อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com

วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560

ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 10)




โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ท่านมุสลิม ได้บันทึกหะดีษบทนี้ไว้เช่นเดียวกันในหนังสือ “อัศ-เศาะเหี๊ยะฮ์” ของท่าน หมายเลขหะดีษที่ 29-32/1406 ดังได้อธิบายผ่านมาแล้วตอนต้น ...
หะดีษบทนี้ ท่านอะลีย์รายงานเจนที่สุดว่านิกาห์มุตอะฮ์เป็นสิ่งถูกห้าม, และผู้ที่ห้ามมันก็คือท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มิใช่ท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. ดังที่ชีอะฮ์พยายามใส่ร้ายท่าน ซึ่งผมจะชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการห้ามและผู้ห้ามจากการนิกาห์มุตอะฮ์ในตอนหลัง อินชาอัลลอฮ์ ...
หะดีษที่รายงานมาจากท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก อิหม่ามท่านที่ 6 และท่านอะลีย์ อิบนุอะบีย์ฏอลิบ ร.ฎ. อิหม่ามท่านแรกของชีอะฮ์รวม 4 บทข้างต้น จึงเป็นหลักฐานจับเท็จและการหลอกลวงของเช็คอัต-ตีญานีย์ ที่กล่าวในหนังสือ “ขออยู่กับผู้สัตย์จริง” ฉบับคำแปลภาษาไทย หน้า 282 ที่ว่า ...
“สำหรับเรา ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ห้ามในสิ่งนั้น และบรรดาอิมามจากเชื้อสายบริสุทธิ์ก็กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นที่อนุญาต และถ้าหากว่าท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ (ศ) ยกเลิกจริง แน่นอนบรรดาอิมามจากอะฮ์ลุลบัยต์(อ)ต้องรู้เรื่องนี้ เพราะหัวหน้าสูงสุดของพวกเขาคือท่านอะลีย์ (อ) ดังนั้น อะลีย์ (อ) ต้องรู้เรื่องนี้ดี” ...
แน่นอน หลักฐานเหล่านี้แสดงว่า ท่านอะลีย์ อิหม่ามท่านที่หนึ่งและท่านญะอฺฟัร อัศ-ศอดิกอิหม่ามท่านที่หกของพวกเขา “รู้เรื่องนี้ดี” ดังที่เช็คอัต-ตีญานีย์กล่าว ...
คือ ..รู้ดีว่า เรื่องนิกาห์มุตอะฮ์เป็นเรื่อง “หะรอม” มิใช่ “หะล้าล”! ...
แต่ที่ยังงมโข่งอยู่ ก็เห็นจะเป็นเช็คอัต-ตีญานีย์กับชาวชีอะฮ์นี่แหละ ...
สรุปแล้ว การนิกาห์มุตอะฮ์จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีการส่งเสริมในบทบัญญัติของอิสลาม ตรงกันข้ามมันคือสิ่ง “ต้องห้าม” ที่ได้รับการ “ผ่อนผัน” ยามจำเป็นแก่นักรบที่เดินทางไปทำสงครามต่างแดนเพียงครั้งหรือสองครั้ง ก่อนที่การผ่อนผันนั้นจะถูกท่านศาสดาสั่ง “ยกเลิก” อย่างถาวรตลอดไปถึงวันกิยามะฮ์ ตามหลักฐานที่ถูกต้องในเรื่องนี้ ...
เพราะฉะนั้น ที่นักวิชาการซุนนีย์บางท่านกล่าวว่า การนิกาห์มุตอะฮ์ถูกยกเลิก ความหมายที่แท้จริงก็คือยกเลิก “การผ่อนผัน” มิใช่ยกเลิก “บทบัญญัติ” เพราะนิกาห์มุตอะฮ์มิใช่เป็นบทบัญญัติดังกล่าวมาแล้ว ...
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...
3.2 ความแตกต่างในรุก่นและเงื่อนไขของนิกาห์ทั้งสองชนิด
ความแตกต่างในรุก่นนิกาห์
รูปแบบการนิกาห์ถาวรดังที่มีการปฏิบัติกันตามแนวทางของซุนนีย์ ก็ดังเป็นที่ทราบกันดีว่า องค์ประกอบหลักหรือรุก่นในการนิกาห์มี 5 ประการคือ เจ้าบ่าว, เจ้าสาว, วะลีย์หรือผู้ปกครองของเจ้าสาว, พยานที่มีคุณธรรมอย่างน้อย 2 คน และการเสนอคำจากวะลีย์หรือตัวแทนของวะลีย์ กับการรับคำจากเจ้าบ่าว ...
แต่สำหรับชีอะฮ์แล้ว การนิกาห์มุตอะฮ์ของพวกเขาอนุญาตให้ปฏิบัติได้โดยไม่จำเป็นต้องมีวะลีย์ทำการนิกาห์ให้ ...
เพียงแต่ผู้หญิงผู้ชายตกลงนิกาห์กันเองก็ถือว่าใช้ได้ ...
ท่านอิหม่ามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกกล่าวว่า ...
لا َبَأْسَ بِتَزْوِيْجِ الْبِكْرِ إِذَا رَضِيَتْ، بِغَيْرِ إِذْنِ أَبَوَيْهَا
“ไม่มีปัญหาที่จะนิกาห์(มุตอะฮ์)กับสตรีที่บริสุทธิ์เมื่อนางพึงพอใจ โดยไม่จำเป็นต้องให้บิดามารดาของนางยินยอม” ...
(จากหนังสือ “ตะฮ์ซีบุลอะห์กาม” ของเช็คอัฏ-ฏูศีย์ เล่มที่ 7 หน้า 254) ...
เช็คนัจญมุดดีน อัล-หุลีย์นักวิชาการชีอะฮ์ท่านหนึ่ง(สิ้นชีวิตปีฮ.ศ. 676) กล่าวว่า
لِلْبَالِغَةِ الرَّاشِدَةِ أَنْ تَتَمَتَّعَ بِنَفْسِهَا، وَلَيْسِ لِوَلِيِّهَا إِعْتِرَاضٌ بِكْرًاكَانَتْ أَوْ ثَيِّبًا
“เป็นสิทธิของสตรีที่บรรลุศาสนภาวะ(อายุครบ)แล้ว, มีไหวพริบและสติบริบูรณ์ จะทำการนิกาห์มุตอะฮ์ให้ตัวเองได้โดยวะลีย์ของนางไม่มีสิทธ์ขัดขวาง ไม่ว่านางจะบริสุทธิ์หรือไม่ก็ตาม” ...
(จากหนังสือ “ชะรออิอุ้ลอิสลาม” ของเช็คนัจญมุดดีน เล่มที่ 2 หน้า 186 พิมพ์ที่เตหะรานเมื่อปีฮ.ศ.1377) ...
คำว่า “นิกาห์มุตอะฮ์ให้ตัวเอง” แสดงว่า เป็นการตกลงนิกาห์กัน 2 คนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย โดยไม่จำเป็นให้วะลีย์ทำการนิกาห์ให้แต่อย่างใด ...
นอกจากนั้น การนิกาห์มุตอะฮ์ก็ไม่จำเป็นต้องมีพยานรับรู้เหมือนนิกาห์ถาวร ...
ท่านกุลัยนีย์ได้อ้างรายงานว่า มีผู้ถามท่านอิหม่ามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกเรื่องผู้ชายคนหนึ่งนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีคนหนึ่งโดยไม่มีพยาน ท่านตอบว่า ...
أَوَلَيْسَ عَامَّةُ مَا تَتَزَوَّجُ فَتَيَاتُنَا وَنَحْنُ نَتَعَرَّقُ الطَّعَامَ عَلَى الْخُوَانِ وَنَقُوْلُ : يَا فُلاَنُ!
زَوَّجَ فُلاَنٌ فُلاَنَةً ؟ فَيَقُوْلُ : نَعَمْ …
“โดยทั่วไปแล้ว เด็กสาวๆของพวกเราจะทำการนิกาห์(มุตอะฮ์)กันขณะที่พวกเรากำลังเพลิดเพลินกับการโจ้อาหารกันในถาด แล้วเราจะกล่าวถามว่า : นี่แน่ะคุณ นายนั่นกับแม่สาวนั่นนิกาห์(มุตอะฮ์)กันแล้วหรือ ?” เขาก็ตอบว่า ใช่แล้ว .. อย่างนั้นมิใช่รึ ?” ...
(จากหนังสือ “ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์” ของกุลัยนีย์ เล่มที่ 2 หน้า 249) ...
แสดงว่า ทั้งคู่แอบนิกาห์กันโดยไม่มีวะลีย์, ไม่มีพยาน และแทบไม่มีใครรู้เห็น ...
ความแตกต่างในเงื่อนไขนิกาห
ในระหว่างนิกาห์ถาวรของซุนนีย์กับนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ มีเงื่อนไขแตกต่างกันหลายประการดังนี้ ...
ก. ในการนิกาห์ถาวรของซุนนีย์มีเงื่อนไขว่า สตรีจะต้องเป็นมุสลิมะฮ์หรือเป็นชาวคัมภีร์(อะฮ์ลุลกิตาบ)เท่านั้น อื่นจากนี้ห้ามผู้ชายมุสลิมนิกาห์ด้วยอย่างเด็ดขาด ...
แต่ชีอะฮ์จะอนุญาตให้มุสลิมนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีได้ทุกประเภท คือไม่ว่านางถือศาสนาใด, เป็นคนดีหรือเลวขนาดไหน ...
นักวิชาการชีอะฮ์อ้างรายงานจากคำกล่าวของท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกว่า ...
لاَ بَأْسَ بِالرَّجُلِ أَن يَّتَمَتَّعَ بِالْمَجُوْسِيَّةِ
“ไม่มีปัญหาสำหรับผู้ชาย(มุสลิม)ที่จะนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีที่บูชากองกูณฑ์(ไฟ, หมายถึงบางลัทธิในประเทศอินเดียหรือพวกโซโรแอสเตอร์) ...
(จากหนังสือ “ตะฮ์ซีบุลหะห์กาม” เล่มที่ 7 หน้า 256 และหนังสือ “อัล-อิสติบศอรฺ” เล่มที่ 3 หน้า 144 ทั้งสองเล่มเป็นหนังสือของเช็คอัฏ-ฏูศีย์) ...
หรือจะนิกาห์มุตอะฮ์กับผู้หญิงที่สำส่อนทางเพศ (اَلْفَاجِرَةُ) ก็ได้ ...
(จากหนังสือ “ตะฮ์ซีบุลอะห์กาม” เล่มที่ 7 หน้า 253) ...
ยิ่งไปกว่านั้น จะนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีที่เป็นโสเภณีก็ยังได้ แต่หลังจากเสร็จสมแล้วก็ควรแนะนำให้นางเลิกอาชีพนี้เสีย ...
(สรุปจากหนังสือ “ตะห์รีรุ้ลวะซีละฮ์” ของโคมัยนีย์ หน้า 292 ฉบับพิมพ์ที่เมืองกุม ประเทศอิหร่าน) ...
เข้าลักษณะที่ว่าหลับนอนกันให้เสร็จก่อนแล้วค่อยแนะนำให้เลิกทีหลัง ...
ข. ในการนิกาห์ถาวรของซุนนีย์ ผู้ชายจะต้องรู้แน่นอนชัดเจนว่า สตรีที่จะนิกาห์ด้วยต้องมิใช่เป็นภรรยาของใครในขณะนั้น ...
แต่ในนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ ผู้ชายไม่จำเป็นต้องรู้แน่ชัดหรือตรวจสอบ(ให้โง่)ว่าสตรีที่จะนิกาห์มุตอะฮ์ด้วยนั้นเป็นภรรยาของใคร ...
เพียงแต่สตรีใดบอกว่าตัวเองไม่มีพันธะกับผู้ใดก็ให้เชื่อถือได้ และสามารถนิกาห์มุตอะฮ์กับนางได้ทันที ...
เช็คอัฏ-ฏูศีย์ได้อ้างรายงานจากฟัฎล์ซึ่งเป็นบ่าวของมุหัมมัด บินรอชิดว่า เขาได้ถามท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิกว่า ...
إِنِّىْ تَزَوَّجْتُ امْرَأَةً مُتْعَةً فَوَقَعَ فِىْ نَفْسِىْ أَنَّ لَهَا زَوْجًا، فَفَتَّشْتُ عَنْ ذَلِكَ فَوَجَدْتُ لَهَا زَوْجًا، قَالَ – أَىْ جَعْفَرٌ – وَلِمَ فَتَّشْتَ ؟
“ฉันได้นิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีนางหนึ่ง แล้วฉันก็เกิดแคลงใจว่านางคงมีสามีอยู่แล้วจึงตรวจสอบดูก็พบว่านางมีสามีจริงๆ, ท่านญะอฺฟัรฺจึงกล่าวว่า : แล้วท่านไปตรวจสอบมันเพื่ออะไรล่ะ ?” ...
(จากหนังสือ “ตะห์ซีบุลอะห์กาม” ของเช็คอัฏ-ฏูศีย์ เล่มที่ 7 หน้า 253)
นอกจากนี้ กุลัยนีย์ก็ได้อ้างรายงานจากอะบาน บินตัฆลับซึ่งกล่าวว่า ...
قُلْتُ ِلأَبِىْ عَبْدِاللهِ : إِنِّىْ أَكُوْنُ فِىْ بَعْضِ الطُّرُقَاتِ، فَأَرَى الْمَرْأَةَ الْحَسْنَاءَ وَلاَ آمَنُ
أَنْ تَكُوْنَ ذَاتَ بَعْلٍ أَوْ مِنَ الْعَوَاهِرِ، قَالَ : لَيْسَ هَذَا عَلَيْكَ! إِنَّمَا عَلَيْكَ أَنْ تُصَدِّقَهَا
فِىْ نَفْسِهَا
“ฉันได้กล่าวแก่ท่านอบีย์อับดิลลาฮ์ (หมายถึงท่านญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก) ว่า ฉันเคยเดินทางในบางเส้นทาง แล้วไปเจอสตรีสะคราญนางหนึ่ง แต่ฉันไม่มั่นใจว่านางจะมีสามีเป็นตัวตนอยู่แล้วหรือเป็นหญิงประเภทสำส่อน(หญิงชอบสนุก) ท่านญะอฺฟัรฺกล่าวว่า : สิ่งนี้(การตรวจสอบ)ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน! หน้าที่ของท่านไม่มีอะไรนอกจากการเชื่อถือในตัว(คือในคำพูด)ของนางเท่านั้น”...
(จากหนังสือ “ฟุรูอฺ อัล-กาฟีย์” ของกุลัยนีย์ เล่มที่ 5 หน้า 462) ...
หมายความว่าถ้านางบอกว่าไม่มีพันธะกับใครก็ให้นิกาห์มุตอะฮ์กับนางได้เลย แต่อย่าแสดงความโง่ด้วยการคาดคั้นหรือสอบถามอะไรนางอีก นางจะเป็นเมียของใครก็ช่าง(หัว)มัน



วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 8)



โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย...


1. ในโองการที่ 35 จากซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ที่ พระองค์ทรงกล่าวว่า ...
فَانْكِحُوْهُنَّ بِإِذْنِ أَهْلِهِنَّ وَآتُوْهُنَّ أُجُوْرَهُنَّ بِالْمَعْرُوْفِ
“ดังนั้น พวกเจ้าจงแต่งงานกับพวกนาง (ทาสหญิง) ด้วยการอนุมัติจากผู้เป็นนายของพวกนาง และจงให้แก่พวกนางซึ่งค่าตอบแทนของพวกนางโดยชอบธรรม”
คำว่า “ค่าตอบแทนของพวกนาง” ในโองการนี้ หมายถึง “มะฮัรฺ” ในนิกาห์ถาวร มิใช่ค่าตอบแทนในนิกาห์มุตอะฮ์โดยไม่มีข้อขัดแย้ง ...
2. ในอายะฮ์ที่ 5 ซูเราะอัล-มาอิดะฮ์ พระองค์กล่าวว่า ...
وَالْمُحْصَنَاتُ مِنَ الْمُؤْمِنَاتِ وَالْمُحْصَنَاتُ مِنَ الَّذِيْنَ أَوْتُواالْكِتَابَ مِنْ قَبْلِكُمْ إِذَا آتَيْتُمُوْهُنَّ أُجُوْرَهُنَّ
“และบรรดาหญิงที่เป็นอิสรชนในหมู่ผู้ศรัทธาหญิงและหญิงอิสรชนในหมู่ชาวคัมภีร์ก่อนพวกเจ้า (ก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าด้วย) เมื่อพวกเจ้าได้มอบแก่พวกนางซึ่งค่าตอบแทนของพวกนาง .......”
คำว่า “ค่าตอบแทน” ในที่นี้ หมายถึง “มะฮัรฺ”ในนิกาห์ถาวรโดยไม่มีข้อขัดแย้งเช่นเดียวกัน ...
3. ในอายะฮ์ที่ 50 ซูเราะฮ์อัล-อะห์ซาบ พระองค์กล่าวว่า ...
يَاأَيُّهَاالنَّبِىُّ إِنَّا أَحْلَلْنَا لَكَ أَزْوَاجَكَ اللاَتِىْ آتَيْتَ أُجُوْرَهُنَّ ...
“นบีย์เอ๋ย แท้จริงเราได้อนุมัติแก่เจ้าแล้วซึ่งบรรดาภรรยาของเจ้าที่เจ้าได้มอบสินตอบแทนแก่พวกนาง.......”
คำว่า أُجُوْرَهُنَّ หรือ “สินตอบแทน”ในโองการนี้ คือมะฮัรฺโดยไม่มีข้อขัดแย้ง ...
ส่วนโองการอื่นที่พระองค์ได้ใช้สำนวนอื่นจากคำว่า أُجُوْرَهُنَّ แทนความหมายมะฮัรฺ ก็อย่างเช่นอายะฮ์ที่ 4 ซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ ที่ว่า ...
وَآتُواالنِّسَاءَ صَدُقَاتِهِنَّ نِحْلَةً
“และจงให้แก่บรรดาผู้หญิงซึ่งมะฮัรฺของพวกนางด้วยความเต็มใจ” ...
คำว่า صَدُقَاتٍ ในโองการนี้มิได้หมายถึง “สิ่งบริจาค” อันเป็นความหมายโดยทั่วไปของคำนี้ แต่หมายถึง “มะฮัรฺ” ในการนิกาห์ เพราะฉะนั้น ข้ออ้างของชีอะฮ์ที่ว่า คำว่า أُجُوْرَهُنَّ (ค่าตอบแทนของพวกนาง)ในอายะฮ์ที่ 24 ซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์หมายถึงค่าตอบแทนในนิกาห์มุตอะฮ์ จึงเป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอเช่นเดียวกัน ...
(4). ส่วนข้ออ้างที่ว่า มีเศาะหาบะฮ์บางคน เช่นท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ.อ่านเพิ่มคำว่า إِلَى أَجَلٍ مُسَمًّى (จนถึงเวลาที่ถูกกำหนด) หลังจากคำว่า فَمَا اسْتَطَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ (ดังนั้น อันใดที่พวกเจ้าเสพสุขมันจากนาง) ซึ่งแสดงว่า การให้ค่าตอบแทนในโองการนี้หมายถึงให้ค่าตอบแทนในนิกาห์มุตอะฮ์ เพราะข้อความดังกล่าวแสดงว่ามีการกำหนดระยะเวลาในการเสพสุขนั้น ...
ผมขอเรียนชี้แจงว่า ...
การอ่าน – ของผู้ใดก็ตาม – ในข้อความใดที่ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของอัล-กุรฺอาน จะไม่ส่งผลให้มันเป็นถ้อยคำของอัล-กุรฺอานจริงๆ นอกจากมันจะถูกบันทึกไว้ในสมัยที่มีการรวบรวมอัล-กุรฺอาน - คือในสมัยของท่านอบูบักรฺ ร.ฎ. - ว่า ข้อความนั้นๆเป็นส่วนหนึ่งของอัล-กุรฺอาน! ...
การอ่านเพิ่มเติมในลักษณะนี้ มิใช่จะมีเฉพาะในโองการบทนี้เท่านั้น แต่จะมีอยู่ในอีกหลายโองการและในหลายซูเราะฮ์ ...
ทว่า .. ข้อความที่ว่า إِلَى أَجَلٍ مُسَمًّى จากการอ่านเพิ่มเติมของท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ.และตาบิอีนบางคนนี้ บรรดาเศาะหาบะฮ์ผู้ถูกมอบหมายให้รวบรวมและบันทึกอัล-กุรฺอานได้มีมติเป็นเอกฉันท์ตรงกันว่า ข้อความนี้มิใช่ส่วนหนึ่งของอัล-กุรฺอาน ...
เหตุนี้ พวกท่านจึงมติไม่เขียนมันลงไป มันจึงไม่มีปรากฏในอัล-กุรฺอานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน และไม่ปรากฏว่าจะมีเศาะหาบะฮ์ท่านใดทักท้วงหรือคัดค้านมตินี้ด้วย ...
เพราะฉะนั้น ข้อความที่ว่า إِلَى أَجَلٍ مُسَمًّى ดังปรากฏในคำอ่านของเศาะหาบะฮ์และตาบิอีนบางท่าน จึงถือว่ามิใช่เป็นข้อความในอัล-กุรฺอาน ...
เมื่อมิใช่เป็นอัล-กุรฺอาน ข้อความนี้จึงมิใช่หลักฐานที่จะมาบ่งชี้ว่า อายะฮ์ที่ 24 ของซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ เป็นเรื่องของนิกาห์มุตอะฮ์ดังความเข้าใจของชีอะฮ์ ...
(5). ภาคปฏิบัติของเศาะหาบะฮ์ในเรื่องการนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีดังที่มีบันทึกในหะดีษที่ถูกต้องทั้งหมดเป็นหลักฐานยืนยันว่า อายะฮ์ที่ 24 ซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ มิใช่เป็นเรื่องของนิกาห์มุตอะฮ์ และนิกาห์มุตอะฮ์ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีในอัล-กุรฺอาน ...
ทว่า .. มันคือ “ข้อห้าม” ในอัล-กุรฺอาน ดังข้อมูลที่กำลังจะถึง ...
ด้วยเหตุนี้ บรรดาเศาะหาบะฮ์จึงไม่กล้าทำนิกาห์มุตอะฮ์กับผู้หญิงคนใด เว้นแต่หลังจากได้รับการผ่อนผัน, การอนุญาต, หรือการใช้ ของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเท่านั้น ...
สรุปแล้ว เหตุผล 3 ประการที่ชีอะฮ์อ้างว่า อายะฮ์ที่ 24 จากซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์เป็นบทบัญญัติเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่ชีอะฮ์จะนำไปอ้างหลอกใคร นอกจากผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือผู้ขาดความรู้ความเข้าใจในอิสลามอันบริสุทธิ์เท่านั้น ...
หลักฐานห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ .. ทั้งจากซุนนีย์และชีอะฮ์
หลักฐานห้ามจากการนิกาห์มุตอะฮ์ นอกจากจะมีจากฝ่ายซุนนีย์แล้ว จากฝ่ายชีอะฮ์ก็มีอยู่มากมายเช่นเดียวกัน เพียงแต่มันถูกปิดบังจากนักวิชาการชีอะฮ์เพื่อตัวเองจะได้ใช้มันเป็นเครื่องมือสำหรับนิกาห์มุตอะฮ์กับลูกสาวชาวบ้าน ในขณะเดียวกันใครจะมานิกาห์มุตอะฮ์กับลูกสาวตัวเองถือเป็นเรื่องต้องห้าม ดังข้อมูลที่ผมจะนำมาแฉในตอนท้าย อินชาอัลลอฮ์ ...
นี่แหละธาตุแท้ชีอะฮ์ ...
สำหรับหลักฐานห้ามนิกาห์มุตอะฮ์จากฝ่ายซุนนีย์ นอกจากหะดีษของท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. และหะดีษของท่านสะละมะฮ์ บินอัล-อักวะอฺ ร.ฎ.ที่อธิบายผ่านมาแล้ว หลักฐานห้ามนิกาห์มุตอะฮ์อีกอย่างหนึ่งก็คือ ดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ในซูเราะฮ์ อัล-มุอ์มินูน อายะฮ์ 1-7 ที่ว่า ...
قَدْ أَفْلََحَ الْمُؤْمِنُوْنَ، اَلَّذِيْنَ هُمْ فِىْ صَلاَتِهِمْ خَاشِعُوْنَ، وَالَّذِيْنَ هُمْ عَنِ اللَّغْوِ مُعْرِضُوْنَ، وَالَّذِيْنَ هُمْ لِلزَّكَاةِ فَاعِلُوْنَ، وَالَّذِيْنَ هُمْ لِفُرُوْجِهِمْ حَافِظُوْنَ، إلاَّ عَلَى أَزْوَاجِهِمْ أَوْمَامَلَكَتْ أَيْمَانُهُمْ فَإِنَّهُمْ غَيْرُمَلُوْمِيْنَ، فَمَنِ ابْتَغَى وَرَآءَ ذَلِكَ فَأُولَئِكَ هُمُ الْعَادُوْنَ
“แน่นอน บรรดาผู้ศรัทธาได้ประสบความสำเร็จแล้ว (คือ) บรรดาผู้ซึ่งนอบน้อมสำรวมในนมาซของพวกเขา, และบรรดาผู้ซึ่งหันเหออกจากเรื่องไร้สาระทั้งมวล, และบรรดาผู้ซึ่งพวกเขาได้จ่ายซะกาต, และบรรดาผู้ซึ่งพวกเขาปกป้องอวัยวะเพศของพวกเขา(จากการมีเพศสัมพันธ์กับสตรีใด) เว้นแต่กับบรรดาภรรยาของพวกเขา หรือสิ่งที่มือขวาของพวกเขาครอบครอง (คือทาสหญิง) เพราะ(ในกรณีดังกล่าวนี้) พวกเขาก็มิใช่ผู้ถูกตำหนิ ดังนั้น ผู้ใดที่แสวงหา(การมีเพศสัมพันธ์กับสตรี)อื่นจากนั้น (คืออื่นจากภรรยาและทาสหญิง) พวกเขาก็คือผู้ล่วงละเมิด” ...
คำดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ที่ว่า .. “เว้นแต่กับบรรดาภรรยาของพวกเขา หรือสิ่งที่มือขวาของพวกเขาครอบครอง (คือทาสหญิง)” เป็นข้อห้ามที่ครอบคลุมถึงการระบายออกทางเพศทุกรูปแบบที่อื่นจากกับ “ภรรยา” และ “ทาสหญิง” ไม่ว่าจะเป็นการสำเร็จความใคร่ด้วยมือ, การมีเพศสัมพันธ์กับสตรีในลักษณะซินา, หรือการมีเพศสัมพันธ์กับสตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์ ดังที่ปฏิบัติกันในสมัยญาฮิลียะฮ์ ...
ทั้งนี้ เพราะสตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์ไม่ถือว่าเป็น “ภรรยา” ตามนัยของโองการข้างต้น ...
ซูเราะฮ์อัล-มุอ์มินูนเป็นซูเราะฮ์อัล-มักกียะฮ์ คือถูกประทานที่นครมักกะฮ์ จึงแสดงว่าข้อห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์ในอายะฮ์ที่ 5-6 ของซูเราะฮ์นี้ เป็นที่เข้าใจกันดีสำหรับเศาะหาบะฮ์ชาวมักกะฮ์ที่อพยพตามท่านศาสดามาอยู่นครมะดีนะฮ์ ...
เหตุนี้ หลังจากอพยพไปอยู่มะดีนะฮ์และต้องเดินทางไปทำสงครามต่างแดนพร้อมกับท่านศาสดา แล้วเกิดความกดดันจากอารมณ์เพศ ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูดและพรรคพวกจึงคิดที่จะ “ตอน” ตัวเองแทนที่จะนิกาห์มุตอะฮ์ เพราะพวกท่านทราบดีว่า สตรีจากนิกาห์มุตอะฮ์มิใช่เป็นภรรยาที่ถูกอนุมัติ ...
เช็คมุหัมมัดชะรีฟนักวิชาการชีอะฮ์ ได้กล่าวในหนังสือ “สาส์นอิสลาม” หน้า 43 ว่า .. “หญิงที่ได้ทำการอักด์มุตอะฮ์ตามเงื่อนไขที่ได้กล่าวมา ถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับการคุ้มครองดูแลโดยสามีของนาง และโองการนี้ยังได้บอกอีกว่า การมีเพศสัมพันธ์ได้อนุญาตให้ทำได้กับผู้หญิง 2 ประเภทคือ ภรรยาและผู้หญิงที่เป็นทาสที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง ดังนั้นหญิงที่ได้ทำการอักด์มุตอะฮ์ด้วยนั้น จึงอยู่ในประเภทแรก (ประเภทภรรยา)” ...
ผมก็ขอเรียนชี้แจงคำกล่าวนี้ใน 2 ประเด็นคือ ...
1. ผู้หญิงที่ทำการนิกาห์มุตอะฮ์ ไม่ถือว่าเป็น “ภรรยา” ตามหลักการอิสลาม ดังนั้น นางจึงไม่ได้รับความคุ้มครองจากโองการบทนี้หรือบทไหนทั้งสิ้น ...
ท่านเช็คอัล-ชันกีฏีย์ ได้กล่าวอธิบายในหนังสือตัฟซีรฺ “อัฎวาอุ้ลบะยาน” เล่มที่ 1 หน้า 247 ว่า ...
وَمَعْلُوْمٌ أَنَّ الْمُسْتَمْتَعَ بِهَا لَيْسَتْ مَمْلُوْكَةً وَلاَ زَوْجَةً، فَمُبْتَغِيْهَا إِذَنْ مِنَ الْعَادِيْنَ بِنَصِّ
الْقُرْآنِ، أَمَّاكَوْنُهَا غَيْرَمَمْلُوْكَةٍ فَوَاضِحٌ، وَأَمَّاكَوْنُهَاغَيْرَ زَوْجَةٍ فَلاِنْتِفَاءِ لَوَازِمِ الزَّوْجِيَّةِ عَنْهَا كَالْمِيْرَاثِ وَالْعِدَّةِ وَالطَّلاَقِ وَالنَّفَقَةِ، وَلَوْكَانَتْ زَوْجَةً لَوَرِثَتْ وَاعْتَدَّتْ وَوَقَعَ عَلَيْهَاالطَّلاَقُ
وَوَجَبَتْ لَهَا النَّفَقَةُ
“สิ่งที่รับรู้กันก็คือ สตรีที่ถูกเสพสุขจากนิกาห์มุตอะฮ์นั้น นางมิใช่เป็นทาสหรือภรรยา เพราะฉะนั้น ผู้ที่แสวงหามันจึงเป็นผู้ล่วงละเมิดตามหลักฐานชัดเจนของอัล-กุรฺอาน อนึ่งข้อที่ว่านางมิใช่ทาส ข้อนี้แจ่มชัดอยู่แล้ว และข้อที่ว่านางมิใช่ภรรยาก็เพราะไม่มีคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการเป็นภรรยาอยู่ในตัวนางเลย เช่นการสืบมรดกระหว่างกัน, อิดดะฮ์(จากการหย่าหรือตายของสามี), การหย่า, การได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู เพราะสมมุติถ้านางเป็นภรรยาจริง แน่นอนนางจะต้องรับมรดก(ของสามี)ได้, มีอิดดะฮ์, มีการหย่าร้างได้ และสามีจำเป็นต้องอุปการะเลี้ยงดูนาง” ...




ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 7)




โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

(3). ความแตกต่างระหว่างนิกาห์ถาวรกับนิกาห์ชั่วคราว(มุตอะฮ์)
ในตอนต้น ผมได้อธิบายให้ทราบแล้วถึงความหมายนิกาห์มุตอะฮ์หรือนิกาห์ชั่วคราว, ความแตกต่างด้าน “เป้าหมาย” ระหว่างนิกาห์ถาวรกับนิกาห์มุตอะฮ์, วิธีนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ ตลอดจนข้อผ่อนผันของนิกาห์มุตอะฮ์ จากหะดีษของท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. และท่านสะละมะฮ์ บินอัล-อักวะอฺ ร.ฎ. ...
ตอนนี้ ผมจะขออธิบายรายละเอียดของ “ความแตกต่าง” ระหว่างนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์กับนิกาห์ถาวรของซุนนีย์ใน 3 ประเด็น คือ ...
1. ความแตกต่างใน “บทบัญญัติ” ระหว่างนิกาห์ถาวรของซุนนีย์และนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ ...
2. ความแตกต่างใน “รุก่นนิกาห์” และ “เงื่อนไข” ของนิกาห์ทั้งสอง, ...
3. ความแตกต่างใน “ผลพวง”ที่จะติดตามมาหลังการนิกาห์ในแต่ละรูปแบบ ...
ทั้งนี้เพื่อท่านผู้อ่านจะได้ใช้ดุลยพินิจแยกแยะระหว่างความจริงกับความเท็จด้วยตัวเอง ...
3.1 ความแตกต่างในบทบัญญัติ
สำหรับความแตกต่างใน “บทบัญญัติ” ระหว่างนิกาห์ถาวรกับนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ ก็เป็นดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว คือ “นิกาห์ถาวร” นั้นเป็นบทบัญญัติเดียวที่ฝ่ายซุนนีย์ถือว่า ศาสนาอิสลามส่งเสริมให้ปฏิบัติได้ โดยมีหลักฐานจากอัล-กุรฺอานและจากซุนนะฮ์ของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งผมจะไม่นำรายละเอียดของหลักฐานทั้งหมดมาอธิบาย ณ ที่นี้ ...
ส่วนนิกาห์มุตอะฮ์ ชาวซุนนีย์เห็นพ้องกันว่า เป็นสิ่งที่ไม่มีบทบัญญัติส่งเสริมให้ปฏิบัติ ไม่ว่าหลักฐานจากอัล-กุรฺอานหรือหะดีษ ยิ่งไปกว่านั้นพื้นฐานของนิกาห์มุตอะฮ์ยังเป็นสิ่ง “ต้องห้าม” สำหรับมุสลิม โดยมีหลักฐานยืนยันจากทั้งอัล-กุรฺอานและซุนนะฮ์เช่นเดียวกันดังจะถึงต่อไป ...
แม้ว่าท่านศาสดาจะผ่อนผันให้มีการนิกาห์มุตอะฮ์ได้หนึ่งครั้ง(หรือสองครั้งตามทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่) แต่สุดท้ายการผ่อนผันดังกล่าวก็ถูกยกเลิก และนิกาห์มุตอะฮ์ก็เป็นข้อห้ามถาวรสำหรับมุสลิมตลอดไป ...
นี่คือ “มติเอกฉันท์” ของนักวิชาการซุนนีย์ แม้กระทั่งผู้ที่เห็นตรงกับชีอะฮ์ว่า การนิกาห์มุตอะฮ์ มีหลักฐานจากอัล-กุรฺอานซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ อายะฮ์ที่ 24 ก็ตาม ...
ข้อนี้แตกต่างจากความเชื่อของชีอะฮ์ เพราะพวกเขาถือว่า นิกาห์มุตอะฮ์เป็นสิ่งที่มีบทบัญญัติส่งเสริมจากอัล-กุรฺอานอายะฮ์ที่ 24 ซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ แล้วอ้างเหตุผล 3 ประการจากอายะฮ์นี้มายืนยันความเชื่อของตนเองดังต่อไปนี้ ...
หลักฐานอนุญาตนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์
ในอายะฮ์ที่ 24 ซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า
فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآتُوْهُنَّ أُجُوْرَهُنَّ فَرِيْضَةً .....
“ดังนั้น อันใดที่พวกเจ้าเสพสุขมันจากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนางซึ่งค่าตอบแทนของพวกนางตามข้อกำหนด ......”
นักวิชาการชีอะฮ์อธิบายว่า โองการดังกล่าวนี้ เป็นบทบัญญัติเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ โดยอ้างเหตุผล 3 ประการคือ ...
ประการที่หนึ่ง คำว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ (พวกเจ้าเสพสุข) มีที่มาจากรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า مُتْعَةٌ ที่หมายถึงนิกาห์มุตอะฮ์ เพราะรากศัพท์เดิมของคำว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ และคำว่า مُتْعَةٌ มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน อันได้แก่เป็นพยัญชนะสามตัวคือ มีม, ตาอ์ และอัยน์ ...
ประการที่สอง คำว่า أُجُوْرَهُنَّ (ค่าตอบแทนของพวกนาง) นักวิชาการชีอะฮ์อธิบายว่าหมายถึงค่าตอบแทนที่ผู้ชายจะต้องจ่ายให้แก่สตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์ด้วย มิได้หมายถึงมะฮัรฺของนิกาห์ถาวร ...
เพราะถ้าเป็นมะฮัรฺ พระองค์อัลลอฮ์ก็ต้องกล่าวว่า مُهُوْرَهُنَّ فَآتُوْهُنَّ (จงให้แก่พวกนางซึ่งมะฮัรฺของพวกนาง) มิใช่กล่าวว่า أُجُوْرَهُنَّ (ค่าตอบแทนของพวกนาง)
ประการสุดท้าย มีรายงานว่า ท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ท่านอุบัยย์ บินกะอฺบิน ร.ฎ., ท่านสะอีด บินญุบัยรฺ และท่านอัซ-ซะดีย์ ได้อ่านเพิ่มเติมหลังจากคำว่า فَمَااسْتَمْتَعْتُمْ (อันใดที่พวกเจ้าเสพสุขมันจากนาง) ด้วยคำว่า إِلَى أَجَلٍ مُسَمًّى (จนถึงเวลาที่ถูกกำหนดไว้)
ชีอะฮ์อธิบายว่า ข้อความนี้ แสดงว่าโองการข้างต้นเป็นบทบัญญัติเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ เพราะการกำหนดเวลาในการเสพสุขจากสตรี เป็นลักษณะของนิกาห์มุตอะฮ์ มิใช่ในนิกาห์ถาวร ...
โต้แย้ง
ข้ออ้างดังกล่าวของชีอะฮ์ - ทั้ง 3 ประการ - ถือว่ายังไม่สมบูรณ์ในแง่ของการอ้างหลักฐาน แม้จะมีนักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานสายซุนนีย์บางคนเห็นพ้องด้วยก็ตาม ...
เพราะในความเป็นจริงนักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานท่านอื่นๆจำนวนมากของสายซุนนีย์, นักวิชาการหะดีษของสายซุนนีย์ และนักวิชาการฟิกฮ์ทั้งหมดของสายซุนนีย์ ต่างเห็นพ้องกัน – จนแทบจะเรียกว่าเป็นมติเอกฉันท์ -- ว่า โองการบทนี้เป็นเรื่องของการนิกาห์ถาวร มิใช่นิกาห์มุตอะฮ์ ...
เพราะฉะนั้น คำพูดของเช็คอัต-ตีญานีย์ จากคำแปลในหนังสือ “ขออยู่กับผู้สัตย์จริง” หน้า 281 ที่ว่า ..
“อะฮ์ลิซซุนนะฮ์วัล-ญะมาอะฮ์ก็เหมือนกับพี่น้องชีอะฮ์ของเขานั่นเอง คือ มีความเชื่อตรงกันว่า การวางหลักการแต่งงานอย่างนี้มีมาจากอัลลอฮ์ ซ.บ.ในโองการที่ 24 ซูเราะฮ์อัน-นิซาอ” ...
จึงเป็นเรื่องของการโกหกเพื่อ “หลอก” และ “ลวง” มุสลิมซุนนีย์ที่ขาดความรู้ความเข้าใจแม้กระทั่งในศาสนาของตนเองให้หลงคล้อยตาม โดยมีเป้าหมายเพื่อสนองความต้องการทางกามารมณ์เพียงอย่างเดียว ...
ยิ่งถ้าเราอ่านและพิจารณาซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์มาตั้งแต่อายะฮ์ที่ 22, 23 จนถึงตอนต้นอายะฮ์ที่ 24 อันเป็นข้อความก่อนหน้าข้อความข้างต้นนี้ ตลอดจนการนำหะดีษที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องมุตอะฮ์ซึ่งมีอยู่หลายบทมาร่วมพิจารณาประกอบ ก็จะทราบได้ทันทีว่า โองการนี้บทถูกประทานลงในเรื่องการนิกาห์ถาวร มิใช่นิกาห์มุตอะฮ์ ดังความเข้าใจของชีอะฮ์ ...
คำอธิบายเพื่อโต้แย้งข้ออ้างของชีอะฮ์ทั้ง 3 ประการข้างต้น มีดังต่อไปนี้ ...
(1). ก่อนอื่นเรามาตั้งคำถามกันก่อนว่า บทบัญญัติ - ทั้งหมด - ในอัล-กุรฺอานที่กล่าวถึงเรื่องชีวิตคู่, การแต่งงาน, การมีเพศสัมพันธ์, การให้ค่าตอบแทนหรือมะฮัรฺแก่ผู้หญิง มีสักบทไหมที่นักวิชาการไม่ว่าของซุนนีย์หรือชีอะฮ์อธิบายว่า หมายถึงถึงนิกาห์มุตอะฮ์ (นอกจากโองการที่เป็นปัญหาบทนี้ ??) ...
คำตอบก็คือ ไม่มีแม้แต่บทเดียว ...
นี่คือสิ่งที่เห็นพ้องกันระหว่างนักวิชาการซุนนีย์และชีอะฮ์ ...
เพราะฉะนั้น - ตามพื้นฐานแล้ว - สตรีทั้งที่ห้ามแต่งงานและที่อนุญาตให้แต่งงานได้, การหาความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์และการให้ค่าตอบแทนที่กล่าวถึงในซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ตั้งแต่อายะฮ์ที่ 22 ถึงอายะฮ์ที่ 24 จึงย่อมวางอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกันทั้งหมด .. คือหมายถึงในการนิกาห์ถาวร ...
ในอายะฮ์ที่ 22-23 พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ได้กล่าวถึงสตรีที่ห้ามผู้ชายแต่งงานด้วยอันได้แก่แม่เลี้ยง, แม่ตัวเอง, ลูกสาว, พี่สาวน้องสาว, ป้าหรือน้าสาวทั้งจากฝ่ายบิดาและฝ่ายมารดา, บุตรสาวของพี่ชายน้องชายและพี่สาวน้องสาว, แม่นม, พี่น้องสาวร่วมแม่นม, แม่ยาย, ลูกเลี้ยงหญิงที่ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับแม่ของนางแล้ว, ลูกสะไภ้, การรวมพี่สาวน้องสาวเป็นภรรยาในคราวเดียวกัน ...
ในตอนต้นอายะฮ์ที่ 24 พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ได้กล่าวถึงสตรีที่ห้ามแต่งงานอีกว่า ได้แก่ผู้หญิงที่สามีอยู่แล้ว .. เว้นแต่ถ้านางตกเป็นทาสก็เป็นที่อนุญาต ...
แล้วในตอนท้ายอายะฮ์ที่ 24 พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ก็กล่าวต่อไปว่า ...
وَأُحِلَّ لَكُمْ مَاوَرَآءَ ذَلِكُمْ أَنْ تَبْتَعُوْا بِأَمْوَالِكُمْ مُحْصِنِيْنَ غَيْرَ مُسَافِحِيْنَ فَمَا اسْتَطَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآتُوْهُنَّ أُجُوْرَهُنَّ فَرِيْضَةً ....
“และได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว สิ่งที่นอกเหนือจากนี้ (คืออื่นจากสตรีที่ห้ามนิกาห์ดังที่กล่าวมาข้างต้น) เพื่อพวกเจ้าจะได้แสวงหา(คู่ครองจากสตรีที่ถูกอนุมัตินั้น) ด้วยทรัพย์ของพวกเจ้า โดยพวกเจ้าต้องการปกป้องตนเอง(จากการผิดประเวณี) มิใช่มุ่งหวังเสพกามด้วยการล่วงละเมิด ดังนั้นอันใดที่พวกเจ้าเสพสุขกับมันจากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนางซึ่งค่าตอบแทนของพวกนางตามข้อกำหนด” ...
สตรีที่ห้ามผู้ชายนิกาห์ด้วยทั้งหมดตั้งแต่อายะฮ์ที่ 22-23 รวมทั้งที่กล่าวถึงในตอนต้นอายะฮ์ที่ 24 ล้วนเป็นการห้ามในการนิกาห์ถาวรทั้งสิ้น ...
เพราะฉะนั้นพระดำรัสตอนท้ายอายะฮ์ 24 ที่ว่า “อันใดที่พวกเจ้าเสพสุขกับมัน” จึงย่อมหมายถึงอวัยวะเพศของภรรยาจากการนิกาห์ถาวร เช่นเดียวกัน ...
(2). สำหรับคำอธิบายของชีอะฮ์ที่ว่า คำดำรัสที่ว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ มีที่มาเดียวกันกับคำว่า مُتْعَةٌ จึงย่อมหมายถึงนิกาห์มุตอะฮ์นั้น ...
ขอเรียนชี้แจงว่า ...
คำว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ ในโองการนี้มีความหมายว่า “พวกเจ้าเสพสุข” หรือ “พวกเจ้าหาความสุข” .. อันบ่งบอกเป็นนัยถึงการหาความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ ...
ความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์นี้ ย่อมมีได้เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจากนิกาห์ถาวรหรือนิกาห์มุตอะฮ์!.. หรือชีอะฮ์จะเถียง ? ...
หรือชีอะฮ์จะให้เข้าใจว่า ความสุขจากเพศสัมพันธ์นี้ มีได้จากนิกาห์มุตอะฮ์เท่านั้น ส่วนนิกาห์ถาวรจะหาความสุขจากเพศสัมพันธ์ไม่ได้ ??? ...
ชีอะฮ์เอาหลักฐานที่ไหนมาจำกัดว่า การ “เสพสุข” ในอายะฮ์นี้ หมายถึงการเสพสุขจากนิกาห์มุตอะฮ์ จนถึงกับพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ต้องประทานโองการบทนี้ลงมาเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ ??? ...
ส่วนข้ออ้างที่ว่า คำว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ และคำว่า مُتْعَةٌ มีที่มาจากรากศัพท์เดียวกันนั้น ข้ออ้างนี้ มิใช่เป็นหลักฐานที่จะมากำหนดความหมาย إِسْتَمْتَعْتُمْ ของโองการบทนี้ว่าหมายถึงนิกาห์มุตอะฮ์! ...
เพราะการที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ทรงกล่าวว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ ในโองการนี้ก็เพื่อประสงค์ความหมายของมัน .. คือ “การเสพสุขจากการมีเพศสัมพันธ์” อันมีความหมายครอบคลุมทั้งเพศสัมพันธ์จากนิกาห์ถาวรและนิกาห์มุตอะฮ์ดังกล่าวมาแล้ว มิใช่พระองค์ประสงค์รากศัพท์ของคำว่า “إِسْتَمْتَعْتُمْ” (คือพยัญชนะ มีม, ตาอ์, อัยน์) เพื่อโยงไปหาความหมายของคำว่า مُتْعَةٌ ดังความเข้าใจมั่วๆของชีอะฮ์ ...
ยิ่งไปกว่านั้น คำศัพท์ที่ว่า “مُتْعَةٌ” นี้ ไม่มีปรากฏแม้แต่คำเดียวในอัล-กุรฺอานของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ไม่ว่าในโองการไหนทั้งสิ้น ไม่เชื่อให้ชีอะฮ์ลองตรวจสอบดูได้ ...
เพราะฉะนั้น เหตุผลที่ชีอะฮ์นำมาอ้างเพื่อแสดงว่า คำว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ ในโองการนี้หมายถึง مُتْعَةٌ (นิกาห์มุตอะฮ์) จึงเป็นความเห็นล้วนๆที่ขาดน้ำหนักและไม่สมเหตุสมผลเหมือน “การต้มซุปด้วยเงานกพิราบที่ผอมโซจวนจะอดตาย” ดังที่ลินคอล์นว่า ...
(3). ส่วนข้ออ้างของชีอะฮ์ที่ว่า การที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ใช้คำว่า“أُجُوْرَهُنَّ” ที่แปลว่า “ค่าตอบแทน” ของนาง .. จึงหมายถึงค่าตอบแทนในนิกาห์มุตอะฮ์ มิใช่หมายถึงมะฮัรฺในนิกาห์ถาวรนั้น ...
ขอเรียนชี้แจงว่า การสื่อความหมายของคำว่า มะฮํรฺ (مَهْرٌ) ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ผู้ชายมอบให้กับผู้หญิงที่จะแต่งงานด้วยนั้น พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. จะไม่ใช้คำตายตัวว่า مَهْرٌ เพียงคำเดียวดังความเข้าใจของชีอะฮ์ แต่พระองค์จะทรงเลือกใช้คำใดก็ได้ที่พระองค์ประสงค์ เพื่อสื่อความหมายถึง “มะฮัรฺ”เช่นเดียวกัน ...
และตามข้อเท็จจริง มะฮัรฺก็คือ “ค่าตอบแทน” ที่ผู้ชายมอบให้กับผู้หญิงที่ยินยอมนิกาห์และยอมใช้ชีวิตคู่ร่วมกับตนนั่นเอง ...
ด้วยเหตุนี้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.จึงใช้คำว่า أُجُوْرَهُنَّ (ค่าตอบแทนของพวกนาง) ที่หมายถึง “มะฮัรฺ” ในโองการอื่นจากโองการนี้อีกหลายตำแหน่งด้วยกันเช่น ...




วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 6)



โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ข้อสังเกต
หะดีษบทนี้เป็นการรายงานของท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิมจากท่านญะรีรฺ, จากท่านอิสมาอีล บินอบีย์คอลีด, จากท่านก็อยซ์, จากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. ...
ข้อความของหะดีษบทนี้ดังสำนวนข้างต้น ไม่มีรายงานว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ไหน ? .. และหลังจากผ่อนผันให้นิกาห์มุตอะฮ์แล้ว จะมีการห้ามหลังจากนั้นหรือไม่ ? ...
แต่หะดีษบทเดียวกันนี้จากการรายงานของท่านอบูมุอาวิยะฮ์, จากท่านอิสมาอีล บินอบีย์คอลิด, จากท่านก็อยซ์ , จากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ.เช่นเดียวกัน มีข้อความเพิ่มเติมว่า ثُمَّ تَرَكَ ذَلِكَ .. คือ ต่อมาท่านอิบนุมัสอูดก็เลิกกระทำสิ่งดังกล่าวนี้ ...
ในรายงานของท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮ์, จากท่านอิสมาอีล บินอบีย์คอลิด มีข้อความเพิ่มเติมว่า ثُمَّ جَاءَ تَحْرِيْمُهَا بَعْدُ .. คือ ต่อมาก็มีการห้ามมันภายหลัง ...
และในรายงานของท่านมะอฺมัรฺ จากท่านอิสมาอีล บินอบีย์คอลิดเช่นเดียวกัน มีข้อความเพิ่มเติมว่า ثُمَّ نُسِخَ .. คือ ต่อมาการผ่อนผันนั้นก็ถูกยกเลิก ...
(จากหนังสือ “ฟัตหุ้ลบารีย์” เล่มที่ 9 หน้า 119) ...
รายงานที่ถูกต้องเหล่านี้ยืนยันตรงกันว่าการผ่อนผันให้นิกาห์มุตอะฮ์ดังรายงานของท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. มีการยกเลิกในภายหลัง! ซึ่งการผ่อนผันแล้วยกเลิกนี้ มีรายงานที่ถูกต้องก็เฉพาะในคราวกองทัพมุสลิมยกไปยึดครองนครมักกะฮ์เท่านั้น ...
เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่า รายงานของท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ.บทนี้ ก็คืออีกเหตุการณ์หนึ่งในคราวพิชิตมักกะฮ์ เช่นเดียวกับหลักฐานอื่นๆที่จะถึงต่อไป ...
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...
เราได้รับบทเรียนและความรู้จากหะดีษข้างต้นนี้ 4 ประการคือ ...
1. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการอพยพไปนครมะดีนะฮ์แล้วอย่างแน่นอน เพราะตอนที่ยังพำนักอยู่ที่นครมักกะฮ์ ไม่เคยปรากฏว่า ท่านศาสดาจะทำสงครามใดๆกับใคร ...
2. การผ่อนผันเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ครั้งนี้, ดังรายงานในหะดีษบทนี้ เกิดขึ้นในภาวะทำสงครามต่างแดน มิใช่เป็นเหตุการณ์อยู่ที่บ้านตามปกติ ...
ไม่ปรากฏหลักฐานที่ถูกต้องเลยว่าท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะเคยผ่อนผันการนิกาห์มุตอะฮ์ให้แก่ผู้ใด นอกจากนักรบที่เดินทางไปทำสงครามแดนไกลเท่านั้น ...
ท่านอบูซัรฺร์ อัล-ฆิฟารีย์ ร.ฎ. ได้กล่าวว่า ...
إِنْ كَانَتِ الْمُتْعَةُ لِخَوْفِنَا وَلِحَرْبِنَا
“ที่จริง นิกาห์มุตอะฮ์นั้นเกิดขึ้นเพราะความกลัวของพวกเรา และการทำสงครามของพวกเราแท้ๆ” ...
บันทึกโดยท่านอัล-บัยฮะกีย์ เล่มที่ 7 หน้า 207 ด้วยสายรายงานที่สวยงาม ...
อนึ่ง บันทึกของท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 1122, และท่านอัลบัยฮะกีย์ เล่มที่ 7 หน้า 205 โดยรายงานจากอิบนุอับบาส ร.ฎ.ที่กล่าวว่า .. นิกาห์มุตอะฮ์เคยมีในยุคต้นของอิสลาม โดยผู้ชายคนใดที่เดินทางถึงเมืองๆหนึ่งและเขาไม่มีคนรู้จักอยู่ในเมืองนั้น เขาก็จะนิกาห์กับสตรีสักคนหนึ่งเท่าระยะเวลาที่เขาตั้งใจว่าจะพำนักอยู่ในเมืองนั้น แล้วนางก็จะช่วยดูแลทรัพย์สินของเขาและช่วยจัดการสิ่งต่างๆของเขา ...............
ปรากฏว่ารายงานนี้เป็นรายงานที่เฎาะอีฟดังคำกล่าวของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ในหนังสือ“ฟัตหุ้ลบารีย์” เล่มที่ 9 หน้า 172 เพราะท่านมูซา บินอุบัยดะฮ์ซึ่งเป็นผู้รายงานคนหนึ่งของหะดีษนี้เป็นผู้รายงานที่ขาดความเชื่อถือตามการเห็นพ้องกันของบรรดานักวิชาการผู้บันทึกและวิจัยประวัติผู้รายงานหะดีษ ดังคำกล่าวของท่านอัษ-ษะฮะบีย์ในหนังสือ “อัล-กาชิฟ” เล่มที่ 3 หน้า 164 และท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ในหนังสือ “ตักรีบุตตะฮ์ซีบ” เล่มที่ 2 หน้า 286 ...
3. ความศรัทธาอย่างแท้จริงและความเข็มแข็งด้านจิตใจของมุสลิมบางคน เช่นท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ.และพรรคพวกที่ตั้งใจจะตอน -- คือผ่าตัดอัณฑะ – ตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงจากการซินา (หากกลั้นความกดดันของอารมณ์ทางเพศไว้ไม่ได้) ...
เมื่อท่านศาสดาทราบเรื่องจึงห้ามพวกเขาจากการตอนตัวเอง และได้เสนอแนะทางออกให้แก่พวกเขา ด้วยการ “ผ่อนผัน” ให้พวกเขาทำนิกาห์มุตอะฮ์แทนการตอนตัวเองซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ ...
4. คำกล่าวของท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ.ที่ว่า .. หลังจากนั้นท่านศาสดาก็ “ผ่อนผัน” ให้พวกเรานิกาห์(มุตอะฮ์)กับสตรี .. แสดงว่า การ “นิกาห์มุตอะฮ์” กับสตรีดังที่เคยมีการปฏิบัติกันในสมัยญาฮิลียะฮ์เป็นเรื่อง “ต้องห้าม” แล้วสำหรับมุสลิมในขณะนั้น ...
เพราะคำว่า “ผ่อนผัน” ตามหลักการศาสนา จะถูกนำมาใช้เมื่อเกิดความจำเป็นจริงๆ กับ “สิ่งต้องห้าม” เท่านั้น ...
อย่างเช่นการ “ผ่อนผัน” ให้มุสลิม รับประทานซากสัตว์หรือเนื้อหมูได้ ในกรณีจำเป็นจริงๆ คือไม่มีอาหารอย่างอื่นรับประทาน ...
หรือการ “ผ่อนผัน” ให้นั่งนมาซฟัรฺฎูได้ ถ้าจำเป็นจริงๆ .. คือป่วยหนักหรือสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้ไม่สามารถยืนนมาซได้ ...
หรือการ “ผ่อนผัน” ให้นำนมาซ 2 เวลามาทำรวมในเวลาเดียวกันได้ถ้าจำเป็น ไม่ว่าความจำเป็นนั้นเกิดขึ้นขณะอยู่ที่บ้าน หรือเกิดขึ้นขณะอยู่ในภาวะเดินทาง ...
หรือการผ่อนผันให้ซิยาเราะฮ์กุบูรฺได้หลังจากเคยเป็นเรื่องต้องห้ามมาก่อน ฯลฯ
ไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่า การรับประทานซากสัตว์หรือเนื้อหมูก็ดี, การนั่งนมาซก็ดี, การนำนมาซ 2 เวลามาทำรวมกันในเวลาเดียวก็ดี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่อง “ต้องห้าม” ในภาวะปกติทั้งสิ้น ...
(ยกเว้นข้อที่ 3 คือเรื่องนมาซรวมที่อาจจะขัดแย้งกับชีอะฮ์อีก ซึ่งผมจะชี้แจงหลักฐานที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ทราบกันในโอกาสต่อไป อินชาอัลลอฮ์ ...
2.2 ท่านสะละมะฮ์ บินอัล-อักวะอฺ ร.ฎ. รายงานว่า ...
رَخَّصَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَامَ أَوْطَاسٍَ فِى الْمُتْعَةِ ثَلاَثًا ثُمَّ نَهَى عَنْهَا
“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ผ่อนผันในปีเอาฏอซ ให้นิกาห์มุตอะฮ์(กับสตรี)ได้ 3 วัน หลังจากนั้นท่านก็ห้ามมัน”
(บันทึกโดยท่านมุสลิม หะดีษที่ 18/1405) ...
เอาฎอซ เป็นชื่อที่ราบลุ่มหรือหุบเขาแห่งหนึ่งในเมืองฏออีฟ .. สงครามเอาฏอซเกิดขึ้นในเดือนเชาวาล ปีฮิจญเราะฮ์ศักราชที่ 8 หลังการพิชิตมักกะฮ์เพียง 1 เดือน ...
นักวิชาการเห็นพ้องกันว่า คำว่า “ในปีเอาฏอซ” (มิใช่ในสงครามเอาฏอซ) แสดงว่าการผ่อนผันและการห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อครั้งพิชิตมักกะฮ์ดังรายงานที่ถูกต้องในเรื่องนี้นั่นเอง เพราะปีเอาฏอซและปีพิชิตมักกะฮ์เกิดขึ้นในปีเดียวกันคือปีฮิจญเราะฮ์ศักราชที่ 8 โดยสองเหตุการณ์นี้ห่างกันเพียง 1 เดือนเท่านั้น...
หะดีษของท่านสะละมะฮ์ บินอัล-อักวะอฺ ร.ฎ.บทนี้ เป็นการยืนยันหะดีษของท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. ที่ผ่านมาแล้วว่าการนิกาห์มุตอะฮ์เป็นเพียงข้อผ่อนผันในภาวะสงครามไกลบ้าน มิใช่เป็นบทบัญญัติของอิสลามดังความเข้าใจของชีอะฮ์ ...
และผู้ที่ยกเลิกมันก็คือท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มิใช่ท่านคอลีฟะฮ์อุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. ดังข้อกล่าวหาของชีอะฮ์ ...