมุสลิม เกี่ยวกับเรื่องนี้ ปรากฏว่ามีจริงๆ พอไปเปิดศอเฮี๊ยะห์บุคคอรีย์และมุสลิม...จริงๆอย่างครูว่า
ดังกล่าวข้างต้นนี้ ท่านอาจารย์รอฟิก ได้ทำการตรวจสอบจากข้อมูลเกี่ยวกับหะดีษบทนี้จากหนังสือตัครีจของท่านอิหม่ามบุคคอรีย์และมุสลิมในตอนที่ท่านศึกษาอยู่ที่นครมักกะห์ ประทศซาอุดิอาราเบีย
ท่านอาจารย์รอฟิก ชมเผ่า ท่านได้ศึกษากับท่านมุหัดดิษบาบอเซ็ง สุราษฏร์ (ร.ฮ.) ในเรื่องภาควิชาหะดีษ ท่านถามบาบอเซ็งว่า
: หะดีษบทนี้ เอามาเป็นหลักฐานได้หรือไม่ ?
ท่านบาบอเซ็ง ตอบว่า : เอามาใช้เป็นหลักฐานได้
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ก่อนอื่นผมขอเรียนว่า ...
ผมไม่เคยสนใจหนังสือตัครีจบุคอรีย์และมุสลิมอะไรที่เขาอ้างมาว่าจะมีจริงหรือไม่, และไม่เคยสนใจหะดีษที่บาบอเซ็ง สุราษฎร์ (ขออัลลอฮ์โปรดเมตตาต่อท่านด้วย) อ้างว่าเป็นหะดีษที่ถูกต้อง (ทั้งๆที่นักวิชาการหะดีษจริงๆยืนยันว่าเป็นหะดีษเก๊) ..
แต่ผมอยากชี้แจงกับคุณ Ahmadrashidi Alhabashi Alashari และ อ.รอฟิกว่า ...
(1) คำกล่าวของ อ.รอฟิกที่ว่า "ครูของข้าพเจ้าได้บอกให้ข้าพเจ้าได้รู้ ในศอเฮี๊ยะห์ฮฺบุคอรีย์ และมุสลิม" .. และคำกล่าวต่อมาที่ว่า "ปรากฏว่ามีจริงๆ พอไปเปิดศอเฮี๊ยะห์บุคคอรีย์และมุสลิม...จริงๆอย่างครูว่า" ...
ผมขอชี้แจงดังนี้ ..
คำว่า "ศอเฮี๊ยะห์บุคคอรีย์และมุสลิม" เป็นอิศฏิลาห์หรือศัพท์เท็คนิคด้านวิชาการที่รับรู้กันสำหรับนักวิชาการหะดีษว่า หมายถึง "หะดีษต่างๆที่มีบันทึกในตำรา "ศอเฮี๊ยะห์" ของทั้งสองท่านโดยเฉพาะ" !!! .. ไม่ได้หมายถึงตำราเล่มอื่นใดที่ท่านทั้งสองหรือผู้ใดเขียนอีก ...
เมื่อ อ.รอฟิกกล่าวว่า .. "ในศอเฮี๊ยะห์บุคคอรีย์และมุสลิม" และยังกล่าวย้ำว่า .. "พอไปเปิดศอเฮี๊ยะห์บุคคอรีย์และมุสลิม" ..... ก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่า หะดีษเรื่องอ่านอุศ็อลลีย์ก่อนการตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะห์รอม เป็นหะดีษศอเฮี๊ยะห์ที่มีบันทึกอยู่ในตำราศอเฮี๊ยะห์ของท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิมจริงๆ ...
เป็นการยืนยันตั้ง 2 ครั้งด้วยกัน ...
เพราะฉะนั้น อ.รอฟิกหรือศิษย์ของท่าน จึงไม่มีสิทธิ์ไปอ้างหรือแก้ตัวว่า หะดีษที่อ้างมานั้นมีบันทึกอยู่ในตำราอื่นๆของท่านบุคอรีย์, ท่านมุสลิม หรือของบุคคลอื่นใดอีกทั้งสิ้น ..
ที่ถูกต้อง ทั้ง อ.รอฟิกและศิษย์ของท่านจะต้องบอกให้ได้ว่า หะดีษเรื่องอ่านอุศ็อลลีย์นี้ มีบันทึกอยู่ในบทใด, บาบอะไร ??? .. ของตำราศอเฮี๊ยะห์ทั้งสองเล่ม ตามที่กล่าวอ้างมานั้น ....
หากระบุให้ไม่ได้ ก็เท่ากับ อ.รอฟิกกล่าวเท็จให้แก่ท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิม จริงดังที่ถูกกล่าวหา ...
ไม่ใช่ถูกใส่ร้ายอย่างที่คุณ Ahmadrashidi Alhabashi Alashari พยายามแก้ตัวแทนให้ ...
ทางที่ดี หาก อ.รอฟิกเป็นลูกผู้ชายชาติโต๊ะครูจริง อ. รอฟิกควรจะยอมรับความจริงเถอะครับว่า ท่านผิดพลาดหรือพลั้งเผลอในการอ้างอิง
ไม่มีมนุษย์คนไหนไม่เคยผิดพลาดหรือพลั้งเผลอหรอกครับ ...
คนผิดพลาดที่กล้ารับความจริงในความผิดพลาดของตนคือ "ผู้มีเกียรติที่ควรยกย่อง" ...
ส่วนคนผิดพลาดที่ยังดื้อรั้นหรือดันทุรังในความผิดพลาดต่อไป คือคนไร้เกียรติ .. มิใช่หรือครับ ...
(2). ที่เขียนมานี้ ผมไม่ได้เขียนในแง่ที่ว่า อ่านอุศ็อลลีย์ก่อนตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะห์รอม เป็นบิดอะฮ์หรือไม่ ???
แต่เมื่อมีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า อ่านอุศ็อลลีย์ก่อนตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะห์รอม เป็นบิดอะฮ์ต้องห้าม หากจะรับฟังไว้บ้างก็ไม่เสียหายหรอกครับ ...
อย่ามองว่า เรื่องอ่านอุศ็อลลีย์เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ไร้สาระเกินไปที่ผมหรือใครจะเอามาพูดให้เสียเวลา ...
ขอถามว่า ไม้ขีดไฟหนึ่งก้าน ราคาถึงหนึ่งสตางค์ไหม??? ...
ท่านก็คงยอมรับความจริงว่า ไม่ถึง ...
แต่เชื่อหรือไม่ .. ไม้ขีดไฟที่คุณมองว่าจิ๊บจ๊อยหนึ่งก้าน ราคาไม่ถึงหนึ่งสตางค์นี่แหละ สามารถเผาตึกราคาพันล้าน หรือแม้กระทั่งเมืองทั้งเมือง ให้วอดเป็นเถ้าถ่านได้ ...
เฉลียวใจบ้างไหมครับ ???



เมื่อผู้ละหมาดลืมอ่านตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก


ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อัสลามุอาลัยกุม อาจารย์ อยากทราบว่าในร็อกอัติที่ 2 สุยูดเสร็จถ้าเราเผลอลืมยันพื้นจะลุกขึ้นต่อร็อกอัติที่ 3 (ยังไม่ทันยืนตรง) แต่จำได้เลยลงมานั่งอ่านตะชัฮฮุดแรก ถามว่า ความพกพร่องแค่นี้ ต้องสุยูดซะห์วีไหมครับ ยะซากัลลอฮ

ตอบ
วะอลัยกุมุสสลาม .. ผู้ที่ลืมอ่านตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกและยืนขึ้นเพื่อทำร็อกอะฮ์ที่ 3, แต่ยังไม่ทันยืนตรง ก็นึกขึ้นได้ว่า ตนเองยังไม่ได้อ่านตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก ...
เมื่อนึกได้ ก็ให้เขารีบนั่งลงเพื่ออ่านตะชะฮ์ฮุดที่ลืมในทันที แล้วให้ทำนมาซต่อไปตามปกติโดยไม่ต้องสุญูดซะฮ์วี ตอนหลังแต่ประการใด ...
ท่านอัล-มุฆีเราะฮ์ บิน ชุอฺบะฮ์ ร.ฎ. ได้รายงานมาว่า ... ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ...
إِذَاقَامَ اْلإمَامُ فِى الرَّكْعَتَيْنِ، فَإِنَ ذَكَرَ قَبْلَ أَن يَّسْتَوِيَ قَائِمًا فَلْيَجْلِسْ، (وَلاَ سَهْوَ عَلَيْهِ) فَإِنِ اسْتَوَي قَائِمًا فَلاَ يَجْلِسْ، وَيَسْجُدُ سَجْدَتَىِ السَّهْوِ ...
“เมื่ออิหม่ามได้ยืนขึ้นในร็อกอะฮ์ที่สอง แล้วหากเขานึกได้ก่อนที่จะยืนตรง ก็ให้เขานั่งลง (โดยไม่ต้องสุญูดซะฮ์วี) .. แต่หากเขายืนตรงแล้ว ก็อย่าให้เขานั่งลง แต่ให้เขาสุญูดซะฮ์วี 2 ครั้ง (ก่อนการให้สล่าม )” ...
(บันทึกโดย ท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 1036, ท่านอิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 1208, ท่านอัด-ดารุกุฏนีย์ เล่มที่ 1 หน้า 378, ท่านอัล-บัยฮะกีย์ เล่มที่ 2 หน้า 343, และท่านอะห์มัด เล่มที่ 4 หน้า 253, 253-254 .. สำนวนในที่นี้เป็นสำนวนจากการบันทึกของท่านอบูดาวูด และข้อความในวงเล็บตัวหนา เป็นข้อความจากการบันทึกของท่านอัฏ-เฏาะหาวีย์ในหนังสือ “ชัรฺหุ มะอานีย์ อัล-อาษารฺ” เล่มที่ 1 หน้า 440) ...
สายรายงานของหะดีษข้างต้นนี้ เฎาะอีฟ, เพราะผู้รายงานท่านหนึ่งคือท่านญาบิรฺ อัล-ญุอฺฟีย์ เป็นผุ้รายงานที่เฎาะอีฟมาก ...
แต่หะดีษบทนี้ ยังมีผู้ที่รายงานมาสอดคล้องกันกับท่านญาบิรฺอีก 2 ท่าน คือ ท่านก็อยซ์ บิน รอเบี๊ยะอฺ และท่านอิบรอฮีม บิน อัฏ-ฏุฮ์มาน .. ดังการบันทึกของท่านอัฏ-เฏาะหาวีย์ในหนังสือ “ชัรฺหุ มะอานีย์ อัล-อาษารฺ” เล่มที่ 1 หน้าที่ 440 ...
ท่านก็อยซ์ บิน รอเบี๊ยะอฺ เฎาะอีฟเพียงเล็กน้อย, แต่ท่านอิบรอฮีม บินอัฏ-ฏุฮ์มาน เป็นผุ้ที่เชื่อถือได้ (ثِقَةٌ) ...
ดังนั้นโดยภาพรวมแล้ว สถานภาพของหะดีษบทนี้ อย่างน้อยจึงเป็นหะดีษหะซันหรืออาจจะเป็นหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ ดังการวิเคราะห์ของท่านอัล-อัลบานีย์ในหนังสือ “อัศ-เศาะหี้หะฮ์” หะดีษที่ 321 ...
ด้วยเหตุนี้ ข้อเขียนของท่านเช็คศอและห์ บิน อุษัยมีน ในหนังสือ “สุญูดซะฮ์วี” ของท่านเกี่ยวกับประเด็นนี้ที่ว่า ----
“หากว่าเขา (ผู้นมาซ) นึกได้ -- (ว่าตนเองลืมอ่านตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก) -- หลังจากลุกขึ้นยืน (จากร็อกอะฮ์ที่สอง) ไปแล้ว แต่ยังไม่ทันยืนตรง ก็ให้เขากลับไปนั่งลงอ่านตะชะฮ์ฮุด หลังจากนั้นก็ให้เขาทำนมาซต่อไปจนเสร็จแล้วให้สล่าม จากนั้น จึงสุญูดซะฮ์วี 2 ครั้ง แล้วให้สล่ามอีกทีหนึ่ง” ..
----- จึงน่าจะผิดพลาดและไม่ถูกต้อง เพราะทัศนะดังกล่าวนี้ ไปขัดแย้งกับข้อความของหะดีษบทนี้ที่ว่า (وَلاَسَهْوَعَلَيْهِ) (เขาไม่จำเป็นต้องสุญูดซะฮ์วี) .. ดังปรากฏในวงเล็บอันเป็นสำนวนจากการบันทึกของท่านอัฏ-เฏาะหาวีย์ ที่ผมคัดลอกมาให้ดูนั้น ...
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...

ถาม
ถ้าละหมาดอีชา ในรอกาอัตที่ 4 แต่ลืมตะฮียัต ลุกขึ้นไปยืนตรง ละหมาดรอกาอัตที่5 แบบนั้น เมื่ออิหม่ามรู้ตัว จะลงนั่งตะฮิยัตหรือละหมาดรอกาอัตที่ 5ต่อไป แล้วค่อย สูยูดซะวี ครับ

ตอบ
ถ้าอิหม่ามรู้ตัวว่า กำลังทำร็อกอะฮ์ที่ห้าอยู่ ก็ให้รีบนั่งลงอ่านตะชะฮ์ฮุดทันที แล้วค่อยสุญูดซะฮ์วีหลังจากให้สล่ามแล้ว แต่ถ้ารู้ตัวแล้วและยังขืนดันทุรังทำร็อกอะฮ์ที่ห้าต่อไป ละหมาดของเขาก็เป็นโมฆะครับ ...


วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

หลักฐานห้ามจากการละหมาดในผ้าผืนเดียว


ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามูอาลัยกุม ...... อาจารย์คับผมมีเรือง อยากรบกวนขอความรุ้หน่อยคับ จาก ฮาดิษ ข้่างต้น ของบุคอรีและมุสลิม ที่ห้ามถึงการละหมาด โดยไม่มีผ้าปกปิดไหล (ดั่งภาพ) ........แต่เอาเราะมันแค่สะดือกับหัวเข่าไม่ไช่หรือคับ ฉะนั้น จึงอยากคำชี้แจงหนอ่ยคับว่ามันขัดหรือไม่ขัดยังไงคับ.............ปล.กระผม บ่อยครั้งที่ใส่เสือ้กล้ามละหมาดคับ..?

ตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม .. หะดีษข้างต้นบันทึกโดยท่านบุคอรีย์ ท่านมุสลิม, ท่านอัน-นซาอีย์, ท่านอัด-ดาริมีย์และท่านอะห์มัด มีหลายสำนวนด้วยกัน ที่คุณคัดมาข้างต้น เป็นสำนวนของท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิม มีลักษณะเป็นคำบอกเล่า แต่มีความหมายเป็นคำห้าม ดังหลักฐานจากรายงานของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์จากท่านอิหม่ามมาลิกด้วยสำนวนที่ว่า لاَ يُِّصَل (คนใดจากพวกท่านย่าอละหมาดใน .....) บันทึกโดยท่านอัฏ-ฏ็อบรอนีย์ในหนังสือ "ฆอรออิบุมาลิก" และอีกสำนวนหนึ่งที่ท่านอับดุลวะฮ์ฮาบ บินอะฏออ์ได้รายงานจากท่านอิหม่ามมาลิก มีข้อความว่า لا يصلين (คนใดจากพวกท่านอย่าละหมาดเป็นอันขาดใน .......) อันถือเป็นการห้ามเน้นๆ และอีกสำนวนหนึ่งที่ท่านอัษ-เษารีย์ได้รายงานจากท่านอบูอัซ-ซินาด มีข้อความชัดเจนว่า نهى رسول الله (ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ห้ามจาก ......) สรุปแล้ว หะดีษข้างต้นจึงเป็นหลักฐานห้ามจากการละหมาดในผ้าผืนเดียวโดยไม่มีส่วนใดของมันปกปิดไหล่ทั้งสองด้วย แต่การห้ามดังกล่าวนี้ ยังขัดแย้งกันในประเด็นที่ว่าเป็นการห้ามขาด(หะรอม) หรือห้ามในแง่ว่าเป็นสิ่งไม่สมควรกระทำ(มักรูฮ์) .. ท่านอิหม่ามนะวะวีย์กล่าวอธิบายในหนังสือชัรฺหุมุสลิมว่า นักวิชาการส่วนใหญ่ (หะนะฟีย์, มาลิกีย์ และชาฟิอีย์) ถือว่าเป็นการห้ามแบบมักรูฮ์, แต่ท่านอิหม่ามอะห์มัดถือว่า เป็นการห้ามขาด(หะรอม) ถ้าสามารถปกปิดได้ ซึ่งในมุมมองส่วนตัวผม เห็นว่า เมื่อเป็นการ "ห้าม" แบบ "เน้นๆ" จากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมอย่างนี้แล้ว เราก็ไม่ควรสนใจว่าห้ามขาดหรือห้ามไม่ขาด แต่ที่ดีที่สุดก็คือ ไม่ควรฝ่าฝืนครับ วัลลอฮุอะอฺลัม ......

ส่วนที่คุณสงสัยว่า ก็เอาเราะฮ์ของผุ้ชายมีแค่สะดือกับเข่ามิใช่หรือ ? หะดีษบทนี้ (ตามทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัดที่มองว่า วะยิบต้องปกปิดไหล่ด้วย) แสดงว่า เอาเราะฮ์ของผุ้ชายในละหมาดและนอกละหมาดจะไม่เหมือนกัน คือถ้านอกละหมาด วายิบปกปิดระหว่างสะดือกับเข่า แต่ถ้าในละหมาด วายิบต้องปกปิดจนถึงไหล่ด้วย วัลลอฮุ อะอฺลัม ...

หอยทากเป็นนะยิสหรือไม่


ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

อัสสลามมูอาอัยกุมค่ะ
อาจารย์ค่ะ หนูอยากทราบว่าการที่เราเอาเมือกหอยทากมาบำรุงใบหน้า มันเป็นนาจิสไหมค่ะ
หนูเคยเจอหนังสือเล่มหนึ่งบอกไว้

ตอบ
วะอลัยกุมุสสลาม ..
ผมไม่เคยเจอหลักฐานเลยครับว่าหอยทากเป็นนะยิส และที่นักวิชาการมีทัศนะว่าห้ามรับประทานหอยทากก็มิใช่เพราะมันเป็นนะยิส เแต่ที่ห้ามรับประทานก็เพราะมองว่ามันเป็นสัตว์ทีน่ารังเกียจต่างหาก
โดยนัยนี้ - ตามทัศนะของผม - สิ่งที่คุณถามมา (หากคุณมีหลักฐานชัดเจนว่ามันบำรุงผิวหน้าได้จริง มิใช่เพียงแค่เชื่อตามเขาว่ามา) - ก็ไม่น่าจะมีข้อห้ามนะครับ แม้ว่า มันอาจจะไม่น่าปฏิบัติเท่าไรก็ตาม ..
วัลลอฮุ อะอฺลัมครับ ...

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

การเผยแพร่ศาสนา ด้วยการสร้างภาพยนตร์


ผมว่า พวกเราน่าจะหลงประเด็นที่ผมวิจารณ์เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วละครับ เพราะที่ผมวิจารณ์ไป มันไม่เกี่ยวกันเลยว่า หนังเรื่องนี้เช็ครีฎอหรือใครเป็นผู้สร้าง, เนื้อหาของหนังดีไม่ดีหรือหะล้าลไม่หะล้าล, หนังเรื่องนี้สร้างได้หรือไม่ได้ (เพราะข้อสุดท้ายมันเลยเวลาวิจารณ์มาแล้ว เพราะหนังออกฉายแล้ว) แต่ที่ผมพูดก็คือ "วิธีการเผยแพร่ศาสนาด้วยวิธีสร้างหนัง ผมไม่เห็นด้วย" บทสรุปอยู่ตรงนี้ครับ
สำหรับผลเสียของเรื่องนี้ นอกเหนือไปจากการวิจารณ์ที่ปรากฏออกมามากมายแล้ว ผมเกรงว่าการเผยแพร่ศาสนาด้วยการสร้างภาพยนตร์ จะเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดๆให้กับวัยรุ่นมุสลิมมากยิ่งขึ้นในอนาคตข้างหน้า เพราะเท่ากับเป็นการชี้นำวัยรุ่นให้คลั่งไคล้ดารา เป็นต้น ซึ่งลัทธิการคลั่งดารานี้ มันผิดทั้งนั้นแหละครับ ไม่ว่าดารามุสลิมหรือดารากาเฟรฺ แล้วคอยดูต่อไปเถิดครับ การสร้างภาพยนตร์โดยอ้างว่าเพื่อเผยแพร่ศาสนาจะพัฒนาต่อไปจนสิ่งไม่ถูกต้องหรือสิ่งต้องห้ามในศาสนาจะค่อยๆคืบคลานเข้ามาผสมผสานจนกลายเป็นเรื่องถูกต้องและเป็นเรื่องธรรมดาในที่สุด ...
สมมุติถ้าการพนันเป็นสิ่งหะล้าล ผมก็อยากจะขอท้าพนันเลยว่า หนังเรื่องนี้ภาค 2 จะต้องออกมาแน่นอน แล้วเมื่อถึงวันนั้น พวกเราก็จะได้เห็นกันเองครับว่า การสร้างหนังแนวนี้ เป็นไปเพื่อต้องการเผยแพร่ศาสนาดังที่อ้าง หรือเพื่อหวังผลกำไรโดยไม่เคยคำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อศาสนากันแน่ ???? ...

อาจารย์ปราโมทย์ ศรีอุทัย



ซุนนะฮ์ตัรฺกียะฮ์ มีหลักฐานหรือไม่ในบทบัญญัติ (ตอนที่ 1)



โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

นักวิชาการอุศู้ลุลฟิกฮ์ ได้จำแนก "ซุนนะฮ์" หรือแบบอย่างของท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม - ในทางปฏิบัติ - ออกเป็น 2 ลักษณะคือ ซุนนะฮ์ ฟิอฺลียะฮ์ (سُنَّةٌ فِعْلِيَّةٌ) กับซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ (سُنَّةٌ تَرْكِيَّةٌ) ...
ซุนนะฮ์ทั้งสองลักษณะนี้ จัดเข้าอยู่ภายใต้ความหมายของคำว่า أَفْعَالِهِ (การกระทำต่างๆของท่าน) อันเป็นหนึ่งจากคำนิยามของคำว่าซุนนะฮ์ .. ดังจะได้อธิบายต่อไป ...
คำว่า ซุนนะฮ์ ฟิอฺลียะฮ์ แปลว่า "แบบอย่างที่ต้องกระทำตาม" - โดยทั่วไป - หมายถึงแบบอย่างในด้านการ "ปฏิบัติ" ตามสิ่งที่ท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กระทำไว้ ...
ส่วนมากของคำว่า "ซุนนะฮ์" ที่เข้าใจและกล่าวถึงกัน ก็คือซุนนะฮ์ประเภทนี้ ...
ส่วนคำว่า "ซุนนะฮ์ตัรฺกียะฮ์" (ซึ่งคนจำนวนมากไม่เข้าใจหรือบางคนไม่เคยได้ยินก็มี) แปลว่า "แบบอย่างในการละทิ้งตาม" .. หมายถึงการ "เจตนา" ไม่กระทำสิ่งใดของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งมุสลิมจะต้องละทิ้งจากการกระทำสิ่งนั้นด้วย .. เพื่อปฏิบัติตามการ "ละทิ้ง" ของท่าน ...
คำว่า "ละทิ้ง" บ่งบอกความหมายว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ "เคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วแก่ตัวท่านหรือในสมัยของท่าน", แต่ท่าน "เจตนา" โดยตรงที่จะละทิ้งหรือไม่กระทำมัน ...
การละทิ้งหรือไม่กระทำสิ่งนั้น - เหมือนที่ท่านศาสดาไม่กระทำ - จึงถือว่า เป็นซุนนะฮ์ ! และการกระทำสิ่งนั้นภายหลัง นักวิชาการถือว่าเป็นบิดอะฮ์ต้องห้ามหรือบิดอะฮ์ ชัรฺอียะฮ์ ! ..
เพราะฉะนั้น ความเข้าใจที่ว่า "บิดอะฮ์ต้องห้าม" หมายถึงการกระทำสิ่งใดที่ท่านศาสดาไม่เคยกระทำในทุกๆกรณี ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นๆจะเคยเกิดขึ้นแก่ท่านหรือไม่ก็ตาม .. จึงเป็นความเข้าใจผิดของคนทั่วไป แม้กระทั่งนักวิชาการเอง ...
นักวิชาการอุศู้ลฯ ได้ยอมรับเรื่องซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ ว่า เป็นหลักการหนึ่งของอิสลาม เหมือนซุนนะฮ์ ฟิอฺลียะฮ์ เช่นเดียวกัน ...
ท่านอิหม่ามอัช-เชาว์กานีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 1255) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อิรฺชาด อัล-ฟุหูล” อันเป็นหนังสืออธิบายเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของนิติศาสตร์อิสลาม ( اُصُوْلُ الْفِقْهِ ) หน้า 42 ว่า ....
تَرْكُهُ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لِلشَّـْئِ كَفِاعلِهِ لَـهُ فِى التَّأَسِّىْ بِهِ فِيْهِ، قَالَ ابْنُ السَّمْعَانِ : إذَا تَرَكَ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ شَيْأً وَجَبَ عَلَيْنَا مُتَابَعَتُهُ فِيْهِ ......
“การละทิ้งสิ่งใดของท่านรอซู้ลฯ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็เหมือนกับการกระทำของท่านต่อสิ่งนั้น ในแง่ที่เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม, .. ท่านอิบนุ อัซ-ซัมอาน ได้กล่าวว่า : เมื่อท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ละทิ้งสิ่งใด “วาญิบ” ต่อพวกเรา จะต้องปฏิบัติตามท่านใน (การละทิ้ง) สิ่งนั้นด้วย .....”
ท่านเช็คอะลีย์ มะห์ฟูศ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-อิบดาอฺ ฟีย์มะฎอรฺร์ อัล-อิบติดาอฺ” หน้า 34 - 35 ว่า
وَأَمَّا مَا تَرَكَهُ الرَّسُوْلُ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَاعْلَمْ أَنَّ سُنَّةَ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَمَا تَكُوْنُ بِالْفِعْلِ تَكُوْنُ بِالتَّرْكِ، فَكَمَا كَلَّفَنَا اللَّـهُ تَعَالَى بِإتِّبَاعِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فِي فِعْلِهِ الَّذِيْ يَتَقَرَّبُ بِهِ إذَا لَمْ يَكُنْ مِنْ بَابِ الْخُصُوْصِيَّاتِ كَذَلِكَ طَالَبَنَا بِإتِّبَاعِهِ فِيْ تَرْكِهِ، فَيَكُوْنُ التَّرْكُ سُنَّةً، وَكَمَا لاَ نَتَقَرَّبُ إلَى اللَّـهِ تَعَالَى بِتَرْكِ مَافَعَلَ لاَ نَتَقَرَّبُ إلَيْهِ بِفِعْلِ مَاتَرَكَ، فَلاَ فَرْقَ بَيْنَ الْفَاعِلِ لِمَا تَرَكَ وَالتَّارِكِ لِمَا فَعَلَ ...
“อนึ่ง สิ่งใดที่ท่านรอซู้ลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้(เจตนา)ละทิ้ง ก็พึงรู้เถิดว่า แท้จริง ซุนนะฮ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม นั้น มีทั้งที่ต้องปฏิบัติตาม และต้องละทิ้งตาม, ... การที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงกำหนดให้พวกเรา ปฏิบัติตามท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ในการกระทำสิ่งที่ท่านปฏิบัติเพื่อความใกล้ชิดต่อพระองค์อัลลอฮ์ อันมิใช่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของท่านฉันใด พระองค์อัลลอฮ์ก็ทรงต้องการให้เราปฏิบัติตามท่านศาสดาในการละทิ้ง (ไม่กระทำ ) ของท่านฉันนั้น, .. ดังนั้น การละทิ้ง (สิ่งใดที่ท่านศาสดาเจตนาไม่ปฏิบัติ) จึงเป็นซุนนะฮ์ด้วย, .. เสมือนอย่างการที่เราไม่สามารถใกล้ชิดพระองค์อัลลอฮ์ด้วยการ "ละทิ้งสิ่งที่ท่านศาสดาปฏิบัติ" ฉันใด ในทำนองเดียวกัน เราก็ไม่สามารถทำตัวให้ใกล้ชิดพระองค์อัลลอฮ์ ด้วยการ "ปฏิบัติสิ่งที่ท่านศาสดาได้ละทิ้ง" ฉันนั้น, ดังนั้น จึงไม่มีข้อแตกต่างอันใดในระหว่างผู้ปฏิบัติในสิ่งที่ท่านศาสดาละทิ้ง กับผู้ละทิ้งในสิ่งที่ท่านศาสดาปฏิบัติ ..........”
ท่านเช็ค อะลีย์ มะห์ฟูศ ยังได้กล่าวในหนังสือเล่มเดียวกัน หน้า 38 อีกว่า ...
فَإنَّ تَرْكَهُ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ سُنَّةٌ كَمَا أَنَّ فِعْلَهُ سُنَّةٌ، فَإذَا اسْتَحْبَبْنَافِعْلَ مَاتَرَكَ كَانَ نَظِيْرَاسْتِحْبَابِنَا تَرْكَ مَا فَعَلَ وَلاَ فَرْقَ .......
“แน่นอน, การละทิ้ง (ไม่กระทำ ) ของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม คือซุนนะฮ์, เหมือนอย่างการกระทำของท่าน ก็คือซุนนะฮ์ ! ... เมื่อเราถือว่า "การกระทำในสิ่งที่ท่านนบีย์ละทิ้ง" เป็นเรื่องที่ชอบ ก็อุปมาเหมือนอย่างเราถือว่า "การละทิ้งสิ่งที่ท่านนบีย์กระทำ" ก็เป็นเรื่องที่ชอบเช่นเดียวกัน ... ไม่มีข้อแตกต่างกันเลย .......”
(โปรดอ่านทบทวน แล้วใช้สติปัญญาของท่านไตร่ตรองข้อความข้างต้นนี้ให้ถี่ถ้วน แล้วท่านก็คงไม่ปฏิเสธความจริงของคำกล่าวข้างต้นนี้)
แต่ในยุคหลังๆมานี้ มีนักวิชาการบางท่าน - ที่ดิ้นรนหาความชอบธรรมของตนในการ "กระทำ" สิ่งที่ท่านศาสดา "เจตนาละทิ้ง" - ได้พยายามคัดค้านเรื่องซุนนะฮ์ตัรฺกียะฮ์ว่าไม่มีหลักฐานและไม่ใช่เป็นหลักการในอิสลาม โดยอ้างคำนิยามของคำว่า "ซุนนะฮ์" ที่นักวิชาการได้กำหนดเอาไว้ ...
ตัวอย่างเช่นคำนิยามคำว่า "ซุนนะฮ์" ของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ในหนังสือ "ฟัตหุ้ลบารีย์" เล่มที่ 13 หน้า 245 กิตาบอัล-เอี๊ยะอฺติศอม ที่กล่าวว่า ...
َالسُّنَّةُ مَا جَاءَ عَنِ النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مِنْ أَقْوَالِهِ، وَأَفْعَالِهِ، وَتَقْرِيْرِهِ وَمَا هَمَّ بِفِعْلِهِ
"-ซุนนะฮ์ ก็คือ สิ่งที่มาจากท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อันได้แก่ أَقْوَالِهِ (คำพูดต่างๆของท่าน), أَفْعَالِهِ (การกระทำต่างๆของท่าน), تَقْرِيْرِهِ (การยอมรับของท่าน), และ مَا هَمَّ بِفِعْلِهِ (สิ่งที่ท่านแสดงความตั้งใจว่าจะกระทำมัน)" ...
หมายเหตุ ตัวอย่างของซุนนะฮ์ข้อสุดท้ายนี้ ได้แก่การถือศีลอดวันที่ 9 เดือนมุหัรฺรอมควบคู่กับการถือศีลอดวันที่ 10 เพราะท่านศาสดาเคยกล่าวว่า สมมุติถ้าฉันมีชีวิตยืนยาวต่อไปถึงปีหน้า ฉันก็จะถือศีลอดวันที่ 9 (เดือนมุหัรฺรอม) ด้วย แต่ท่านก็สิ้นชีวิตก่อนที่จะได้ปฏิบัติตามที่ได้ตั้งใจไว้ ซึ่งบรรดานักวิชาการต่างก็ยอมรับว่า การถือศีลอดวันที่ 9 เดือนมุหัรฺรอมตามความตั้งใจของท่าน ถือเป็นซุนนะฮ์เช่นเดียวกัน ...
ข้ออ้างของผู้ที่คัดค้านเรื่องซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ก็คือ ในคำนิยามของ "ซุนนะฮ์" ข้างต้นนี้หรือในคำนิยามของนักวิชาการท่านใดก็ตาม จะกล่าวถึงเฉพาะ "การกระทำต่างๆ" ของท่านเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึง "การละทิ้ง" ของท่านเอาไว้ด้วยเลย ...
การละทิ้งสิ่งใดของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงไม่ใช่ซุนนะฮ์ที่จะต้องปฏิบัติตาม ...
แต่ผมขอยืนยันว่า เรื่องซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ เป็นสิ่งที่มี "หลักฐาน" แน่นอน, เป็นบทบัญญัติของอิสลามแน่นอน .. ดังที่นักวิชาการอุศู้ลุลฟิกฮ์ได้กำหนดเอาไว้ ..
เหตุผลดังการอ้างของผู้คัดค้านข้างต้นนั้น ฟังไม่ขึ้น และไม่สามารถจะหักล้างข้อเท็จจริงของหลักฐานที่ยืนยันว่า มีซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์จริงๆได้ ...
เพราะคำว่า أَفْعَالِهِ หรือ "การกระทำต่างๆ" ในคำนิยามข้างต้น หมายถึง ทุกๆอริยาบถของท่านที่ "ตรงกันข้าม" กับคำว่า أَقْوَالِهِ หรือ "คำพูดต่างๆ" ของท่าน ..
ไม่ว่าการกระทำนั้นๆ จะเป็นไปในด้านบวก คือกระทำ, หรือเป็นไปในด้านลบ คือละทิ้ง เมื่อมิใช่เป็นคำพูด จึงถือว่าเป็น أَفْعَالِهِ .. คือ "การกระทำ" ของท่านทั้งสิ้น ....
หลักฐานชัดเจนเรื่อง "ซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์" ดังปรากฏในหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ก็คือ การรายงานเรื่องการทำหัจญ์ของท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. โดยท่านซาลิม บุตรชายของท่าน ว่า ...
"ฉันเห็นท่าน (อิบนุอุมัรฺ ร.ฎ.)ได้ขว้างญัมเราะฮ์ใกล้ (หมายถึงญัมเราะฮ์แรกที่อยู่ใกล้กับมัยญิดอัล-ค็อยฟ์ที่ตำบลมินาสุด) ด้วยก้อนกรวดเขื่อง 7 ก้อน, โดยท่านกล่าวตักบีรฺพร้อมกับทุกก้อนที่ขว้าง จากนั้นท่านก็เดินไปข้างหน้าจนถึงตำแหน่งที่ราบแล้วท่านก็ยืนหันหน้าไปทางกิบลัตเป็นเวลานาน โดยยกมือทั้งสองข้างขึ้นขอดุอา, จากนั้นท่านก็ขว้างญัมเราะฮ์กลาง (ญัมเราะฮ์ที่สอง) เสร็จแล้วก็เดินเลี่ยงออกทางซ้าย .. ยืนหันหน้าไปทางกิบลัตเป็นเวลานานและยกมือทั้งสองข้างขึ้นขอดุอา, ต่อมาท่านก็ขว้างญัมเราะฮ์สุดท้าย (ญัมเราะฮ์ อะกอบะฮ์) จากทางด้านที่ลุ่มต่ำ และมิได้ยืน (ขอดุอา) ณ ที่นั้น เสร็จแล้วท่าน(อิบนุอุมัรฺ ร.ฎ.)ก็เดินทางกลับ แล้วกล่าวว่า
"อย่างนี้แหละ ฉันเห็นท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกระทำ" ...
(บันทึกโดย ท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 1751, 1752 และรายงานจากท่านอัซ-ซุฮ์รีย์ ในหะดีษที่ 1753 ด้วยข้อความที่คล้ายคลึงกัน) ...
ข้อความของหะดีษข้างต้นนี้ เป็นรายงานการกระทำของเศาะหาบะฮ์ คือท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. จึงมีลักษณะเป็นหะดีษเมากูฟ .. คือ คำพูดของเศาะหาบะฮ์ ซึ่งปกติ จะใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงโดยตรงไม่ได้ ...
แต่คำพูดของท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. ตอนท้ายที่ว่า "อย่างนี้แหละ ฉันเห็นท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกระทำ" .. แสดงว่า เนื้อหาของหะดีษบทนี้ทั้งหมด เป็นหะดีษมัรฺฟูอฺ .. คือ เป็นการกระทำของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงนำมาอ้างเป็นหลักฐานได้ ...
เนื้อหาของหะดีษบทนี้ คือหลักฐานยืนยันว่า ซุนนะฮ์ของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมในทางปฏิบัติ จะมี 2 ลักษณะ .. ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น คือ ...
1. ซุนนะฮ์ ฟิอฺลียะฮ์ ได้แก่ "การยืนขอดุอา" หลังจากการขว้างญัมเราะฮ์แรกและญัมเราะฮ์ที่สองแล้ว เพราะท่านนบีย์กระทำสิ่งนี้ ...
2. ซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ ได้แก่ "การละทิ้ง, ไม่ขอดุอา" หลังจากการขว้างญัมเราะฮ์ที่สามแล้ว เพราะท่านนบีย์ละทิ้งและไม่กระทำสิ่งนี้ ...
ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ได้อธิบายหะดีษบทนี้ในหนังสือ "ฟัตหุ้ลบารีย์" เล่มที่ 3 หน้า 584 ว่า ...
وَفِى الْحَدِيْثِ مَشْرُوْعِيَّةُ التَّكْبِيْرِ عِنْدَ رَمْىِ كُلِّ حَصَاةٍ، .......................... وَتَرْكِ الدُّعَاءِ وَالْقِيَامِ عِنْدَ جَمْرَةِ الْعَقَبَةِ
"และในหะดีษบทนี้ (เป็นหลักฐานว่า) มีบทบัญญัติให้กล่าวตักบีรฺ (คือกล่าวอัลลอฮุ อักบัรฺ)ในการขว้างก้อนกรวดทุกก้อน, ................................................ และ(มีบทบัญญัติ)ให้ "ละทิ้ง" การขอดุอาและการยืนตอน(เสร็จจากขว้าง)ญัมเราะฮ์สุดท้าย" ....
ส่วนท่านอิหม่ามอัน-นะวะวีย์ ก็กล่าวอธิบายคล้ายคลึงกันว่า ...
وَيُسْتَحَبُّ أَنْ يَقِفَ عَقِبَ رَمْىِ اْلأَوَّلِ عِنْدَهَا مُسْتَقْبِلَ الْقِبْلَةِ زَمَانًا طَوِيْلاً يَدْعُوْ وَيَذْكُرُ اللهَ، وَيَقِفَ كَذَلِكَ عِنْدَ الثَّانِيَةِ، وَلاَ يَقِفَ عِنْدَ الثَّالِثَةِ ......
"และชอบที่จะให้มีการหยุดยืนถัดจากการขว้างญัมเราะฮ์แรกแล้ว ณ ที่นั้น โดยให้หันไปทางกิบลัตให้นาน (เพื่อ)ขอดุอาและซิกรุ้ลลอฮ์, และ(ชอบ)ให้หยุดยืน(ขอดุอา)หลังจากขว้างญัมเราะฮ์ที่สองในลักษณะเดียวกัน, แต่(ไม่ชอบ)ให้หยุดยืน (เพื่อขอดุอา) หลังจากขว้างญัมเราะฮ์ที่สามแล้ว " ...
ผมขอถามว่า มีนักวิชาการคนใดบ้างไหมที่กล่าวว่า ซุนนะฮ์หรือชอบให้หยุดยืนขอดุอาหลังจากการขว้างญัมเราะฮ์ที่สามแล้ว ? ...
คำตอบก็คือ ไม่มี ! .. เพราะนักวิชาการทุกท่านรู้ดีว่า ซุนนะฮ์ของท่านนบีย์ก็คือ ละทิ้งการขอดุอาหลังจากขว้างญัมเราะฮ์ที่สาม ...
เพราะฉะนั้น เมื่อหลักฐานมีชัดเจนออกอย่างนี้ และนักวิชาการก็อธิบายชัดเจนออกอย่างนี้แล้ว เรายังจะกล้าพูดอีกหรือว่า ซุนนะฮ์ตัรฺกียะฮ์เป็นสิ่งไม่มีหลักฐาน และไม่ใช่เป็นบทบัญญัติในอิสลาม ??? ...

(ยังมีต่อ)

ซุนนะฮ์ตัรฺกียะฮ์ มีหลักฐานหรือไม่ในบทบัญญัติ (ตอนจบ)


โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

กรอบของซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ในอิสลาม
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ มิได้หมายถึงการละทิ้งทุกสิ่งที่ท่านนบีย์ไม่ทำ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเคยมีสาเหตุเกิดขึ้นแก่ท่านนบีย์หรือไม่ก็ตาม ...
แต่จะหมายถึงสิ่งที่ท่านเจตนาละทิ้งหรือไม่ทำ ทั้งๆที่มีสาเหตุเกิดขึ้นแก่ท่านแล้ว ...
เพราะตามข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งที่ไม่เคยมีสาเหตุหรือไม่เคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับท่าน ท่านจะไปละทิ้งมันได้อย่างไร ? ...
ดังนั้น นักวิชาการอุศู้ลุลฟิกฮ์ จึงได้วิเคราะห์ และกำหนดกรอบของสิ่งที่จะเรียกว่าเป็น "ซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์" เอาไว้อย่างรัดกุม ภายใต้เงื่อนไข 3 ประการ ดังนี้ ...
ซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ หมายถึงสิ่งใดก็ตามที่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม "เจตนาไม่กระทำ" .. ทั้งๆที่ ...
(1). มีสาเหตุหรือเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นแล้วแก่ตัวท่าน หรือในสมัยของท่าน ...
(จากตัวอย่างข้างต้น สาเหตุหรือเหตุการณ์ของการขอดุอาในกรณีนี้ก็คือ การขว้างญัมเราะฮ์ในพิธีกรรมหัจญ์) ...
(2). สิ่งนั้น เป็นสิ่งดีที่ควรกระทำ ...
(จากตัวอย่างข้างต้น คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การขอดุอาเป็นสิ่งดีที่ควรกระทำ) ...
(3). ไม่มีอุปสรรคใดๆขัดขวางท่านจากการกระทำสิ่งนั้น ...
(จากตัวอย่างข้างต้น ไม่มีอุปสรรคใดเลยที่จะขัดขวางท่านนบีย์จากการขอดุอาหลังจากขว้างญัมเราะฮ์ที่สาม)
...
แต่ท่านนบีย์ก็มิได้หยุดยืนขอดุอาหลังจากขว้างญัมเราะฮ์ที่สาม ทั้งๆที่ท่านก็ได้หยุดยืนขอดุอาในสองญัมเราะฮ์ก่อนหน้านั้นมาแล้ว ...
ดังนั้น ซุนนะฮ์ในเรื่องนี้สำหรับทุกคนที่เดินทางไปทำหัจญ์ก็คือ การไม่ขอดุอาหลังจากขว้างญัมเราะฮ์ที่สาม เพื่อปฏิบัติตามแบบอย่างของท่าน ซึ่งเรียกกันว่า เป็นซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ ...
และการหยุดยืนขอดุอาในกรณีนี้ นักวิชาการถือว่า เป็นบิดอะฮ์ ...
ก็มีหลายๆตัวอย่างเกี่ยวกับซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ ที่พอจะนำมาเปรียบเทียบได้กับเรื่องนี้ หากมีลักษณะตรงกัน, มีเงื่อนไขครบ 3 ประการตรงกัน ...
ผมขอนำเสนอตัวอย่างสัก 2 ตัวอย่างที่นักวิชาการกล่าวว่าเป็นซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ เพราะตรงกับเงื่อนไขข้างต้นทั้ง 3 ประการ คือ ...
ก. การอ่านอัล-กุรฺอานเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย .. ไม่ว่าอ่านที่บ้านหรือที่กุบูรฺ ...
สิ่งนี้เป็นซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ คือ ไม่ควรกระทำ เพราะ ...
1. สาเหตุแห่งการอ่านอัล-กุรฺอานในกรณีนี้ - ได้แก่การตาย - มิใช่จะเพิ่งเกิดมีในยุคของเราเท่านั้น แต่เกิดขึ้นแล้วมากมายในสมัยของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ...
2. การอ่านอัล-กุรฺอานเพื่อส่งบุญให้แก่ผู้ตาย โดยเฉพาะเมื่อผู้ตายเหล่านั้นเป็นเศาะหาบะฮ์ของท่านที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นสิ่งดีที่ควรปฏิบัติ ...
3. ไม่มีอุปสรรคใดๆเลยที่จะขัดขวางท่านจากการอ่านอัล-กุรฺอานเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่พวกเขา ...
แต่ไม่เคยปรากฏ - แม้แต่ครั้งเดียว - ว่า ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จะเคยอ่านอัล-กุรฺอานเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่เศาะหาบะฮ์ของท่านที่ตายคนใดเลย ไม่ว่าอ่านที่บ้านหรือที่กุบูรฺ ...
โดยนัยนี้ นักวิชาการอุศู้ลฯจึงถือว่า การไม่อ่านอัล-กุรฺอานให้แก่คนตาย เป็นซุนนะฮ์ (ที่เรียกกันว่า ซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์), และการอ่านอัล-กุรฺอานแก่ผู้ตาย เป็นบิดอะฮ์ ...
ท่านเช็คอะลีย์ มะห์ฟูศ ได้กล่าวอธิบายในหนังสือ "อัล-อิบดาอฺฯ ของท่าน หน้า 44 ว่า
وَمِنْ هَذَااْلأَصْلِ الْعَظِيْمِ تَعْلَمُ أَنَّ أَكْثَرَ أَفْعَالِ النَّاسِ الْيَوْمَ مِنَ الْبِدَعِ الْمَذْمُوْمَةِ كَقِرَاءَةِ الْقُرْآنِ عَلَى الْقُبُوْرِ رَحْمَـةً بِالْمَيِّتِ، تَرَكَهُ النَّبِّيُ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَتَرَكَهُ الصَّحَابَةُ مَعَ قِيَامِ الْمُقْتَضِيْ لِلْفِعْلِ وَهُوَالشَّفَقَةُ بِالْمَيِّتِ، وَعَدَمِ الْمَانِعِ مِنْهُ، فَعَلَى هَذَااْلأَصْلِ الْمَذْكُوْرِ يَكُوْنُ تَرْكُهُ هُوَالسُّـنَّةُ وَفِعْلُهُ بِدْعَـةً مَذْمُوْمَةً، __
وَكَيْفَ يُعْقَلُ أَنْ يَتْرُكَ الرَّسُوْلُ شَيْأً نَافِعًا يَعُوْدُ عَلَى أُمَّـتِهِ بِالرَّحْمَةِ ؟ ..... فَهَلْ يُعْقَلُ أَنْ يَكُوْنَ هَذَا بَابًا مِنْ أَبْوَابِ الرَّحْمَةِ وَيَتْرُكُهُ الرَّسُوْلُ طُوْلَ حَيَاتِـهِ وَلاَ يَقْرَأُ عَلَى مَيِّتٍ مَرَّةً وَاحِدَةً ؟ ........
“และจากกฎเกณฑ์อันสำคัญยิ่ง (ของวิชาอุศูลฯ) ข้อนี้ ทำให้ท่านรู้ว่า ภาคปฏิบัติของประชาชนส่วนมากในปัจจุบันนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของบิดอะฮ์ที่ควรตำหนิ ... อย่างเช่น การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่หลุมฝังศพ (กุบูรฺ) เพื่อแสดงความเมตตารักใคร่ผู้ตาย, (สิ่งนี้) ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม และบรรดาเศาะหาบะฮ์ของท่าน ได้ละทิ้งมัน ทั้งๆที่มีประเด็นส่งเสริมให้กระทำ นั่นคือ ความห่วงใยที่มีต่อผู้ตาย, และก็ไม่มีอุปสรรคใดๆที่จะขัดขวางพวกท่านจากกระทำมัน ... ดังนั้น ตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว ถือว่า การละทิ้ง (คือไม่กระทำ) สิ่งนี้ คือซุนนะฮ์, และการกระทำมัน จึงเป็นบิดอะฮ์ที่ควรตำหนิ .....
มันจะกินกับปัญญาได้อย่างไรว่า ท่านรอซู้ลฯ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จะละทิ้งสิ่งหนึ่งซึ่งอำนวยคุณประโยชน์ในด้านเมตตาธรรมที่กลับคืนไปหาอุมมะฮ์ของท่านเอง ? ...... มันกินกับปัญญาหรือว่า สิ่งนี้ (การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ) เป็นประตูหนึ่งจากบรรดาประตูแห่งความเมตตา แล้วท่านรอซู้ลฯ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กลับละทิ้งมันตลอดชีวิตของท่าน, โดยไม่เคยไปอ่านอัล-กุรฺอ่านให้กับผู้ตายคนใดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ? ...........”
หมายเหตุ ผมขออธิบายเพิ่มเติมว่า ในกรณีเรื่องการอ่านอัล-กุรอานให้แก่ผู้ตายนี้ - ในส่วนตัวผม - จะขอพูดในประเด็นที่ว่า "มิใช่เป็นซุนนะฮ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม" เท่านั้น ! .. แต่มิได้พูดถึงประเด็นที่ว่า การอุทิศผลบุญอัล-กุรฺอาน จะ "ถึง" หรือ "ไม่ถึง" ผู้ตาย เพราะเคยบอกหลายครั้งแล้วว่า เรื่องผลบุญเป็นเรื่องของพระองค์อัลลอฮ์เพียงผู้เดียว ใครๆจะไปก้าวก่ายหรือทึกทักเอาเองเรื่องผลบุญว่าทำอย่างนั้นได้บุญ, ทำอย่างนี้ได้บุญ ฯลฯ ในสิ่งที่พระองค์มิได้สัญญาไว้ไม่ได้ .. แต่ผมมิใช่อัลลอฮ์ จึงไม่ทราบว่าอุทิศผลบุญถึงหรือไม่ถึง .. และจะไม่ขอก้าวก่ายอำนาจของพระองค์ในเรื่องนี้เด็ดขาดครับ ...
ข. พิธีกรรมเมาลิด หรือเฉลิมฉลองวันเกิดของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม
หมายเหตุ สิ่งที่ผมจะนำมากล่าวเปรียบเทียบกับเงื่อนไขของซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ในกรณีเรื่องเมาลิดนี้ ก็เฉพาะประเด็น "พิธีกรรม" ของงานเมาลิดที่ถูกจัดขึ้นเท่านั้นว่า มันตรงกับเงื่อนไขของซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ .. คือ ไม่มีแบบอย่างให้แสดงความรักต่อท่านนบีย์ หรือต่อวันเกิดของท่านนบีย์ด้วยวิธีการหรือพิธีกรรมอย่างนี้ ..
แต่ผมมิได้พูดถึงประเด็น "ความรู้สึก" ของผู้จัดงานเมาลิดที่อ้างว่า ต้องการยกย่องเทิดทูนท่านนบีย์หรือยกย่องเทิดทูนวันเกิดของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ..
เพราะเกี่ยวกับเรื่อง "ความรู้สึก" นี้ ท่านอิบนุตัยมียะฮ์ ก็ได้กล่าวไว้อย่างน่าฟังแล้วในหนังสือ “อิกติฎออุศ ศิรอฏิล มุสตะกีมฯ” เล่มที่ 2 หน้า 123 – 124 ของท่านดังนี้ .....
( وَكَذَلِكَ مَايُحْدِثُـهُ بَعْضُ النَّاسِ، إمَّا مُضَاهَاةً لِلنَّصَارَى فِيْ مِيْلاَدِ عِيْسَى عَلَيْهِ السَّلاَمُ، وَإمَّا مَحَبَّةً لِلنَّبِيِّ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَتَعْظِيْمًا، وَاللَّـهُ قَدْ يُثِيْبُهُمْ عَلَى هَذِهِ الْمَحَبَّةِ وَاْلإجْتِهَادِ، لاَ عَلَى الْبِدْعَـةِ مِنِ اتِّخَـاذِ مَوْلِدِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عِيْدًا، مَعَ اخْتِلاَفِ النَّاسِ فِيْ مَوْلِدِهِ، فَإنَّ هَذَا لَمْ يَفْعَلْـهُ السَّلَفُ، مَعَ قِيَامِ الْمُقْتَضِيْ لَـهُ وَعَدَمِ الْمَانِعِ مِنْهُ، لَوْكَانَ خَيْرًا مَحْضًا أَوْرَاجِحًا لَكَانَ السَّلَفُ رَضِيَ اللَّـهُ عَنْهُمْ أَحَقَّ بِـهِ مِنَّا، فَإنَّـهُمْ كَانُوْا أَشَدَّ مَحَبَّةً لِرَسُوْلِ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَتَعْظِيْمًا لَـهُ مِنَّا، وَهُمْ عَلَى الْخَيْرِ أَحْرَصَ وَإنَّمَا كَمَالُ مَحَبَّتِـهِ وَتَعْظِيْمِهِ فِيْ مُتَابَعَتِهِ وَطَاعَتِهِ وَاتِّبَاعِ أَمْرِهِ، وَإحْيَاءِ سُنَّتِهِ بَاطِنًاوَظَاهِرًا، وَنَشْرِمَابُعِثَ بِـهِ، وَالْجِهَادِعَلَى ذَلِكَ بِالْقَلْبِ وَالْيَدِ واللِّسَانِ، فَإنَّ هَـذِهِ طَرِيْقَةُ السَّابِقِيْنَ اْلاَوَّلِيْنَ، مِنَ الْمُهَاجِرِيْنَ وَاْلاَنْصَارِ، وَالَّذِيْنَ اتَّبَعُوْهُـمْ بِإحْسَانٍ .....)
“และเฉกเช่นเดียวกับสิ่งที่กล่าวมานี้ ก็คือ สิ่งซึ่งประชาชนบางคนได้ริเริ่มขึ้นมาใหม่ ..ในมุมมองหนึ่ง ก็เป็นการเลียนแบบชาวคริสต์ในการจัดงานฉลองวันเกิดของท่านนบีย์อีซา อะลัยฮิสสลาม (วันคริสต์มาส), แต่ในอีกมุมมองหนึ่งก็เป็นการแสดงความรักและเทิดทูนต่อท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, ซึ่ง "บางที พระองค์อัลลอฮ์ อาจจะให้ผลบุญต่อพวกเขาเพราะความรักและความทุ่มเทนี้บ้างก็ได้" ... แต่มิใช่ (พระองค์จะให้ผลบุญ) เพราะการทำบิดอะฮ์ ด้วยการยึดถือเอาวันเกิดของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เป็นวันรื่นเริง, ทั้งๆที่พระชาชนก็ยังขัดแย้งกันอยู่เกี่ยวกับวันเกิดของท่าน, ทั้งนี้ เพราะการกระทำดังกล่าวนี้ บรรดาบรรพชนยุคแรกไม่เคยมีผู้ใดกระทำมาก่อนทั้งๆที่มีประเด็นส่งเสริม และไม่มีอุปสรรคอันใดเลย, สมมุติว่า หากการกระทำสิ่งนี้ เป็นเรื่องดีล้วนๆหรือมีน้ำหนักแห่งความดีอยู่บ้าง แน่นอนบรรพชนเหล่านั้น เหมาะสมที่สุดที่จะทำมันยิ่งกว่าพวกเรา,.. ทั้งนี้ เนื่องจากพวกเขารักและเทิดทูนท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ยิ่งกว่าพวกเรา, ทั้งยังเป็นผู้ที่กระหายในเรื่องการทำสิ่งดีมากที่สุดด้วย ...
ความสมบูรณ์เพียบพร้อมในเรื่องความรักและการเทิดทูนท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมนั้นมิใช่อื่นใด หากอยู่ที่การปฏิบัติตามท่าน, เชื่อฟังท่าน, กระทำตามคำสั่งของท่าน, ฟื้นฟูซุนนะฮ์ของท่าน ทั้งที่ลับและที่แจ้ง, เผยแผ่สารของท่าน, เสียสละเพื่อสิ่งเหล่านี้ทั้งใจ กาย และวาจา, เพราะสิ่งเหล่านี้ คือแนวทางของบรรดาบรรพชนยุคแรกๆ อันได้แก่ชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศ็อรฺ, และบรรดาผู้ซึ่งปฏิบัติตามพวกท่านเหล่านั้นด้วยคุณธรรมความดี ......”
นักวิชาการจำนวนไม่น้อยที่มองว่า "พิธีกรรม" งานเมาลิด (ขอย้ำอีกครั้งว่า พิธีกรรมงานเมาลิด) ที่มีการจัดขึ้นในปัจจุบัน ถือเป็นซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ คือไม่ควรกระทำ .. ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ...
1. เพราะการจัดงานเมาลิดหรืองานฉลองวันเกิดท่านศาสดา เป็นการเลียนแบบการจัดงานวันคริสต์มาสของชาวคริสต์ซึ่งจัดขึ้นเพื่อฉลองวันเกิดของท่านนบีย์อีซา (พระเยซู) ....
2. เหตุผลของการจัดงานเมาลิด - คือเฉลิมฉลองวันเกิดของท่านนบีย์ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม - ก็เป็นเหตุผลที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยท่านนบีย์ยังมีชีวิตอยู่ ...
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านนบีย์เองและเศาะหฟาบะฮ์ของท่าน ย่อมรู้วันเกิดของท่านนบีย์ดียิ่งกว่าพวกเราเสียอีก ...
3. การฉลองวันเกิดให้แก่ท่านนบีย์ด้วยการการเลี้ยงอาหาร, การอ่านอัล-กุรฺอาน, การอ่านประวัติของท่านนบีย์ ฯลฯ ก็เป็นสิ่งที่ดีและควรกระทำ ...
4. ไม่มีอุปสรรคใดเลยที่จะขัดขวางท่าน (หรือเศาะหาบะฮ์ของท่าน) จากการจัดงานฉลองวันเกิดให้แก่ท่านด้วย "วิธีการ" หรือ "พิธีกรรม" อย่างนี้ ..
.
แต่ไม่เคยปรากฏแม้แต่ครั้งเดียวว่า ท่านนบีย์ก็ดี, เศาะหาบะฮ์ของท่านก็ดี (หรือแม้กระทั่งนักวิชาการผู้ทรงคุณธรรมในยุคสลัฟ คือยุค 300 ปีแรกก็ดี) จะมีผู้ใดเคยจัดงานเฉลิมฉลองวันเกิดให้ท่านนบีย์ด้วย "วิธีการ" อย่างที่พวกเราทำกันอยู่นี้ ...
ตรงกันข้าม พวกท่านเหล่านั้น "เฉลิมฉลองวันเกิด" ให้แก่ท่านนบีย์ ด้วยการปฏิบัติอย่างง่ายๆตามแบบอย่างที่ท่านนบีย์ทำตัวอย่างไว้ .. คือ "การถือศีลอด" ในวันที่ตรงกับเกิดของท่าน
โดยนัยนี้ นักวิชาการเหล่านี้จึงถือว่า รูปแบบพิธีกรรมเมาลิดที่ถูกจัดขึ้นในปัจจุบัน เป็นซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์ .. คือไม่ควรกระทำ เพราะในพิธีกรรมดังกล่าวย่อมจะมีผสมผสานสิ่งต้องห้ามตามหลักการศาสนาอยู่มากมายเช่นเดียวกัน ...
ท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ นักวิชาการฟิกฮ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด และเป็นเจ้าของหนังสือ “ตุ๊ห์ฟะตุ้ล มุ๊ห์ตาจญ์” อันลือลั่น ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-ฟะตาวีย์” ของท่านว่า
اَلْمَوَالِدُ وَاْلأَذْكَارُ مَتَى تُفْعَلُ عِنْدَنَا أَكْثَرُهَا مُشْتَمِلٌ عَلَى خَيْرٍ كَصَدَقَةٍ وَذِكْرٍ وَصَلاَةٍ وَسَلاَمِ عَلَى رَسُوْلِ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَمَدْحِهِ، وَعَلَى شّرٍَ، بَلْ شُرُوْرٍ وَلَوْلَمْ يَكُنْ فِيْهَا إِلاَّ رُؤْيَةُ النِّسَاءِ لِلرِّجَالِ اْلأَجَانِبِ لَكَفَى ....
“การจัดงานฉลองวันเกิดและงานที่ระลึกต่างๆ เท่าที่จัดกันส่วนใหญ่ มักจะประกอบขึ้นจากสิ่งที่ดีๆ อาทิเช่น การเศาะดะเกาะฮ์, การซิกรุ้ลลอฮ์, การเศาะละวาต การให้สล่ามและการสรรเสริญท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, แต่ขณะเดียวกัน งานดังกล่าวยังประกอบขึ้นจากสิ่งต้องห้ามอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างอยู่เสมอเช่นกัน, มาตรว่า จะไม่มีสิ่งต้องห้ามอื่นใดในงานดังกล่าวนั้นนอกจากการเปิดโอกาสให้สตรีได้มองดูผู้ชายอื่น (ที่มิใช่มะห์รอมของตน) ก็ถือว่าเป็นเหตุผลเพียงพอแล้ว (ที่จะ “ห้าม” จากการจัดงานนั้นๆ)” ...
(จากหนังสือ “อัล-อิบดาอฺ ฟี มะฎ็อรฺ อัล-อิบติดาอฺ” ของท่านเช็คอะลีย์ มะห์ฟูศ หน้า 264) ...
สรุปแล้ว ขอยืนยันว่า ผมไม่ได้คัดค้านการที่ผู้ใดจะแสดงออกถึงการรักท่านนบีย์หรือต้องการยกย่องวันเกิดท่านนบีย์ แต่ผมขอสนับสนุนแนวคิดที่ว่า หากเรารักท่านนบีย์จริงหรือต้องการยกย่องวันเกิดท่านนบีย์จริง ก็ควรเปลี่ยนวิธีการแสดงความรักหรือวิธีการเฉลิมฉลองวันเกิดท่านนบีย์เสียใหม่ ด้วยการปฏิบัติตาม "ซุนนะฮ์จริงๆ" ของท่าน คือ รณรงค์ให้มุสลิม ถือศีลอดในวันที่ตรงกับวันเกิดของท่าน ก็น่าจะได้รับผลบุญแน่นอนชัดเจนกว่า ..
รักนบีย์ด้วยการปฏิบัติตามซุนนะฮ์ ย่อมดีกว่ารักนบีย์ด้วยการปฏิบัติสิ่งที่นักวิชาการจำนวนมากกล่าวว่า เป็นบิดอะฮ์ .. มิใช่หรือครับ ??? ..
วาทกรรมของไทยกล่าวว่า .. เราเป็นคนเก่งได้โดยไม่ต้องพึ่งยาเสพติด ...
วาทกรรมของเราก็คือ เรารักท่านนบีย์ได้โดยไม่ต้องทำเมาลิด ...
เก๋ซะไม่มี ...
และผมก็เห็นด้วยกับคำพูดของ่ท่านเช็คอะลีย์ มะห์ฟูศที่กล่าวว่า ...
"เมื่อเราถือว่า "การกระทำในสิ่งที่ท่านนบีย์ละทิ้ง" เป็นเรื่องที่ชอบ ก็อุปมาเหมือนอย่างเราถือว่า "การละทิ้งในสิ่งที่ท่านนบีย์กระทำ" ก็เป็นเรื่องที่ชอบเช่นเดียวกัน ไม่มีข้อแตกต่างกันเลย" ...
เพราะ .. ถ้าท่านยึดถือทัศนะที่ว่า สิ่งที่ท่านนบีย์ "เจตนาละทิ้ง" เป็นแบบอย่างไว้ เป็นเรื่องชอบให้เรากระทำ หรือเราสามารถกระทำได้ไม่มีปัญหา .. และ/หรืออาจจะมีผลบุญด้วยในการกระทำสิ่งนั้น แล้วมีผู้โต้แย้งท่านโดยอาศัยตรรกะเดียวกันว่า ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่ท่านนบีย์ "เจตนากระทำ" เป็นแบบอย่างไว้ ก็เป็นเรื่องชอบให้เราละทิ้ง ไม่มีปัญหาอะไร .. และ/หรืออาจจะมีผลบุญด้วยเช่นเดียวกันในการละทิ้งสิ่งที่ท่านนบีย์ทำนั้น ...
ท่านจะตอบเขาอย่างไร ??? ...

อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย ...

16/3/59