อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560

ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 5)




โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

จากนั้นฝ่ายชายก็สามารถตักตวงและหาความสุขจากเรือนร่างสตรีคนนั้นได้เต็มที่ภายในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้โดยไม่จำเป็นต้องส่งเสียเลี้ยงดูอะไรเลย ...
หลังจากครบกำหนดเวลาตามที่ตกลงกันไว้แล้ว ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายจากกันโดยฝ่ายชายไม่จำเป็นต้องหย่า และสตรีผู้นั้นก็สามารถนิกาห์กับผู้ชายคนใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีอิดดะฮ์เหมือนนิกาห์ถาวร, ไม่มีการสืบมรดกระหว่างกันหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายลงไป และไม่มีพันธะใดๆต่อกันอีกเลย ...
ยกเว้นกรณีเดียวคือสตรีผู้นั้นบังเอิญตั้งครรภ์จากคู่นอนที่นิกาห์มุตอะฮ์ด้วยกัน ก็เป็นภาระของผู้ชายที่จะต้องรับผิดชอบต่อบุตรที่เกิดมา เหมือนบุตรที่เกิดจากการนิกาห์ถาวรทุกประการ ...
การนิกาห์มุตอะฮ์ในลักษณะดังกล่าว – ตามความเชื่อชีอะฮ์ -- สามารถปฏิบัติได้อย่างเสรีในทุกๆสภาวะการ .. คือไม่ว่าอยู่บ้านหรือเดินทาง, ไม่ว่าในภาวะสงครามหรือภาวะสงบ, ไม่ว่าเพื่อต้องการปกป้องตนเองจากภาวะล่อแหลมต่อการผิดประเวณีหรือไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงใดๆ และไม่ว่ากับสตรีคนใด - มุสลิมหรือมิใช่มุสลิม - ยกเว้นสตรีที่เป็นญาติสนิททางสายเลือดเกินไปเท่านั้น ...
เพราะฉะนั้น ข้ออ้างของนักวิชาการชีอะฮ์ท่านหนึ่งคือเช็คมุหัมมัดชะรีฟจากหนังสือ “สาส์นอิสลาม” หน้า 38 (เล่มที่เท่าไรและวันเดือนปีที่พิมพ์ผมไม่ทราบ เพราะหน้าปกขาดหายไป) ที่กล่าวว่า “ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ว่าการแต่งงานทั้งสองประเภท (คือแต่งงานถาวรกับแต่งงานชั่วคราวแบบมุตอะฮ์) มีความแตกต่างกันตรงที่มีความถาวรและไม่ถาวร ส่วนในเงื่อนไขอื่นๆของการแต่งงานทั้งสองนั้น เหมือนกันหมด” จึงเป็นเรื่องของการบิดเบือน, หลอกลวง และโกหกพกลม ...
ผมมิได้ใส่ร้ายหรือกล่าวหาด้วยความอคติต่อชีอะฮ์ ...
แต่สิ่งที่กล่าวมานี้ทั้งหมดล้วนปรากฏชัดเจนในตำราของชีอะฮ์เอง ดังจะได้นำเสนอในตอนต่อไป ...
และผมก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิด (เพราะเกรงจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการมองในแง่ร้ายเกินไป) .. ว่า สตรีที่ผ่านการนิกาห์มุตอะฮ์ตามความเชื่อของชีอะฮ์ในปัจจุบัน ดูแล้วแทบไม่แตกต่างอันใดกับ “โสเภณีผูกขาด” ...
เพียงแต่ดูดีกว่าโสเภณีหน่อยหนึ่งตรงที่ว่า มีการเสนอคำและรับคำนิกาห์, นางจะไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นระหว่างนั้นไม่ได้ และผู้ชายต้องรับผิดชอบลูกด้วย – ถ้ามี ...
แต่ถ้านำไปเปรียบเทียบกับสตรีที่เป็น “เมียเช่า” ของพวกจีไอในอดีตแล้ว ผมว่าสตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์ดูจะ “ด้อย” กว่าเมียเช่าด้วยซ้ำ ตรงที่เมียเช่าจะได้รับค่าเลี้ยงดูเป็นประจำทุกเดือน ขณะที่สตรีที่ยอมนิกาห์มุตอะฮ์ จะไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าเลี้ยงดูใดๆจากคู่นอนอีกนอกเหนือจากค่าตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้ตอนนิกาห์เท่านั้น ...
แต่ .. จะอย่างไรก็ตาม ถ้าจะพูดถึงการนิกาห์มุตอะฮ์ในภาพรวม ใครจะไปกล่าวหาว่าเป็นเรื่องลามกอนาจารทั้งหมดก็คงไม่ได้ เพราะในอดีตเมื่อถึงคราวจำเป็นจากการเดินทางไปทำสงสงครามแดนไกล อิสลามก็เคยอนุโลมให้มีการนิกาห์มุตอะฮ์มาแล้วหนึ่งครั้งหรือสองครั้งโดยท่านศาสดาเอง ซึ่งถ้าหากมันเป็นเรื่องลามกอนาจารหรือเป็นความผิดชนิดยอมรับกันไม่ได้เลยในทุกๆแง่มุม ท่านศาสดาก็คงไม่อนุมัติมันเป็นแน่ ...
แต่สิ่งที่จำเป็นจะต้องพูดถึง ณที่นี้ก็คือ ข้ออนุโลมอย่างเสรีต่อนิกาห์มุตอะฮ์ของชีอะฮ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งแตกต่างกับนิกาห์มุตอะฮ์ในสมัยของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมอย่างสิ้นเชิง ...
เพราะ .. การนิกาห์มุตอะฮ์ - ดังที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของท่านศาสดา - เป็นเพียง “ข้อผ่อนผัน” ที่ถูกอนุโลมชั่วคราวแก่ผู้ที่เดินทางไปทำสงครามต่างแดน โดยมีเป้าหมายเพื่อมิให้เศาะหาบะฮ์บางคนถึงกับตอนตัวเอง และเพื่อให้นักรบที่อีหม่านยังไม่แข้มแข็งพอสามารถปลดเปลื้องความต้องการทางเพศได้โดยไม่ต้องไปทำผิดประเวณี ...
นิกาห์มุตอะฮ์จึงเป็นเพียง “นิกาห์เฉพาะกิจ” ของนักรบแดนไกลในอดีตเท่านั้น
(2). หลักฐานผ่อนผันนิกาห์มุตอะฮ์ของฝ่ายซุนนีย์
2.1 ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. รายงานว่า ...
كُنَّا نَغْزُوْ مَعَ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لَيْسَ لَنَا نِسَاءٌ، فَقُلْنَا : أَلاَ نَسْتَخْصِىْ ؟ فَنَهَانَا عَنْ ذَلِكَ، ثُمَّ رَخَّصَ لَنَا أَنْ نَنْكِحَ الْمَرْأَةَ بِالثَّوْبِ إلَى أَجَلٍ ...........
“พวกเราเคยไปทำสงครามพร้อมท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมโดยพวกเราไม่มีสตรี(คือภรรยาหรือทาสหญิง)ไปด้วย ดังนั้นพวกเราจึงพูด(ปรารภ)กันว่า .. พวกเราจะไม่ต้องตอนตัวเอง(เพื่อลดความกดดันอารมณ์เพศ)กันหรือนี่ ? .. แล้วท่านศาสดาก็ห้ามพวกเราจากเรื่อง(ตอนตัวเอง)นี้ จากนั้นท่านก็ “ผ่อนผัน” ให้พวกเรานิกาห์(มุตอะฮ์)กับสตรีในระยะเวลาหนึ่ง โดยให้ผ้าแก่นาง .......... ”
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 5075 และท่านมุสลิม หะดีษที่ 11/1404) ...




ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 4)



โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ทัศนะของญุมฮูรฺหรือนักวิชาการส่วนใหญ่เรื่องห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ในสงครามค็อยบัรฺตรงกับลักษณะที่สองนี้ เพราะพวกเขากล่าวว่าในสงครามค็อยบัรฺมีการผ่อนผันให้นิกาห์มุตอะฮ์ก่อนแล้วมีการห้ามภายหลัง ...
ทว่า .. หลักฐาน “ผ่อนผันก่อนห้าม” ดังข้ออ้างของญุมฮูรฺไม่มีปรากฏในรายงานใดๆของหะดีษบทนี้ เพราะฉะนั้นทัศนะนี้จึงเป็น “ทัศนะ” ที่ขาดหลักฐานสนับสนุน ...
สาม ห้ามเมื่อมีการฝ่าฝืนหรือทำผิดเกิดขึ้น .. ไม่ว่าการฝ่าฝืนหรือทำผิดนั้น จะเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอาจเป็นการ “ย้ำ” การห้ามเดิมก็ได้...
ผมขออธิบายเพิ่มเติมว่า หลังจากการประทานซูเราะฮ์อัล-มุอ์มินูนลงมาแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานที่ถูกต้องว่านิกาห์มุตอะฮ์จะเคยถูกผ่อนผันในวาระใดอีก นอกจากในปีที่ 8 ตอนพิชิตมักกะฮ์เท่านั้น ...
เพราะตามข้อเท็จจริงนั้น หลังจากที่ท่านศาสดาได้อพยพไปนครมะดีนะฮ์และมีสงครามเกิดขึ้นนับสิบครั้ง แต่สงครามเหล่านั้นก็เป็น “สงครามป้องกันตัว”ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนจำกัดแวดวงอยู่ในอาณาเขตใกล้นครมะดีนะฮ์ทั้งสิ้น ...
เศาะหาบะฮ์ของท่านยังอยู่ใกล้ชิดภรรยาและครอบครัวจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องทำนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีใด ...
แม้กระทั่งเมื่อคราวเดินทางไปทำอุมเราะฮ์ที่นครมักกะฮ์พร้อมเศาะหาบะฮ์ประมาณ 1500 คนในเดือนซุลเกาะอฺดะฮ์ ปีฮ.ศ.6 ก็ไม่มีปรากฏเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์เกิดขึ้น เพราะผู้ที่ตั้งเจตนาทำอุมเราะฮ์จะถูกห้ามจากการยุ่งเกี่ยวทางเพศในทุกๆกรณี ...
และการ “ห้าม” จากนิกาห์มุตอะฮ์ในวาระอื่นๆนอกเหนือจากคราวพิชิตมักกะฮ์ดังมีปรากฏในบางรายงาน เช่นคราวทำอุมเราะฮ์ชดใช้(ฮ.ศ. 7), คราวสงครามหุนัยน์(ฮ.ศ. 8), คราวสงครามตะบูก(ฮ.ศ. 9) หรือคราวหัจญ์อำลาในฮ.ศ. 9 หรือ 10 ...
การห้ามในวาระต่างๆเหล่านี้ นอกจากจะไม่มีหลักฐานว่า มีการผ่อนผันให้นิกาห์มุตอะฮ์ได้ก่อนการห้ามแล้ว รายงานเหล่านี้ล้วนเป็นรายงานที่ผิดเพี้ยนหรืออ่อนหลักฐานทั้งสิ้น ...
จนถึงเดือนมุหัรฺร็อมปีฮ.ศ. 7 จึงเกิดสงครามค็อยบัรฺขึ้นดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งในการทำสงครามครั้งนี้ถือเป็นสงคราม “ไกลบ้าน” ครั้งแรกของนักรบมุสลิม ...
ที่สำคัญที่สุด สงครามคราวนี้กินเวลาร่วมเดือนกว่าจะยุติลงด้วยชัยชนะของมุสลิมในที่สุด ...
เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปได้ว่าในสงครามไกลบ้านอันยาวนานครั้งนี้ มีทหารมุสลิมใหม่บางคนที่อาจไม่ทราบหรือไม่เข้าใจข้อห้ามเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์จากซูเราะฮ์อัล-มุอ์มินูน พวกเขาจึงทำนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีโดยไม่ได้ปรึกษาหรือแจ้งให้ท่านนบีย์ทราบก่อน เหมือนกับที่ทหารมุสลิมบางคนจับลาบ้านมาได้ ก็เชือดมันเพื่อทำเป็นอาหารโดยไม่ได้ปรึกษาหรือแจ้งให้ท่านนบีย์ทราบเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ไม่ใช่ทำไปเพราะได้รับการผ่อนผัน แต่ถือว่าเป็นการทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือผิดพลาดโดยสุจริต ...
เมื่อท่านศาสดาทราบเรื่องท่านก็ได้กล่าวห้ามมันในทั้งสองกรณี .. คือห้ามทั้งนิกาห์มุตอะฮ์และห้ามทั้งการกินเนื้อลาบ้านในคราวเดียวกัน ...
ข้อนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก ...
สี่ เป็นการห้ามในลักษณะ “ตีกัน” ไว้ก่อน เพื่อเป็นการป้องกันก่อนที่จะมีการทำความผิดเกิดขึ้น ...
เป็นไปได้ว่าท่านศาสดาได้กล่าวห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ที่ค็อยบัรฺเพื่อเป็นการ “ตีกัน” เศาะหาบะฮ์ใหม่บางคนที่ไม่ทราบข้อห้ามเรื่องนี้ แล้วอาจทำการนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีที่นั่นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้ ...
ข้อนี้ มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากเช่นเดียวกัน ...
สรุปแล้ว การห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ที่ค็อยบัรฺจึงมิใช่เป็นการห้ามหลังจากการผ่อนผันดังทัศนะญุมฮูรฺ แต่เป็นการห้ามผู้ฝ่าฝืนหรือห้ามเพื่อป้องกันตามลักษณะที่ 3 หรือที่ 4 ...
นี่คือ มุมมองของผมในเรื่องการห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ที่ค็อยบัรฺ ซึ่งถ้ามันถูกต้องก็ถือว่าเป็นทางนำจากพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. แต่ถ้ามันผิดพลาด ก็มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นความเข้าใจผิดที่เกิดจากความรู้น้อยของผมเอง ...
สำหรับรูปแบบการนิกาห์มุตอะฮ์ตามแนวทางปฏิบัติของชีอะฮ์ในปัจจุบันก็คือ การนิกาห์ที่มีการระบุกำหนดระยะเวลาที่จะอยู่ร่วมกันชัดเจนว่าจะอยู่กันกี่วันกี่เดือน, และระบุค่าตอบแทนที่ชัดเจนแก่สตรีด้วยในตอนอักด์ (ตกลง)นิกาห์ ...
อย่างเช่น ฝ่ายหญิงกล่าวแก่ฝ่ายชายว่า .. “ฉันนิกาห์ตัวฉันกับคุณเป็นเวลา 15 วันโดยคุณต้องจ่ายค่าตอบแทนให้ฉัน 4000 บาท” ...
แล้วฝ่ายชายก็กล่าวว่า قَبِلْتُ คือ ผมรับ, หรือกล่าวว่า رَضِيْتُ คือ ผมยินยอม ...
ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคลสองคน คือผู้ชายกับผู้หญิง ...
ไม่จำเป็นต้องมีวะลีย์ และไม่จำเป็นต้องมีพยานรับรู้ ... 




ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 3)


สำนวนดังข้างต้นเป็นสำนวนจากการบันทึกของนักวิชาการหะดีษส่วนใหญ่ที่รายงานมาจากท่านอัซ-ซุฮ์รีย์ ซึ่งแสดงว่า การห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์และการห้ามจากบริโภคเนื้อลาบ้าน เกิดขึ้นคราวเดียวกันในสงครามค็อยบัรฺ ...
ด้วยเหตุนี้นักวิชาการส่วนใหญ่ (جُمْهُوْرٌ) จึงมีทัศนะว่า การห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์และการห้ามจากรับประทานเนื้อลาบ้าน เกิดขึ้นคราวเดียวกันในสงครามค็อยบัรฺ ดังข้อความที่ปรากฏในหะดีษข้างต้นนั้น ...
แต่นักวิชาการหะดีษบางท่านเช่นท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮ์กล่าวว่า การห้ามในสงครามค็อยบัรฺคือการห้ามจากรับประทานเนื้อลาบ้านเท่านั้น ส่วนการห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์ เป็นการห้ามหลังจากจากสงครามค็อยบัรฺ ดังหะดีษที่ท่านซุฟยานเองได้บันทึกรายงานมาจากท่านอัซ-ซุฮ์รีย์เช่นเดียวกัน ...
(ดูฟัตหุ้ลบารีย์ของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ เล่มที่ 9 หน้า 168)
ท่านอบูอะวานะฮ์ได้กล่าวในหนังสือ “อัศ-เศาะเหี๊ยะฮ์” ของท่านว่า ...
سَمِعْتُ أَهْلَ الْعِلْمِ يَقُوْلُوْنَ : مَعْنَى حَدِيْثِ عَلِىٍّ أَنَّهُ نَهَى يَوْمَ خَيْبَرَ عَنْ لُحُوْمِ الْحُمُرِ،
وَأَمَّا الْمُتْعَةُ فَسَكَتَ عَنْهُ، وَإِنَّمَا نَهَى عَنْهُ يَوْمَ الْفَتْحِ ...
“ฉันได้ยินผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการกล่าวกันว่า ความหมายหะดีษท่านอะลีย์ก็คือ ท่านศาสดาได้ห้ามในสงครามค็อยบัรฺจากเนื้อลาบ้าน อนึ่งในเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ ท่านศาสดาเงียบจากมัน แน่นอนท่านมิได้ห้ามมันนอกจากในวันพิชิตมักกะฮ์เท่านั้น” ...
(จากหนังสือฟัตหุ้ลบารีย์เล่มเดียวกัน หน้า 169) ...
คำว่า “หลังจากสงครามค็อยบัรฺ” ดังคำพูดของท่านซุฟยาน บินอุยัยนะฮ์จึงหมายถึงคราวพิชิตนครมักกะฮ์ในเดือนรอมะฎอนของปีถัดมาดังคำกล่าวของท่านอบูอะวานะฮ์ เพราะมีหลักฐานชัดเจนทั้งการผ่อนผันและการห้ามมุตอะฮ์ในคราวเดียวกัน ...
ในแง่มุมของนักวิชาการส่วนใหญ่อธิบายว่า การ “ผ่อนผันแล้วห้าม” ในเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์เกิดขึ้น 2 ครั้ง .. คือผ่อนผันในสงครามค็อยบัรฺแล้วก็ห้าม ดังปรากฏในหะดีษของท่านอะลีย์บทข้างต้น .. และมีการผ่อนผันอีกครั้งหนึ่งคราวเดินทางไปพิชิตนครมักกะฮ์ หลังจากนั้นจึงมีการห้ามอย่างถาวรในคราวเดียวกัน ...
ทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ดังกล่าวนั้น อาจเป็นทัศนะที่ถูกต้องก็ได้ ...
ในมุมมองส่วนตัว ผมเองมีทั้ง “เห็นด้วย” และ “เห็นแย้ง” กับนักวิชาการส่วนใหญ่ในกรณีนี้ ...
เห็นด้วยในแง่ที่ว่า นิกาห์มุตอะฮ์กับการกินเนื้อลาบ้าน ถูกห้ามในสงครามค็อยบัรฺ คราวเดียวกัน...
แต่เห็นแย้งในแง่ที่ว่า ในสงครามค็อยบัรมีการผ่อนผันเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ก่อน ต่อจากนั้นจึงมีการห้ามภายหลัง ...
เหตุผลของผมก็คือ ในสงครามค็อยบัรฺมีแต่ “หลักฐานห้าม” นิกาห์มุตอะฮ์ แต่ไม่มี “หลักฐานผ่อนผัน” ให้นิกาห์มุตอะฮ์ได้ดังที่ญุมฮูรฺหรือนักวิชาการส่วนใหญ่อ้าง! ..ไม่ว่าจากการบันทึกของผู้ใดและในสำนวนใดๆของหะดีษบทนี้ ...
การห้ามสิ่งใด ไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้นจะเป็นที่อนุญาตหรือถูกผ่อนผันมาก่อนเสมอไป ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ทรงห้ามการซินา มิได้หมายความว่าการซินาจะเคยถูกอนุญาตหรือถูกผ่อนผันมาก่อน ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงห้ามเรื่องดอกเบี้ย มิได้หมายความว่า ดอกเบี้ยจะเคยถูกอนุญาตหรือถูกผ่อนผันมาก่อน ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงห้ามจากการลักขโมย มิได้หมายความว่าการลักขโมยเคยเป็นที่อนุญาตหรือถูกผ่อนผันมาก่อน ...
ตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันนี้ มีเยอะแยะไปหมด ...
เพราะฉะนั้น การห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ในสงครามค็อยบัรฺ จึงเหมือนกับการห้ามซินา, ห้ามดอกเบี้ยและห้ามการลักขโมย .. คือไม่เคยถูกอนุญาตหรือถูกผ่อนผันมาก่อน ...
หมายเหตุ ตามปกติ “การห้าม” จะเกิดขึ้นจาก 4 ลักษณะคือ ...
หนึ่ง เป็นการห้ามครั้งแรกของบทบัญญัติ ...
การห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ที่ค็อยบัรฺไม่จัดอยู่ในกรณีนี้ เพราะอิสลามมีข้อห้ามมาก่อนแล้วจากการมีเพศสัมพันธ์กับสตรีที่มิใช่ภรรยาหรือทาสหญิงในอายะฮ์ที่ 5-6 ซูเราะฮ์อัล-มุอ์มินูนโดยข้อห้ามนี้ครอบคลุมนิกาห์มุตอะฮ์โดยปริยายด้วย เพราะสตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์มิใช่เป็นภรรยาตามบทบัญญัติ ...
สอง เป็นการห้ามครั้งที่สอง หลังจากมีการอนุโลมหรือผ่อนผันจากการห้ามครั้งแรก ...





ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 2)






โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ก่อนที่จะทำการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ ก็ขออธิบายให้ท่านผู้อ่านเข้าใจความหมายนิกาห์มุตอะฮ์และวิธีการมุตอะฮ์ของชีอะฮ์, ที่มาของนิกาห์มุตอะฮ์ในอิสลาม, และความแตกต่างระหว่างการนิกาห์ถาวรกับนิกาห์มุตอะฮ์ ดังต่อไปนี้ ...
(1). นิกาห์มุตอะฮ์คืออะไร ?
คำว่า “มุตอะฮ์” ตามหลักภาษา แปลว่า ความสุข, ความสบาย ...
เพราะฉะนั้น การนิกาห์มุตอะฮ์จึงหมายถึง การนิกาห์(ชั่วคราว)ที่มีเป้าหมายเพื่อแสวงหา “ความสุข” ทางเพศจากสตรีที่นิกาห์ด้วย, ภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน, โดยจ่ายค่าตอบแทนให้นางตามที่ตกลงกัน ดังจะได้กล่าวต่อไป ...
นิกาห์มุตอะฮ์จึงมีเป้าหมายที่แตกต่างจากการนิกาห์ถาวร ซึ่งเรื่องกามารมณ์แม้จะมีความสำคัญมากเพียงใดก็ถือเป็นเรื่องรอง แต่เป้าหมายหลักของการนิกาห์ถาวรก็คือ เพื่อสามีและภรรยาจะได้สร้างครอบครัวที่อบอุ่นมั่นคงตามหลักการอิสลามร่วมกัน, เพื่อภรรยาจะได้เป็นกำลังใจให้สามีสร้างฐานะครอบครัว, เพื่อทั้งคู่จะมีลูกไว้สำหรับสืบสกุลร่วมกัน, เพื่อให้เกิดความเมตตารักใคร่และเห็นอกเห็นใจกันระหว่างคู่สามีภรรยา, เพื่อจะได้ช่วยเหลือดูแลกันและกันยามเจ็บไข้ได้ป่วย, และคู่สามีภรรยาจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในหน้าที่ของแต่ละฝ่ายตามที่ศาสนามีบทบัญญัติเอาไว้ ...
นิกาห์มุตอะฮ์หรือนิกาห์ชั่วคราว เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวอาหรับยุคญาฮิลียะฮ์ก่อนการอุบัติของอิสลามเสียอีก คือ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา ...
ในสารานุกรมอิสลามฉบับย่อ(The Shorter Encyclopaedia of Islam) กล่าวว่า ...
“เมื่อคนแปลกหน้ามายังหมู่บ้านหนึ่ง และเขาไม่มีสถานที่พัก เขาจะแต่งงานกับสตรีผู้หนึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อเธอจะได้เป็นคู่นอนบนเตียงของเขา และดูแลข้าวของของเขา” ...
ในหนังสือเล่มเดียวกันหน้า 419 ท่านเซทานี (Caetani) กล่าวว่า ...
“ในยุคป่าเถื่อนนั้น มุตอะฮ์เป็นการขายตัวทางศาสนารูปแบบหนึ่งที่กระทำกันในเทศกาลหัจญ์” ...
(จากหนังสือ “ปัญหาซุนนีย์-ชีอะฮ์ในมุมมองของอิสลาม” แปลโดยคุณฟาฏิมะฮ์ บินติอิบรอฮีม อัล-อันซอรีย์ หน้า 143) ...
มีหะดีษซึ่งบันทึกโดยท่านมุสลิม (หะดีษที่ 27/1406) รายงานจากท่านอิบนุอบีย์อัมเราะฮ์ เป็นหลักฐานพอจะเชื่อได้ว่า ในตอนแรกเริ่มของอิสลามนั้นการนิกาห์มุตอะฮ์ดังที่เคยปฏิบัติกันในสมัยญาฮิลียะฮ์ เป็นเรื่องน่ารังเกียจสำหรับมุสลิมเหมือนกับการน่ารังเกียจที่จะรับประทานซากสัตว์, เลือด และเนื้อสุกร ...
หรืออีกนัยหนึ่ง นิกาห์มุตอะฮ์คือ “สิ่งต้องห้าม” สำหรับมุสลิมเหมือนซากสัตว์ เลือดและเนื้อสุกร ...
ต่อมา พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ได้ประทานซูเราะฮ์อัล-มุอ์มินูนลงมา ซึ่งอายะฮ์ที่ 5-6 ของซูเราะฮ์นี้ ห้ามผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับสตรีใดเว้นแต่กับภรรยาและทาสหญิงเท่านั้น ...
ข้อห้ามดังกล่าวนี้จึงเป็นการ “ตอกย้ำ” การห้ามนิกาห์มุตอะฮ์ และห้ามมีเพศสัมพันธ์กับสตรีจากการนิกาห์มุตอะฮ์ เพราะสตรีที่นิกาห์มุตอะฮ์มิใช่เป็นภรรยาและมิใช่เป็นทาสหญิง ดังคำอธิบายที่จะถึงต่อไป ...
ข้อห้ามนี้สืบเนื่องต่อมาจนถึงปีที่ 8 ของฮิจญเราะฮ์ศักราช อันเป็นปีที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยกกองทัพจากมะดีนะฮ์ไปยึดครองนครมักกะฮ์ ซึ่งในการยึดครองมักกะฮ์ครั้งนี้ นิกาห์มุตอะฮ์ถูกผ่อนผันแก่มุสลิมที่เดินทางมาจากนครมะดีนะฮ์ให้กระทำได้ชั่วคราว ก่อนที่การผ่อนผันนั้นจะถูกยกเลิกอย่างถาวรในที่สุด ...
นี่คือสิ่งที่แทบจะเป็นมติเอกฉันท์ของนักวิชาการฝ่ายซุนนีย์ ...
สิ่งที่ยังเป็นความขัดแย้งก็คือ การผ่อนผันให้นิกาห์มุตอะฮ์เคยมีขึ้นก่อนหน้าการยึดครองนครมักกะฮ์หรือไม่ ? .. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคราวสงครามค็อยบัรฺ ...
ทั้งนี้ เพราะมีหะดีษจากการบันทึกของท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิม โดยรายงานจากท่านอะลีย์ บินอบีย์ฏอลิบ ร.ฎ.ว่า ...
نَهَى النَّبِىُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَنِ الْمُتْعَةِ وَعَنْ لُحُوْمِ الْحُمُرِ اْلأَهْلِيَّةِ زَمَنَ خَيْبَرَ
“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ห้ามจากนิกาห์มุตอะฮ์และห้ามจากการรับประทานเนื้อลาบ้าน ในสงครามค็อยบัรฺ” ...
ลาบ้าน คือลาที่ถูกมนุษย์เลี้ยงเพื่อใช้ขี่หรือใช้บรรทุกสิ่งของในสมัยนั้น ..
ค็อยบัรฺเป็นตำบลของชาวยิวที่มีพื้นที่กว้างขวาง อยู่ห่างจากนครมะดีนะฮ์ไปด้านเหนือประมาณ 96 ไมล์ตามเส้นทางไปแคว้นชาม ใช้เวลาเดินทางปกติประมาณ 8-9 วัน ..
สงครามค็อยบัรฺเกิดขึ้นในเดือนมุหัรฺร็อม ปีฮิจญเราะฮ์ศักราชที่ 7 ตรงกับเดือนสิงหาคม ฮ.ศ. 628 ... ยังมีต่อ..?

ชีอะฮ์กับมุตอะฮ์ (ตอนที่ 1)


คำนำ
بسـم الله ا لرحمـن الرحيـم
الحمد لله وحده، والصلاة والسلام على أشرف الرسل وآخرالنبوة، سيدنا ونبينا محمد وعلى آله وصحبـه ومن تبعهم بإحسان بعده، أما بعد ...
เรื่องชีวิตคู่ เป็นสิ่งที่อิสลามมีบทบัญญัติส่งเสริมทั้งในอัล-กุรฺอานและซุนนะฮ์หรือแบบอย่างของท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ... 
แต่ชีวิตคู่ที่อิสลามส่งเสริมและรับรองนั้น จะต้องเป็นชีวิตคู่ที่ผ่านพิธีการนิกาห์ที่ถูกต้องตามหลักการของอิสลามเท่านั้น เช่นคู่บ่าวสาวจะต้องไม่ใช่ญาติใกล้ชิดทางสายเลือดเกินไป, การนิกาห์นั้นจะต้องกระทำโดยวะลีย์หรือตัวแทนวะลีย์ของสตรี, จะต้องมีพยานที่มีคุณธรรมอย่างน้อย 2 คนร่วมเป็นสักขีพยานในขณะนิกาห์, จะต้องไม่มีการกำหนดเวลาการอยู่ร่วมที่แน่นอนในตอนเสนอคำและรับคำนิกาห์ เป็นต้น ...
ชีวิตคู่ที่อื่นจากนี้ ถือว่า เป็นการละเมิดบทบัญญัติของอิสลามทั้งสิ้น ...
ซึ่งหนึ่งจากนั้นก็คือ “นิกาห์มุตอะฮ์” หรือการแต่งงานที่ระบุกำหนดเวลาการอยู่ร่วมกันแน่นอนตายตัว ...
จริงอยู่ ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยอนุโลมหรือผ่อนผันให้นักรบที่ออกไปทำสงครามต่างแดนทำการนิกาห์มุตอะฮ์กับสตรีในท้องที่ได้ แต่นั่นเป็นเพียง “นิกาห์เฉพาะกิจ” สำหรับนักรบที่ไปทำสงครามต่างแดนในอดีต ซึ่งต่อมาท่านศาสดาก็ได้ยกเลิกการผ่อนผันนั้นในภายหลัง ดังหลักฐานที่จะถึงต่อไป ...
จะอย่างไรก็ตาม ยังมีชนกลุ่มหนึ่งคือชาวชีอะฮ์ที่ถือว่า นิกาห์มุตอะฮ์เป็นบทบัญญัติของอิสลาม และมิได้ถูกยกเลิก แต่ยังสามารถปฏิบัติได้จนถึงปัจจุบัน ...
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังเปิดกว้างให้ผู้ที่อยู่บ้าน สามารถทำการนิกาห์มุตอะฮ์ได้โดยเสรี แถมยังอ้างอีกว่าการนิกาห์มุตอะฮ์มีผลบุญมากมายมหาศาลด้วย ดังข้อมูลของชีอะฮ์เองที่จะได้นำเสนอต่อไปเช่นเดียวกัน ...
การนิกาห์มุตะอะฮ์จึงเป็น “จุดขาย” หนึ่งของชีอะฮ์ในปัจจุบันสำหรับมุสลิมสายซุนนีย์ที่ขาดความรู้ความเข้าใจศาสนาของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาหรือวัยรุ่นที่ประสงค์กามารมณ์โดยไม่ต้องรับภาระการเลี้ยงดูใดๆต่อสตรี ...
ความจริงในประเทศไทยก็มีหนังสือภาษาไทยอยู่หลายเล่มที่เปิดโปงและอธิบายความไม่ถูกต้องของนิกาห์มุตอะฮ์และผลกระทบของมันต่อสังคมโดยรวม อาทิเช่นหนังสือ “ปัญหาซุนนีย์-ชีอะฮ์ในมุมมองของอิสลาม” หรือหนังสือ “นี่หรืออะกีดะฮ์ของชีอะฮ์” เป็นต้น ...
หนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มหนึ่งที่จะเปิดเผยข้อเท็จจริงและวิเคราะห์หลักฐานความขัดแย้งเรื่องนิกาห์มุตอะฮ์ระหว่างซุนนีย์-ชีอะฮ์อย่างตรงไปตรงมาในทุกแง่มุม ด้วยหลักฐานจากอัล-กุรฺอ่านและอัล-หะดีษที่ถูกต้องทั้งจากฝ่ายซุนนีย์และชีอะฮ์เอง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีใจเป็นธรรมและต้องการทราบความจริงในเรื่องนี้จะนำไปศึกษา เพื่อจะได้รับรู้และปฏิบัติได้ถูกต้องต่อไป ...

อ.มะห์มูด (ปราโมทย์) ศรีอุทัย ...

วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน 2554 วันศุกร์ ที่ 25 รอบีอุษษานีย์ 1432



วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

ซะกาตประจำปี




ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

อัสลามุอะลัยกุม
รบกวนสอบถามอาจารย์
ซากาสประจำปีสามารถให้กับน้องชายแท้ๆ(มีหนี้สินมาก)ได้มั้ยครับ
ยาซากัลลอฮคอยร้อล

คำตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม .. 
ผู้ที่เป็นพี่น้องกัน ไม่วายิบต่ออีกฝ่ายอุปการะเลี้ยงดูเมื่ออีกฝ่ายยากจน เพราะฉะนั้น การที่พี่ชายมอบซะกาตประจำปีให้แก่น้องชายที่ยากจน หรือให้เพราะเขามีหนี้สินจึงกระทำได้ครับ และการให้ซะกาตหรือบริจาคเงินช่วยเหลือด้วยความสมัครใจแก่ผู้ที่เป็นญาติใกล้ชิด จะเป็นการดียิ่งกว่าการให้กับคนยากจนอื่นๆที่มิใช่เครือญาติด้วยซ้ำไปครับ วัลลอฮุอะอฺลัม ..

คำถาม

อ. ขอถามเพิ่มครับ กรณี ถ้า บิดา มีหนี้สินเยอะมาก มารดา ลูก ให้ซะกาตแก่ บิดา ได้ไหมครับ

คำตอบ

กฎเกณฑ์พื้นฐานเรื่องซะกาตก็คือ จะจ่ายซะกาตให้ผู้ที่เราวายิบอุปการะเลี้ยงดูอยู่แล้ว โดยจ่ายให้ในฐานะเขาเป็นคนยากจนไม่ได้ครับ แต่จะจ่ายให้ในฐานะอื่น เช่น เพราะเขามีหนี้สิน, เพราะเขาเป็นเจ้าหน้าที่จัดการซะกาต, หรือเพราะเขาอาสาสมัครทำสงครามสะบีลิลลาฮ์ อย่างนี้เป็นที่อนุญาตครับ เพราะฉะนั้น ในปัญหาที่คุณถามมา หากพ่อแม่ยากจน ก็วายิบลูกๆต้องเลี้ยงดูอยู่แล้ว ลูกจึงให้ซะกาตกับพ่อแม่ในฐานะท่านเป็นคนยากจนไม่ได้ แต่ในมุมกลับกัน หากลูกยากจนและพ่อแม่ร่ำรวย ก็ต้องพิจารณาดูก่อนว่า ลูกที่ยากจนนั้น ยังเป็นผู้เยาว์หรือไม่, หรือเป็นคนยากจนและพิการจนประกอบอาชีพไม่ได้หรือไม่, หรือเป็นคนยากจนและวิกลจริตหรือไม่ .. หากเข้าอยู่ในเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งจาก 3 ประการนี้ วายิบพ่อแม่ก็ยังต้องเลี้ยงดูเขาอยู่ จึงจ่ายซะกาตให้เขาในฐานะเป็นคนยากจนไม่ได้ครับ ซึ่งเรื่องซะกาตนี้ยังมีรายละเอียดอื่นๆอีกมาก เท่าที่ผมอธิบายมาคร่าวๆนี้ ก็เป็นเพียงหลักการขั้นพื้นฐานเท่านั้นครับ 




เอาเราะฮ์ของผู้ชาย



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

อัสลามมูอาลัยกุม ดิฉันได้ยินเขาพูดว่า เอาเราะห์ของผู้ชายที่ต้องปกปิดจากเหนือสะดือจนเลยหัวเข่า ในที่นี้หมายถึงการนุ่งผ้า หรือกางเกง ต้องใส่ให้เหนือสะดือและเลยหัวเข่า ไม่รวมถึงเสื้อที่ใส่ ยกเว้นเป็นเสื้อที่ปกปิดทั้งตัวเลยหัวเข่าลงมา ถึงแม้ว่าเสื้อจะปิดลงไปเลยใต้สะดือ แต่หากนุ่งกางเกงหรือใส่ผ้าถุงอยู่ใต้สะดือ ก็ถือว่าไม่เซาะฮ์ หากมีการละหมาด และหากมีการก้มสุญูด มีคนเห็นร่างกายจากด้านบนระหว่างเสื้อกับกางเกงหรือผ้าถุง หากเรานุ่งกางเกงหรือผ้าถุงเลยเหนือสะดือ การละหมาดนั้นใช้ได้ แต่หากนุ่งกางเกงหรือใส่ผ้าถุงอยู่ใต้สะดือนั้นไม่เซาะห์ คำพูดเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่ ที่สำคัญคือหากนุ่งกางเกงหรือใส่ผ้าถุงอยู่ใต้สะดือ แต่มีการใส่เสื้อทับนอกเลยลงไปแล้ว ถือว่าเป็นการใส่เหนือสะดือหรือไม่ ค่ะ

คำตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม วะเราะห์มะตุ้ลลอฮิวะบารอกาตุฮ์ ...
 ที่คุณถามมาเรื่องเอาเราะฮ์ของผู้ชายที่ว่า อยู่ระหว่างสะดือกับเข่านั้น เขาหมายถึงการมองจากทางด้านปกติ ไม่ได้หมายถึงการหมอบคลานลงไปที่พื้นเพื่อเงยขึ้นมาดูขาอ่อนผู้ชายที่เขาสวมผ้าถุงเลยเข่าลงมาแล้ว หรือปีนขึ้นฝ้าเพดานเพื่อมองลอดชายผ้าลงมาดูสะดือผู้ชายที่นุ่งผ้าเลยสะดือขึ้นมาแล้ว เพื่อหุก่มว่า คนผู้นั้นไม่ได้ปกปิดเอาเราะฮ์อย่างมิดชิดเพราะยังมองเห็นอยู่จากด้านล่างหรือด้านบน ซึ่งคงไม่มีใครทำกันอย่างนี้ ยกเว้นในกรณีเวลาละหมาด ซึ่งสมมุติว่า ถ้าใครเถรตรงยึดถือหลักการที่ว่าเอาเราะฮ์ต้องอยู่ระหว่างสะดือกับเข่า ก็เลยปกปิดมันแค่นั้นแล้วไปละหมาด อย่างนี้ เวลาเขาหมอบสุญูด ชายผ้าด้านล่างของเขาต้องร่นขึ้นไปเลยเข่าจนมองเห็น "ลุงรัง" ของเขาแน่ๆ แม้จะมองตามปกติก็ตาม แบบนี้ละหมาดของเขาก็ใช้ไม่ได้ครับ .. สรุปแล้ว ผมมองว่า คำสั่งให้ปกปิดเอาเราะฮ์ระหว่างสะดือกับเข่าในสมัยปัจจุบัน จึงเป็นเรื่อง "ทฤษฎี" มากกว่า เพราะในทางปฏิบัติแล้ว สมัยนี้ คงไม่มีมุสลิมคนไหนปกปิดแค่นั้นแล้วออกไปเดินเลนนอกบ้านหรือไปละหมาดหรอกครับ ทว่าทุกคนจะปกปิดร่างกายค่อนข้างมิดชิดและสุภาพ ไม่ว่าจะละหมาดหรือไม่ก็ตาม นอกจากผู้ไม่ใช่มุสลิมที่มีการนุ่งกางเกงต่ำกว่าสะดือหรือนุ่งกางเกงขาสั้นเลยเข่ากันเกร่อ ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่คุณถามมาหรอกนะครับ ...





วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

คนที่ละทิ้งละหมาด "โดยเจตนา"



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม

ดิฉันมั่นใจคำตอบอาจารย์ และคำถามมากมายที่จะถาม อย่างเรื่องของผู้เจตนาที่จะทิ้งละหมาดโดยไม่เหตุจำเป็น จะต้องละหมาดชดใช้หรือไม่ ตอนนี้มีการโจมตีอย่างหนัก ว่าพวกไม่ตามมัซฮับ ไม่ตามอุลามาฮ์ แต่เป็นกลุ่มชนเขาตาม"มุด..ตาฮิ" ซึ่งการละหมาดที่เป็นวาญิบชดละหมาดด่วนเลย ยามเจตนา และวาญิบชด สุนัตแบบด่วน เมื่ออุซุ้ร(ไม่เจตนา) อันเป็นฮูก่มจากอิจมา แต่กลุ่มชนนี้ การละทิ้งละหมาด5เวลาโดยเหตุอันควรหรือไม่มีเหตุอันควรใดๆนั้น"ไม่ต้องชดให้เสียเวลา เตาบัตก้อถือว่า พ้นแล้ว เป็นความคิดมักง่ายแบบนี้ เมื่อไรเราขี้เกียจละมาด เราก้อไม่ต้องละมาด พอสำนึกได้. แค่เตาบะก้อพ้นผิด โดยไม่ต้องชดใช้ .....ซึ่งคนเอาวามอย่างดิฉันก็ต้องคอตก จำต้องพึ่งพาความรูู้จากอาจารย์แล้วละค่ะเรื่องนี้...

ตอบ

ความจริง คนที่ละทิ้งละหมาด "โดยเจตนา" นั่นแหละครับคือคนขี้เกียจละหมาด! .. เพราะฉะนั้น คำกล่าวที่ว่า "เมื่อไรเราขี้เกียจละหมาด เราก็ไม่ต้องละหมาด" คำนี้จึงสมควรนำไปใช้กับคนที่ "ขาดละหมาดในเวลาโดยเจตนา แต่มานึกขยันตอนจะชดใช้" ถึงจะถูกต้องที่สุดครับมิใช่หรือครับ .. จะอย่างไรก็ตาม ปัญหาชดใช้ละหมาดที่ขาดโดยเจตนาว่าวายิบหรือไม่ เป็นปัญหา ขัดแย้งหรือมองต่างมุมของนักวิชาการ เพราะฉะนั้นผู้ที่กล่าวว่า "ต้องตามนักวิชาการ" จึงไม่สมควรไปประณามผู้ที่เห็นต่างกับตนเองในเรื่องนี้ เพราะมันจะไปค้านกับความเชื่อของตนเองตามหะดีษบทหนึ่งที่ว่า "ความขัดแย้งของอุมมะฮ์ของฉัน คือความโปรดปราน (ของอัลลอฺฮ์)" นะครับ .. ดังนั้นในเมื่อความขัดแย้งเป็น "เราะห์มัต" หรือความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ แล้วทำไมเราต้องไปประณามผู้ที่ได้รับเราะห์มัตล่ะครับ ตรงกันข้ามเราควรจะยกย่องเขาด้วยซ้ำมิใช่หรือครับ ? ? ....


การอ่านอัลกุรอ่าน ในงานนิกะห์



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม

อัสสลามุอะลัยกุมครับอาจารย์
รบกวนถามหน่อยครับว่า "การอ่านอัลกุรอ่าน ในงานนิกะห์ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะหาคนเสียงดีๆมาอ่านกันก่อนจะทำการนิกะห์ อยากทราบว่าตามสุนนะห์จริงๆแล้วมีไหมครับแล้วคนในยุคสลัฟเขาทำกันหรือไม่ครับ เห็นคนบ้านเรากันมากเลยครับ" ญะซากุมุ้ลลอฮุคอยรอน ครับ

ตอบ

วะอลัยกุมุสสลามครับ ...
ถ้าถามว่า จะทำได้หรือไม่ ผมก็ลำบากใจที่จะตอบ แต่เมื่อคุณถามว่า อยากทราบว่าตามสุนนะห์จริงๆแล้วมีไหมครับแล้วคนในยุคสลัฟเขาทำกันหรือไม่ ผมก็ตอบได้เต็มปากว่า ผมก็ไม่เคยเจอหลักฐานเรื่องนี้ในซุนนะฮ์เหมือนกันครับ ที่บ้านผม ผมเป็นอิหม่ามเอง และเมื่อจะทำการนิกาห์ลูกบ้านคู่ใด ผมก็ไม่เคยกระทำอย่างที่ว่ามานี้เลย เพราะไม่เคยเจอหลักฐานนี่แหละ .. ที่ไม่ทำไม่ใช่เพราะการอ่านอัล-กุรฺอานไม่ดี แต่ผมไม่อยากทำอะไรที่เป็นการสู่รู้หรือล้ำหน้าเกินท่านรอซู้ลเท่านั้น เนื่องจากท่านรอซู้ลเองเคยนิกาห์เศาะหาบะฮ์ของท่านมาไม่รู้กี่ร้อยคู่ ก็ไมเคยปรากฏว่า ท่านจะกระทำอย่างที่ว่านี้ ถ้านักวิชาการท่านใดเจอหลักฐานในเรื่องนี้ กรุณาแจ้งให้ทราบด้วยครับ ผมจะได้รับไปปฏิบัติบ้าง ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ 


....


ให้นั่งอิฟติรอชในละหมาดประเภท 2 ร็อกอะฮ์



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามูอาลัยกุม เห็นหน้าเฟสอาจารย์เงียบๆเหงาๆ เลยมาทักทายอาจารย์คงยุ่งเรื่องการสอนแน่เลย ไงทักแล้ว ก็ขอรบกวนอาจารย์หาหลักฐานการนั้งตะชะฮฺฮุดครั้งสุดท้าย กรณีที่ละหมาดนั้นมี 2 ร็อกอะฮ์ ที่ว่าให้นั่งแบบอิฟติรอชฺ พอมีหลักฐานไหม ค่ะ ดิฉันไม่เคยเจอหลักฐานเรื่องนี้เลย ค่ะ

ตอบ ...

วะอลัยกุมุสสลาม ...
ขออภัยที่ตอบมาช้าเพราะเป็นจริงอย่างที่คุณเข้าใจ คือผมไม่ค่อยมีเวลาว่าง หน้าเฟสของผมจึงเงียบเหงาไปนิด แต่อินชาอัลลอฮ์ ต่อไปผมจะพยายามหาเวลามาตอบคำถามให้มากขึ้น เพราะมีปัญหาที่ถูกถามเข้ามาเยอะแยะ - โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากศูนย์สถานี 2 หาดใหญ่ที่ผมไปบรรยายและตอบคำถามเป็นประจำทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ...

จากคำถามของคุณ Mareeyah Si ข้างต้น ..
 ก่อนอื่นผมขอเรียนให้ทราบว่า เรื่อง "ลักษณะการนั่ง" ในตะชะฮ์ฮุดทั้ง 2 ของการละหมาดนั้น นักวิชาการมีทัศนะขัดแย้งกันเป็น 4 ทัศนะคือ ...
(1). ให้นั่งแบบอิฟติรอชในทั้ง 2 ตะชะฮ์ฮุด .. นี่คือทัศนะของท่านอิหม่ามอบูหะนีฟะฮ์ และสานุศิษย์ของท่าน ..
(2). ให้นั่งแบบตะวัรฺรุกในทั้ง 2 ตะชะฮ์ฮุด .. นี่คือทัศนะของท่านอิหม่ามมาลิก และสานุศิษย์ของท่าน ...
(3). ให้นั่งแบบตะวัรฺรุกในตะชะฮฺฮุดที่ "มีการให้สล่าม" .. (ไม่ว่าจะเป็นละหมาดประเภท 1 หรือ 2 หรือ 3 หรือ 4 ร็อกอะฮ์) .. แต่ให้นั่งแบบอิฟติรอชในการนั่งที่อื่นจากนี้
นี่คือทัศนะของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์และสานุศิษย์ของท่าน ...
(4). ให้นั่งแบบตะวัรฺรุกในการ "นั่งครั้งสุดท้าย" ก่อนให้สล่ามของทุกๆละหมาดที่ "มี 2 ตะชะฮ์ฮุด" .. แต่ให้นั่งแบบอิฟติรอชในการนั่งก่อนให้สล่ามของละหมาดที่ "มีตะชะฮ์ฮุดเดียว" .. (เช่นละหมาดซุบฮี่, ละหมาดวันศุกร์ เป็นต้น) ...
นี่คือทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัด และสานุศิษย์ของท่าน ...
ผมจะไม่ขอออกความเห็นหรืออธิบายหลักฐานของทุกๆทัศนะที่ขัดแย้งกันเหล่านี้ .. แต่จะอธิบายเฉพาะทัศนะที่ผมตรวจสอบหลักฐานแล้ว เห็นว่ามี "น้ำหนักมากที่สุด" ในมุมมองของผม .. ซึ่งตรงกับคำถามของคุณ Mareeyah Si ข้างต้น ....

นั่นคือทัศนะที่ 4 !.. อันเป็นทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัล ......

หลักฐานของทัศนะนี้ ได้แก่หะดีษซึ่งท่านอัน-นซาอีย์ได้บันทึกในหนังสือ "อัส-สุนัน" ของท่าน - อันเป็นหะดีษที่ 1158 - โดยรายงานมาจากท่านมุหัมมัด บินอับดุลลอฮ์ บินยะซีด อัล-มุกรีย์, จากท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์, จากท่านอาศิม บินกุลัยบ์, จากบิดาของท่าน คือท่านกุลัยบ์ บินชิฮาบ, จากท่านวาอิล บินหุจญริน ร.ฎ. ที่กล่าวว่า ..


أَتَيْتُ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَرَأَيْتُهُ يَرْفَعُ يَدَيْهِ إِذَاافْتَتَحَ الصَّلاَةَ حَتَّى يُحَاذِىَ مَنْكِبَيْهِ وَإِذَاأَرَادَ أَنْ يَرْكَعَ، وَإِذَا جَلَسَ فِى الرَّكْعَتَيْنِ أَضْجَعَ الْيُسْرَى وَنَصَبَ الْيُمْنَى، وَوَضَعَ يَدَهُ الْيُمْنَى عَلَى فَخِذِهِ الْيُمْنَى وَنَصَبَ أُصْبُعَهُ لِلدُّعَاءِ، وَوَضَعَ يَدَهُ الْيُسْرَى عَلَى فَخِذِهِ الْيُسْرَى .....
"ฉันไปหาท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วฉันก็เห็นท่านยกมือทั้งสองของท่านเสมอไหล่ทั้งสองของท่านเมื่อตอนเริ่มต้นละหมาดและตอนจะก้มรุกูอฺ .. และเมื่อท่านนั่งลงในร็อกอะฮ์ที่สอง ท่านก็จะตะแคงเท้าซ้ายและชันเท้าขวาขึ้น.. (คือนั่งแบบอิฟติรอช .. ดังสำนวนชัดเจนในบันทึกของท่านอบูดาวูด) .. และท่านจะวางมือขวาบนขาขวา และยกนิ้ว(ชี้)ขึ้นเพื่อดุอา(คืออ่านตะชะฮ์ฮุด) และวางมือซ้ายบนขาซ้ายของท่าน" ....

สายรายงานของหะดีษบทนี้ ถูกต้อง ...
นอกจากนี้ ท่านบิชรฺ บินอัล-มุฟัฎฎ็อล ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงยิ่งท่านหนึ่ง ยังได้รายงานหะดีษบทนี้ในลักษณะสอดคล้อง (مُتَابَعَةٌ ) กับท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์ .. โดยรายงานมาจาก จากท่านอาศิม บินกุลัยบ์, จากท่านกุลัยบ์ บินชิฮาบ, จากท่านวาอิล บินหุจญริน ร.ฎ. เช่นเดียวกัน ...
(จากสุนันอบีย์ดาวูด หะดีษที่ 726) ...

หะดีษที่ถูกต้องบทนี้เป็นหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ละหมาดที่ท่านวาอิล บินหุจญริน ร.ฎ. รายงานว่า เห็นท่านศาสดานั่งอ่านตะชะฮ์ฮุดในลักษณะอิฟติรอชนั้น เป็นละหมาดประเภท 2 ร็อกอะฮ์ !!! ...
หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นละหมาดที่มีการนั่งตะชะฮ์ฮุดเพียงครั้งเดียว ..

มิใช่ละหมาดประเภท 2 ตะชะฮ์ฮุดที่ให้นั่งตะวัรฺรุกในตะชะฮ์ฮุดครั้งที่สอง ซึ่งไม่มีการกล่าวถึงเลยในหะดีษบทนี้ ..

ท่านอับดุลลอฮ์ บุตรชายของท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัล ได้กล่าวถามท่านอิหม่ามอะห์มัดผู้เป็นบิดาว่า ...

سَأَلْتُ أَبِىْ عَنِ التَّوَرُّكِ فِى الصَّلاَةِ ؟
"ฉันได้ถามบิดาของฉันเรื่องนั่งตะวัรฺรุกในละหมาด" ...

فَقَالَ : حَدِيْثُ أَبِىْ حُمَيْدٍ عَنِ النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَنَّهُ كَانَ يَتَوَرَّكُ فِى الرَّابِعَةِ

ท่านตอบว่า "หะดีษของท่านอบีย์หุมัยด์ ร.ฎ. (เรื่องนั่งตะวัรฺรุกในละหมาด) ที่รายงานจากท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หมายถึงท่านนั่งตะวัรฺรุกในร็อกอะฮ์ที่สี่" ...

قُلْتُ لِأَبِىْ : فَفِى الْفَجْرِ، وَفِىْ صَلاَةِ الْجُمْعَةِ يَتَوَرَّكُ ؟

ฉันถามบิดาต่อไปอีกว่า .. "แล้วในละหมาดซุบฮี่, ละหมาดวันศุกร์ล่ะ จะต้องนั่งตะวัรฺรุกไหม ?" ...

قَالَ : لاَ يَتَوَرَّكُ فِى الْفَجْرِ وَلاَ فِى الْجُمْعَةِ، إِنَّهَا جَلْسَةٌ وَاحِدَةٌ

ท่านตอบว่า .. "ไม่ต้องนั่งตะวัรฺรุกในละหมาดซุบฮี่ และละหมาดวันศุกร์ (เพราะ) มันมีการนั่ง(ตะชะฮ์ฮุด)แค่ครั้งเดียว" ...,

قُلْتُ لِأَبِىْ : فَإِنَّ الشَّافِعِىَّ يَقُوْلُ : يَتَوَرَّكُ، لِأَنَّ التَّوَرُّكَ إِنَّمَا جُعِلَ مِنْ طُوْلِ الْقُعُوْدِ

ฉันถามบิดาต่อไปว่า . "แล้วที่ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์กล่าวว่า .. ให้นั่งตะวัรฺรุก(ในละหมาดซุบฮี่และละหมาดวันศุกร์)ด้วย เพราะการนั่งตะวัรฺรุก ถูกกำหนดเนื่องจากการนั่งนานเท่านั้น"


قَالَ أَبِىْ : لَيْسَ هُوَ عِنْدِىْ كَذَا، لاَ يَتَوَرَّكُ الرَّجُلُ إِلاَّ فِى الصَّلاَةِ الَّتِىْ يَجْلِسُ فِيْهَا جَلْسَتَيْنِ، وَالْعِشَاءُ يَتَوَرَّكُ أَيْضًا فِيْهَا، لِأَنَّهُ يِجْلِسُ فِيْهَا جَلْسَتَيْنِ وَهُوَ الَّذِىْ أَخْتَارُ

ท่านตอบว่า .. "สำหรับฉันมิใช่เช่นนั้น คนใดอย่านั่งตะวัรฺรุก .. เว้นแต่ในละหมาดซึ่งมีการนั่ง(ตะชะฮ์ฮุด) 2 ครั้ง ละหมาดอิชาอ์ก็ให้เขานั่งตะวัรฺรุกได้ เพราะมันมีการนั่ง 2 ครั้ง นั่นคือสิ่งที่ฉันเลือก" ...
(จากหนังสือ "มะซาอิลุ้ลอิมาม อะห์มัด อิบนิหัมบัล" จากริวายะฮ์(การรายงาน)ของท่านอับดุลลอฮ์ บุตรชายของท่าน หน้า 80) ...

หมายเหตุ
หะดีษของท่านอบีย์หุมัยด์ อัซ-ซาอิดีย์ ร.ฎ. ที่ท่านอิหม่ามอะห์มัดกล่าวถึง เป็นข้อความบางตอนในหะดีษบทหนึ่งจากการบันทึกของท่านบุคอรีย์ในหนังสือ "ญุซอุ้ลกิรออะฮ์" และท่านอบูดาวูดที่ว่า ..

حَتَّى إِذَا كَانَتِ السَّجْدَةُ الَّتِىْ فِيْهَا التَّسْلِيْمُ أَخَّرَ رِجْلَهُ الْيُسْرَى وَقَعَدَ مُتَوَرِّكًا عَلَى شِقِّهِ الْأَيْسَرِ

"จนกระทั่งเมื่อถึงซัจญดะฮ์(คือการนั่งตะชะฮ์ฮุด)ที่มี "การให้สล่ามในการนั่งนั้น" ท่านนบีย์ก็สอดเท้าซ้ายรองใต้แข้งขวาของท่าน และนั่ง(วางสะโพกบนพื้น)ในลักษณะเอนไปทางซีกซ้ายของท่าน (คือ นั่งแบบตะวัรฺรุก)" ...

คำว่า "การนั่งตะชะฮ์ฮุดที่มีการให้สล่ามในการนั่งนั้น" .. นักวิชาการมัษฮับชาฟิอีย์อธิบายว่า หมายถึงการนั่งใน "ทุกๆตะชะฮ์ฮุดที่มีการให้สล่าม" .. ไม่ว่าจะเป็นการนั่งก่อนสล่ามในละหมาดประเภท 2 ร็อกอะฮ์, 3 ร็อกอะฮ์ หรือ 4 ร็อกอะฮ์ ก็ให้นั่งตะวัรฺรุกในการนั่งนั้นตามเนื้อหาตอนท้ายของหะดีษบทนี้ ...

แต่ท่านอิบนุ้ลก็อยยิม อัล-ญูซียะฮ์ ได้กล่าวอธิบายว่า ...

فَهَذَاالسِّيَاقُ ظَاهِرٌ فِى اخْتِصَاصِ هَذَاالْجُلُوْسِ بِالتَّشَهُّدِ الثَّانِىْ
"ถ้อยคำสำนวนนี้ ส่อว่า การนั่ง(ตะวัรฺรุก)นี้ เป็นเรื่องของ "การนั่งตะชะฮ์ฮุดที่สอง" โดยเฉพาะ" ..
(จากหนังสือ "ซาดุ้ลมะอาด" ของท่านอิบนุ้ลก็อยยิม เล่มที่ 1 หน้า 86) ..

คำกล่าวนี้ของท่านอิบนุ้ลก็อยยิมถือว่าถูกต้อง เพราะเมื่อไปตรวจสอบดูข้อความของหะดีษบทนี้ - ทั้งหมด - ปรากฏว่า การนั่งตะวัรฺรุกในหะดีษของท่านอบูหุมัยด์บทนี้ หมายถึง "การนั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งที่ 2 ก่อนให้สล่าม" ของละหมาดประเภท 3 ร็อกอะฮ์หรือ 4 ร็อกอะฮ์ !!..

หลักฐานในเรื่องนี้ก็คือ ข้อความตอนกลางหะดีษนี้ มีกล่าวถึงการนั่งอิฟติรอชใน "การนั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก" ก่อนแล้ว - แล้วในหะดีษก็กล่าวต่อไปว่า ...

ثُمَّ إِذَا قَامَ مِنَ الرَّكْعَتَيْنِ كَبَّرَ وَرَفَعَ يَدَيْهِ حَتَّى يُحَاذِىَ بِهِمَا مَنْكِبَيْهِ، كَمَا كَبَّرَ عِنْدَ افْتِتَاحِ الصَّلاَةِ ثُمَّ يَصْنَعُ ذَلِكَ فِىْ بَقِيَّةِ صَلاَتِهِ حَتَّى إِذَا كَانَتِ السَّجْدَةُ الَّتِىْ فِيْهَا التَّسْلِيْمُ أَخَّرَ رِجْلَهُ الْيُسْرَى وَقَعَدَ مُتَوَرِّكًا عَلَى شِقِّهِ الْأَيْسَرِ

"ต่อจากนั้น ท่านก็ลุกขึ้นยืน "จากร็อกอะฮ์ที่สอง" (สู่ร็อกอะฮ์ต่อไป) .. โดยท่านกล่าวตักบีรฺ และยกมือทั้งสองของท่านจนเสมอกับบ่าทั้งสองของท่านเหมือนกับการตักบีรฺตอนเริ่มต้นละหมาด หลังจากนั้น ท่านก็กระทำอย่างนี้ในส่วนที่เหลือของการละหมาด จนกระทั่งเมื่อถึง "การนั่งตะชะฮ์ฮุดที่มีการให้สล่าม" ท่านก็สอดเท้าซ้ายรองใต้แข้งขวาของท่าน และนั่ง(วางสะโพกบนพื้น) ในลักษณะเอนไปทางซีกซ้ายของท่าน (คือ นั่งแบบตะวัรฺรุก) ...
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์ในหนังสือ "ญุซอุ้ลกิรออะฮ์" หน้า 5, และท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 730) ...

เพราะฉะนั้น สรุปแล้ว ในตะชะฮ์ฮุดของละหมาดประเภท 2 ร็อกอะฮ์ หรือละหมาดที่มีการนั่งตะชะฮ์ฮุดเพียงครั้งเดียว การนั่งแบบอิฟติรอชจึงมีน้ำหนัก - ด้านหลักฐาน - มากที่สุดในทัศนะของผม ...
วัลลอฮุ อะอฺลัม ...

อ. มะห์มูด (ปราโมทย์) ศรีอุทัย
3/2/2560