อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 7)




โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

(3). ความแตกต่างระหว่างนิกาห์ถาวรกับนิกาห์ชั่วคราว(มุตอะฮ์)
ในตอนต้น ผมได้อธิบายให้ทราบแล้วถึงความหมายนิกาห์มุตอะฮ์หรือนิกาห์ชั่วคราว, ความแตกต่างด้าน “เป้าหมาย” ระหว่างนิกาห์ถาวรกับนิกาห์มุตอะฮ์, วิธีนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ ตลอดจนข้อผ่อนผันของนิกาห์มุตอะฮ์ จากหะดีษของท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. และท่านสะละมะฮ์ บินอัล-อักวะอฺ ร.ฎ. ...
ตอนนี้ ผมจะขออธิบายรายละเอียดของ “ความแตกต่าง” ระหว่างนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์กับนิกาห์ถาวรของซุนนีย์ใน 3 ประเด็น คือ ...
1. ความแตกต่างใน “บทบัญญัติ” ระหว่างนิกาห์ถาวรของซุนนีย์และนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ ...
2. ความแตกต่างใน “รุก่นนิกาห์” และ “เงื่อนไข” ของนิกาห์ทั้งสอง, ...
3. ความแตกต่างใน “ผลพวง”ที่จะติดตามมาหลังการนิกาห์ในแต่ละรูปแบบ ...
ทั้งนี้เพื่อท่านผู้อ่านจะได้ใช้ดุลยพินิจแยกแยะระหว่างความจริงกับความเท็จด้วยตัวเอง ...
3.1 ความแตกต่างในบทบัญญัติ
สำหรับความแตกต่างใน “บทบัญญัติ” ระหว่างนิกาห์ถาวรกับนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ ก็เป็นดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว คือ “นิกาห์ถาวร” นั้นเป็นบทบัญญัติเดียวที่ฝ่ายซุนนีย์ถือว่า ศาสนาอิสลามส่งเสริมให้ปฏิบัติได้ โดยมีหลักฐานจากอัล-กุรฺอานและจากซุนนะฮ์ของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งผมจะไม่นำรายละเอียดของหลักฐานทั้งหมดมาอธิบาย ณ ที่นี้ ...
ส่วนนิกาห์มุตอะฮ์ ชาวซุนนีย์เห็นพ้องกันว่า เป็นสิ่งที่ไม่มีบทบัญญัติส่งเสริมให้ปฏิบัติ ไม่ว่าหลักฐานจากอัล-กุรฺอานหรือหะดีษ ยิ่งไปกว่านั้นพื้นฐานของนิกาห์มุตอะฮ์ยังเป็นสิ่ง “ต้องห้าม” สำหรับมุสลิม โดยมีหลักฐานยืนยันจากทั้งอัล-กุรฺอานและซุนนะฮ์เช่นเดียวกันดังจะถึงต่อไป ...
แม้ว่าท่านศาสดาจะผ่อนผันให้มีการนิกาห์มุตอะฮ์ได้หนึ่งครั้ง(หรือสองครั้งตามทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่) แต่สุดท้ายการผ่อนผันดังกล่าวก็ถูกยกเลิก และนิกาห์มุตอะฮ์ก็เป็นข้อห้ามถาวรสำหรับมุสลิมตลอดไป ...
นี่คือ “มติเอกฉันท์” ของนักวิชาการซุนนีย์ แม้กระทั่งผู้ที่เห็นตรงกับชีอะฮ์ว่า การนิกาห์มุตอะฮ์ มีหลักฐานจากอัล-กุรฺอานซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ อายะฮ์ที่ 24 ก็ตาม ...
ข้อนี้แตกต่างจากความเชื่อของชีอะฮ์ เพราะพวกเขาถือว่า นิกาห์มุตอะฮ์เป็นสิ่งที่มีบทบัญญัติส่งเสริมจากอัล-กุรฺอานอายะฮ์ที่ 24 ซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ แล้วอ้างเหตุผล 3 ประการจากอายะฮ์นี้มายืนยันความเชื่อของตนเองดังต่อไปนี้ ...
หลักฐานอนุญาตนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์
ในอายะฮ์ที่ 24 ซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า
فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآتُوْهُنَّ أُجُوْرَهُنَّ فَرِيْضَةً .....
“ดังนั้น อันใดที่พวกเจ้าเสพสุขมันจากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนางซึ่งค่าตอบแทนของพวกนางตามข้อกำหนด ......”
นักวิชาการชีอะฮ์อธิบายว่า โองการดังกล่าวนี้ เป็นบทบัญญัติเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ โดยอ้างเหตุผล 3 ประการคือ ...
ประการที่หนึ่ง คำว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ (พวกเจ้าเสพสุข) มีที่มาจากรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า مُتْعَةٌ ที่หมายถึงนิกาห์มุตอะฮ์ เพราะรากศัพท์เดิมของคำว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ และคำว่า مُتْعَةٌ มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน อันได้แก่เป็นพยัญชนะสามตัวคือ มีม, ตาอ์ และอัยน์ ...
ประการที่สอง คำว่า أُجُوْرَهُنَّ (ค่าตอบแทนของพวกนาง) นักวิชาการชีอะฮ์อธิบายว่าหมายถึงค่าตอบแทนที่ผู้ชายจะต้องจ่ายให้แก่สตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์ด้วย มิได้หมายถึงมะฮัรฺของนิกาห์ถาวร ...
เพราะถ้าเป็นมะฮัรฺ พระองค์อัลลอฮ์ก็ต้องกล่าวว่า مُهُوْرَهُنَّ فَآتُوْهُنَّ (จงให้แก่พวกนางซึ่งมะฮัรฺของพวกนาง) มิใช่กล่าวว่า أُجُوْرَهُنَّ (ค่าตอบแทนของพวกนาง)
ประการสุดท้าย มีรายงานว่า ท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ท่านอุบัยย์ บินกะอฺบิน ร.ฎ., ท่านสะอีด บินญุบัยรฺ และท่านอัซ-ซะดีย์ ได้อ่านเพิ่มเติมหลังจากคำว่า فَمَااسْتَمْتَعْتُمْ (อันใดที่พวกเจ้าเสพสุขมันจากนาง) ด้วยคำว่า إِلَى أَجَلٍ مُسَمًّى (จนถึงเวลาที่ถูกกำหนดไว้)
ชีอะฮ์อธิบายว่า ข้อความนี้ แสดงว่าโองการข้างต้นเป็นบทบัญญัติเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ เพราะการกำหนดเวลาในการเสพสุขจากสตรี เป็นลักษณะของนิกาห์มุตอะฮ์ มิใช่ในนิกาห์ถาวร ...
โต้แย้ง
ข้ออ้างดังกล่าวของชีอะฮ์ - ทั้ง 3 ประการ - ถือว่ายังไม่สมบูรณ์ในแง่ของการอ้างหลักฐาน แม้จะมีนักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานสายซุนนีย์บางคนเห็นพ้องด้วยก็ตาม ...
เพราะในความเป็นจริงนักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานท่านอื่นๆจำนวนมากของสายซุนนีย์, นักวิชาการหะดีษของสายซุนนีย์ และนักวิชาการฟิกฮ์ทั้งหมดของสายซุนนีย์ ต่างเห็นพ้องกัน – จนแทบจะเรียกว่าเป็นมติเอกฉันท์ -- ว่า โองการบทนี้เป็นเรื่องของการนิกาห์ถาวร มิใช่นิกาห์มุตอะฮ์ ...
เพราะฉะนั้น คำพูดของเช็คอัต-ตีญานีย์ จากคำแปลในหนังสือ “ขออยู่กับผู้สัตย์จริง” หน้า 281 ที่ว่า ..
“อะฮ์ลิซซุนนะฮ์วัล-ญะมาอะฮ์ก็เหมือนกับพี่น้องชีอะฮ์ของเขานั่นเอง คือ มีความเชื่อตรงกันว่า การวางหลักการแต่งงานอย่างนี้มีมาจากอัลลอฮ์ ซ.บ.ในโองการที่ 24 ซูเราะฮ์อัน-นิซาอ” ...
จึงเป็นเรื่องของการโกหกเพื่อ “หลอก” และ “ลวง” มุสลิมซุนนีย์ที่ขาดความรู้ความเข้าใจแม้กระทั่งในศาสนาของตนเองให้หลงคล้อยตาม โดยมีเป้าหมายเพื่อสนองความต้องการทางกามารมณ์เพียงอย่างเดียว ...
ยิ่งถ้าเราอ่านและพิจารณาซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์มาตั้งแต่อายะฮ์ที่ 22, 23 จนถึงตอนต้นอายะฮ์ที่ 24 อันเป็นข้อความก่อนหน้าข้อความข้างต้นนี้ ตลอดจนการนำหะดีษที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องมุตอะฮ์ซึ่งมีอยู่หลายบทมาร่วมพิจารณาประกอบ ก็จะทราบได้ทันทีว่า โองการนี้บทถูกประทานลงในเรื่องการนิกาห์ถาวร มิใช่นิกาห์มุตอะฮ์ ดังความเข้าใจของชีอะฮ์ ...
คำอธิบายเพื่อโต้แย้งข้ออ้างของชีอะฮ์ทั้ง 3 ประการข้างต้น มีดังต่อไปนี้ ...
(1). ก่อนอื่นเรามาตั้งคำถามกันก่อนว่า บทบัญญัติ - ทั้งหมด - ในอัล-กุรฺอานที่กล่าวถึงเรื่องชีวิตคู่, การแต่งงาน, การมีเพศสัมพันธ์, การให้ค่าตอบแทนหรือมะฮัรฺแก่ผู้หญิง มีสักบทไหมที่นักวิชาการไม่ว่าของซุนนีย์หรือชีอะฮ์อธิบายว่า หมายถึงถึงนิกาห์มุตอะฮ์ (นอกจากโองการที่เป็นปัญหาบทนี้ ??) ...
คำตอบก็คือ ไม่มีแม้แต่บทเดียว ...
นี่คือสิ่งที่เห็นพ้องกันระหว่างนักวิชาการซุนนีย์และชีอะฮ์ ...
เพราะฉะนั้น - ตามพื้นฐานแล้ว - สตรีทั้งที่ห้ามแต่งงานและที่อนุญาตให้แต่งงานได้, การหาความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์และการให้ค่าตอบแทนที่กล่าวถึงในซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ตั้งแต่อายะฮ์ที่ 22 ถึงอายะฮ์ที่ 24 จึงย่อมวางอยู่บนบรรทัดฐานเดียวกันทั้งหมด .. คือหมายถึงในการนิกาห์ถาวร ...
ในอายะฮ์ที่ 22-23 พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ได้กล่าวถึงสตรีที่ห้ามผู้ชายแต่งงานด้วยอันได้แก่แม่เลี้ยง, แม่ตัวเอง, ลูกสาว, พี่สาวน้องสาว, ป้าหรือน้าสาวทั้งจากฝ่ายบิดาและฝ่ายมารดา, บุตรสาวของพี่ชายน้องชายและพี่สาวน้องสาว, แม่นม, พี่น้องสาวร่วมแม่นม, แม่ยาย, ลูกเลี้ยงหญิงที่ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับแม่ของนางแล้ว, ลูกสะไภ้, การรวมพี่สาวน้องสาวเป็นภรรยาในคราวเดียวกัน ...
ในตอนต้นอายะฮ์ที่ 24 พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ได้กล่าวถึงสตรีที่ห้ามแต่งงานอีกว่า ได้แก่ผู้หญิงที่สามีอยู่แล้ว .. เว้นแต่ถ้านางตกเป็นทาสก็เป็นที่อนุญาต ...
แล้วในตอนท้ายอายะฮ์ที่ 24 พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ก็กล่าวต่อไปว่า ...
وَأُحِلَّ لَكُمْ مَاوَرَآءَ ذَلِكُمْ أَنْ تَبْتَعُوْا بِأَمْوَالِكُمْ مُحْصِنِيْنَ غَيْرَ مُسَافِحِيْنَ فَمَا اسْتَطَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآتُوْهُنَّ أُجُوْرَهُنَّ فَرِيْضَةً ....
“และได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว สิ่งที่นอกเหนือจากนี้ (คืออื่นจากสตรีที่ห้ามนิกาห์ดังที่กล่าวมาข้างต้น) เพื่อพวกเจ้าจะได้แสวงหา(คู่ครองจากสตรีที่ถูกอนุมัตินั้น) ด้วยทรัพย์ของพวกเจ้า โดยพวกเจ้าต้องการปกป้องตนเอง(จากการผิดประเวณี) มิใช่มุ่งหวังเสพกามด้วยการล่วงละเมิด ดังนั้นอันใดที่พวกเจ้าเสพสุขกับมันจากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนางซึ่งค่าตอบแทนของพวกนางตามข้อกำหนด” ...
สตรีที่ห้ามผู้ชายนิกาห์ด้วยทั้งหมดตั้งแต่อายะฮ์ที่ 22-23 รวมทั้งที่กล่าวถึงในตอนต้นอายะฮ์ที่ 24 ล้วนเป็นการห้ามในการนิกาห์ถาวรทั้งสิ้น ...
เพราะฉะนั้นพระดำรัสตอนท้ายอายะฮ์ 24 ที่ว่า “อันใดที่พวกเจ้าเสพสุขกับมัน” จึงย่อมหมายถึงอวัยวะเพศของภรรยาจากการนิกาห์ถาวร เช่นเดียวกัน ...
(2). สำหรับคำอธิบายของชีอะฮ์ที่ว่า คำดำรัสที่ว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ มีที่มาเดียวกันกับคำว่า مُتْعَةٌ จึงย่อมหมายถึงนิกาห์มุตอะฮ์นั้น ...
ขอเรียนชี้แจงว่า ...
คำว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ ในโองการนี้มีความหมายว่า “พวกเจ้าเสพสุข” หรือ “พวกเจ้าหาความสุข” .. อันบ่งบอกเป็นนัยถึงการหาความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ ...
ความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์นี้ ย่อมมีได้เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจากนิกาห์ถาวรหรือนิกาห์มุตอะฮ์!.. หรือชีอะฮ์จะเถียง ? ...
หรือชีอะฮ์จะให้เข้าใจว่า ความสุขจากเพศสัมพันธ์นี้ มีได้จากนิกาห์มุตอะฮ์เท่านั้น ส่วนนิกาห์ถาวรจะหาความสุขจากเพศสัมพันธ์ไม่ได้ ??? ...
ชีอะฮ์เอาหลักฐานที่ไหนมาจำกัดว่า การ “เสพสุข” ในอายะฮ์นี้ หมายถึงการเสพสุขจากนิกาห์มุตอะฮ์ จนถึงกับพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ต้องประทานโองการบทนี้ลงมาเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ ??? ...
ส่วนข้ออ้างที่ว่า คำว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ และคำว่า مُتْعَةٌ มีที่มาจากรากศัพท์เดียวกันนั้น ข้ออ้างนี้ มิใช่เป็นหลักฐานที่จะมากำหนดความหมาย إِسْتَمْتَعْتُمْ ของโองการบทนี้ว่าหมายถึงนิกาห์มุตอะฮ์! ...
เพราะการที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ทรงกล่าวว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ ในโองการนี้ก็เพื่อประสงค์ความหมายของมัน .. คือ “การเสพสุขจากการมีเพศสัมพันธ์” อันมีความหมายครอบคลุมทั้งเพศสัมพันธ์จากนิกาห์ถาวรและนิกาห์มุตอะฮ์ดังกล่าวมาแล้ว มิใช่พระองค์ประสงค์รากศัพท์ของคำว่า “إِسْتَمْتَعْتُمْ” (คือพยัญชนะ มีม, ตาอ์, อัยน์) เพื่อโยงไปหาความหมายของคำว่า مُتْعَةٌ ดังความเข้าใจมั่วๆของชีอะฮ์ ...
ยิ่งไปกว่านั้น คำศัพท์ที่ว่า “مُتْعَةٌ” นี้ ไม่มีปรากฏแม้แต่คำเดียวในอัล-กุรฺอานของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ไม่ว่าในโองการไหนทั้งสิ้น ไม่เชื่อให้ชีอะฮ์ลองตรวจสอบดูได้ ...
เพราะฉะนั้น เหตุผลที่ชีอะฮ์นำมาอ้างเพื่อแสดงว่า คำว่า إِسْتَمْتَعْتُمْ ในโองการนี้หมายถึง مُتْعَةٌ (นิกาห์มุตอะฮ์) จึงเป็นความเห็นล้วนๆที่ขาดน้ำหนักและไม่สมเหตุสมผลเหมือน “การต้มซุปด้วยเงานกพิราบที่ผอมโซจวนจะอดตาย” ดังที่ลินคอล์นว่า ...
(3). ส่วนข้ออ้างของชีอะฮ์ที่ว่า การที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ใช้คำว่า“أُجُوْرَهُنَّ” ที่แปลว่า “ค่าตอบแทน” ของนาง .. จึงหมายถึงค่าตอบแทนในนิกาห์มุตอะฮ์ มิใช่หมายถึงมะฮัรฺในนิกาห์ถาวรนั้น ...
ขอเรียนชี้แจงว่า การสื่อความหมายของคำว่า มะฮํรฺ (مَهْرٌ) ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ผู้ชายมอบให้กับผู้หญิงที่จะแต่งงานด้วยนั้น พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. จะไม่ใช้คำตายตัวว่า مَهْرٌ เพียงคำเดียวดังความเข้าใจของชีอะฮ์ แต่พระองค์จะทรงเลือกใช้คำใดก็ได้ที่พระองค์ประสงค์ เพื่อสื่อความหมายถึง “มะฮัรฺ”เช่นเดียวกัน ...
และตามข้อเท็จจริง มะฮัรฺก็คือ “ค่าตอบแทน” ที่ผู้ชายมอบให้กับผู้หญิงที่ยินยอมนิกาห์และยอมใช้ชีวิตคู่ร่วมกับตนนั่นเอง ...
ด้วยเหตุนี้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.จึงใช้คำว่า أُجُوْرَهُنَّ (ค่าตอบแทนของพวกนาง) ที่หมายถึง “มะฮัรฺ” ในโองการอื่นจากโองการนี้อีกหลายตำแหน่งด้วยกันเช่น ...




วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 6)



โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ข้อสังเกต
หะดีษบทนี้เป็นการรายงานของท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิมจากท่านญะรีรฺ, จากท่านอิสมาอีล บินอบีย์คอลีด, จากท่านก็อยซ์, จากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. ...
ข้อความของหะดีษบทนี้ดังสำนวนข้างต้น ไม่มีรายงานว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ไหน ? .. และหลังจากผ่อนผันให้นิกาห์มุตอะฮ์แล้ว จะมีการห้ามหลังจากนั้นหรือไม่ ? ...
แต่หะดีษบทเดียวกันนี้จากการรายงานของท่านอบูมุอาวิยะฮ์, จากท่านอิสมาอีล บินอบีย์คอลิด, จากท่านก็อยซ์ , จากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ.เช่นเดียวกัน มีข้อความเพิ่มเติมว่า ثُمَّ تَرَكَ ذَلِكَ .. คือ ต่อมาท่านอิบนุมัสอูดก็เลิกกระทำสิ่งดังกล่าวนี้ ...
ในรายงานของท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮ์, จากท่านอิสมาอีล บินอบีย์คอลิด มีข้อความเพิ่มเติมว่า ثُمَّ جَاءَ تَحْرِيْمُهَا بَعْدُ .. คือ ต่อมาก็มีการห้ามมันภายหลัง ...
และในรายงานของท่านมะอฺมัรฺ จากท่านอิสมาอีล บินอบีย์คอลิดเช่นเดียวกัน มีข้อความเพิ่มเติมว่า ثُمَّ نُسِخَ .. คือ ต่อมาการผ่อนผันนั้นก็ถูกยกเลิก ...
(จากหนังสือ “ฟัตหุ้ลบารีย์” เล่มที่ 9 หน้า 119) ...
รายงานที่ถูกต้องเหล่านี้ยืนยันตรงกันว่าการผ่อนผันให้นิกาห์มุตอะฮ์ดังรายงานของท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. มีการยกเลิกในภายหลัง! ซึ่งการผ่อนผันแล้วยกเลิกนี้ มีรายงานที่ถูกต้องก็เฉพาะในคราวกองทัพมุสลิมยกไปยึดครองนครมักกะฮ์เท่านั้น ...
เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่า รายงานของท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ.บทนี้ ก็คืออีกเหตุการณ์หนึ่งในคราวพิชิตมักกะฮ์ เช่นเดียวกับหลักฐานอื่นๆที่จะถึงต่อไป ...
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...
เราได้รับบทเรียนและความรู้จากหะดีษข้างต้นนี้ 4 ประการคือ ...
1. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการอพยพไปนครมะดีนะฮ์แล้วอย่างแน่นอน เพราะตอนที่ยังพำนักอยู่ที่นครมักกะฮ์ ไม่เคยปรากฏว่า ท่านศาสดาจะทำสงครามใดๆกับใคร ...
2. การผ่อนผันเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ครั้งนี้, ดังรายงานในหะดีษบทนี้ เกิดขึ้นในภาวะทำสงครามต่างแดน มิใช่เป็นเหตุการณ์อยู่ที่บ้านตามปกติ ...
ไม่ปรากฏหลักฐานที่ถูกต้องเลยว่าท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะเคยผ่อนผันการนิกาห์มุตอะฮ์ให้แก่ผู้ใด นอกจากนักรบที่เดินทางไปทำสงครามแดนไกลเท่านั้น ...
ท่านอบูซัรฺร์ อัล-ฆิฟารีย์ ร.ฎ. ได้กล่าวว่า ...
إِنْ كَانَتِ الْمُتْعَةُ لِخَوْفِنَا وَلِحَرْبِنَا
“ที่จริง นิกาห์มุตอะฮ์นั้นเกิดขึ้นเพราะความกลัวของพวกเรา และการทำสงครามของพวกเราแท้ๆ” ...
บันทึกโดยท่านอัล-บัยฮะกีย์ เล่มที่ 7 หน้า 207 ด้วยสายรายงานที่สวยงาม ...
อนึ่ง บันทึกของท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 1122, และท่านอัลบัยฮะกีย์ เล่มที่ 7 หน้า 205 โดยรายงานจากอิบนุอับบาส ร.ฎ.ที่กล่าวว่า .. นิกาห์มุตอะฮ์เคยมีในยุคต้นของอิสลาม โดยผู้ชายคนใดที่เดินทางถึงเมืองๆหนึ่งและเขาไม่มีคนรู้จักอยู่ในเมืองนั้น เขาก็จะนิกาห์กับสตรีสักคนหนึ่งเท่าระยะเวลาที่เขาตั้งใจว่าจะพำนักอยู่ในเมืองนั้น แล้วนางก็จะช่วยดูแลทรัพย์สินของเขาและช่วยจัดการสิ่งต่างๆของเขา ...............
ปรากฏว่ารายงานนี้เป็นรายงานที่เฎาะอีฟดังคำกล่าวของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ในหนังสือ“ฟัตหุ้ลบารีย์” เล่มที่ 9 หน้า 172 เพราะท่านมูซา บินอุบัยดะฮ์ซึ่งเป็นผู้รายงานคนหนึ่งของหะดีษนี้เป็นผู้รายงานที่ขาดความเชื่อถือตามการเห็นพ้องกันของบรรดานักวิชาการผู้บันทึกและวิจัยประวัติผู้รายงานหะดีษ ดังคำกล่าวของท่านอัษ-ษะฮะบีย์ในหนังสือ “อัล-กาชิฟ” เล่มที่ 3 หน้า 164 และท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ในหนังสือ “ตักรีบุตตะฮ์ซีบ” เล่มที่ 2 หน้า 286 ...
3. ความศรัทธาอย่างแท้จริงและความเข็มแข็งด้านจิตใจของมุสลิมบางคน เช่นท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ.และพรรคพวกที่ตั้งใจจะตอน -- คือผ่าตัดอัณฑะ – ตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงจากการซินา (หากกลั้นความกดดันของอารมณ์ทางเพศไว้ไม่ได้) ...
เมื่อท่านศาสดาทราบเรื่องจึงห้ามพวกเขาจากการตอนตัวเอง และได้เสนอแนะทางออกให้แก่พวกเขา ด้วยการ “ผ่อนผัน” ให้พวกเขาทำนิกาห์มุตอะฮ์แทนการตอนตัวเองซึ่งอาจเกิดอันตรายได้ ...
4. คำกล่าวของท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ.ที่ว่า .. หลังจากนั้นท่านศาสดาก็ “ผ่อนผัน” ให้พวกเรานิกาห์(มุตอะฮ์)กับสตรี .. แสดงว่า การ “นิกาห์มุตอะฮ์” กับสตรีดังที่เคยมีการปฏิบัติกันในสมัยญาฮิลียะฮ์เป็นเรื่อง “ต้องห้าม” แล้วสำหรับมุสลิมในขณะนั้น ...
เพราะคำว่า “ผ่อนผัน” ตามหลักการศาสนา จะถูกนำมาใช้เมื่อเกิดความจำเป็นจริงๆ กับ “สิ่งต้องห้าม” เท่านั้น ...
อย่างเช่นการ “ผ่อนผัน” ให้มุสลิม รับประทานซากสัตว์หรือเนื้อหมูได้ ในกรณีจำเป็นจริงๆ คือไม่มีอาหารอย่างอื่นรับประทาน ...
หรือการ “ผ่อนผัน” ให้นั่งนมาซฟัรฺฎูได้ ถ้าจำเป็นจริงๆ .. คือป่วยหนักหรือสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้ไม่สามารถยืนนมาซได้ ...
หรือการ “ผ่อนผัน” ให้นำนมาซ 2 เวลามาทำรวมในเวลาเดียวกันได้ถ้าจำเป็น ไม่ว่าความจำเป็นนั้นเกิดขึ้นขณะอยู่ที่บ้าน หรือเกิดขึ้นขณะอยู่ในภาวะเดินทาง ...
หรือการผ่อนผันให้ซิยาเราะฮ์กุบูรฺได้หลังจากเคยเป็นเรื่องต้องห้ามมาก่อน ฯลฯ
ไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่า การรับประทานซากสัตว์หรือเนื้อหมูก็ดี, การนั่งนมาซก็ดี, การนำนมาซ 2 เวลามาทำรวมกันในเวลาเดียวก็ดี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่อง “ต้องห้าม” ในภาวะปกติทั้งสิ้น ...
(ยกเว้นข้อที่ 3 คือเรื่องนมาซรวมที่อาจจะขัดแย้งกับชีอะฮ์อีก ซึ่งผมจะชี้แจงหลักฐานที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ทราบกันในโอกาสต่อไป อินชาอัลลอฮ์ ...
2.2 ท่านสะละมะฮ์ บินอัล-อักวะอฺ ร.ฎ. รายงานว่า ...
رَخَّصَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَامَ أَوْطَاسٍَ فِى الْمُتْعَةِ ثَلاَثًا ثُمَّ نَهَى عَنْهَا
“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ผ่อนผันในปีเอาฏอซ ให้นิกาห์มุตอะฮ์(กับสตรี)ได้ 3 วัน หลังจากนั้นท่านก็ห้ามมัน”
(บันทึกโดยท่านมุสลิม หะดีษที่ 18/1405) ...
เอาฎอซ เป็นชื่อที่ราบลุ่มหรือหุบเขาแห่งหนึ่งในเมืองฏออีฟ .. สงครามเอาฏอซเกิดขึ้นในเดือนเชาวาล ปีฮิจญเราะฮ์ศักราชที่ 8 หลังการพิชิตมักกะฮ์เพียง 1 เดือน ...
นักวิชาการเห็นพ้องกันว่า คำว่า “ในปีเอาฏอซ” (มิใช่ในสงครามเอาฏอซ) แสดงว่าการผ่อนผันและการห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อครั้งพิชิตมักกะฮ์ดังรายงานที่ถูกต้องในเรื่องนี้นั่นเอง เพราะปีเอาฏอซและปีพิชิตมักกะฮ์เกิดขึ้นในปีเดียวกันคือปีฮิจญเราะฮ์ศักราชที่ 8 โดยสองเหตุการณ์นี้ห่างกันเพียง 1 เดือนเท่านั้น...
หะดีษของท่านสะละมะฮ์ บินอัล-อักวะอฺ ร.ฎ.บทนี้ เป็นการยืนยันหะดีษของท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. ที่ผ่านมาแล้วว่าการนิกาห์มุตอะฮ์เป็นเพียงข้อผ่อนผันในภาวะสงครามไกลบ้าน มิใช่เป็นบทบัญญัติของอิสลามดังความเข้าใจของชีอะฮ์ ...
และผู้ที่ยกเลิกมันก็คือท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มิใช่ท่านคอลีฟะฮ์อุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. ดังข้อกล่าวหาของชีอะฮ์ ...




ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 5)




โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

จากนั้นฝ่ายชายก็สามารถตักตวงและหาความสุขจากเรือนร่างสตรีคนนั้นได้เต็มที่ภายในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้โดยไม่จำเป็นต้องส่งเสียเลี้ยงดูอะไรเลย ...
หลังจากครบกำหนดเวลาตามที่ตกลงกันไว้แล้ว ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายจากกันโดยฝ่ายชายไม่จำเป็นต้องหย่า และสตรีผู้นั้นก็สามารถนิกาห์กับผู้ชายคนใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีอิดดะฮ์เหมือนนิกาห์ถาวร, ไม่มีการสืบมรดกระหว่างกันหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายลงไป และไม่มีพันธะใดๆต่อกันอีกเลย ...
ยกเว้นกรณีเดียวคือสตรีผู้นั้นบังเอิญตั้งครรภ์จากคู่นอนที่นิกาห์มุตอะฮ์ด้วยกัน ก็เป็นภาระของผู้ชายที่จะต้องรับผิดชอบต่อบุตรที่เกิดมา เหมือนบุตรที่เกิดจากการนิกาห์ถาวรทุกประการ ...
การนิกาห์มุตอะฮ์ในลักษณะดังกล่าว – ตามความเชื่อชีอะฮ์ -- สามารถปฏิบัติได้อย่างเสรีในทุกๆสภาวะการ .. คือไม่ว่าอยู่บ้านหรือเดินทาง, ไม่ว่าในภาวะสงครามหรือภาวะสงบ, ไม่ว่าเพื่อต้องการปกป้องตนเองจากภาวะล่อแหลมต่อการผิดประเวณีหรือไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงใดๆ และไม่ว่ากับสตรีคนใด - มุสลิมหรือมิใช่มุสลิม - ยกเว้นสตรีที่เป็นญาติสนิททางสายเลือดเกินไปเท่านั้น ...
เพราะฉะนั้น ข้ออ้างของนักวิชาการชีอะฮ์ท่านหนึ่งคือเช็คมุหัมมัดชะรีฟจากหนังสือ “สาส์นอิสลาม” หน้า 38 (เล่มที่เท่าไรและวันเดือนปีที่พิมพ์ผมไม่ทราบ เพราะหน้าปกขาดหายไป) ที่กล่าวว่า “ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ว่าการแต่งงานทั้งสองประเภท (คือแต่งงานถาวรกับแต่งงานชั่วคราวแบบมุตอะฮ์) มีความแตกต่างกันตรงที่มีความถาวรและไม่ถาวร ส่วนในเงื่อนไขอื่นๆของการแต่งงานทั้งสองนั้น เหมือนกันหมด” จึงเป็นเรื่องของการบิดเบือน, หลอกลวง และโกหกพกลม ...
ผมมิได้ใส่ร้ายหรือกล่าวหาด้วยความอคติต่อชีอะฮ์ ...
แต่สิ่งที่กล่าวมานี้ทั้งหมดล้วนปรากฏชัดเจนในตำราของชีอะฮ์เอง ดังจะได้นำเสนอในตอนต่อไป ...
และผมก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิด (เพราะเกรงจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการมองในแง่ร้ายเกินไป) .. ว่า สตรีที่ผ่านการนิกาห์มุตอะฮ์ตามความเชื่อของชีอะฮ์ในปัจจุบัน ดูแล้วแทบไม่แตกต่างอันใดกับ “โสเภณีผูกขาด” ...
เพียงแต่ดูดีกว่าโสเภณีหน่อยหนึ่งตรงที่ว่า มีการเสนอคำและรับคำนิกาห์, นางจะไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นระหว่างนั้นไม่ได้ และผู้ชายต้องรับผิดชอบลูกด้วย – ถ้ามี ...
แต่ถ้านำไปเปรียบเทียบกับสตรีที่เป็น “เมียเช่า” ของพวกจีไอในอดีตแล้ว ผมว่าสตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์ดูจะ “ด้อย” กว่าเมียเช่าด้วยซ้ำ ตรงที่เมียเช่าจะได้รับค่าเลี้ยงดูเป็นประจำทุกเดือน ขณะที่สตรีที่ยอมนิกาห์มุตอะฮ์ จะไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าเลี้ยงดูใดๆจากคู่นอนอีกนอกเหนือจากค่าตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้ตอนนิกาห์เท่านั้น ...
แต่ .. จะอย่างไรก็ตาม ถ้าจะพูดถึงการนิกาห์มุตอะฮ์ในภาพรวม ใครจะไปกล่าวหาว่าเป็นเรื่องลามกอนาจารทั้งหมดก็คงไม่ได้ เพราะในอดีตเมื่อถึงคราวจำเป็นจากการเดินทางไปทำสงสงครามแดนไกล อิสลามก็เคยอนุโลมให้มีการนิกาห์มุตอะฮ์มาแล้วหนึ่งครั้งหรือสองครั้งโดยท่านศาสดาเอง ซึ่งถ้าหากมันเป็นเรื่องลามกอนาจารหรือเป็นความผิดชนิดยอมรับกันไม่ได้เลยในทุกๆแง่มุม ท่านศาสดาก็คงไม่อนุมัติมันเป็นแน่ ...
แต่สิ่งที่จำเป็นจะต้องพูดถึง ณที่นี้ก็คือ ข้ออนุโลมอย่างเสรีต่อนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งแตกต่างกับนิกาห์มุตอะฮ์ในสมัยของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมอย่างสิ้นเชิง ...
เพราะ .. การนิกาห์มุตอะฮ์ - ดังที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของท่านศาสดา - เป็นเพียง “ข้อผ่อนผัน” ที่ถูกอนุโลมชั่วคราวแก่ผู้ที่เดินทางไปทำสงครามต่างแดน โดยมีเป้าหมายเพื่อมิให้เศาะหาบะฮ์บางคนถึงกับตอนตัวเอง และเพื่อให้นักรบที่อีหม่านยังไม่แข้มแข็งพอสามารถปลดเปลื้องความต้องการทางเพศได้โดยไม่ต้องไปทำผิดประเวณี ...
นิกาห์มุตอะฮ์จึงเป็นเพียง “นิกาห์เฉพาะกิจ” ของนักรบแดนไกลในอดีตเท่านั้น
(2). หลักฐานผ่อนผันนิกาห์มุตอะฮ์ของฝ่ายซุนนีย์
2.1 ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. รายงานว่า ...
كُنَّا نَغْزُوْ مَعَ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لَيْسَ لَنَا نِسَاءٌ، فَقُلْنَا : أَلاَ نَسْتَخْصِىْ ؟ فَنَهَانَا عَنْ ذَلِكَ، ثُمَّ رَخَّصَ لَنَا أَنْ نَنْكِحَ الْمَرْأَةَ بِالثَّوْبِ إلَى أَجَلٍ ...........
“พวกเราเคยไปทำสงครามพร้อมท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมโดยพวกเราไม่มีสตรี(คือภรรยาหรือทาสหญิง)ไปด้วย ดังนั้นพวกเราจึงพูด(ปรารภ)กันว่า .. พวกเราจะไม่ต้องตอนตัวเอง(เพื่อลดความกดดันอารมณ์เพศ)กันหรือนี่ ? .. แล้วท่านศาสดาก็ห้ามพวกเราจากเรื่อง(ตอนตัวเอง)นี้ จากนั้นท่านก็ “ผ่อนผัน” ให้พวกเรานิกาห์(มุตอะฮ์)กับสตรีในระยะเวลาหนึ่ง โดยให้ผ้าแก่นาง .......... ”
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 5075 และท่านมุสลิม หะดีษที่ 11/1404) ...




ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 4)



โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ทัศนะของญุมฮูรฺหรือนักวิชาการส่วนใหญ่เรื่องห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ในสงครามค็อยบัรฺตรงกับลักษณะที่สองนี้ เพราะพวกเขากล่าวว่าในสงครามค็อยบัรฺมีการผ่อนผันให้นิกาห์มุตอะฮ์ก่อนแล้วมีการห้ามภายหลัง ...
ทว่า .. หลักฐาน “ผ่อนผันก่อนห้าม” ดังข้ออ้างของญุมฮูรฺไม่มีปรากฏในรายงานใดๆของหะดีษบทนี้ เพราะฉะนั้นทัศนะนี้จึงเป็น “ทัศนะ” ที่ขาดหลักฐานสนับสนุน ...
สาม ห้ามเมื่อมีการฝ่าฝืนหรือทำผิดเกิดขึ้น .. ไม่ว่าการฝ่าฝืนหรือทำผิดนั้น จะเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอาจเป็นการ “ย้ำ” การห้ามเดิมก็ได้...
ผมขออธิบายเพิ่มเติมว่า หลังจากการประทานซูเราะฮ์อัล-มุอ์มินูนลงมาแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานที่ถูกต้องว่านิกาห์มุตอะฮ์จะเคยถูกผ่อนผันในวาระใดอีก นอกจากในปีที่ 8 ตอนพิชิตมักกะฮ์เท่านั้น ...
เพราะตามข้อเท็จจริงนั้น หลังจากที่ท่านศาสดาได้อพยพไปนครมะดีนะฮ์และมีสงครามเกิดขึ้นนับสิบครั้ง แต่สงครามเหล่านั้นก็เป็น “สงครามป้องกันตัว”ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนจำกัดแวดวงอยู่ในอาณาเขตใกล้นครมะดีนะฮ์ทั้งสิ้น ...
เศาะหาบะฮ์ของท่านยังอยู่ใกล้ชิดภรรยาและครอบครัวจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องทำนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีใด ...
แม้กระทั่งเมื่อคราวเดินทางไปทำอุมเราะฮ์ที่นครมักกะฮ์พร้อมเศาะหาบะฮ์ประมาณ 1500 คนในเดือนซุลเกาะอฺดะฮ์ ปีฮ.ศ.6 ก็ไม่มีปรากฏเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์เกิดขึ้น เพราะผู้ที่ตั้งเจตนาทำอุมเราะฮ์จะถูกห้ามจากการยุ่งเกี่ยวทางเพศในทุกๆกรณี ...
และการ “ห้าม” จากนิกาห์มุตอะฮ์ในวาระอื่นๆนอกเหนือจากคราวพิชิตมักกะฮ์ดังมีปรากฏในบางรายงาน เช่นคราวทำอุมเราะฮ์ชดใช้(ฮ.ศ. 7), คราวสงครามหุนัยน์(ฮ.ศ. 8), คราวสงครามตะบูก(ฮ.ศ. 9) หรือคราวหัจญ์อำลาในฮ.ศ. 9 หรือ 10 ...
การห้ามในวาระต่างๆเหล่านี้ นอกจากจะไม่มีหลักฐานว่า มีการผ่อนผันให้นิกาห์มุตอะฮ์ได้ก่อนการห้ามแล้ว รายงานเหล่านี้ล้วนเป็นรายงานที่ผิดเพี้ยนหรืออ่อนหลักฐานทั้งสิ้น ...
จนถึงเดือนมุหัรฺร็อมปีฮ.ศ. 7 จึงเกิดสงครามค็อยบัรฺขึ้นดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งในการทำสงครามครั้งนี้ถือเป็นสงคราม “ไกลบ้าน” ครั้งแรกของนักรบมุสลิม ...
ที่สำคัญที่สุด สงครามคราวนี้กินเวลาร่วมเดือนกว่าจะยุติลงด้วยชัยชนะของมุสลิมในที่สุด ...
เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่าในสงครามไกลบ้านอันยาวนานครั้งนี้ มีทหารมุสลิมใหม่บางคนที่อาจไม่ทราบหรือไม่เข้าใจข้อห้ามเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์จากซูเราะฮ์อัล-มุอ์มินูน พวกเขาจึงทำนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีโดยไม่ได้ปรึกษาหรือแจ้งให้ท่านนบีย์ทราบก่อน เหมือนกับที่ทหารมุสลิมบางคนจับลาบ้านมาได้ ก็เชือดมันเพื่อทำเป็นอาหารโดยไม่ได้ปรึกษาหรือแจ้งให้ท่านนบีย์ทราบเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ไม่ใช่ทำไปเพราะได้รับการผ่อนผัน แต่ถือว่าเป็นการทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือผิดพลาดโดยสุจริต ...
เมื่อท่านศาสดาทราบเรื่องท่านก็ได้กล่าวห้ามมันในทั้งสองกรณี .. คือห้ามทั้งนิกาห์มุตอะฮ์และห้ามทั้งการกินเนื้อลาบ้านในคราวเดียวกัน ...
ข้อนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก ...
สี่ เป็นการห้ามในลักษณะ “ตีกัน” ไว้ก่อน เพื่อเป็นการป้องกันก่อนที่จะมีการทำความผิดเกิดขึ้น ...
เป็นไปได้ว่าท่านศาสดาได้กล่าวห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ที่ค็อยบัรฺเพื่อเป็นการ “ตีกัน” เศาะหาบะฮ์ใหม่บางคนที่ไม่ทราบข้อห้ามเรื่องนี้ แล้วอาจทำการนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีที่นั่นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้ ...
ข้อนี้ มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากเช่นเดียวกัน ...
สรุปแล้ว การห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ที่ค็อยบัรฺจึงมิใช่เป็นการห้ามหลังจากการผ่อนผันดังทัศนะญุมฮูรฺ แต่เป็นการห้ามผู้ฝ่าฝืนหรือห้ามเพื่อป้องกันตามลักษณะที่ 3 หรือที่ 4 ...
นี่คือ มุมมองของผมในเรื่องการห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ที่ค็อยบัรฺ ซึ่งถ้ามันถูกต้องก็ถือว่าเป็นทางนำจากพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. แต่ถ้ามันผิดพลาด ก็มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นความเข้าใจผิดที่เกิดจากความรู้น้อยของผมเอง ...
สำหรับรูปแบบการนิกาห์มุตอะฮ์ตามแนวทางปฏิบัติของชีอะฮ์ในปัจจุบันก็คือ การนิกาห์ที่มีการระบุกำหนดระยะเวลาที่จะอยู่ร่วมกันชัดเจนว่าจะอยู่กันกี่วันกี่เดือน, และระบุค่าตอบแทนที่ชัดเจนแก่สตรีด้วยในตอนอักด์ (ตกลง)นิกาห์ ...
อย่างเช่น ฝ่ายหญิงกล่าวแก่ฝ่ายชายว่า .. “ฉันนิกาห์ตัวฉันกับคุณเป็นเวลา 15 วันโดยคุณต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ฉัน 4000 บาท” ...
แล้วฝ่ายชายก็กล่าวว่า قَبِلْتُ คือ ผมรับ, หรือกล่าวว่า رَضِيْتُ คือ ผมยินยอม ...
ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคลสองคน คือผู้ชายกับผู้หญิง ...
ไม่จำเป็นต้องมีวะลีย์ และไม่จำเป็นต้องมีพยานรับรู้ ... 




ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 3)


สำนวนดังข้างต้นเป็นสำนวนจากการบันทึกของนักวิชาการหะดีษส่วนใหญ่ที่รายงานมาจากท่านอัซ-ซุฮ์รีย์ ซึ่งแสดงว่า การห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์และการห้ามจากบริโภคเนื้อลาบ้าน เกิดขึ้นคราวเดียวกันในสงครามค็อยบัรฺ ...
ด้วยเหตุนี้นักวิชาการส่วนใหญ่ (جُمْهُوْرٌ) จึงมีทัศนะว่า การห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์และการห้ามจากรับประทานเนื้อลาบ้าน เกิดขึ้นคราวเดียวกันในสงครามค็อยบัรฺ ดังข้อความที่ปรากฏในหะดีษข้างต้นนั้น ...
แต่นักวิชาการหะดีษบางท่านเช่นท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮ์กล่าวว่า การห้ามในสงครามค็อยบัรฺคือการห้ามจากรับประทานเนื้อลาบ้านเท่านั้น ส่วนการห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์ เป็นการห้ามหลังจากจากสงครามค็อยบัรฺ ดังหะดีษที่ท่านซุฟยานเองได้บันทึกรายงานมาจากท่านอัซ-ซุฮ์รีย์เช่นเดียวกัน ...
(ดูฟัตหุ้ลบารีย์ของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ เล่มที่ 9 หน้า 168)
ท่านอบูอะวานะฮ์ได้กล่าวในหนังสือ “อัศ-เศาะเหี๊ยะฮ์” ของท่านว่า ...
سَمِعْتُ أَهْلَ الْعِلْمِ يَقُوْلُوْنَ : مَعْنَى حَدِيْثِ عَلِىٍّ أَنَّهُ نَهَى يَوْمَ خَيْبَرَ عَنْ لُحُوْمِ الْحُمُرِ،
وَأَمَّا الْمُتْعَةُ فَسَكَتَ عَنْهُ، وَإِنَّمَا نَهَى عَنْهُ يَوْمَ الْفَتْحِ ...
“ฉันได้ยินผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการกล่าวกันว่า ความหมายหะดีษท่านอะลีย์ก็คือ ท่านศาสดาได้ห้ามในสงครามค็อยบัรฺจากเนื้อลาบ้าน อนึ่งในเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ ท่านศาสดาเงียบจากมัน แน่นอนท่านมิได้ห้ามมันนอกจากในวันพิชิตมักกะฮ์เท่านั้น” ...
(จากหนังสือฟัตหุ้ลบารีย์เล่มเดียวกัน หน้า 169) ...
คำว่า “หลังจากสงครามค็อยบัรฺ” ดังคำพูดของท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮ์จึงหมายถึงคราวพิชิตนครมักกะฮ์ในเดือนรอมะฎอนของปีถัดมาดังคำกล่าวของท่านอบูอะวานะฮ์ เพราะมีหลักฐานชัดเจนทั้งการผ่อนผันและการห้ามมุตอะฮ์ในคราวเดียวกัน ...
ในแง่มุมของนักวิชาการส่วนใหญ่อธิบายว่า การ “ผ่อนผันแล้วห้าม” ในเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์เกิดขึ้น 2 ครั้ง .. คือผ่อนผันในสงครามค็อยบัรฺแล้วก็ห้าม ดังปรากฏในหะดีษของท่านอะลีย์บทข้างต้น .. และมีการผ่อนผันอีกครั้งหนึ่งคราวเดินทางไปพิชิตนครมักกะฮ์ หลังจากนั้นจึงมีการห้ามอย่างถาวรในคราวเดียวกัน ...
ทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ดังกล่าวนั้น อาจเป็นทัศนะที่ถูกต้องก็ได้ ...
ในมุมมองส่วนตัว ผมเองมีทั้ง “เห็นด้วย” และ “เห็นแย้ง” กับนักวิชาการส่วนใหญ่ในกรณีนี้ ...
เห็นด้วยในแง่ที่ว่า นิกาห์มุตอะฮ์กับการกินเนื้อลาบ้าน ถูกห้ามในสงครามค็อยบัรฺ คราวเดียวกัน...
แต่เห็นแย้งในแง่ที่ว่า ในสงครามค็อยบัรมีการผ่อนผันเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ก่อน ต่อจากนั้นจึงมีการห้ามภายหลัง ...
เหตุผลของผมก็คือ ในสงครามค็อยบัรฺมีแต่ “หลักฐานห้าม” นิกาห์มุตอะฮ์ แต่ไม่มี “หลักฐานผ่อนผัน” ให้นิกาห์มุตอะฮ์ได้ดังที่ญุมฮูรฺหรือนักวิชาการส่วนใหญ่อ้าง! ..ไม่ว่าจากการบันทึกของผู้ใดและในสำนวนใดๆของหะดีษบทนี้ ...
การห้ามสิ่งใด ไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นจะเป็นที่อนุญาตหรือถูกผ่อนผันมาก่อนเสมอไป ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ทรงห้ามการซินา มิได้หมายความว่าการซินาจะเคยถูกอนุญาตหรือถูกผ่อนผันมาก่อน ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงห้ามเรื่องดอกเบี้ย มิได้หมายความว่า ดอกเบี้ยจะเคยถูกอนุญาตหรือถูกผ่อนผันมาก่อน ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงห้ามจากการลักขโมย มิได้หมายความว่าการลักขโมยเคยเป็นที่อนุญาตหรือถูกผ่อนผันมาก่อน ...
ตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันนี้ มีเยอะแยะไปหมด ...
เพราะฉะนั้น การห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ในสงครามค็อยบัรฺ จึงเหมือนกับการห้ามซินา, ห้ามดอกเบี้ยและห้ามการลักขโมย .. คือไม่เคยถูกอนุญาตหรือถูกผ่อนผันมาก่อน ...
หมายเหตุ ตามปกติ “การห้าม” จะเกิดขึ้นจาก 4 ลักษณะคือ ...
หนึ่ง เป็นการห้ามครั้งแรกของบทบัญญัติ ...
การห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ที่ค็อยบัรฺไม่จัดอยู่ในกรณีนี้ เพราะอิสลามมีข้อห้ามมาก่อนแล้วจากการมีเพศสัมพันธ์กับสตรีที่มิใช่ภรรยาหรือทาสหญิงในอายะฮ์ที่ 5-6 ซูเราะฮ์อัล-มุอ์มินูนโดยข้อห้ามนี้ครอบคลุมนิกาห์มุตอะฮ์โดยปริยายด้วย เพราะสตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์มิใช่เป็นภรรยาตามบทบัญญัติ ...
สอง เป็นการห้ามครั้งที่สอง หลังจากมีการอนุโลมหรือผ่อนผันจากการห้ามครั้งแรก ...





ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 2)






โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ก่อนที่จะทำการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ ก็ขออธิบายให้ท่านผู้อ่านเข้าใจความหมายนิกาห์มุตอะฮ์และวิธีการมุตอะฮ์ของชีอะฮ์, ที่มาของนิกาห์มุตอะฮ์ในอิสลาม, และความแตกต่างระหว่างการนิกาห์ถาวรกับนิกาห์มุตอะฮ์ ดังต่อไปนี้ ...
(1). นิกาห์มุตอะฮ์คืออะไร ?
คำว่า “มุตอะฮ์” ตามหลักภาษา แปลว่า ความสุข, ความสบาย ...
เพราะฉะนั้น การนิกาห์มุตอะฮ์จึงหมายถึง การนิกาห์(ชั่วคราว)ที่มีเป้าหมายเพื่อแสวงหา “ความสุข” ทางเพศจากสตรีที่นิกาห์ด้วย, ภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน, โดยจ่ายค่าตอบแทนให้นางตามที่ตกลงกัน ดังจะได้กล่าวต่อไป ...
นิกาห์มุตอะฮ์จึงมีเป้าหมายที่แตกต่างจากการนิกาห์ถาวร ซึ่งเรื่องกามารมณ์แม้จะมีความสำคัญมากเพียงใดก็ถือเป็นเรื่องรอง แต่เป้าหมายหลักของการนิกาห์ถาวรก็คือ เพื่อสามีและภรรยาจะได้สร้างครอบครัวที่อบอุ่นมั่นคงตามหลักการอิสลามร่วมกัน, เพื่อภรรยาจะได้เป็นกำลังใจให้สามีสร้างฐานะครอบครัว, เพื่อทั้งคู่จะมีลูกไว้สำหรับสืบสกุลร่วมกัน, เพื่อให้เกิดความเมตตารักใคร่และเห็นอกเห็นใจกันระหว่างคู่สามีภรรยา, เพื่อจะได้ช่วยเหลือดูแลกันและกันยามเจ็บไข้ได้ป่วย, และคู่สามีภรรยาจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในหน้าที่ของแต่ละฝ่ายตามที่ศาสนามีบทบัญญัติเอาไว้ ...
นิกาห์มุตอะฮ์หรือนิกาห์ชั่วคราว เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวอาหรับยุคญาฮิลียะฮ์ก่อนการอุบัติของอิสลามเสียอีก คือ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา ...
ในสารานุกรมอิสลามฉบับย่อ(The Shorter Encyclopaedia of Islam) กล่าวว่า ...
“เมื่อคนแปลกหน้ามายังหมู่บ้านหนึ่ง และเขาไม่มีสถานที่พัก เขาจะแต่งงานกับสตรีผู้หนึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อเธอจะได้เป็นคู่นอนบนเตียงของเขา และดูแลข้าวของของเขา” ...
ในหนังสือเล่มเดียวกันหน้า 419 ท่านเซทานี (Caetani) กล่าวว่า ...
“ในยุคป่าเถื่อนนั้น มุตอะฮ์เป็นการขายตัวทางศาสนารูปแบบหนึ่งที่กระทำกันในเทศกาลหัจญ์” ...
(จากหนังสือ “ปัญหาซุนนีย์-ชีอะฮ์ในมุมมองของอิสลาม” แปลโดยคุณฟาฏิมะฮ์ บินติอิบรอฮีม อัล-อันซอรีย์ หน้า 143) ...
มีหะดีษซึ่งบันทึกโดยท่านมุสลิม (หะดีษที่ 27/1406) รายงานจากท่านอิบนุอบีย์อัมเราะฮ์ เป็นหลักฐานพอจะเชื่อได้ว่า ในตอนแรกเริ่มของอิสลามนั้นการนิกาห์มุตอะฮ์ดังที่เคยปฏิบัติกันในสมัยญาฮิลียะฮ์ เป็นเรื่องน่ารังเกียจสำหรับมุสลิมเหมือนกับการน่ารังเกียจที่จะรับประทานซากสัตว์, เลือด และเนื้อสุกร ...
หรืออีกนัยหนึ่ง นิกาห์มุตอะฮ์คือ “สิ่งต้องห้าม” สำหรับมุสลิมเหมือนซากสัตว์ เลือดและเนื้อสุกร ...
ต่อมา พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ได้ประทานซูเราะฮ์อัล-มุอ์มินูนลงมา ซึ่งอายะฮ์ที่ 5-6 ของซูเราะฮ์นี้ ห้ามผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับสตรีใดเว้นแต่กับภรรยาและทาสหญิงเท่านั้น ...
ข้อห้ามดังกล่าวนี้จึงเป็นการ “ตอกย้ำ” การห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ และห้ามมีเพศสัมพันธ์กับสตรีจากการนิกาห์มุตอะฮ์ เพราะสตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์มิใช่เป็นภรรยาและมิใช่เป็นทาสหญิง ดังคำอธิบายที่จะถึงต่อไป ...
ข้อห้ามนี้สืบเนื่องต่อมาจนถึงปีที่ 8 ของฮิจญเราะฮ์ศักราช อันเป็นปีที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยกกองทัพจากมะดีนะฮ์ไปยึดครองนครมักกะฮ์ ซึ่งในการยึดครองมักกะฮ์ครั้งนี้ นิกาห์มุตอะฮ์ถูกผ่อนผันแก่มุสลิมที่เดินทางมาจากนครมะดีนะฮ์ให้กระทำได้ชั่วคราว ก่อนที่การผ่อนผันนั้นจะถูกยกเลิกอย่างถาวรในที่สุด ...
นี่คือสิ่งที่แทบจะเป็นมติเอกฉันท์ของนักวิชาการฝ่ายซุนนีย์ ...
สิ่งที่ยังเป็นความขัดแย้งก็คือ การผ่อนผันให้นิกาห์มุตอะฮ์เคยมีขึ้นก่อนหน้าการยึดครองนครมักกะฮ์หรือไม่ ? .. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคราวสงครามค็อยบัรฺ ...
ทั้งนี้ เพราะมีหะดีษจากการบันทึกของท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิม โดยรายงานจากท่านอะลีย์ บินอบีย์ฏอลิบ ร.ฎ.ว่า ...
نَهَى النَّبِىُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَنِ الْمُتْعَةِ وَعَنْ لُحُوْمِ الْحُمُرِ اْلأَهْلِيَّةِ زَمَنَ خَيْبَرَ
“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์และห้ามจากการรับประทานเนื้อลาบ้าน ในสงครามค็อยบัรฺ” ...
ลาบ้าน คือลาที่ถูกมนุษย์เลี้ยงเพื่อใช้ขี่หรือใช้บรรทุกสิ่งของในสมัยนั้น ..
ค็อยบัรฺเป็นตำบลของชาวยิวที่มีพื้นที่กว้างขวาง อยู่ห่างจากนครมะดีนะฮ์ไปด้านเหนือประมาณ 96 ไมล์ตามเส้นทางไปแคว้นชาม ใช้เวลาเดินทางปกติประมาณ 8-9 วัน ..
สงครามค็อยบัรฺเกิดขึ้นในเดือนมุหัรฺร็อม ปีฮิจญเราะฮ์ศักราชที่ 7 ตรงกับเดือนสิงหาคม ฮ.ศ. 628 ... ยังมีต่อ..?

ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 1)


คำนำ
بسـم الله ا لرحمـن الرحيـم
الحمد لله وحده، والصلاة والسلام على أشرف الرسل وآخرالنبوة، سيدنا ونبينا محمد وعلى آله وصحبـه ومن تبعهم بإحسان بعده، أما بعد ...
เรื่องชีวิตคู่ เป็นสิ่งที่อิสลามมีบทบัญญัติส่งเสริมทั้งในอัล-กุรฺอานและซุนนะฮ์หรือแบบอย่างของท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ... 
แต่ชีวิตคู่ที่อิสลามส่งเสริมและรับรองนั้น จะต้องเป็นชีวิตคู่ที่ผ่านพิธีการนิกาห์ที่ถูกต้องตามหลักการของอิสลามเท่านั้น เช่นคู่บ่าวสาวจะต้องไม่ใช่ญาติใกล้ชิดทางสายเลือดเกินไป, การนิกาห์นั้นจะต้องกระทำโดยวะลีย์หรือตัวแทนวะลีย์ของสตรี, จะต้องมีพยานที่มีคุณธรรมอย่างน้อย 2 คนร่วมเป็นสักขีพยานในขณะนิกาห์, จะต้องไม่มีการกำหนดเวลาการอยู่ร่วมที่แน่นอนในตอนเสนอคำและรับคำนิกาห์ เป็นต้น ...
ชีวิตคู่ที่อื่นจากนี้ ถือว่า เป็นการละเมิดบทบัญญัติของอิสลามทั้งสิ้น ...
ซึ่งหนึ่งจากนั้นก็คือ “นิกาห์มุตอะฮ์” หรือการแต่งงานที่ระบุกำหนดเวลาการอยู่ร่วมกันแน่นอนตายตัว ...
จริงอยู่ ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยอนุโลมหรือผ่อนผันให้นักรบที่ออกไปทำสงครามต่างแดนทำการนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีในท้องที่ได้ แต่นั่นเป็นเพียง “นิกาห์เฉพาะกิจ” สำหรับนักรบที่ไปทำสงครามต่างแดนในอดีต ซึ่งต่อมาท่านศาสดาก็ได้ยกเลิกการผ่อนผันนั้นในภายหลัง ดังหลักฐานที่จะถึงต่อไป ...
จะอย่างไรก็ตาม ยังมีชนกลุ่มหนึ่งคือชาวชีอะฮ์ที่ถือว่า นิกาห์มุตอะฮ์เป็นบทบัญญัติของอิสลาม และมิได้ถูกยกเลิก แต่ยังสามารถปฏิบัติได้จนถึงปัจจุบัน ...
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังเปิดกว้างให้ผู้ที่อยู่บ้าน สามารถทำการนิกาห์มุตอะฮ์ได้โดยเสรี แถมยังอ้างอีกว่าการนิกาห์มุตอะฮ์มีผลบุญมากมายมหาศาลด้วย ดังข้อมูลของชีอะฮ์เองที่จะได้นำเสนอต่อไปเช่นเดียวกัน ...
การนิกาห์มุตะอะฮ์จึงเป็น “จุดขาย” หนึ่งของชีอะฮ์ในปัจจุบันสำหรับมุสลิมสายซุนนีย์ที่ขาดความรู้ความเข้าใจศาสนาของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาหรือวัยรุ่นที่ประสงค์กามารมณ์โดยไม่ต้องรับภาระการเลี้ยงดูใดๆต่อสตรี ...
ความจริงในประเทศไทยก็มีหนังสือภาษาไทยอยู่หลายเล่มที่เปิดโปงและอธิบายความไม่ถูกต้องของนิกาห์มุตอะฮ์และผลกระทบของมันต่อสังคมโดยรวม อาทิเช่นหนังสือ “ปัญหาซุนนีย์-ชีอะฮ์ในมุมมองของอิสลาม” หรือหนังสือ “นี่หรืออะกีดะฮ์ของชีอะฮ์” เป็นต้น ...
หนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มหนึ่งที่จะเปิดเผยข้อเท็จจริงและวิเคราะห์หลักฐานความขัดแย้งเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ระหว่างซุนนีย์-ชีอะฮ์อย่างตรงไปตรงมาในทุกแง่มุม ด้วยหลักฐานจากอัล-กุรฺอ่านและอัล-หะดีษที่ถูกต้องทั้งจากฝ่ายซุนนีย์และชีอะฮ์เอง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีใจเป็นธรรมและต้องการทราบความจริงในเรื่องนี้จะนำไปศึกษา เพื่อจะได้รับรู้และปฏิบัติได้ถูกต้องต่อไป ...

อ.มะห์มูด (ปราโมทย์) ศรีอุทัย ...

วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2554 วันศุกร์ ที่ 25 รอบีอุษษานีย์ 1432