อารัมภบทของอาจารย์ปราโมทย์

พี่น้องที่เคารพครับ .. ขอเรียนว่า ส่วนใหญ่ของปัญหาที่ถูกถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งหรือปัญหาคิลาฟียะฮ์ เพราะฉะนั้น ในการตอบปัญหาดังกล่าว หากปัญหาใดไม่สำคัญมากนัก ผมก็จะตอบแบบสรุปตามทัศนะที่มีน้ำหนักด้านหลักฐานมากที่สุดสำหรับผมโดยไม่ได้นำมุมมองด้านตรงข้ามมาด้วย แต่หากปัญหาใดจำเป็นต้องมีการชี้แจง ผมก็จะนำหลักฐาน(และการวิเคราะห์)รายละเอียดทั้งสองด้าน ประกอบในคำตอบด้วย และขอเรียนว่า

(1). คำตอบของผมแทบทั้งหมดไม่ใช่เป็นการอธิบายหะดีษหรืออัล-กุรฺอานเอาเองอย่างที่บางคนเข้าใจ แต่จะมีที่มาจากอิหม่ามทั้ง 4 ท่านที่โลกอิสลามยอมรับและนักวิชาการระดับโลกท่านอื่นๆด้วยทั้งสิ้น เพียงแต่บางครั้งผมมิได้อ้างนามพวกท่านในการตอบก็เพื่อประหยัดเวลาในการเขียนเท่านั้น

(2). คำตอบของผมในปัญหาใด ไม่ถือว่าเป็น "ข้อชี้ขาด" ความขัดแย้งในปัญหานั้น แต่เป็นการตอบตามการมองหลักฐานว่ามีน้ำหนักที่สุดในมุมมองของผม ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดพลาดก็ได้ พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. เท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ...

อ.ปราโมทย์ (มะหมูด) ศรีอุทัย


ติดต่ออาจารย์ปราโมทย์โดยตรงได้ที่

1. 1/22 หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ม. 5 ต. นาเคียน อ. เมือง จ. นคร ศรีธรรมราช รหัส 80000

2. เบอร์โทรศัพท์ 086-6859660

3. Facebook

4. เว็บไซต์

5.อีเมล
pramote.sriutai2559@gmail.com

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ชี้แจง .. บทวิภาษของ อ.อัชอะรีย์ต่อ อ.ปราโมทย์ (ตอนที่ 4)



ชี้แจงเรื่อง ห้ามนมาซในกุบูรฺ

โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

(4). ชี้แจงเรื่อง ห้ามนมาซในกุบูรฺ ... 
4.1 อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ... 
“อ.ปราโมทย์กล่าวว่า กุบูรฺไม่ใช่เป็นสถานที่ทำอิบาดะฮ์ ด้วยการอ้างคำกล่าวของท่านอัลฮาฟิซ อิบนุหะญัรฺ อัลอัสกอลานีย์ที่อธิบายหะดีษที่ว่า “และพวกท่านจงอย่าทำมัน(บ้าน)ให้เป็นกุบูร) .. ว่า แท้จริงกุบูรฺนั้นมิใช่เป็นสถานที่สำหรับทำอิบาดะฮ์ ดังนั้นการนมาซในกุบูรฺจึงเป็นเรื่องน่ารังเกียจ” .. และ ..
(อ.ปราโมทย์)ยังสรุปเอาเองว่า มักโระฮ์ที่ว่านี้ คือมักโระฮ์แบบฮะรอม ตามที่ทราบกันดีจากนักปราชญ์ยุคแรก .....”
แล้ว อ.อัชอะรีย์ก็เริ่มการวิภาษข้อความข้างต้นด้วยการกล่าวว่า ...
“1.1 สำนวนของหะดีษนั้น มิได้ห้ามทำการละหมาดที่กุบูรฺ ......”
ชี้แจง
ก. คำกล่าวของท่านอิบนุหะญัรฺที่ว่า .. “แท้จริงกุบูรฺนั้นมิใช่เป็นสถานที่สำหรับทำอิบาดะฮ์ ดังนั้นการนมาซในกุบูรฺจึงเป็นเรื่องน่ารังเกียจ(มักโระฮ์)” .. นั้น อ.อัชอะรีย์แน่ใจหรือว่า ผมคือคนแรกที่ “สรุปเอาเอง” ว่า มักโระฮ์ที่ว่านี้คือมักโระฮ์แบบหะรอม ?? 
ขอแนะนำว่า ก่อนที่จะกล่าวหาใครง่ายๆ อ.อัชอะรีย์ก็น่าจะตรวจสอบข้อมูลให้ถ่องแท้เสียก่อนจะดีกว่า ...
เพราะข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ก็คือ มีนักวิชาการหะดีษระดับแนวหน้าในอดีตหลาย ท่านที่เคยกล่าวอย่างชัดเจนว่า มักรูฮ์นมาซในกุบูรฺในที่นี้คือมักรูฮ์แบบหะรอม .. และบางท่านก็อธิบายข้อความที่ว่า .. “แท้จริงกุบูรฺนั้นมิใช่เป็นสถานที่สำหรับทำอิบาดะฮ์” ..ในลักษณะเดียวกันกับคำอธิบายของผม คือ ไม่อนุญาต(หะรอม)ให้นมาซในกุบูรฺ! ...
นักวิชาการท่านแรกที่ขออ้างถึง คือท่านอัน-มุนาวีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 1031) ได้กล่าวอธิบายหะดีษจากการรายงานของท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ.ที่ว่า .. “พวกท่านอย่านมาซโดยหันไปทางกุบูรฺ และพวกท่านอย่านมาซบนกุบูรฺ” อันเป็นหะดีษที่ 9814 จากหนังสือ “อัล-ญาเมียะอฺ อัศ-เศาะฆีรฺ” ของท่านอัส-สะยูฏีย์ .. โดยท่านอัน-มุนาวีย์อธิบายว่า ...
وَيُؤْخَذُ مِنَ الْحَدِيْثِ النَّهْىُ عَنِ الصَّلاَةِ فِىْ الْمَقْبُرَةِ، فَهِىَ مَكْرُوْهَةٌ كَرَاهَةَ تَحْرِيْمٍ!
“สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้ก็คือ ห้ามนมาซในสุสาน! ซึ่งมัน(การนมาซในสุสาน) เป็นเรื่องมักรูฮ์แบบต้องห้าม (หะรอม)” ...
(ดูหนังสือ “ฟัยฎุลกอดีรฺ” ของท่านอัล-มุนาวีย์ เล่มที่ 6 หน้า 407) ...
แม้สายรายงานของหะดีษข้างต้นนี้จะเฎาะอีฟ แต่ข้อความของหะดีษนี้ก็ถือว่าเศาะเหี๊ยะฮ์ เพราะมีการรายงานที่สอดคล้อง (مُتَابِعٌ) มาจากกระแสอื่น (ดูหนังสือ “อัศเศาะหี้หะฮ์” ของท่านอัล-อัลบานีย์ หะดีษที่ 1016) และยังได้รับการยืนยัน (شَاهِدٌ) จากการรายงานของท่านอบูสะอิด อัล-คุดรีย์ ดังจะถึงต่อไป ...
อ.อัชอะรีย์จะแก้ตัวอย่างไรอีก ? ...
ส่วนนักวิชาการท่านหลังก็คือ ท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 388) ...
ท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “มะอาลิม อัส-สุนัน” เล่มที่ 1 หน้า 127 ว่า ...
وَاحْتَجَّ بَعْضُ مَنْ لَمْ يُجِزِالصَّلاَةَ فِى الْمَقْبُرَةِ وَإِنْ كَانَتْ طَاهِرَةَ التِّرْبَةِ بِقَوْلِ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : صَلُّوْا فِىْ بُيُوْتِكُمْ، وَلاَ تَتَّخِذُوْهَا مَقَابِرَ! .. قَاَل : فَدَلَّ ذَلِكَ عَلَى أَنَّ الْمَقْبُرَةَ لَيْسَتْ بِمَحَلِّ الصَّلاَةِ. 
“นักวิชาการบางท่านที่ “ไม่อนุญาต” ให้นมาซในสุสานแม้ว่าดินของมันจะสะอาดก็ตาม ได้อ้างหลักฐานด้วยคำพูดของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมที่ว่า .. “พวกท่านจงนมาซในบ้านของพวกท่าน และจงอย่าทำมัน(บ้าน)ให้เป็นกุบูรฺ” .. เขากล่าวว่า .. “หะดีษนี้แสดงว่า สุสานนั้น มิใช่เป็นสถานที่สำหรับนมาซ” ...
จะเห็นได้ว่า จากคำกล่าวนักวิชาการบางท่านในยุคก่อนที่ว่า “สุสานนั้นมิใช่เป็นสถานที่สำหรับนมาซ” ...
ท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ได้อธิบายว่า ความหมายของนักวิชาการต่อคำพูดดังกล่าวก็คือ “ไม่อนุญาต” ให้นมาซในสุสาน .. ซึ่งก็ตรงกันกับคำอธิบายของผม ...
เพราะคำว่า لَمْ يُجِزْ (เขาไม่อนุญาตให้) อันเป็นสำนวนที่ท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ใช้ข้างต้น (และคำว่า لاَيَجُوْزُ :ไม่เป็นที่อนุญาต), และคำว่า يَحْرُمُ (หะรอม) .. ทั้ง 3 คำนี้ไม่ว่านักวิชาการฟิกฮ์จะเลือกใช้สำนวนไหน แต่ความหมายของมันมีอย่างเดียวกันคือ “ทำไม่ได้” หรือ “ห้ามทำ” (หะรอม) ทั้งสิ้น ...
ดังนั้น คำพูดของท่านอิบนุหะญัรฺตอนหลังที่ว่า “ดังนั้นการนมาซในกุบูรฺจึงเป็นเรื่องมักรูฮ์” .. ความหมายของคำนี้ -- ตามการอธิบายของท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ -- ก็คือ คำว่ามักรูอ์ในที่นี้ เป็นเรื่อง “ไม่อนุญาต” หรือ “หะรอม” นั่นเอง ...
แล้วอย่างนี้ อ.อัชอะรีย์ลองตอบมาซิครับว่า คำว่า “มักโระฮ์” จากคำพูดของท่านอิบนุหะญัรฺที่ผมอธิบายว่าหมายถึง “หะรอม” นั้น ผมสรุปเอาเอง หรือท่านอัล-มุนาวีย์และท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ เคย “เข้าใจ” อย่างนี้มาก่อนผม ??? ...
ข. และสำหรับคำพูดของผมที่ว่า .. “ความหมายของคำว่า مَكْرُوْهَةٌ (น่ารังเกียจ) หมายถึง كَرَاهَةٌ تَحْرِيْمِيَّةٌ .. คือเป็นเรื่องต้องห้ามหรือหะรอม อันเป็นสำนวนของนักวิชาการในยุคแรก” .. นั้น ...
ความเข้าใจดังกล่าวนี้มิใช้ผมเสกสรรขึ้นมาเอง แต่เป็นคำอธิบายและความเข้าใจของนักวิชาการหลายท่าน ซึ่งนอกจากท่านอัล-มุนาวีย์และท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ดังข้างต้นแล้ว ท่านอัลลามะฮ์ อัล-บัรฺกูวีย์ ก็ได้กล่าวในหนังสือ “جلاء القلوب” อันเป็นการอธิบายความหมายจากคำพูดของนักวิชาการ (ทั้ง 4 มัษฮับ) ที่กล่าวพ้องกันว่า การที่บ้านผู้ตายจัดเลี้ยงอาหารนั้น เป็น “บิดอะฮ์ที่มักรูฮ์” .. ซึ่งท่านอัลลามะฮ์ อัล-บัรฺกูวีย์อธิบายว่า ...
ثُمَّ إِنَّ الظَّاهِرَ أَنَّ الْكَرَاهَةَ تَحْرِيْمِيَّةٌ! إِذِ اْلأَصْلُ فِىْ هَذَاالْبَابِ خَبَرُجَرِيْرٍ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ، وَالنِّيَاحَةُ حَرَامٌ، وَالْمَعْدُوْدُ مِنَ الْحَرَامِ حَرَامٌ، وَأَيْضًا إِذَا أُطْلِقَ الْكَرَاهَةُ يُرَادُ مِنْهَا التَّحْرِيْمِيَّةُ
“ประการต่อมา โดยรูปการณ์แล้ว คำว่า مَكْرُوْهَةٌ (น่ารังเกียจ) จากคำกล่าวของนักวิชาการข้างต้นนั้น หมายถึง “เป็นเรื่องหะรอม” (ต้องห้าม) .. ทั้งนี้เพราะพื้นฐานของเรื่องนี้ (การไปชุมนุมกินกันที่บ้านผู้ตายเป็น مَكْرُوْهَةٌ) ได้แก่หะดีษของท่านญะรีรฺ ร.ฎ.(ที่ว่า .. “พวกเรา(เศาะหาบะฮ์) นับว่า การไปชุมนุมกันที่บ้านผู้ตายและมีการปรุงอาหารเลี้ยงกันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของนิยาหะฮ์”) .. และการนิยาหะฮ์นั้นเป็นเรื่องหะรอม, ดังนั้นสิ่งที่ถูกนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของนิยาหะฮ์ ก็ต้องหะรอมเช่นเดียวกัน .. และอีกอย่างหนึ่งก็คือ คำว่า مَكْرُوْهَةٌ นี้เมื่อถูกกล่าวโดยปราศจากข้อแม้ใดๆแล้ว ความหมายของมันก็คือ หะรอม” ...
(จากหนังสือ “กัชฟุช ชุบฮาต” ของท่านมะห์มูด หะซันรอเบียะอฺหน้า 193) ...
ท่านอิบนุ้ลก็อยยิม อัล-ญูซียะฮ์ ได้อธิบายคำกล่าวของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์จากหนังสือ “อัล-อุมม์” ที่ว่า .. เป็นเรื่องมักรูฮ์ที่บิดาจะนิกาห์กับบุตรสาวที่เกิดจากการซินาของตนเอง .. โดยท่านอิบนุ้ลก้อยยิมอธิบายว่า ...
" نَصَّ الشَّافِعِىُّ عَلَىكَرَاهَةِ تَزَوُّجِ الرَّجُلِ بِنْتَهُ مِنْ مَاءِ الزِّنَى، وَلَمْ يَقُلْ قَطُّ إنَّهُ مُبَاحٌ وَلاَ جَائِزٌ، وَالَّذِىْ يَلِيْقُ بِجَلاَلَتِهِ وَإِمَامَتِهِ وَمَنْصَبِهِ الَّذِىْ أَحَلَّ اللهُ بِهِ مِنَ الدِّيْنِ أَنَّ هَذِهِ الْكَرَاهَةَ مِنْهُ عَلَى وَجْهِ التَّحْرِيْمِ! وَأَطْلَقَ لَفْظَ الْكَرَاهَةِ ِلأَنَّ الْحَرَامَ يَكْرَهُهُ اللهُ وَرَسُوْلُهُ... فَالسَّلَفُ كَانُوْا يَسْتَعْمِلُوْنَ الْكَرَاهَةَ فِىْ مَعْنَاهَا الَّتىِ أسْتُعْمِلَتْ فِيْهِ فِىْ كَلاَمِ اللهِ وَرَسُوْلِهِ، وَلَكِنَّ الْمُتَأَخِّرِيْنَ إصْطَلَحُوْا عَلَى تَخْصِيْصِ الْكَرَاهَةِ بِمَا لَيْسَ بِمُحَرَّمٍ وَتَرْكُهُ أَرْجَحُ مِنْ فِعْلِهِ" 
“ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า มักรูฮ์ที่ผู้ชายจะนิกาห์กับบุตรสาวที่เกิดจากการซินาของตนเอง .. ท่านไม่ได้กล่าวเลยว่า มัน(การนิกาห์ระหว่างพ่อลูกคู่นั้น) เป็นสิ่งถูกผ่อนผันให้และเป็นที่อนุญาต, .. ซึ่งสิ่งที่เหมาะสมกับความยิ่งใหญ่และความเป็นอิหม่ามของท่าน และตำแหน่งที่พระองค์อัลลอฮ์มอบให้แก่ท่านในเรื่องศาสนาก็คือ ความน่ารังเกียจ (มักรูฮ์ .. จากคำกล่าวของท่าน)นี้ หมายถึงหะรอม, และท่านได้ใช้คำว่า “มักรูฮ์”(น่ารังเกียจ) โดยไม่มีเงื่อนไข ก็เพราะสิ่งที่หะรอมก็คือสิ่งที่พระองค์อัลลอฮ์และรอซู้ลของพระองค์รังเกียจ .......... บรรดาชาวสะลัฟนั้น พวกเขาจะใช้คำว่ามักรูฮ์ (น่ารังเกียจ) กับความหมายซึ่งมีใช้ในคำพูดของอัลลอฮ์(ในอัล-กุรฺอ่าน) และรอซู้ล (ในหะดีษ ซึ่งมีความหมายว่าหะรอม) .. แต่บรรดานักวิชาการยุคหลังได้กำหนดศัพท์เทคนิคเป็นการเฉพาะขึ้นมาใหม่ว่า คำว่ามักรูฮ์ หมายถึงสิ่งที่มิใช่ของหะรอม, และการละทิ้ง (คือไม่ทำ)มันจะดีกว่าการทำมัน” .. (ดังที่ผมแปลว่า “เป็นสิ่งน่ารังเกียจ” .. และ อ.อัชอะรีย์แปลว่า “สิ่งที่ห้ามไม่ขาด” นั่นเอง ...
(จากหนังสือ “إعلام الموقعين” ของท่านอิบนุ้ลก็อยยิม เล่มที่ 1 หน้า 47-48) ...
นี่คือคำอธิบายของท่านอิบนุ้ลก็อยยิมต่อคำว่า “มักรูฮ์” ที่ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ใช้ว่า หมายถึง مَكْرُوْهَةٌ تَحْرِيْمِيَّةٌ (เป็นเรื่องหะรอม) ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ... 
ค. คำกล่าวของ อ.อัชอะรีย์ที่ว่า .. “สำนวนของหะดีษนั้นมิได้ห้ามทำการละหมาดที่กุบูรฺ ............” 
ผมก็อยากจะขอถาม อ.อัชอะรีย์ว่า .. แล้วผมกล่าวไว้ตรงไหนหรือว่า สำนวนหะดีษบทนั้น ห้ามนมาซที่กุบูรฺ ? ...
ตรงกันข้าม อ.อัชอะรีย์เองก็ยอมรับแล้วว่า คำกล่าวของผมที่ว่า “การนมาซที่กุบูรฺเป็นเรื่องต้องห้าม” นั้น เป็นการ “วิเคราะห์” จากหะดีษบทนั้น ซึ่งการวิเคราะห์(إِسْتِنْبَاطٌ)กับ “مَنْطُوْقٌ” หรือความหมายตรงตัวของหะดีษก็เป็นคนละเรื่องกันอยู่แล้ว .. และดูเหมือนผมจะกล่าวไว้แล้วในตอนต้นการวิภาษ อ.กอเซ็มว่า คำพูดของ อ.กอเซ็มที่ว่า หะดีษบทนี้มิใช่เป็นหะดีษห้ามอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูร..นั้น เป็นคำพูดที่ถูกต้องในแง่มุมหนึ่ง 
ขอย้ำอีกครั้งว่า ในการวิเคราะห์ --ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม -- ผมจะไม่เคยพูดแบบ “ฟันธง” เลยว่า ข้อวิเคราะห์ของผมถูกต้องแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะผมรู้ดีว่าในฐานะปุถุชนคนหนึ่ง ผมอาจจะผิดพลาดได้ตลอดเวลา ...
ดูตัวอย่างจากการวิเคราะห์เรื่องสถานภาพบิดามารดาท่านนบีย์ .. จะเห็นได้ว่าผมได้กล่าวไว้ตอนสรุปว่า การวิเคราะห์นี้ของผม อาจจะผิดก็ได้ ...
ไม่มีใครปฏิเสธว่า การวิเคราะห์ – ไม่ว่าจะเป็นของนักวิชาการระดับไหน – ย่อมมีถูกได้-ผิดได้ เสมอ ...
ดังนั้น สำมะหาอะไรกับผมซึ่ง .. หากใครสักคนจะอนุโลมให้เรียกว่าเป็นนักวิชาการ ก็คงเป็นนักวิชาการระดับปลายแถวอันดับโหล่สุดก็ว่าได้ .. ที่สมมุติว่าจะวิเคราะห์เรื่องใดผิดพลาดขึ้นมา ...
ขนาดท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ซึ่งเป็นหนึ่งจาก 4 อิหม่ามที่โลกมุสลิมยอมรับแท้ๆ ... 
จากโองการที่ 39 ซูเราะฮ์อัน-นัจญ์ม์ที่ว่า .. “แท้จริง จะไม่ได้แก่มนุษย์นอกจากสิ่งที่เขาเคยขวนขวายเอาไว้”.. ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ได้วิเคราะห์ออกมาว่า โองการดังกล่าวนี้แสดงว่า ผลบุญการอ่านอัล-กุรฺอ่านอุทิศไม่ถึงผู้ตาย! .. ดังมีระบุในหนังสือตัฟซีรฺ “อิบนุกะษีรฺ” เล่มที่ 4 หน้า 276 ...
แต่ .. การวิเคราะห์ดังกล่าวของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ ก็ยังถูก อ.อัชอะรีย์มองว่า “ผิด” และ “ยอมรับไม่ได้” มิใช่หรือ ??? ... 
4.2 อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ... 
“ท่านอิหม่ามอิบนุรอญับ อัลฮัมบาลีย์ได้กล่าวว่า .. “ปราชญ์ส่วนมากมีทัศนะว่า การมักโระฮ์ในสิ่งดังกล่าว (ละหมาดในกุบูรฺ) นั้น เป็นมักโระฮ์แบบตันซีฮ์ (ใช้ให้ละทิ้งแบบไม่เด็ดขาด) และส่วนหนึ่งจากนักปราชญ์มีทัศนะผ่อนปรนในสิ่งดังกล่าว” .. และ ...
“ทัศนะของสะลัฟต่อฮุก่มการละหมาดที่กุบูรฺนั้น คือ ส่วนหนึ่งจากผู้ที่รายงานจากเขาว่ามักโระฮ์ละหมาดในกุบูรฺ คือท่านอะลีย์, ท่านอิบนุอับบาส, ท่านอิบนุอุมัรฺ, ท่านอะฏออ์, ท่านอัน นะคออีย์ และผู้ที่มีทัศนะไม่มักโระฮ์ละหมาดที่กุบูรฺคือท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์, ท่านวาษิละฮ์ บินอัลอัสเกาะอ์ และท่านอัลฮะซัน อัลบะซอรีย์ .....”
และ ...
“ดังนั้น การที่ อ.ปราโมทย์กล่าวว่า มักโระฮ์ดังกล่าวหมายถึงมักโระฮ์แบบฮะรอมนั้น ถือเป็นการพูดแบบ تَحَكُّمٌ (ตามอำเภอใจ) โดยไม่ศึกษาค้นคว้าให้ถี่ถ้วนนั่นเอง” 
ชี้แจง
ผมว่า .. ผู้ที่ไม่ศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ให้ละเอียดถี่ถ้วนไม่น่าจะเป็นผม แต่เป็นตัว อ.อัชอะรีย์เองนั่นแหละที่ด่วนกล่าวหาผมโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ...
อย่างน้อยที่สุด คำกล่าวของท่านอัล-มุนาวีย์และท่านอัล-ค็อฏฏอบีย์ที่ผ่านมา ก็เป็นสิ่งยืนยันได้ดีว่า ใครกันแน่ที่ไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดก่อนกล่าวหาผู้อื่น ? ...
อีกอย่างหนึ่ง ข้ออ้างของ อ.อัชอะรีย์ที่ว่า การนมาซที่กุบูรฺไม่สมควรกระทำ(ห้ามไม่ขาดหรือเป็นมักรูฮ์ตันซีฮ์) ก็เป็นเพียงการอ้าง “ทัศนะ” ของนักวิชาการบางท่าน ...
แต่คำกล่าวของผมที่ว่า การนมาซที่กุบูรฺเป็นเรื่องหะรอม(ห้ามขาด) นั้น ผมมีข้อมูลทั้งจากทัศนะนักวิชาการ, จากเศาะหาบะฮ์ และจากหะดีษที่เศาะเหี๊ยะหลายบท เพียงแต่ผมไม่ได้นำข้อมูลเหล่านั้นลงเขียนในการวิภาษ อ.กอเซ็มเท่านั้น ...
ยิ่งไปกว่านั้น อ.อัชอะรีย์คงจะไม่รู้กระมังว่า เรื่องการห้ามนมาซที่กุบูรฺนี้ มิใช่จะห้ามเฉพาะนมาซฟัรฺฎูหรือนมาซสุนัตอื่นๆ แต่ยังห้าม “นมาซมัยยิต” ระหว่างหลุมฝังศพอีกด้วย .. ดังหลักฐานที่ผมจะนำเสนอต่อไป ... 
ข้อมูลจากทัศนะนักวิชาการที่ว่า การนมาซที่กุบูรฺเป็นเรื่องหะรอม ... 
ก. ท่านมุบาร็อกปูรีย์ กล่าวว่า ... 
وَأَمَّاالْمَقْبُرَةُ فَذَهَبَ أَحْمَدُ إِلَى تَحْرِيْمِ الصَّلاَةِ فِى الْمَقْبُرَةِ ............. وَإِلَى ذَلِكَ ذَهَبَتِ الظَّاهِرِيَّةُ وَلمَ ْيُفَرِّقُوْابَيْنَ مَقَابِرِالْمُسْلِمِيْنَ وَالْكُفَّارِ
“อนึ่งเรื่องของสุสาน(กุบูรฺ) นั้น ท่านอิหม่ามอะห์มัดถือว่า การนมาซในสุสานเป็นเรื่องหะรอม .......... และบรรดาอะฮ์ลุศซอฮิรฺ(นักวิชาการที่ยึดถือตามข้อความตรงของตัวบท) ก็มีทัศนะอย่างเดียวกันนี้ (คือหะรอมนมาซในกุบูรฺ) โดยพวกเขาไม่แบ่งแยกในระหว่างสุสานของมุสลิมหรือกาฟิรฺ ...
(จากหนังสือ “ตั๊วะห์ฟะต้ลอะห์วะซีย์” เล่มที่ 2 หน้า 259-26) ... 
ซึ่งในหนังสือ “อัล-มันฮัลฯ” เล่มที่ 4 หน้า 114 ก็มีข้อความที่คล้ายคลึงกันนี้ โดยอ้างว่าเป็นทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัดและสานุศิษย์ของท่าน ...
และหลังจากได้ตีแผ่ “ความขัดแย้ง” ของนักวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ท่านมุบาร็อกปูรีย์ก็กล่าวสรุปว่า ...
وَالظَّاهِرُ مَا ذَهَبَ إِلَيْهِ أَهْلُ الظَاهِرِيَّةِ وَاللهُ تَعَالَى أَعْلَمُ
“ตามรูปการณ์(ของหะดีษบทข้างต้น)นั้น .. (ทัศนะที่ถูกต้อง)ก็คือ ทัศนะของอะฮ์ลุศซอฮิรฺ วัลลอฮุอะอฺลัม” ...
นั่นคือ การนมาซในกุบูรฺเป็นเรื่องหะรอม (ห้ามขาด) ...
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านอิหม่ามอะห์มัดยังได้กล่าวอีกว่า ...
مَنْ صَلَّى فِىْ مَقْبُرَةٍ أَوْ إِلَى قَبْرٍ أَعَادَ أَبَدًا
“ผู้ใดก็ตามที่นมาซในสุสาน หรือ(นมาซโดย)หันไปยังหลุมศพ เขาจะต้องนมาซใหม่ตลอดไป” 
(จากหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” ของท่านอิบนุหัสม์ เล่มที่ 2 ส่วนที่ 4 หน้า 32) ...
หมายความว่า การนมาซในลักษณะดังกล่าวนั้น ใช้ไม่ได้(ไม่เศาะฮ์) ...
หมายเหตุ 
ท่านอาบาดีย์ได้กล่าวในหนังสือ “เอานุ้ลมะอฺบูด” เล่มที่ 2 หน้า 158 ว่า ...
وَكَانَ أَحْمَدُ وَإِسْحَاقُ يَكْرَهَانِ ذَلِكَ، وَرُوِيَتِ الْكَرَاهَةُ عَنْ جَمَاعَةٍ مِنَ السَّلَفِ
“ท่านอิหม่ามอะห์มัดและท่านอิสหากต่างก็รังเกียจ (كَرَاهَةٌ) ในเรื่องนี้ (การนมาซในสุสาน) .. และมีรายงานเรื่องความรังเกียจ (كَرَاهَةٌ) นี้มาจากชาวสะลัฟกลุ่มหนึ่งด้วย ...
ข้อมูลจากคำพูดของท่านอิหม่ามอะห์มัดจากหนังสือตั๊วะห์ฟะตุ้ลอะห์วะซีย์และหนังสืออัล-มันฮัลฯ ข้างต้นจึงเป็นเครื่องยืนยันว่า คำว่าكَرَاهَةٌ (น่ารังเกียจ) ตามทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัดและชาวสะลัฟตามคำกล่าวของท่านอาบาดีย์นั้น มิได้หมายถึงมักรูฮ์ตันซิฮ์ (สิ่งที่ไม่สมควรปฏิบัติ) .. แต่มีความหมายว่า “หะรอม” (คือห้ามปฏิบัติ) ดังที่ผมได้เคยกล่าวไว้ ... 
ข. ท่านซูฟยาน อัษ-เษารีย์ ได้รายงานจากท่านหะบีบ อิบนุอบีย์ษาบิต, จากท่านอบูศ็อบยาน, จากท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ซึ่งกล่าวว่า ...
لاَ تُصَّلِيَّنَ إِلَى حَشٍّ، وَلاَ فِىْ حَمَّامٍ، وَلاَ فِىْ مَقْبُرَةٍ!
“ท่านอย่านมาซโดยหันไปทางห้องส้วม, ในห้องน้ำ และในสุสานเป็นอันขาด”
(จากหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” เล่มที่ 2 ส่วนที่ 4 หน้า 30) ...
พื้นฐานของการห้ามสิ่งใด ตามหลักวิชาอุศูลุลฟิกฮ์ถือว่าสิ่งนั้นคือของหะรอม.. ยิ่งเมื่อท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ.ได้กล่าวห้ามอย่างเน้นๆว่า لاَ تُصَلِّيَنَّ (ท่านอย่านมาซ .. เป็นอันขาด) จึงย่อมเป็นที่ชัดเจนว่า ทัศนะของท่านก็คือ ห้าม(หะรอม)นมาซในสุสาน ...
ค. ท่านอะลีย์ อิบนุอบีย์ฏอลิบกล่าวว่า ...
مِنْ شِرَارِالنَّاسِ مَنْ يَتَّخِذُ الْقُبُوْرَ مَسَاجِدَ
“หนึ่งจากมนุษย์ที่ชั่วช้ายิ่งก็คือ ผู้ซึ่งยึดเอากุบูรฺเป็นมัสญิด (คือเป็นที่นมาซ) ...
(จากหนังสือเล่มและหน้าเดียวกัน) ...
ข้อมูลจากข้อ ข.และข้อ ค.ที่ผ่านมาแสดงว่า ความหมายคำว่ามักโระฮ์(น่ารังเกียจ) การนมาซที่กุบูรฺ ดังที่ อ.อัชอะรีย์นำมาอ้างจากท่านอิบนุอับบาสและท่านอะลีย์ข้างต้นย่อมหมายถึง “หะรอม” หรือห้ามขาด. มิใช่มักโระฮ์ตันซิฮ์หรือห้ามไม่ขาดอย่างความเข้าใจของ อ.อัชอะรีย์ ...
นอกจากท่านอิบนุอับบาสและท่านอะลีย์แล้ว ท่านอิบนุหัสม์ยังได้รายงานจากเศาะหาบะฮ์อื่นอีก 3 ท่าน คือท่านอุมัรฺ, ท่านอบูฮุร็ฮยเราะฮ์ และท่านอนัส, .. และจากตาบิอีน กลุ่มหนึ่ง คือท่านอิบรอฮีม อัน-นะคออีย์, ท่านนาฟิอฺ บินญุบัยร์, ท่านฏอวูซ, ท่านอัมร์ บินดีนารฺ, ท่านค็อยษะมะฮ์ ที่กล่าวสอดคล้องตรงกันว่า การนมาซในสุสานหรือกุบูรฺเป็นที่ต้องห้าม .. 
(จากหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” ของท่านอิบนุหัสม์ เล่มที่ 2 ส่วนที่ 4 หน้า 30-32) ...
สำหรับนักวิชาการยุคต่อมา นอกจากท่านอิบนุหัสม์ที่กล่าวว่าการนมาซที่กุบูรฺเป็นเรื่องต้องห้าม (จากหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” เล่มดังกล่าว หน้า 27) แล้ว ท่านอิบนุตัยมียะฮ์ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีทัศนะอย่างเดียวกัน ... 
ท่านอิบนุตัยมียะฮ์ได้กล่าวในหนังสือ “อิกติฎออุศ-ศิรอฏิ้ลมุสตะกีมฯ” เล่มที่ 2 หน้า 194-195 ... 
وَقَدِاخْتَلَفَ الْعُلَمَاءُ فِى الصَّلاَةِ فِى الْمَقْبُرَةِ : هَلْ هِىَ مُحَرَّمَةٌ أَوْ مَكْرُوْهَةٌ ؟ .. وَإِذَا قِيْلَ : هِىَ مُحَرَّمَةٌ، فَهَلْ تَصِحُّ مَعَ التَّحْرِيْمِ أَمْ لاَ ؟ .. وَالْمَشْهُوْرُ عِنْدَنَا أَنَّهَا مُحَرَّمَةٌ لاَ تَصِحُّ، وَمَنْ تَأَمَّلَ النُّصُوْصَ الْمُتَقَدِّمَةَ تَبَيَّنَ لَهُ أَنَّهَا مُحَرَّمَةٌ بِلاَ شَكٍّ، 
“นักวิชาการมีทัศนะขัดแย้งกันเกี่ยวกับการนมาซในสุสาน(กุบูรฺ)ว่า จะเป็นเรื่องต้องห้าม(หะรอม) หรือน่ารังเกียจ(มักรูฮ์) .. หากกล่าวว่า เป็นเรื่องหะรอม (ปัญหาต่อมาก็คือ)นมาซนั้นจะใช้ได้ทั้งๆที่หะรอม หรือใช้ไม่ได้ ? .. ซึ่งสิ่งที่รู้กันแพร่หลายสำหรับพวกเรา (นักวิชาการมัษฮับหัมบะลีย์)ก็คือ มันเป็นเรื่องหะรอมและนมาซนั้นใช้ไม่ได้(ไม่เศ๊าะฮ์) ซึ่งผู้ใดก็ตามที่พิจารณาหลักฐานอันชัดเจนที่ผ่านมาแล้ว ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่เขาว่า การนมาซในสุสานนั้น เป็นเรื่องหะรอมโดยปราศจากข้อสงสัย” ...
ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ นักวิชาการฟิกฮ์แห่งมัษฮับชาฟิอีย์กล่าวว่า การถือเอากุบูรฺเป็นที่นมาซ และการนมาซโดยหันไปทางกุบูรฺ เป็นบาปใหญ่ ...
(ดูหนังสือ “อัซ-ซะวาญิรฺฯ” ของอิบนุหะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ เล่มที่ 1 หน้า 244 ) ...
สรุปแล้ว การนมาซที่กุบูรฺตามทัศนะนักวิชาการสะลัฟส่วนใหญ่ ถือเป็นเรื่องห้ามขาด (หะรอม) .. นอกจากนักวิชาการส่วนน้อยที่มองว่า ข้อห้ามดังกล่าวไม่ใช่เป็นการห้ามขาด (คือเป็นมักรูฮ์) เท่านั้น ...
ในทัศนะของผม มีความเห็นสอดดคล้องกับทัศนะของท่านอิบนุอับบาสร.ฎ., ท่านอะลีย์ ร.ฎ., ท่านอิหม่ามอะห์มัด, ท่านอิบนุหัสม์, ท่านอิบนุตัยมียะฮ์และนักวิชาการส่วนใหญ่ที่กล่าวว่า การนมาซที่กุบูรฺเป็นเรื่องหะรอม(ห้ามขาด) เพราะมีหลักฐานจากหะดีษที่ถูกต้องหลายบทยืนยันไว้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ...
1. ท่านอบูสะอีด อัล-คุดรีย์ ร.ฎ. ได้รายงานมาจากท่านรอซู้ลุลลฺ? ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ว่า ...
الأَرْضُ كُلُّهَا مَسْجِدٌ إِلاَّ الْحَمَّامَ وَالْمَقْبُرَةَ
“พื้นดินทั้งหมด เป็นที่นมาซได้ ยกเว้นห้องน้ำและสุสาน” ... 
(บันทึกโดย ท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 492, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 317 และผู้บันทึกท่านอื่นๆ) ...
2. ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. ได้อ้างรายงานจากท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมที่กล่าวว่า ...
إِنَّ مِنْ شِرَارِالنَّاسِ مَنْ تُدْرِكُهُ السَّاعَةُ وَهُمْ أَحْيَاءٌ، وَمَنْ يَتَّخِذُ الْقُبُوْرَ مَسَاجِدَ
“แท้จริง ส่วนหนึ่งจากประชาชนที่ชั่วช้าอย่างยิ่งก็คือ ผู้ซึ่งวันกิยามะฮ์มาถึงขณะพวกเขายังมีชีวิตอยู่ และผู้ซึ่งยึดเอากุบูรฺเป็นที่นมาซ” ...
(บันทึกโดย ท่านอิบนุคุซัยมะฮ์ เล่มที่ 2 หน้า 6-7 ด้วยสายรายงานที่หะซัน) ...
3. ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า ... 
أَلاَ وَإِنَّ مَنْ كَانَ قَبْلَكُمْ كَانُوْا يَتَّخِذُوْنَ قُبُوْرَ أَنْبِيَائِهِمْ وَصَالِحِيْهِمْ مَسَاجِدَ، أَلاَ فَلاَ تَتَّخِذُوْاالْقُبُوْرَ مَسَاجِدَ، إِنِّىْ أَنْهَاكُمْ عَنْ ذَلِكَ 
“พึงระวัง! แท้จริงประชาชาติก่อนพวกท่านได้ยึดเอากุบูรฺนบีย์ของพวกเขาและคนดีของพวกเขาเป็นที่นมาซ, พึงระวัง! ดังนั้นพวกท่านอย่ายึดเอากุบูรฺเป็นที่นมาซ, แท้จริงฉันขอห้ามพวกท่านจากเรื่องนี้” ...
(บันทึกโดยท่านมุสลิม หะดีษที่ 23/532 และท่านอิบนุ อบีย์ชัยบะฮ์ในหนังสือ “อัล-มุศ็อนนัฟ” เล่มที่ 2 หน้า 269 โดยรายงานจากท่านญุนดุบ บินอับดุลลอฮ์ อัล-บัจญลีย์ ร.ฎ.) ...
4. ท่านอบูสะอีด อัล-คุดรีย์ ร.ฎ. กล่าวว่า ...
أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَّلَم نَهَى أَنْ يُبْنَى عَلَى الْقُبُوْرِ، أَوْ يُقْعَدَ عَلَى الْقُبُوْرِ، أَوْ يُصَلَّى عَلَى الْقُبُوْرِ
“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามจากการก่อสร้างสิ่งใดบนกุบูรฺ, จากการนั่งบนกุบูรฺ, และจากการนมาซบนกุบูรฺ” ...
(บันทึกโดย ท่านอบูยะอฺลา ใน “อัส-มุสนัด” ของท่าน ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง)
5. ท่านอบูมัรฺษัด อัล-ฆอนะวีย์ ร.ฎ. ได้รายงานมาจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมว่า ...
لاَ تُصَلُّوْا إِلَى الْقُبُوْرِ، وَلاَ تَجْلِسُوْا عَلَيْهَا
“พวกท่านอย่านมาซโดยหันไปทางกุบูรฺ (หลุมศพ) และพวกท่านอย่านั่งบนกุบูรฺ”
(บันทึกโดยท่านมุสลิม หะดีษที่ 98/972) ...
บรรดาหะดีษข้างต้นนี้คือหลักฐาน “ห้าม” จากการนมาซในกุบูรฺ, บนกุบูรฺ หรือหันไปทางกุบูรฺ ซึ่งตามหลักการแล้วถือว่า ข้อห้ามดังกล่าวหมายถึง “หะรอม” ...
ท่านอัศ-ศ็อนอานีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “สุบุลุส สลาม” เล่มที่ 1 หน้า 136 อันเป็นการอธิบายหะดีษที่ 5 จากข้อเขียนนี้ของผมว่า ...
“ในหะดีษนี้เป็นหลักฐานเรื่องห้ามนมาซโดยหันไปทางกุบูรฺ เหมือนการห้ามนมาซบนกุบูรฺ, และพื้นฐาน(ของการห้าม) ก็คือ หะรอม” ...
หลักการที่ว่า “พื้นฐานของการห้ามคือ หะรอม” นี้ ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ก็ได้กล่าวไว้เช่นกันในหนังสือ “อัรฺ-ริซาละฮ์” หน้า 343 ว่า (หมายเลข 929) ว่า ...
فَإِذَا نَهَى رَسُوْلُ اللهِ عَنِ الشَّىْءِ مِنْ هَذَا فَالنَّهْىُ مُحَرَّمٌ! لاَ وَجْهَ لَهُ غَيْرُ التَّحْرِيْمِ، إِلاَّ أَنْ يَكُوْنَ عَلَى مَعْنًى كَمَا وَصَفْتُ ... 
“เมื่อท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ “ห้าม” สิ่งใดจากสิ่งนี้ การห้ามนั้นก็คือ “หะรอม” .. ไม่มีแนวทางสำหรับมัน(การห้าม)ที่จะอื่นจากหะรอมอีก, นอกจากมันจะอยู่บนความหมาย ดังที่ฉันได้แจ้งลักษณะไว้แล้ว” ...
คำว่า “นอกจากมันจะอยู่บนความหมายที่ฉันได้แจ้งลักษณะไว้” หมายถึงการมีหลักฐานอื่นมาแปรเปลี่ยนความหมายการห้ามจาก “หะรอม” ไปเป็น “มักรูฮ์” ...
และเท่าที่ผมทราบ ก็ยังไม่เคยเจอว่าจะมีหลักฐานที่ถูกต้องบทใดมาแปรเปลี่ยนการห้ามนมาซในกุบูรฺจาก “หะรอม” ให้เป็น “มักรูฮ์” เลยแม้แต่บทเดียว ...
ส่วนคำกล่าวนักวิชาการบางท่านที่ว่า เหตุผลที่ห้ามนมาซในกุบูรฺ ก็เฉพาะกุบูรฺที่ถูกขุดรื้อขึ้นมา เพราะเกรงว่าพื้นดินจะเป็นนะญิสจากน้ำเหลืองของมัยยิตก็ดี, หรือการห้ามนมาซในสุสานในหะดีษดังกล่าว หมายถึงสุสานของกาฟิรฺ แต่ไม่ห้ามนมาซในสุสานของมุสลิมก็ดี .. 
เหล่านี้ล้วนเป็นเพียง “เหตุผล” ตามมุมมองของนักวิชาการเท่านั้น แต่ไม่ใช่ “หลักฐาน” ที่จะมาจำกัดข้อห้ามที่กล่าวไว้กว้างๆในหะดีษข้างต้นแต่ประการใด ...
ส่วนข้ออ้างของ อ.อัชอะรีย์ที่ว่า ข้อห้ามดังกล่าวหมายถึงการตั้งใจหรือมุ่งหมาย(اَلتَّحَرِّىْ) ที่จะไปนมาซที่กุบูรฺ ข้อนี้ผมเชื่อครับ, .. และมั่นใจด้วยว่า อ.อัชอะรีย์คงไม่ “นอนละเมอ” ถึงขนาดเดินไปนมาซที่กุบูรฺหรอก ...
หมายเหตุ 
ผมขอดักคอเสียก่อนว่า อ.อัชอะรีย์อาจจะอ้าง “หลักฐานแปรเปลี่ยนการห้ามจากหะรอมเป็นมักรูฮ์” จากอายะฮ์กุรฺอ่านบางบทเช่นอายะฮ์ที่ 21 จากซูเราะฮ์อัล-กะฮ์ฟิ, .. จากหะดีษบางบทเช่นเรื่องท่านนบีย์เคยนมาซในมัสญิดค็อยฟ์ (มัสญิดเค็ฟ)ที่มินาทั้งๆที่มีกุบูรฺของนบีย์ซึ่งถูกฝังอยู่ที่นั่น 70 ท่าน, .. หรือจากเหตุการณ์บางอย่าง เช่นเรื่องกุบูรฺท่านนบีย์อยู่ในมัสญิดของท่านที่มะดีนะฮ์ เป็นต้น ... 
คำชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องเหล่านี้ ผมไม่อยากเขียนเพราะจะยืดเยื้อจนเกินไป จึงขอแนะนำให้ อ.อัชอะรีย์ไปหาอ่านจากหนังสือ “تَحْذِيْرُ السَّاجِدِ مِنِ اتِّخَاذِ الْقُبُوْرِ مَسَاجِدَ” ของท่านเช็คอัล-อัลบานีย์ หน้า 67-146 ...
ส่วนที่ผมเคยกล่าวมาในตอนต้นว่า การห้ามนมาซที่กุบูรฺนั้น มิใช่จะห้ามเฉพาะนมาซฟัรฺฎูหรือนมาซสุนัตอื่นๆ แต่ยังห้ามจากการนมาซญะนาซะฮ์ในระหว่างหลุมฝังศพอีกด้วย นั้น ...
หลักฐานเรื่องนี้ก็คือ หะดีษจากการรายงานของท่านอนัส บินมาลิก ร.ฎ. ที่ว่า ...
أَنَّ النَّبِىَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ نَهَى أَنْ يُصَلَّى عَلَى الْجَنَائِزِ بَيْنَ الْقُبُوْرِ
“ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะวัลลัม ได้ห้ามจากการนมาซญะนาซะฮ์ในระหว่างกุบูรฺ(หลุมศพ)” ...
(บันทึกโดย ท่านอัฏ-ฏ็อบรอนีย์ในหนังสือ “อัล-มุอฺญัม อัล-เอาซัฏ” ด้วยสายรายงานที่หะซัน .. ดังคำกล่าวของท่านอัล-ฮัยษะมีย์ในหนังสือ “มัจญมะอฺ อัซ-ซะวาอิด” เล่มที่ 3 หน้า 144-145) ...
การ “ห้ามนมาซในกุบูรฺ” ดังกล่าวทั้งหมดนี้เป็นการห้ามแบบกว้างๆ (عَامٌّ) แต่มีข้อยกเว้น (تَخْصِيْصٌ) เพียงกรณีเดียวคือ การนมาซมัยยิตที่ถูกฝังไปแล้ว โดยเราเพิ่งทราบแล้วไปนมาซที่หลุมของเขาภายหลัง .. ตามนัยของหะดีษบทที่กำลังจะถึงต่อไป ...




ชี้แจง .. บทวิภาษของ อ.อัชอะรีย์ต่อ อ.ปราโมทย์ (ตอนที่ 5)


ชี้แจงเรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ 

โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

(5). ชี้แจงเรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ 
5.1 อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ... 
“แต่ในขณะเดียวกัน อ.ปราโมทย์พยายามสอดแทรกหุก่มเข้าไปด้วย โดยพยายามบอกว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเป็นบิดอะฮ์และฮะรอม ซึ่งไม่มีนักปราชญ์แห่งโลกอิสลามในอดีตที่ได้รับการยอมรับ ได้ตัดสินเช่นนั้นเลย ......
ดังนั้น การหุก่มหะรอมประเด็นใดประเด็นหนึ่งที่ไม่มีหลักฐานที่มั๊วะอฺตะบัรฺทั้งในแบบครอบคลุมหรือจำกัดมารับรอง ย่อมเป็นการอุตริกรรมหรืออุปโลกน์ฮุก่มขึ้นมาในศาสนานั่นเอง” ...
ชี้แจง
ก. การสอดแทรกหุก่มตามมุมมองของตนเองด้วยความบริสุทธิ์ใจหลังจากการวิเคราะห์หลักฐานไม่ใช่เป็นเรื่องผิดแปลกแต่ประการใด เพราะสิ่งนี้ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่นักวิชาการทุกยุคทุกสมัยปฏิบัติกันอยู่แล้ว ซึ่งสามารถจะหาดูได้จากตำราฟิกฮ์ระดับมาตรฐานทั่วๆไป อาทิเช่น หนังสืออัล-มุฆนีย์ของท่านอิบนุกุดามะฮ์, หนังสือซาดุ้ลมะอาดของท่านอิบนุ้ลก็อยยิม, หนังสืออัล-มุหั้ลลา ของท่านอิบนุหัสม์ เป็นต้น ...
ข. ถ้า อ.อัชอะรีย์ไม่กล่าวเท็จ ก็ให้ระบุมาเลยว่า ผมเขียนตอนไหนในการวิภาษคำบรรยาย อ.กอเซ็มว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ เป็นบิดอะฮ์ (ตามทัศนะของผม) ?? ... 
ค. อ.อัชอะรีย์รู้ได้อย่างไรว่า ไม่เคยมีนักวิชาการที่เป็นที่ยอมรับท่านใดในอดีตตัดสินว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ เป็นบิดอะฮ์ที่หะรอม ??? ...
ท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัล หรือท่านอิบนุลก็อยยิม อัล-ญูซียะฮ์ เป็นนักวิชาการในอดีตที่เป็นที่ยอมรับของโลกอิสลามหรือไม่ ? ...
การที่ท่านอิหม่ามอะห์มัดไปกล่าวแก่ชายตาบอดที่กำลังอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเพื่อไม่ให้เขาอ่านต่อไปโดยบอกว่ามันเป็น “บิดอะฮ์” ก็ดี, หรือการที่ท่านอบูดาวูดได้บันทึกในหนังสือ “อัล-มะซาอิล” หน้า 158 ว่า เคยได้ยินท่านอิหม่ามอะห์มัดตอบเมื่อถูกถามเรื่องอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺว่า لاَ! (ไม่ได้) ก็ดี ...
คำว่า “บิดอะฮ์” และคำว่า “ไม่ได้” ของท่านอิหม่ามอะห์มัดในกรณีนี้ ไม่มีทางจะเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้นอกจากการเป็นบิดอะฮ์ที่หะรอม ...
เพราะถ้าเป็นเพียงบิดอะฮ์ที่มักรูฮ์ (น่ารังเกียจ) ท่านอิหม่ามอะห์มัดก็ไม่มีสิทธิ์ไปคัดค้านชายตาบอดคนนั้น และคงจะไม่ตอบคำถามด้วยคำพูดเพียงสั้นๆว่า “ไม่ได้” .. เนื่องจากสิ่งมักรูฮ์นั้น เป็นสิ่งที่ยังปฏิบัติได้ เพียงแต่ “ไม่สมควรปฏิบัติ” เท่านั้น ...
และท่านอิบนุ้ลก็อยยิม ก็เคยกล่าวไว้ในหนังสือ “ซาดุ้ลมะอาด” ของท่าน เล่มที่ 1 หน้า 179 ว่า ...
وَلَمْ يَكُنْ مِنْ هَدْيِهِ أَنْ يُجْتَمَعَ لِلْعُزَّاءِ وَيُقْرَأَ لَهُ الْقُرْآنُ، لاَ عِنْدَالْقُبُوْرِ وَلاَغَيْرِهِ، وَكُلُّ هَذَا بِدْعَةٌ حَادِثَةٌ مَكْرُوْهَةٌ 
“ไม่เคยมีปรากฏในทางนำของท่านนบีย์ว่า จะมีการชุมนุมกัน(ของครอบครัวผู้ตาย)เพื่อ(รอ)ผู้ปลอบโยน และการอ่านอัล-กุรฺอ่านให้แก่ผู้ตาย ไม่ว่าที่กุบูรหรือที่อื่น, ทุกอย่างนี้เป็นอุตริกรรม(บิดอะฮ์)ที่เพิ่งบังเกิดขึ้นและเป็นเรื่องน่ารังเกียจ” ...
คำว่า مَكْرُوْهَةٌ (น่ารังเกียจ) ตามทัศนะของท่านอิบนุ้ลก็อยยิมก็คือ كَرَاهَةٌ تَحْرِيْمِيَّةٌ (เป็นเรื่องหะรอม) ดังที่ได้เสนอทัศนะของท่านในเรื่องนี้ไปแล้วในหน้าที่ 16-17 ...
ส่วนนักวิชาการยุคปัจจุบันที่กล่าวว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเป็นบิดอะฮ์ที่หะรอม ก็มีจำนวนมิใช่น้อย อาทิเช่น ท่านเช็คอะลีย์มะห์ฟูศเจ้าของหนังสือ “อัล-อิบดาอ์”, ท่านเช็คมุหัมมัด อับดุสสลาม เจ้าของหนังสือ “อัล-สุนัน วัลมุบตะดะอาต, ท่านอัล-อัลบานีย์, ท่านเช็คบินบาซ เป็นต้น ซึ่งผมจะไม่นำเสนอทัศนะของแต่ละท่านในที่นี้ เพราะจะเป็นการยืดเยื้อเกินไป ... 
สรุปแล้ว ผมจึงไม่ใช่เป็นคนแรกอย่างแน่นอนที่วิเคราะห์ออกมาว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเป็นเรื่องต้องห้าม (หะรอม) .. ทว่า มีนักวิชาการที่เชื่อถือได้จำนวนมากที่กล่าวออกมาอย่างนี้ก่อนแล้ว ... 
แต่ ..ไม่ว่าคำพูดนักวิชาการที่กล่าวว่า “การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเป็นบิดอะฮ์” จะมีความหมายถึงบิดอะฮ์หะรอมหรือบิดอะฮ์มักรูฮ์ก็ตาม ความหมายของมันก็ไม่ใช่เป็นการ “ส่งเสริม” ให้ชาวบ้านไปอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺกัน อย่างที่ อ.อัชอะรีย์กำลังส่งเสริมอยู่แน่นอน ... 
ตรงกันข้าม ความหมายของมันก็คือ การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเป็นเรื่อง “ไม่สมควรกระทำ” หรือ “ห้ามกระทำ” อย่างใดอย่างหนึ่งตามนัยแห่งความหมายมักรูฮ์หรือหะรอม ดังเป็นที่ทราบกันดี ...
ง. ถ้า อ.อัชอะรีย์ถือว่า หุก่มหะรอม(ห้าม) ทุกอย่างจะต้องมีหลักฐานเจาะจง(خَاصٌّ)หรือหลักฐานจำกัด (مُقَيَّدٌ) อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น จะเกิดจากการวิเคราะห์ (إِسْتِنْبَاطٌ) จากหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ไม่ได้ ... 
ก็ขอถาม อ.อัชอะรีย์ว่า การที่นักวิชาการมัษฮับชาฟิอีย์ (ซึ่งอาจจะเป็น อ.อัชอะรีย์ด้วยก็ได้) กล่าวว่า ไม่อนุญาต (คือห้าม)นำเนื้อกุรฺบ่านไปมอบให้คนกาฟิรฺ (ดังคำกล่าวจากหนังสือ “อิอานะฮ์ฯ” เล่มที่ 2 หน้า 334 หรือหนังสือ “อัล-บาญูรีย์” เล่มที่ 2 หน้า 302 เป็นต้น) นั้น .. 
หุก่ม “ห้าม” ดังกล่าวเกิดจากมีหลักฐานเจาะจง, หลักฐานจำกัด .. หรือเกิดจากการวิเคราะห์ ? ... 
ถ้าตอบว่า เกิดจากมีหลักฐาน ก็ขอถามว่า “หลักฐานห้าม” ดังกล่าว – ไม่ว่าห้ามแบบเจาะจงหรือหลักฐานจำกัด -- ในเรื่องนี้ มีว่าอย่างไร ? ... 
แต่ถ้ายอมรับว่าการห้ามดังกล่าวเกิดจากการวิเคราะห์ .. ผมก็ขอบอกว่า การวิเคราะห์ของนักวิชาการที่ว่า “ห้ามเอาเนื้อกุรฺบ่านไปบริจาคให้กาฟิรฺ” เป็นการวิเคราะห์ที่ “ฝืน” ต่อข้อเท็จจริงยิ่งกว่าการวิเคราะห์ของผมเรื่องห้ามอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเสียอีก เพราะการวิเคราะห์ของผม อย่างน้อยก็มีหะดีษที่ถูกต้อง 2 บทที่พอจะเปรียบเทียบกันได้ มารองรับ ...
ข้อนี้ แตกต่างกับเรื่องห้ามเอาเนื้อกุรฺบ่านไปบริจาคให้กาฟิรฺ เพราะไม่มีหะดีษบทใดมารองรับเรื่องการ “ห้าม” ดังกล่าวเอาไว้เลย ...
5.2 อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ... 
ท่านอัชชะอฺบีย์ได้รายงานว่า ...
أَخْبَرَنِىْ مَنْ مَرَّ مَعَ النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَلَى قَبْرٍ مَنْبُوْذٍ فَأَمَّهُمْ وَصَلَّوْا خَلْفَهُ 
“ได้บอกเล่าให้ฉันทราบโดย(ท่านอิบนุอับบาส)ผู้ที่เดินพร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม บนกุบูรฺที่ถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ ดังนั้นท่านนบีจึงเป็นอิมามนำละหมาด (ญะนาซะฮ์)ของพวกเขา และพวกเขาก็ทำการละหมาดหลังท่านนบี” รายงานบุคอรีย์ (1250) ...
ฮะดีษนี้บ่งชี้ชัดเจนว่า ท่านนบีและซอฮาบะฮ์ได้ทำการละหมาดญะนาซะฮ์ที่กุบูรฺ ซึ่งการละหมาดนั้นเป็นเรื่องของอิบาดะฮ์ ยิ่งกว่านั้นในละหมาดญะนาซะฮ์ยังมีการอ่านอัลกุรฺอ่าน(อัลฟาติฮะฮ์) ซ่อลาวาต และดุอาแก่มัยยิตด้วย ดังนั้นการทำอิบาดะฮ์ในกุบูรฺที่มีเป้าหมายยังผลประโยชน์แก่มัยยิตนั้นจึงเป็นที่อนุญาตให้กระทำ ฉะนั้นการอ่านอัล-กุรฺอ่าน ซิกรุลลฮ์ แล้วการขอดุอาฮาดียะฮ์ให้แก่มัยยิตที่กุบูรฺ ย่อมกระทำได้เช่นเดียวกัน ...
และ อ.อัชอะรีย์ยังกล่าวลักษณะเดียวกันนี้ในตอนหลังอีกว่า ...
“การที่ อ.กอเซ็มไม่อธิบายคำว่า “เศาะลาฮ์” หมายถึง “การอ่านอัล-กุรฺอ่าน”ไปเลยนั้น เพราะ อ.กอเซ็มไม่ได้เข้าใจตัวบทฮะดีษในแง่ของ (مًنْطُوْقٌ).. คือไม่ได้เข้าใจ ฮุก่มจากตัวบทแบบความหมายคำตรงที่ถ้อยคำได้ระบุไว้ว่าให้ทำ “ละหมาด” แต่ อ.กอเซ็มเข้าใจตัวบทหะดีษในแง่ของ (مَفْهُوْمٌ) ความเข้าใจที่ได้รับมาจากถ้อยคำ(เศาะลาฮ์) คือการละหมาดญะนาซะฮ์ที่กุบูรฺนั้น เข้าใจว่า ส่วนต่างๆของการละหมาดก็คือการซิกิรฺ, ศ่อลาวาต, อ่านอัลกุรฺอ่าน(อัลฟาติหะฮ์), และขอดุอาแก่มัยยิตที่กุบูรฺ ดังนั้น การซิกิรฺ ศ่อลาวาต อ่านอัล-กุร์อ่าน(ฟาติหะฮ์) และขอดุอาแก่มัยยิตในกุบูรฺ จึงเป็นที่อนุญาตให้กระทำได้นั่นเอง” ... 
“ฮะดีษมุสลิมดังกล่าวนี้ ชี้ถึงอนุญาตให้อ่านอัลกุรฺอ่านที่กุบูรฺได้ ........... เพราะฮะกีษดังกล่าวนี้ไม่ได้ห้ามอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ ไม่ได้บอกว่ามักโระฮ์อ่านอัลกุรฺอ่านที่กุบูรฺ ดังนั้น เมื่อไม่ได้ห้ามก็ยังคงเหลือในเรื่องการอนุญาต” ...
ชี้แจง
ก. ก่อนอื่นต้องขออนุญาตแก้คำแปลของ อ.อัชอะรีย์นิดหนึ่งตรงข้อความที่ว่า قَبْرٍمَنْبُوْذٍ .. ซึ่ง อ.อัชอะรีย์แปลว่า “กุบูรฺที่ถูกปล่อยทิ้งเอาไว้” ...
คำแปลที่ถูกต้อง -- ดังคำอธิบายของท่านอิบนุ้ลอะษีรฺในหนังสือ “อัน-นิฮายะฮ์ ฟี เฆาะรีบิลหะดีษ” เล่มที่ 5 หน้า 6 -- ก็คือ ...
“หลุมที่โดดเดี่ยวซึ่งอยู่ห่างไกลจากหลุมอื่น” : (قَبْرٍمُنْفَرِدٍ بَعِيْدٍ عَنْ غَيْرِهِ) ... 
ข. อ.อัชอะรีย์ ได้กล่าวอ้างข้างๆคูๆว่า การที่ท่านนบีย์และเศาะหาบะฮ์ไปนมาซญะนาซะฮ์ที่กุบูรฺนั้น มีการอ่านฟาติหะฮ์, มีการซิกรุ้ลลอฮ์ในการนมาซด้วย .. ซึ่ง مَفْهُوْمٌ ของมันก็คือ อนุญาตให้อ่านกุรฺอ่านที่กุบูรฺได้ ...
ผมก็ขออ้างข้างๆคูๆในลักษณะ “ย้อนศร” บ้างว่า หลักฐาน “ห้ามนมาซ” ในกุบูรฺที่ผ่านมาในบทก่อน – ไม่ว่านมาซฟัรฺฎู, นมาซสุนัต หรือนมาซมัยยิต – مَفْهُوْمٌ ของมันก็คือ “ห้ามอ่านฟาติหะฮ์” ที่กุบูร ...
เพราะในการนมาซต้องมีการอ่านฟาติหะฮ์ ...
ดังนั้น การห้ามนมาซก็คือการห้ามอ่านฟาติหะฮ์! ... 
และ .. การห้ามอ่านฟาติหะฮ์ที่กุบูรฺ ก็คือ การห้ามอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ (ตามคำอธิบายของ อ.อัชอะรีย์เอง) เอง ...
เอ๊ะ! นี่ผมจะพลอยเป็น .. (?) ..ไปอีกคนหรือนี่ ??? ... 
สรุปแล้ว พื้นฐานการนมาซทุกชนิดในกุบูรฺจึงเป็นเรื่องต้องห้าม! ยกเว้นกรณีเดียวก็คือ มัยยิตถูกฝังไปก่อนแล้ว โดยเราเพิ่งจะทราบและยังไม่ได้นมาซให้ ก็อนุญาตให้ตามไปนมาซที่กุบูรฺทีหลัง .. ซึ่งในกรณียกเว้นดังกล่าวนี้ อ.อัชอะรีย์จะนำมาอ้างเป็นหลักฐานอนุญาตให้อ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆเลย ย่อมไม่ได้ ... 
ค. ผมถาม อ.กอเซ็มว่า .. “นักวิชาการท่านใดบ้างไหมในอดีตที่อ้างเอาหะดีษเรื่องท่านนบีย์นมาซมัยยิตที่กุบูรฺ มาเป็นหลักฐานเรื่อง อนุญาตให้อ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺ?” ... 
แต่อ.อัชอะรีย์ (ซึ่งอาสาเป็นนอมินีของ อ.กอเซ็ม)ไม่ยอมตอบคำถามนี้ ... 
ตรงกันข้าม อ.อัชอะรีย์กลับแสดงภูมิรู้อันแตกฉานในวิชาอุศูลุ้ลฟิกฮ์ของตัวเองด้วยการพยายามอธิบายวิธีการ “อิจญติฮาด” ตามแนวทาง “เฉพาะตัว” ..โดยการอ้างเรื่อง مَنْطُوْقٌ และ مَفْهُوْمٌ ของหะดีษบทนั้นซึ่งสรุปว่า สิ่งที่ได้รับความเข้าใจ (مَفْهُوْمٌ) จากหะดีษบทนั้นก็คือ การนมาซมัยยิตในกุบูรฺมีการอ่านอัล-กุรฺอ่านคือฟาติหะฮ์ด้วย .. จึงแสดงว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺเป็นที่อนุญาต ...
อ.อัชอะรีย์กล่าวอ้างอย่างนี้บ่อยครั้ง ซึ่งแสดงว่าป่วยการที่ผมจะไปชี้แจงต่อท่านให้เมื่อยปากต่อไปว่า สิ่งที่มัยยิตในกุบูรฺจะได้รับประโยชน์จากการนมาซให้ ก็ต่อเมื่อเรานำองค์ประกอบทั้งหมดของนมาซนั้น “มาทำรวมกัน” ตามรูปแบบและขั้นตอนในลักษณะการ “นมาซมัยยิต” ดังที่ท่านนบีย์กระทำเท่านั้น .. มิใช่แยกองค์ประกอบของ “นมาซมัยยิต” เพียงอย่างเดียวไปทำที่กุบูรฺ ดังความเข้าใจของ อ.อัลอะรีย์ ...
ด้วยเหตุนี้ ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมจึงไม่เคย “แยกธาตุ” องค์ประกอบของนมาซมัยยิต .. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอ่านฟาติหะฮ์ (หรืออัล-กุรฺอ่านบทใด) ..ไปอ่านที่กุบูรฺของผู้ตายคนใดแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆที่ท่านมีโอกาสตลอดเวลาที่จะปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ เพราะบ้านของท่านอยู่ใกล้กุบูรฺบะเกี๊ยะอฺ ... 
หาก อ.อัชอะรีย์ยังยืนกระต่ายขาเดียวในเรื่องนี้ต่อไปผมก็ไม่ขอต่อล้อต่อเถียงกับท่านอีกแล้ว แต่ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบดังต่อไปนี้ ... 
สมมุติถ้า “การนมาซมัยยิต” ในหะดีษบทนั้นคือ “ต้มยำ”, .. และกุบูรคือ “หม้อใส่ต้มยำ” ...
อ.อัชอะรีย์คงรู้ดีว่า สิ่งที่จะเรียกว่า “ต้มยำ” ตามความเข้าใจของ “คนปกติธรรมดา” ทั่วๆไปนั้น จะต้องประกอบขึ้นจากกุ้งหรือปลาหรือเนื้อ, ตะไคร้, ใบมะกรูด, ข่า, พริกสด, มะเขือเทศ, มะนาว, น้ำปลา, ต้นหอม, คึ่นฉ่าย เป็นต้น ...
ไม่เคยปรากฏเลยสักครั้งเดียวที่แม่ครัวเอกของโลกจะนำส่วนประกอบของต้มยำทั้งหมดดังกล่าวนั้นไปแยกออก แล้วนำเพียง “อย่างใดอย่างหนึ่ง” ไปใส่ใน “หม้อต้ม” เพื่อให้ผู้ใด(คือ มัยยิต) บริโภค .. (ยกเว้นอิสติฆฟารฺ)...
ทั้งนี้ เพราะท่านรู้ดีว่า ต้มยำที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงตามหลักโภชนาการต่อผู้บริโภค จะต้องใส่เครื่องปรุงทั้งหมด “รวมกัน” เท่านั้น ... 
แต่ อ.อัชอะรีย์กลับจะเอา “ใบมะกรูด” เพียงอย่างเดียวใส่ลงในหม้อ แล้วก็ยืนยัน(และนั่งยัน)แบบหัวชนฝาว่า การต้มใบมะกรูดอย่างเดียวในหม้อก็ “มีคุณค่า” ต่อผู้บริโภคเหมือนการทำต้มยำด้วยเครื่องปรุงทั้งหมดทุกประการ ...
เมื่อผมถามว่า เคยมีใครในโลกทำต้มยำในหม้อแบบนี้มาก่อนบ้างไหม ? . อ.อัชอะรีย์ไม่ยอมตอบคำถามนี้! .. แต่กลับยืนกรานอย่างหนักแน่นเพียงว่า “ใบมะกรูด” อย่างเดียวในหม้อ ก็มีคุณค่าเหมือนต้มยำและอนุญาตให้ทำได้ .. โดยอ้างเหตุผลว่า เพราะไม่เคยมีใคร“ห้าม” เอาใบมะกรูดอย่างเดียวใส่หม้อต้ม, และใบมะกรูดก็เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของต้มยำ ... 
แถมยังท้าว่า .. ให้ผมหาหลักฐานมาซิว่าเคยมีคนห้ามมิให้ทำอย่างนี้ .. และผมจะปฏิเสธไหมว่าใบมะกรูดก็เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของเครื่องต้มยำ ?? ...
โดนเข้าแบบนี้ บอกตรงๆว่าผมก็ไม่รู้จะเถียงท่านยังไงเหมือนกัน เพราะเป็นความจริงของท่าน ...
เรื่องนี้จึง ซตพ.ได้อย่างลงตัวว่า ผมยอมรับนับถือ อ.อัชอะรีย์ด้วยความเต็มใจยิ่งและขอแต่งตั้งท่านให้ดำรงตำแหน่งเป็น “ซุปเปอร์แม่ครัวคนแรกของโลก” (อ้อ, เกือบลืม อ.กอเซ็มอีกคนแน่ะ) ที่มีแนวคิดเอาใบมะกรูดใส่หม้อ แล้วอวดอ้างว่ามีสรรพคุณและคุณค่าทางโภชนาการเหมือนต้มยำที่ครบเครื่องทุกประการ ด้วยเหตุผลที่ว่าใบมะกรูดก็คือองค์ประกอบหนึ่งของต้มยำ และก็ไม่เคยมีใครห้ามต้มใบมะกรูดอย่างเดียวในหม้อด้วย ...
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ... 
ง. หะดีษจากการรายงานของท่านอัช-ชะบีย์ ที่ อ.อัชอะรีย์นำมาอ้างข้างต้น ไม่ใช่เป็นหลักฐานอนุญาตให้ไปนมาซญะนาซะฮ์ที่กุบูรฺได้อย่างเสรีโดยปราศจากเงื่อนไข ดังความเข้าใจของ อ.อัชอะรีย์ ...
แต่หะดีษข้างต้นมีความหมายถึง .. การไปนมาซ “ญะนาซะฮ์ที่ถูกฝังไปแล้ว” และผู้นมาซเพิ่งจะมารู้ในตอนหลัง! ... 
การนมาซญะนาซะฮ์ในลักษณะดังกล่าวจึงถือเป็นข้อยกเว้นจาก “การห้ามนมาซญะนาซะฮ์ในกุบูรฺ” .. ดังที่ผมอธิบายไปแล้ว ...
ข้อเท็จจริงของหะดีษบทข้างต้น เป็นดังนี้ ...
ท่านบุคอรีย์ได้บันทึกหะดีษบทนี้จากการรายงานของท่านอัช-ชะอฺบีย์, ซึ่งรายงานมาจากท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ด้วยข้อความย่อๆดังข้างต้น ..ในหนังสือ “อัศ-เศาะเหี๊ยะฮ์” ของท่านใน 4 ตำแหน่งด้วยกันคือ หะดีษที่ 857, 1319, 1322, และ 1336 ...
แต่ .. ท่านบุคอรีย์ก็ได้บันทึกหะดีษบทเดียวกันนี้จากการายงานของท่านอัช-ชะอฺบีย์, จากท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. เช่นเดียวกัน ด้วยข้อความที่ชัดเจนกว่าการบันทึกข้างต้น ในหะดีษที่ 1247, 1321, 1326, และ 1340 ..ซึ่งในที่นี้ผมจะนำเสนอเพียง 2 บทคือ 
1. ท่านบุคอรีย์ ได้บันทึกรายงานจากท่านอัช-ชะอฺบีย์ (ชื่อจริงคือ อามิรฺ บิน ชะรอฮีล) ซึ่งรายงานจากท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. (หะดีษที่ 1247) ว่า ...
مَاَت إِنْسَانٌ كَانَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَعُوْدُهُ، فَمَاتَ بِاللَّيْلِ، فَدَفَنُوْهُ لَيْلاً، فَلَمَّا أَصْبَحَ أَخْبَرَهُ، فَقَالَ : مَا مَنَعَكُمْ أَنْ تُعْلِمُوْنِىْ ؟ قَالُوْا : كَانَ اللَّيْلُ، فَكَرِهْنَا – وَكَانَتْ ظُلْمَةٌ – أَنْ نَشُقَّ عَلَيْكَ. فَأَتَى قَبْرَهُ فَصَلَّى عَلَيْهِ
“ชายผู้หนึ่งซึ่งท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมเคยไปเยี่ยมเขาบ่อยๆตอนป่วยได้ตายลงในตอนกลางคือ แล้วพวกเขาก็ได้ทำการฝังตั้งแต่กลางคืน, พอรุ่งขึ้นพวกเขาก็บอกเรื่องนี้แก่ท่านนบีย์ ท่านจึงกล่าวว่า “ทำไมพวกท่านจึงไม่บอกให้ฉันรู้บ้าง” .. พวกเขาตอบว่า .. “มันเป็นกลางคืน, พวกเราไม่อยาก – เพราะมันมืด – ให้ท่านต้องลำบาก” .. ท่านจึงไปที่กุบูรฺของเขาแล้วก็นมาซให้เขา” ...
2. ท่านบุคอรีย์ ได้รายงานหะดีษนี้จากท่านอัช-ชะอฺบีย์, จากท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. อีกสำนวนหนึ่งว่า ...
أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مَرَّ بِقَبْرٍ قَدْ دُفِنَ لَيْلاً، فَقَالَ : مَتىَ دُفِنَ هَذَا قَالُوْا : اَلْبَارِحَةَ، قَالَ : أَفَلاَ آذَنْتُمُوْنِىْ ؟ قَالُوْا : دَفَنَّاهُ فِى ظُلْمَةِ اللَّيْلِ فَكَرِهْنَا أَنْ نُوْقِظَكَ، فَقَامَ فَصَفَفْنَا خَلْفَهُ
“แท้จริงท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมได้เดินผ่านหลุมศพหลุมหนึ่งซึ่งถูกฝังในตอนกลางคืน, ท่านกล่าวถามว่า .. “เขาถูกฝังเมื่อไรกันนี่?” .. พวกเขาตอบว่า .. “ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ” .. ท่านนบีย์จึงกล่าวว่า .. “แล้วทำไมพวกท่านไม่บอกให้ฉันรู้บ้าง?” .. พวกเขาบอกว่า ..”พวกเราฝังเขาในความมืดยามกลางคืน จึงไม่อยากปลุกท่าน” .. ดังนั้นท่านนบีย์จึงยืนขึ้น (เพื่อนมาซให้เขา) แล้วพวกเราก็จัดแถว(นมาซ)ข้างหลังท่าน” ...
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 1321) ...
สรุปแล้ว หะดีษที่ อ.อัชอะรีย์นำมาอ้างข้างต้นจึงเป็นหลักฐานยืนยันและสนับสนุนคำกล่าวของผม ไม่ใช่หลักฐานยืนยันทัศนะของ อ.อัชอะรีย์ ...




ชี้แจง .. บทวิภาษของ อ.อัชอะรีย์ต่อ อ.ปราโมทย์ (ตอนที่ 6)



ชี้แจงเรื่องการอุทิศผลบุญแก่ผู้ตาย

โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย
(6). ชี้แจงเรื่องการอุทิศผลบุญแก่ผู้ตาย
6.1 อ.อัชอะรีย์ ได้อ้างคำพูดท่านอิบนุตัยมียะฮ์จากหนังสือ “มัจญมูอะอ์ อัล-ฟะตาวีย์” ว่า ...
“และที่ถูกต้องนั้นคือ ทั้งหมด (จากการถือศีลอด, การละหมาด, การอ่านอัล-กุรฺอ่านนั้น) ฮะดียะฮ์ผลบุญไปให้ ผลบุญจะถึงไปยังผู้ตาย ....”
และ อ.อัชอะรีย์ยังได้อ้างทัศนะท่านอิหม่ามอะห์มัดและท่านอิบนุ้ลก็อยยิมในอีก 7 หน้าถัดมาว่า ผลบุญการอ่านอัล-กุรฺอ่านนั้น ฮะดียะฮ์ถึงผู้ตาย ..โดยเฉพาะท่านอิบนุ้ลก็อยยิม ได้กล่าวในหนังสือ “อัร-รูห์” ว่า ...
“หากถามว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านฮะดียะฮ์ผลบุญให้ผู้ตายนั้นไม่เป็นที่รู้กันจากสะลัฟ, และท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมก็ไม่ได้แนะนำพวกเขาไว้ .. คำตอบก็คือ หากผู้ที่นำคำถามนี้มาได้ยอมรับว่า ผลบุญการทำหัจญ์, การถือศีลอด, และการขอดุอาอ์นั้น ถึงไปยังผู้ตาย ก็ขอกล่าวตอบแก่เขาว่า อะไรคือข้อแบ่งแยก(หรือความแตกต่าง)ระหว่างสิ่งดังกล่าวกับผลบุญการอ่านอัล-กุรฺอ่านถึงผู้ตาย ? ............”
แล้ว อ.อัชอะรีย์ก็กล่าวสรุปว่า ...
“ท่านอิบนุก็อยยิมได้กล่าวว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านฮะดียะฮ์ผลบุญแก่ผุ้ตายนั้น แม้ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมไม่เคยกระทำและไม่เป็นที่รู้กัน แต่มีหลักฐานให้ทำการอ่านอัล-กุรฺอ่านและยืนยันว่าผลบุญของอิบาดะฮ์นั้นถึงแก่ผู้ตาย ก็ถือว่าไม่เป็นบิดอะฮ์แต่ประการใด .....”
ชี้แจง
ผมได้กล่าวเอาไว้ในการวิภาษคำบรรยายของ อ.กอเซ็มแล้วว่า ผมจะไม่พูดเรื่องผลบุญการอ่านอัล-กุรฺอ่าน ถึง-หรือไม่ถึงผู้ตาย เพราะผมไม่ใช่อัลลอฮ์ ...
แต่ผมจะพูดในแง่ข้อเท็จจริงของหลักฐาน ...
ถ้า อ.อัชอะรีย์จะอ้างทัศนะของนักวิชาการที่ว่าถึง ผมก็สามารถอ้างทัศนะนักวิชาการจำนวนมากได้เช่นเดียวกันที่ว่า ไม่ถึง, .. แม้กระทั่งบางทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัด, ท่านอิบนุตัยมียะฮ์ และท่านอิบนุ้ลก็อยยิมเองก็ตาม ...
อ.อัชอะรีย์ได้อ้างคำพูดท่านอิบนุตัยมียะฮ์จากหนังสือมัจญมูอะฮ์ อัล-ฟะตาวีย์ว่า .. ผลบุญการการถือศีลอด, การละหมาด, การอ่านอัล-กุรฺอ่านนั้น ฮะดียะฮ์ (อุทิศ) ให้ผู้ตายได้ ...
ผมขอกล่าวว่า ก็ท่านอิบนุตัยมียะฮ์เองมิใช่หรือที่ได้บันทึกคำพูดของท่านอิหม่ามอะห์มัดในหนังสือ “อัล-อิคติยารอต อัล-อิลมียะฮ์” หน้า 54 ว่า ...
وَلَمْ يَكُنْ مِنْ عَادَةِ السَّلَفِ إِذَا صَلَّوْا تَطَوُّعًا، أَوْصَامُوْا تَطَوُّعًا، أَوْحَجُّوْا تَطَوُّعًا، أَوْقَرَؤُوْاالْقُرْآنَ يُهْدُوْنَ ثَوَابَ ذَلِكَ إِلَى أَمْوَاتِ الْمُسْلِمِيْنَ، فَلاَ يَنْبَغِىْ الْعُدُوْلُ عَنْ طَرِيْقَةِ السَّلَفِ، فَإِنَّهُ أَفْضَلُ وَأَكْمَلُ ...
“และไม่เคยมีปรากฏแบบอย่างหรือธรรมเนียมของชาวสะลัฟว่า เมื่อพวกเขานมาซสุนัต, ถือศีลอดสุนัต, ทำหัจญ์สุนัตหรืออ่านอัล-กุรฺอ่านแล้ว พวกเขาจะฮะดียะฮ์(อุทิศ)ผลบุญของสิ่งดังกล่าว ให้แก่บรรดามุสลิมที่ล่วงลับไปแล้วแต่ประการใด ดังนั้นจึงไม่ควรหันเหออกจากแนวทางสะลัฟเหล่านี้ เพราะมันเป็นแนวทางที่ประเสริฐที่สุด และสมบูรณ์เพียบพร้อมที่สุดแล้ว” ...
คำพูดข้างต้นนี้ คือการยอมรับว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านอุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตายนั้น ไม่ใช่เป็นการกระทำของชาวสะลัฟ, และแนวทางของสะลัฟ(ไม่อุทิศผลบุญการอ่านอัล-กุรฺอ่านให้ผู้ตายคนใด) ถือเป็นแนวทางที่ดีเลิศที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุด ...
จึงอยากจะถาม อ.อัชอะรีย์ว่า ระหว่างผมกับท่าน ใครกันแน่คือผู้ปฏิบัติตามแนวทางสะลัฟในเรื่องนี้ ??? ...
ส่วนที่ อ.อัชอะรีย์อ้างทัศนะท่านอิบนุ้ลก็อยยิมที่ส่งเสริมให้ฮะดียะฮ์ผลบุญการอ่านอัล-กุรฺอ่านให้แก่ผู้ตาย ในหนังสือ “อัร-รูห์” .. แล้ว อ.อัชอะรีย์ก็กล่าวสรุปว่าตามทัศนะของท่านอิบนุ้ลก็อยยิมถือว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตายไม่เป็นบิดอะฮ์นั้น ...
ข้อนี้ อ.อัชอะรีย์สรุปเอาเอง โดยไม่ได้ตรวจสอบดูคำพูดท่านอิบนุลก็อยยิมให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ...
เพราะท่านอิบนุ้ลก็อยยิมได้กล่าวในหนังสือ “ซาดุ้ลมะอาด” ว่า ...
وَلَمْ يَكُنْ مِنْ هَدْيِهِ أَنْ يُجْتَمَعَ لِلْعُزَّاءِ، وَيُقْرَأَ لَهُ الْقُرْآنُ لاَ عِنْدَ قَبْرِهِ وَلاَ غَيْرِهِ، وَكُلُّ هَذَا بِدْعَةٌ حَادِثَةٌ مَكْرُوْهَةٌ
“และไม่เคยมีปรากฏในทางนำท่านนบีย์ว่า จะมีการชุมนุมกัน(ของครอบครัวผู้ตาย) เพื่อ (รอ)ผู้ปลอบโยนและอ่านอัล-กุรฺอ่านให้แก่ผู้ตาย ไม่ว่าที่กุบูรหรือที่อื่น(เช่นที่บ้าน) ทุกอย่างนี้เป็นอุตริกรรม(บิดอะฮ์) ที่เพิ่งบังเกิดขึ้น และเป็นเรื่องน่ารังเกียจ” ...
(จากหนังสือ “ซาดุ้ลมะอาด” ของท่านอิบนุ้ลก็อยยิม เล่มที่ 1 หน้า 179) ...
ท่านอิบนุ้ลก็อยยิม ได้ยอมรับในหนังสือซาดุ้ลมะอาดว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย ไม่ว่าที่บ้านหรือที่กุบูร มิใช่เป็นทางนำของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมและเป็นบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจ (คือหะรอม) ตามทัศนะของท่านที่ผ่านมา ..
ถ้าอย่างนั้น การที่ท่านอิบนุ้ลก็อยยิมส่งเสริมให้อ่านอัล-กุรฺอ่านเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย ดังข้อมูลจากหนังสือ “อัร-รูห์” ที่ อ.อัชอะรีย์นำมาอ้างนั้น ท่านเอาหลักฐานมาจากไหน ? ...
คำตอบก็คือ เมื่อเราพิจารณาดูคำกล่าวของท่านอิบนุ้ลก็อยยิมตอนถัดมา จากหนังสือ “อัรฺ-รูห์” ก็จะเป็นที่ชัดเจนว่า ท่านใช้หลักกิยาส! .. คือนำเรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านเพื่ออุทิศผลบุญให้ผู้ตาย –- ที่ท่านกล่าวในหนังสือ “ซาดุ้ลมะอาด”ว่า “มิใช่เป็นทางนำท่านนบีย์และเป็นบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจ” –ไปเปรียบเทียบ(قِيَاسٌ)กับเรื่องการทำหัจญ์, การถือศีลอด และการขอดุอาให้แก่ผู้ตาย ซึ่งมิใช่ปัญหาขัดแย้งเพราะเป็นเรื่องที่มีหลักฐานถูกต้องจากซุนนะฮ์ ...
เพราะท่านอิบนุ้ลก็อยยิมได้กล่าว(ตามคำแปลของ อ.อัชอะรีย์)ในตอนหลังว่า ...
“หากถามว่า การอ่านอัล-กุรฺอ่านฮะดียะฮ์ผลบุญให้ผู้ตายนั้น ไม่เป็นที่รู้จักกันจากสะลัฟ และท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมก็ไม่ได้แนะนำพวกเขาไว้ คำตอบก็คือ หากผู้ที่นำคำถามนี้มาได้ยอมรับว่า ผลบุญการทำหัจญ์, การถือศีลอด, และการขอดุอาอ์นั้นถึงไปยังผู้ตาย ก็ขอกล่าวตอบแก่เขาว่า อะไรคือข้อแบ่งแยก(หรือความแตกต่าง)ระหว่างสิ่งดังกล่าวกับผลบุญการอ่านอัล-กุรฺอ่านถึงผู้ตาย ?” ...
การ “กิยาส” ดังกล่าวของท่านอิบนุ้ลก็อยยิม ออกจะเป็นการกิยาสแปลกประหลาด เพราะนอกจากเป็นการนำสิ่งที่ท่านเองกล่าวว่าเป็นบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจ ไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่เป็นซุนนะฮ์แล้ว .. ยังเป็นการกิยาสที่ “อ่อนหลักฐาน” (ضَعِيْفٌ) .. ดังคำกล่าวของท่านอิหม่ามนะวะวีย์ ด้วย ...
ท่านอิหม่ามนะวะวีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “ชัรฺห์มุสลิม” ของท่าน เล่มที่ 1 หน้า 90 เกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งในการอ่านอัล-กุรฺอ่านให้แก่ผู้ตายว่า ...
وَذَهَبَ جَمَاعَاتٌ مِنَ الْعُلَمَاءِ إِلَى أَنَّهُ يَصِلُ إِلَى الْمَيِّتِ ثَوَابُ جَمِيْعِ الْعِبَادَاتِ مِنَ الصَّلاَةِ، وَالصَّوْمِ، وَالْقِرَاءَةِ وَغَيْرِذَلِكَ ........... كُلُّ هَذِهِ الْمَذَاهِبِ ضَعِيْفَةٌ! وَدَلِيْلُهُمْ الْقِيَاسُ عَلَى الدُّعًاءِ وَالصَّدَقَةِ وَالْحَجِّ، وَدَلِيْلُ الشَّافِعِىِّ وَمُوَافِقِيْهِ قَوْلُ اللهِ تَعَالَى : وَأَنْ لَيْسَ لِلإِنْسَانِ إِلاَّ مَا سَعَى ...
“มีอยู่หลายกลุ่มจากนักวิชาการที่มีทัศนะว่า ผลบุญของอิบาดะฮ์ทุกอย่าง ..ไม่ว่าจะเป็นการนมาซ, การถือศีลอด, การอ่านอัล-กุรฺอ่านและอื่นๆ จะถึงไปยังผู้ตายได้, ............ แต่ทุกๆทัศนะดังกล่าวมานี้ ล้วนเฎาะอีฟ (อ่อนหลักฐาน)ทั้งสิ้น!.. ซึ่งหลักฐานของพวกเขาก็คือ การ “กิยาส” กับเรื่องการขอดุอา, การเศาะดะเกาะฮ์ และการทำหัจญ์ ส่วนหลักฐานของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์และบรรดาผู้ที่มีทัศนะตรงกันกับท่าน (ที่ว่าผลบุญการอ่านอัล-กุรฺอ่านอุทิศไม่ถึงผู้ตาย) ก็คือ โองการของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ที่ว่า .. “แน่นอน จะไม่ได้แก่มนุษย์ นอกจากสิ่งที่เขาเคยขวนขวายเอาไว้เท่านั้น” ...
ท่านอิบนุกุดามะฮ์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ “อัล-มุฆนีย์” เล่มที่ 2 หน้า 428 มีข้อความตอนหนึ่งว่า ...
قَالَ الشَّافِعِىُّ : مَاعَدَاالْوَاجِبَ، وَالصَّدَقَةَ، وَالدُّعَاءَ، وَاْلإِسْتِغْفَارَ لاَ يُفْعَلُ عَنِ الْمَيِّتِ وَلاَ يَصِلُ ثَوَابُهُ إِلَيْهِ، لِقَوْلِ اللهِ تَعَالَى : وَأَنْ لَيْسَ لِلإِنْسَانِ إِلاَّ مَا سَعَى
ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์กล่าวว่า .. “สิ่งอื่นจาก(หัจญ์)ที่วาญิบ, อื่นจากเศาะดะเกาะฮ์, อื่นจากดุอา และอื่นจากอิสติฆฟารฺ (ขออภัยโทษให้ผู้ตาย) แล้ว ก็ไม่ต้องทำให้ผู้ตายและผลบุญของมันก็ไม่ถึงผู้ตายด้วย .. เพราะพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงดำรัสไว้แล้วว่า .. “แน่นอน จะไม่ได้แก่มนุษย์ นอกจากสิ่งที่เขาเคยขวนขวายเอาไว้เท่านั้น” ...
ท่านอิซซุดดีน อิบนุอับดุสสลาม นักวิชาการมีระดับอีกท่านหนึ่งกล่าวอีกว่า ...
وَمَنْ فَعَلَ طَاعَةً ِللهِ تَعَالَى ثُمَّ أَهْدَى ثَوَابَهَا إِلَى حَيٍّ أَوْ مَيِّتٍ لَمْ يَنْتَقِلْ ثَوَابُهَا إِلَيْهِ، إِذْ .. لَيْسَ ِللإِنْسَانِ إِلاَّ مَا سَعَى .. فَإِنْ شَرَعَ فِى الطَّاعَةِ نَاوِيًا أَنْ يَقَعَ عَنِ الْمَيِّتِ لَمْ يَقَعْ عَنْهُ إِلاَّ فَيْمَا اسْتَثْنَاهُ الشَّرْعُ كَالصَدَقَةِ، وَالصَّوْمِ، وَالْحَجِّ ...
“และผู้ใดที่กระทำความดี(ฏออัต)เพื่ออัลลอฮ์ .. แล้ว “อุทิศ” ผลบุญของความดีนั้นให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว ผลบุญดังกล่าวจะไม่ถึงไปยังผู้ถูกอุทิศให้ ทั้งนี้เพราะ .. จะไม่ได้แก่มนุษย์ นอกจากสิ่งที่เขาเคยขวนขวายเอาไว้เท่านั้น .. ดังนั้น ผู้ใดเริ่มต้นกระทำความดีโดยตั้งเจตนาว่าจะทำแทนให้แก่ผู้ตายคนใด ผลบุญอันนั้นก็หาได้แก่ผู้ตายไม่ นอกจากสิ่งที่ศาสนาได้มีบัญญัติยกเว้นไว้ให้ เช่นการเศาะดะเกาะฮ์, การถือศีลอด, การทำหัจญ์ เป็นต้น” ...
(จากหนังสือ “อัล-ฟะตาวีย์” ของท่านอิซซุดดีน อิบนุอับดิสสลาม” เล่มที่ 24 หน้า 2 ตีพิมพ์เมื่อปี ฮ.ศ. 1692) ...
ท่านอิซซุดดีน อิบนุอับดิสสลาม ยังกล่าวอีกว่า ...
وَلاَ يَجُوْزُ أَنْ يُجْعَلَ ثَوَابُ الْقِرَاءَةِ لِلْمَيِّتِ ِلأَنَّهُ تَصَرُّفٌ فِى الثَّوَابِ مِنْ غَيْرِ إِذْنِ الشَّارِعِ
“การอุทิศผลบุญการอ่านอัล-กุรฺอ่านให้แก่ผู้ตายนั้น ไม่เป็นที่อนุมัติ (คือเป็นเรื่องต้องห้าม) เพราะเป็นการนำเอาผลบุญมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บัญญัติศาสนา” (หมายถึงพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.) ...
(จากหนังสือ “มุฆนีย์ อัล-มุห์ตาจญ์” เล่มที่ 3 หน้า 69) ...
สรุปแล้วการอ่านอัล-กุรฺอ่านให้แก่ผู้ตายจึงเป็นเรื่องขัดแย้งกันระหว่างนักวิชาการ ซึ่งหากจะนำทัศนะต่างๆที่ขัดแย้งเหล่านี้มาพูดกัน 3 วัน 3 คืนก็คงจะไม่จบ ...
และนี่คือเหตุผลที่ผมมิได้นำเอาทัศนะนักวิชาการเรื่องอุทิศผลบุญการอ่านอัล-กุรฺอ่านไม่ถึงผู้ตาย มาอ้างถึงในการวิภาษคำบรรยาย อ.กอเซ็ม ...
แต่โปรดสังเกตด้วยว่า ทัศนะของนักวิชาการที่อ้างว่า ผลบุญของการอ่านอัล-กุรฺอ่านถึงผู้ตาย หลักฐานพวกเขาก็คือ หะดีษเฎาะอีฟ หรือไม่ก็การ “กิยาส” กับสิ่งที่มีหลักฐาน .. เช่นดุอา, เศาะดะเกาะฮ์, หัจญ์ และ ถือศีลอด .. ดังการยอมรับของท่านอิบนุ้ลก็อยยิมข้างต้นและท่านอัส-สะยูฏีย์ในหนังสือ “ชัรฺหุศศุดูรฺ” หน้า 310-311 ..
แต่หลักฐานของผู้ที่ว่า .. “ผลบุญของการอ่านอัล-กุรฺอ่านไม่ถึงผู้ตาย” .. คือพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ในอัล-กุรฺอ่านซูเราะฮ์อัน-นัจญ์ อายะฮ์ที่ 39 .. ดังคำกล่าวของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์และนักวิชาการที่มีระบุนามในข้อมูลข้างต้น ...
ก็ขอให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณเอาเองเถิดว่า ระหว่างหะดีษเฎาะอีฟหรือการกิยาส(ที่เฎาะอีฟ) กับการวิเคราะห์มาจากอัล-กุรฺอ่านนั้น .. อย่างไหนจะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่ากัน ...
6.2 อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ... “ความจริงแล้ว การอุทิศหรือฮะดียะฮ์ผลบุญก็คือ การสะสมการอภัยโทษของอัลลอฮ์ให้แก่บรรดาผู้ล่วงลับไปแล้วนั่นเอง เพราะคำว่า “ผลบุญ” ภาษาอาหรับเรียกว่า اَلثَّوَابُ (อัษ-ษะวาบ) ...
ท่านอิหมามอัชชะรีฟ อัลญุรญานีย์ ได้ให้คำนิยามคำว่าอัษษะวาบ (ผลบุญ) ตามหลักการศาสนา (اَلشَرْعِىُّ) ความว่า ...
“สิ่งที่เหมาะสมยิ่งที่จะได้รับความเมตตาและการอภัยโทษจากอัลลอฮ์ตะอาลา และการช่วยเหลือ (ชะฟาอัต)จากท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม”
กล่าวคือ ผลบุญนั้นคือการปฏิบัติความดีงามที่จะได้รับซึ่งผลตอบแทนในรูปแบบของความเมตตา การอภัยโทษของอัลลอฮ์ตะอาลาและการชะฟาอัตของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ....”
และ อ.อัชอะรีย์ได้กล่าวในลักษณะ “สมมุติคำถาม” ..ว่าจะฮะดียะฮ์ผลบุญให้ผู้ตายได้หรือไม่? .. แล้ว อ.อัชอะรีย์ก็ตอบเองว่า ...
“ได้ครับ เพราะอัลลอฮ์ตะอาลาได้ทรงบัญชาให้เราทำการอิสติฆฟารขออภัยโทษจากอัลลอฮ์ให้แก่พี่น้องมุสลิม ซึ่งการขออภัยโทษจากอัลลอฮ์นั้น ส่วนหนึ่งก็อยู่ในความหมายผลบุญนั่นเองครับ ดังนั้นผลบุญเราสามารถขอดุอาต่ออัลลอฮ์ให้พระองค์ทรงมอบฮะดียะฮ์ผลบุญของเราให้แก่พี่น้องมุสลิมได้” ...
ชี้แจง
สรุปคำกล่าวของ อ.อัชอะรีย์ข้างต้นก็คือ ...
1. การฮะดียะฮ์หรืออุทิศผลบุญ หมายถึง การสะสมการอภัยโทษของอัลลอฮ์ให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ...
2. การอภัยโทษของอัลลอฮ์ให้แก่ผู้ใด ถือเป็นความหมายหนึ่งของคำว่า “ผลบุญ” .. ดังคำอธิบายของท่านอิหม่ามอัชชะรีฟ อัล-ญุรญานีย์ ...
3. ดุอาอิสติฆฟารฺ (ขออภัยโทษให้แก่ผู้ตาย) กับดุอาฮะดียะฮ์(อุทิศ)ผลบุญแก่ผู้ตาย มีความหมายอย่างเดียวกัน ...
4. ผลบุญจากการกระทำความดีของเรา สามารถอุทิศให้พี่น้องมุสลิมที่ตายได้ ...
ผมขออธิบายและชี้แจงในแต่ละข้อดังนี้ ...
1. คำกล่าวที่ว่า “การฮะดียะฮ์ผลบุญคือการสะสมการอภัยโทษของอัลลอฮ์ให้แก่ผู้ตาย” นั้น ...
ผู้ใดอ่านข้อความนี้เข้าใจ ก็โปรดช่วยอธิบายผมหน่อย ...
เพราะคำว่า “ฮะดียะฮ์หรืออุทิศผลบุญ” ตามที่ผมและใครๆเข้าใจกัน หมายถึงการที่คนเป็น ส่งมอบหรืออุทิศผล “ความดี” ที่ตนเองเคยกระทำไปให้แก่ผู้ตาย ...
ส่วนการ “อภัยโทษ” นั้น เป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ที่จะอภัยใน “ความผิด” ของผู้ใดก็ได้ แม้จะไม่มีผู้ทำความดีคนใดขอให้, และไม่ว่าผู้ทำผิดนั้นจะเป็นคนเป็นหรือคนตาย ...
แล้วการที่อัลลอฮ์จะอภัยโทษให้แก่ “ความผิด” ของมนุษย์คนใดตามประสงค์ของพระองค์ มันไปเกี่ยวอะไรกับการที่ใครสักคนจะส่ง “ความดี” ของตนเองให้เขาด้วย? .. และทำไมการอภัยโทษของอัลลอฮ์ต้องมีการสะสมด้วย ?? ...
2. คำนิยามของคำว่าผลบุญ (ثَوَابٌ) ของท่านอัช-ชะรีฟ อัล-ญุรฺญานีย์ข้างต้น แล้ว อ.อัชอะรีย์อธิบายว่า .. “คือการปฏิบัติความดีงามที่จะได้รับซึ่งผลตอบแทนในรูปแบบของความเมตตา การอภัยโทษของอัลลอฮ์ตะอาลา การชะฟาอะฮ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม”.. นั้น ...
ในทัศนะของผมถือว่า เป็นคำนิยามและเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องที่สุด ...
แต่ที่ไม่ถูกก็คือความ “เข้าใจ” ของ อ.อัชอะรีย์ที่ว่าการ “ขออภัยโทษ” คือผลบุญ
เพราะคำว่า “ผลบุญ” เราแปลมาจากภาษาอาหรับว่า “ثَوَابٌ” .. ซึ่งมีความหมายตามหลักภาษาว่า جَزَاءٌ (การตอบแทน) ...
ในหนังสือปทานุกรม “อัล-มุนญิด” หน้า 75 ได้อธิบายความหมายคำว่า “ثَوَابٌ” ว่า ...
اَلثَّوَابُ الْجَزَاءُ عَلَى اْلأَعْمَالِ، خَيْرِهَا وَشَرِّهَا، وَأَكْثَرُاسْتِعْمَالِهِ فِى الْخَيْرِ
“ษะวาบ ก็คือ การตอบแทนการกระทำ, ไม่ว่ากระทำดีหรือกระทำชั่ว .. แต่ส่วนมากแล้วจะใช้ในการตอบแทนความดี ...
นี่คือ ความหมาย ثَوَابٌ ตามหลักภาษา ...
และคำว่า “ผลบุญ” นี้ ในอัล-กุรฺอ่านและในอัล-หะดีษจะมีสำนวนใช้อีกคำหนึ่ง คือคำว่า أَجْرٌ (ซึ่งมีความหมายว่า รางวัล) ...
คำว่า “รางวัล” หรือ أَجْرٌ จะมีความหมายถึงการตอบแทนให้แก่ผู้ทำดีเท่านั้น ...
ในหนังสือ “กอมูส อัล-กุรฺอ่าน” หน้า 17 มีการอธิบายความหมายคำว่า أَجْرٌ ว่า ...
اَلأَجْرُ الثَّوَابُ عَلَى الطَّاعَةِ .........
“อัล-อัจญรุ (รางวัล) ก็คือผลบุญตอบแทนต่อความภักดี (ฏออัต)” ...
โดยนัยนี้ คำว่า “ษะวาบ” ที่มีความหมายเดิมตามหลักภาษาว่า การตอบแทนการกระทำไม่ว่าดีหรือชั่ว จึงมีความหมายตามหลักการศาสนาว่า เป็น “ผลบุญ” .. คือการ “ให้รางวัล” ตอบแทน “ความดี” เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ตอบแทนการกระทำ “ความชั่ว”
เมื่อบุคคลใดกระทำความดี(ฏออัต) ต่ออัลลอฮ์ ด้วยการนมาซ, การถือศีลอด, การบริจาคซะกาต เป็นต้น พระองค์อัลลอฮ์ก็จะให้ “รางวัล” ตอบแทนการกระทำความดีนั้นแก่เขา ดังที่เราเรียกกันว่า “ให้ผลบุญแก่เขา” ...
หรือเมื่อบุคคลใดเคยทำบาปเล็กบางอย่าง แล้วพระองค์อัลลอฮ์สัญญาว่าหากเขาถือศีลอดเดือนรอมะฎอน พระองค์ก็จะอภัยในบาปนั้นของเขาที่ผ่านมา ถือว่าเขาได้รับรางวัลหรือผลบุญตอบแทนจากการทำความดี (คือการถือศีลอด)ในรูปแบบของการอภัยโทษ .. ดังคำกล่าวของท่านเช็คอัล-ญุรฺญานีย์และคำอธิบายของ อ.อัชอะรีย์ข้างต้น ...
ความจริง อ.อัชอะรีย์ก็อธิบายความหมายผลบุญได้ถูกต้องแล้วในตอนต้น แต่มาตกม้าตายตอนหลัง เพราะความเชื่อที่ผิดๆของตนเองจากความเข้าใจที่ว่า إِسْتِغْفَارٌ ก็คือ “ผลบุญ” ...
คำอธิบายง่ายๆในเรื่องนี้ก็คือ คนที่ขาดนมาซ, ไม่ถือศีลอด, ผิดประเวณี เป็นต้น เขาคือผู้กระทำความผิด, ทำบาป ซึ่งตามหลักการแล้วจะต้องถูกลงโทษ ...
การที่เขา “อิสติฆฟารฺ” คือขออภัยโทษใน “บาป” ของเขา, หรือใครก็ตาม “อิสติฆฟารฺ” ให้เขา .. แล้ว อ.อัชอะรีย์ก็ไปเรียกการ “อิสติฆฟารฺ” นั้นว่าเป็น “ผลบุญ”หรือรางวัลของเขา นั้น ...
ขอถามว่า รางวัลและผลบุญที่ว่านี้เป็น “รางวัล” และ “ผลบุญ” ตอบแทนจาก “ความดี” อะไรของเขา ? .. รางวัลจากความดีที่ขาดนมาซ, ไม่ถือบวช, ผิดประเวณี กระนั้นหรือ ??? ...
สรุปแล้ว ในเรื่องการ “อภัยโทษ” ของอัลลอฮ์นั้นจะมี 2 ลักษณะคือ ...
1. การให้อภัยโทษจากอัลลอฮ์ ได้แก่การที่ผู้ใด “ได้รับการอภัยโทษ” จากความผิดในอดีต อันเป็นผลตอบแทนความดีที่เขากระทำภายหลัง เช่นเขาถือศีลอด, หรือเขานมาซตะรอเวี๊ยะห์ เป็นต้น อย่างนี้เรียกได้ว่า เขาได้รับรางวัลหรือผลบุญแน่นอน ...
2. ส่วนการ ขออภัยโทษ (إِسْتِغْفَارٌ) จากอัลลอฮ์ อันเป็นเรื่องของผู้ทำบาปหรือทำความผิด --ไม่ว่าจะขอเองหรือผู้อื่นขอให้ -- ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการตอบแทนความดีใดๆของเขา อย่างนี้จะเรียกการขอนั้นว่า เขาได้รับผลบุญจากอัลลอฮ์ ย่อมไม่ได้ ...
เพราะยังไม่แน่ว่าเมื่อขอแล้ว พระองค์อัลลอฮ์จะอภัยให้หรือไม่ ...
ดังนั้น เรื่องการอภัยโทษให้เอง (غُفْرَانُ الذُّنُوْبِ) ของอัลลอฮ์เพื่อตอบแทนความดีของบุคคลใดตามที่พระองค์สัญญาไว้(ที่เรียกว่าผลบุญ) .. กับ การขออภัยโทษ(اَلإِسْتِغْفَارُمِنَ الذُّنُوْبِ) ของผู้ที่ทำความชั่ว(ที่ไม่เรียกว่าผลบุญ) จึงเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” ชนิดเส้นผมบังภูเขาที่ อ.อัชอะรีย์ไม่เข้าใจ ...
3. ผู้ที่กล่าวว่า “ดุอาอิสติฆฟารฺให้ผู้ตาย” กับ “ดุอาอุทิศผลบุญให้ผู้ตาย” มีความหมายเหมือนกัน แสดงว่า ผู้นั้นยังแยกไม่ออกระหว่างน้ำตาลทรายกับน้ำตาลปิ๊บว่า มันเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ...
เพราะอย่างแรกคือดุอาอิสติฆฟารฺ เป็นบทบัญญัติของอิสลาม .. ส่วนอย่างหลัง คือดุอาอุทิศผลบุญให้ผู้ตาย ไม่ใช่เป็นบทบัญญัติและมิใช่เป็นการกระทำของชาวสะลัฟ แต่เป็นดุอาที่คนยุคหลังได้ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ...
ทั้ง 2 อย่างนี้จึงมีความแตกต่างกันเหมือนฟ้ากับดิน ...
ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ ได้ตอบคำถามเรื่องดุอาอุทิศผลบุญที่ว่า ...
اَللَّهُمَّ اجْعَلْ ثَوَابَ مَا قَرَأْتُهُ زِيَاَدةً فِىْ شَرَفِ سَيِّدِنَارَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ
“โอ้อัลลอฮ์ ขอได้โปรดบันดาลผลบุญในสิ่งที่ข้าพระองค์อ่านนี้ เพิ่มเติมเกียรติให้แก่ซัยยิดินามุหัมมัดด้วยเถิด” ...
ซึ่งท่านอิบนุหะญัรฺก็ตอบว่า ...
هَذَا مُخْتَرِعٌ مِنْ مُتَأَخِّرِى الْقُرَّاءِ، لاَ أَعْرِفُ لَهُمْ سَلَفًا
“การกระทำเช่นนี้ เป็นการอุตริทำของบรรดาโต๊ะครู ซึ่งบรรดาสะลัฟไม่เคยทำเช่นที่ว่านี้เลย” ...
(จากหนังสือ “ใครว่าการอ่านกุรฺอ่าน ไม่ถึงผู้ตาย” ของ อ.สมบูรณ์ ภู่เอี่ยม หน้า 25) ...
หลักฐานยืนยันความแตกต่างของทั้ง 2 กรณีนี้ก็คือ ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมก็ดี, เศาะหาบะฮ์ก็ดี, และบรรดาสะลัฟทั้งหลายก็ดี, .. มีหลักฐานว่าพวกเขาเคยอ่านดุอา “อิสติฆฟารฺ” ตือ ขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ให้ผู้ตายเสมอ .. แต่ไม่ปรากฏว่าพวกเขาจะเคยขอดุอา “ฮะดียะฮ์ผลบุญ” การนมาซ, การถือศีลอด, การทำหัจญ์และการอ่านอัล-กุรฺอ่าน เป็นต้น, ของพวกเขาให้แก่ผู้ตายคนใดเลย .. ดังคำกล่าวของท่านอิบนุตัยมียะฮ์ที่ผ่านมา ...
หรือ อ.อัชอะรีย์มีหลักฐานว่า ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, เศาะหาบะฮ์ท่านใด หรือชาวสะลัฟคนใดเคยอ่าน “ดุอาอุทิศผลบุญ” ให้แก่ผู้ตายหลังการนมาซหรือหลังการอ่านอัล-กุรฺอ่าน เป็นต้น ในลักษณะว่า ...
اَللَّهُمَّ أَوْصِلْ ثَوَابَ هَذِهِ الصَّلاَةَ (أَوْهَذِهِ الْقِرَاءَةَ) إِلَى رُوْحِ .............
“โอ้ อัลลอฮ์ โปรดจงมอบผลบุญการนมาซนี้ หรือการอ่านอัล-กุรฺอ่านนี้ให้ถึงไปยังวิญญาณของ .......”
ถ้ามีก็จงแสดงมา ถ้า อ.อัชอะรีย์สัจจริง ...
4. การตอบคำถาม (ที่สมมุติขึ้นมาเอง) ของ อ.อัชอะรีย์ที่ว่า .. ผลบุญสามารถอุทิศให้ผู้ตายได้ .. นั้น ...
อ.อัชอะรีย์แน่ใจหรือว่า ตนเองมี “กรรมสิทธิ์” ในผลบุญ? ..
และแน่ใจหรือว่า “ผลบุญ” นั้น ขณะนี้ อ.อัชอะรีย์ “ได้รับ” มาจากพระองค์อัลลอฮ์เรียบร้อยแล้ว ??? ...
ที่ได้กล่าวอย่างนี้ก็เพราะผมเฉลียวใจมานานแล้วว่า ขณะที่นักวิชาการโต้แย้งกันในประเด็นที่ว่าผลบุญจะถึงหรือไม่ถึงผู้ตาย ทำไมไม่ลองมาวิเคราะห์ดูก่อนว่า ผลบุญนั้นเรามีกรรมสิทธิ์หรือไม่? .. และถ้ามีกรรมสิทธิ์ ขณะนี้มนุษย์ได้รับผลบุญมาเรียบร้อยแล้วหรือยัง ? ...
ส่วนผลบุญจะถึงหรือไม่ถึง ก็ค่อยมาว่ากันอีกที ...
สำหรับในประเด็นแรก คือเรื่องมนุษย์มี “กรรมสิทธ์” ในผลบุญหรือไม่นั้น ...
ท่านเช็คอะลีย์ อิบนุอะห์มัด อัล-มะษาฮิบีย์ นักวิชาการแห่งมัษฮับชาฟิอีย์ท่านหนึ่ง ได้กล่าวในการฟัตวาของท่านซึ่งยืดยาวมาก แต่มีข้อความตอนหนึ่งว่า ...
وَأَمَّا مِنْ طَرِيْقِ الْعَقْلِ فَإِنَّ الثَّوَابَ فَضْلُ اللهِ نَعَالَى لاَ يَمْلِكُهُ الْعَبْدُ، فَكَيْفَ يُهْدِيْهِ لِغَيْرِهِ ؟ إِلاَّ عَلَى طَرِيْقَةِ الْمُعْتَزِلَةِ الْقَائِلِيْنَ بِاسْتِحْقَاقِهِ لِلْعَبْدِ، فَحِيْنَئِذٍ رُبَّمَا يَكُوْنُ كَذَلِكَ عِنْدَهُمْ خِلاَفًا ِلأَهْلِ السُّنَّةِ .........
“อนึ่ง ในด้านการวิเคราะห์ทางปัญญา ก็เนื่องจากผลบุญ (اَلثَّوَاُب)นั้น คือพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ซึ่งบ่าวคนใดก็ “ไม่มีกรรมสิทธิ์” ในพระมหากรุณาธิคุณ (หรือผลบุญ) นั้น .. แล้ว (สิ่งที่เขาไม่มีกรรมสิทธิ์) เขาจะอุทิศมันให้ผู้อื่นได้อย่างไร ? .. เว้นแต่ตามแนวทางของพวกมุอฺตะซิละฮ์ (พวกนอกคอก) เท่านั้นที่กล่าวว่า บ่าวมีกรรมสิทธิ์ในผลบุญ ซึ่งบางทีสำหรับพวกเขาอาจเป็นอย่างนั้นได้ อันเป็นเรื่องขัดแย้งกับความเชื่อของชาวอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ .....”
(จากหนังสือ “กัชฟุช ชุบฮาต” ของท่านมะห์มูดหะซันรอเบี๊ยะอฺ หน้า 105)
แสดงว่า ตามทัศนะของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์นั้น มนุษย์จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในผลบุญ นอกจากพวกนอกคอกเท่านั้นที่มีความเชื่อว่า มนุษย์มีกรรมสิทธิ์ในผลบุญ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ตรงกันข้ามกับทัศนะของอะฮฺลิซซุนนะฮ์ ...
ส่วนปัญหาที่ว่า ขณะนี้มนุษย์ได้รับผลบุญแล้วหรือยัง? นั้น ...
เกี่ยวกับเรื่องนี้ แนวโน้มจากหลักฐานในอัล-กุรฺอ่านและในอัล-หะดีษหลายต่อหลายบทบ่งชี้ว่า “การกระทำ” ทุกอย่างของมนุษย์ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว, รวมทั้ง“ผล” ของการกระทำที่เรียกกันว่าบุญหรือบาป จะเพียงแต่ถูก “บันทึก” ไว้เท่านั้น .. ยังไม่มีรายงานการส่งมอบให้แก่ผู้ใดทั้งสิ้น นอกจากเศษเสี้ยวเล็กน้อยของบุญ-บาปในบางกรณีที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.จะทรงให้เห็นเพื่อเป็นบทเรียนและข้อเตือนใจในโลกนี้ ...
อย่างเช่น การลงโทษผู้ที่ชอบยุแหย่หรือผู้ที่ปัสสาวะไม่สะเด็ดในหลุมของเขา เป็นต้น ...
แต่สุดท้ายแล้วการกระทำทั้งหมด – ไม่ว่าดีหรือชั่ว – และ “ผล” แห่งการกระทำ – ไม่ว่าบุญหรือบาป -- มนุษย์จะ “ได้เห็น” และจะ “ได้รับ” ครบถ้วนก็ในวันอาคิเราะฮ์เท่านั้น ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ได้ทรงดำรัสไว้ในซูเราะฮ์อัล-กะฮ์ฟิ อายะฮ์ที่ 49 อันเป็นการบอกเล่าถึงเหตุการณ์ในวันอาคิเราะฮ์ว่า ...
وَوُضِعَ الْكِتَابُ فَتَرَى الْمُجْرِمِيْنَ مُشْفِقِيْنَ مِمَّا فِيْهِ وَيَقُوْلُوْنَ يَاوَيْلَتَنَا مَالِ هَذَاالْكِتَابِ لاَ يُغَادِرُصَغِيْرَةً وَلاَكَبِيْرَةً إِلاَّ أَحْصَاهَا وَوَجَدُوْا مَا عَمِلُوْا حَاضِرًا لاَ يَظْلِمُ رَبُّكَ أَحَدًا
“และบันทึก(ความดีความชั่ว)นั้นจะถูกนำมาวาง (คือเสนอต่อพวกเขา) แล้วเจ้าจะเห็นบรรดาผู้ทำความผิดทั้งหลายอยู่ในสภาพประหวั่นงันงก, และพวกเขาจะกล่าวว่า “บรรลัยละซิพวกเรา บันทึกอะไรกันนี่? มันมิได้ละเว้นสิ่งเล็กน้อยและสิ่งใหญ่โตเว้นแต่ได้บันทึกไว้ครบถ้วนหมดเลย” และพวกเขาได้พบเห็นสิ่งที่พวกเขาเคยกระทำไว้ปรากฏอยู่ต่อหน้า และพระผู้เป็นเจ้าของเจ้ามิได้อธรรมต่อผู้ใดเลย” ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ยังได้ทรงดำรัสไว้ในซูเราะฮ์อัซ-ซัลซะละฮ์ อายะฮ์ที่ 6-7-8 อีกว่า ...
يَوْمَئِذٍ يَّصْدُرُالنَّاسُ أَشْتَاتًا لِيُرَوْا أَعْمَالَهُمْ فَمَنْ يَّعْمَلْ مِثْقَالَ ذَرَّةٍ خَيْرًا يَّرَهُ وَمَنْ يَّعْمَلْ مِثْقَالَ ذَرَّةٍ شَرًّا يَّرَهُ
“ในวันนั้น (วันฟื้นคืนชีพ) มนุษย์จะออกมาเป็นหมู่ๆ เพื่อพวกเขาจะได้เห็น(ผล)งานของพวกเขา(ที่เคยกระทำไว้ในดุนยา) ดังนั้นผู้ใดที่กระทำความดีหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะเห็นมัน และผู้ใดกระทำความชั่วหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะเห็นมัน (เช่นเดียวกัน) ...
โองการในลักษณะดังกล่าวนี้ มีอยู่มากมายในอัล-กุรฺอ่าน ...
ส่วนในอัล-หะดีษก็มีอยู่หลายบทเช่นเดียวกันที่กล่าวว่า كَتَبَ اللهُ لَهُ أَجْرًا, หรือ كُتِبَ لَهُ أَجْرٌ .. ซึ่งหมายถึง “ผลบุญของเขาจะถูก(พระองค์อัลลอฮ์) บันทึกไว้ให้” ...
(ดูตัวอย่างจากการบันทึกของท่านอัน-นะซาอีย์ หะดีษที่ 1784 โดยรายงานมาจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ที่กล่าวถึงเรื่องการ “บันทึกผลบุญ” ให้ผู้ตั้งใจจะนมาซในตอนกลางคืนแต่เผลอหลับเสียก่อน, .. ท่านอะห์มัดจากหนังสือ “อัล-มุสนัด” เล่มที่ 4 หน้า 410, 418 โดยรายงานมาจากท่านอบูมูซา อัล-อัชอะรีย์ที่กล่าวเรื่องการ “บันทึกผลบุญ” ให้ผู้ทำความดีขณะป่วยหรือเดินทางว่า จะเหมือนกับผลบุญของผู้ที่สุขภาพปกติหรืออยู่ที่บ้าน, .. ท่านมุสลิม หะดีษที่ 26/987 โดยรายงานมาจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮ์ที่กล่าวถึงการ “บันทึกผลบุญ” ให้แก่เจ้าของม้าที่เลี้ยงมันไว้เพื่อทำสงครามสะบีลิลลาฮ์ เป็นต้น) ...
หรือดังตัวอย่างหะดีษซึ่งรายงานมาจากท่านอบูซัรฺ อัล-ฆิฟารีย์ ที่รายงานมาท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมว่า ...
إِنَّهُ مَنْ قَامَ مَعَ اْلإِمَامِ حَتىَّ يَنْصَرِفَ كُتِبَ لَهُ قِيَامُ لَيْلَةٍ
“แท้จริง ผู้ใดที่นมาซ (ตะรอเวี๊ยะห์) พร้อมอิหม่ามจนกระทั่งเสร็จสิ้น เขาก็จะ “ถูกบันทึกผลบุญให้” เสมือนกับการนมาซตลอดทั้งคืน” ...
(บันทึกโดยท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 1375, ท่านอัน-นะซาอีย์ หะดาที่ 1604, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 806 เป็นต้น) ...
แสดงว่า ความดีหรือความชั่วที่มนุษย์ทุกคนกระทำขณะมีชีวิต, รวมทั้ง“ผล” ตอบแทนความดีความชั่วที่เรียกกันว่าบุญหรือบาป .. มันเพียงถูก “บันทึก”ไว้เท่านั้น โดยที่ผู้กระทำความดีหรือความชั่วนั้น ขณะนี้ ยังไม่มีผู้ใดได้รับมัน ...
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราไม่มีกรรมสิทธิ์และยังไม่ได้รับนั้น เราจะอุทิศหรือมอบมันให้ผู้อื่นได้อย่างไร ? ...
ที่กล่าวมานี้มิใช่เป็นการฟันธง แต่เป็นการวิเคราะห์จากหลักฐานซึ่งมันอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ ...
ถ้าถูกก็มาจากการชี้แนะของอัลลอฮ์ แต่ถ้าผิดก็เกิดจากความรู้น้อยของผมเอง ...
อนึ่ง ส่วนที่มีหลักฐานจากอัล-หะดีษบางบทกล่าวถึงเรื่องการถือศีลอด, การทำหัจญ์, การเศาะดะเกาะฮ์ หรือการจ่ายหนี้สินแทนผู้ตายนั้น ถ้าเราพิจารณาข้อความและสำนวนของตัวบทหะดีษเหล่านั้นจะเห็นได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นลักษณะของการ “ทำแทนให้” .. มิใช่กระทำในลักษณะ “อุทิศผลบุญให้” ...
หมายความว่า แต่เดิมงานเหล่านั้นก็คือ “งาน” หรือ “ภาระ” ของผู้ตาย, หรือสิ่งที่ผู้ตายต้องการจะทำขณะมีชีวิต แต่ไม่ทันได้ทำก็ตายเสียก่อน ..
เมื่อเขาตายแล้วแล้วทายาทของเขา (หรือบุคคลอื่นในกรณีของหนี้สิน) ก็รับเอาภาระนั้นของเขามาจัดการ “ทำแทน” ให้เขา ...
ส่วนการอุทิศผลบุญ หมายถึงการที่เราทำ “งานของเราเอง” .. แล้วส่งมอบ “ผล”ของมันที่เรียกกันว่า “ผลบุญ” ไปให้ผู้ตายอีกทีหนึ่ง ...
ทั้ง 2 อย่างนี้จึงมีความแตกต่างกันในแง่ของการปฏิบัติ ...
ดูข้อมูลการปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวจากหะดีษต่อไปนี้ ...
1. ในเรื่องการถือศีลอด .. ท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. เล่าว่า สตรีผู้หนึ่งโดยสารเรือทางทะเลแล้วเกิดความหวาดกลัวจึงบนบาน(นะซัรฺ)ว่า หากรอดปลอดภัยถึงฝั่งนางจะถือศีลอด 1 เดือน แต่นางตายเสียก่อนจะได้ถือศีลอดตามที่บนบานไว้ เมื่อบุตรสาว (หรือน้องสาว) ของนางมาถามท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ท่านก็ ...
أَمَرَهَا أَنْ تَصُوْمَ عَنْهَا .. คือ สั่งให้นางถือศีลอดนั้น “แทน” มารดาหรือพี่สาวของนาง ...
(จากการบันทึกของท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 3308, ท่านอัน-นะซาอีย์ หะดีษที่ 3825 และท่านอะห์มัด เล่มที่ 1 หน้า 216) ...
2. ในเรื่องการทำหัจญ์ .. ท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. กล่าวว่า สตรีผู้หนึ่งกล่าวถามท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมว่า มารดาของนางได้บนบานว่าจะทำหัจญ์ แต่นางตายเสียก่อน แล้วตนเองจะทำหัจญ์แทนให้ได้ไหม ? ท่านนบีย์ก็ตอบว่า ..
نَعَمْ، حُجِّىْ عَنْهَا .. คือ “ได้, เธอจงทำหัจญ์แทนให้แก่นางเถิด” ...
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 1852, 7315 และผู้บันทึกท่านอื่นๆ) ...
หรือหะดีษซึ่งท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. รายงานมาว่า สตรีผู้หนึ่งถามท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมว่า บิดาของนางติดฟัรฺฎูหัจญ์แล้ว แต่ท่านชราภาพมากจนนั่งบนพาหนะไม่ได้ แล้วก็ถามว่า أَفَأَحُجُّ عَنْهُ؟ .. คือ เธอจะทำหัจญ์ “แทน” ให้ได้ไหม? .. ซึ่งท่านนบีย์ก็ตอบว่า نَعَمْ (ได้) ...
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 1513, 1854, 1855, 4399, 6228 และผู้บันทึกท่านอื่นๆ) ...
3. ในเรื่องการเศาะดะเกาะฮ์ .. ท่านอัมเราะฮ์ บุตรีท่านอับดุรฺเราะห์มานซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. ได้ถามท่านหญิงอาอิชะฮ์ว่า มารดาของเธอสิ้นชีวิตลงโดยยังขาดศีลอดรอมะฎอนบางส่วน เธอจะถือศีลอดแทนมารดาได้ไหม ? ซึ่งท่านหญิงอาอิชะฮ์ก็ตอบว่า ...
لاَ! بَلْ تَصَدَّقِىْ عَنْهَا مَكَانَ كُلِّ يَوْمٍ نِصْفَ صَاعٍ عَلَى كُلِّ مِسْكِيْنٍ
ไม่ได้! แต่ให้เธอเศาะดะเกาะฮ์ “แทน” ให้ท่าน ด้วยการบริจาคอาหารให้แก่คนยากจน วันละครึ่งศออฺต่อคน” ...
(บันทึกโดย ท่านอัฏ-เฏาะหาวีย์ เล่มที่ 3 หน้า 142, และจากหนังสือ “อัล-มันฮัลฯ” เล่มที่ 10 หน้า 144) ...
หรือหะดีษที่ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. กล่าวว่า ชายผู้หนึ่งได้ถามท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมว่า มาดาของเขาสิ้นชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน ซึ่งเขาเข้าใจว่าหากนางพูดได้ นางคงจะสั่งให้เศาะดะเกาะฮ์ แล้วเขาก็ถามว่า ..
فَهَلْ لَهَا أَجْرٌ إِنْ تَصَدَّقْتُ عَنْهَا ؟ .. คือ นางจะได้รับผลบุญไหมหากฉันจะเศาะดะเกาะฮ์ “แทน” ให้นาง? .. ซึ่งท่านนบีย์ก็ตอบว่า ได้ ...
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 1388 และ 2760) ...
หมายเหตุ
คำว่า عَنْ ในหะดีษข้างต้น มีความหมายเชิงภาษาว่า لِلْنِيَابَةِ หรือ لِلْبَدَلِ .. คือ แสดงถึงการกระทำสิ่งใด “แทน” ให้แก่ผู้อื่น, ...
ตัวอย่างเช่นภาษาอาหรับกล่าวว่า ...
حَجَّ فُلاَنٌ عَنْ أَبِيْهِ .. ซึ่งมีความหมายว่า .. “คนผู้นั้น ทำหัจญ์แทนบิดาของเขา” หรือ ...
وَقَضَى عَنْهُ دَيْنًا .. ซึ่งมีความหมายว่า .. “และเขาชำระหนี้สินแทนบุคคลนั้น” เป็นต้น ...
(จากหนังสือ “เมาซูอะฮ์ อัล-หุรูฟฯ” ของดร. อะมีล บะเดียะอฺ ยะอฺกูบ หน้า 299)
และจากคำถามทุกคำถามในบรรดาหะดีษเหล่านี้ เห็นได้ว่าผู้ถามจะกล่าวนำถึงเรื่อง “ภาระ” ที่ผู้ตายคิดค้างอยู่ก่อนแล้วทั้งสิ้น, ไม่ว่าจะเป็นการถือศีลอดหรือการทำหัจญ์, หรือก่อนตาย ตั้งใจจะทำการเศาะดะเกาะฮ์ แต่ตายเสียก่อน ..
และก็ไม่มีผู้ใดเลยที่จะถามท่านนบีย์ว่า ฉันจะอุทิศผลบุญการถือศีลอดของฉัน, หรือผลบุญการทำหัจญ์ของฉัน, หรือผลบุญการเศาะดะเกาะฮ์ของฉัน .. ให้ท่านได้ไหม?
แต่ทุกคนจะถามเหมือนกันหมดว่า .. ฉันจะถือศีลอดแทนท่านได้ไหม? .. ฉันจะทำหัจญ์แทนท่านได้ไหม? .. ฉันจะเศาะดะเกาะฮ์แทนท่านได้ไหม ? ...
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่พบว่าจะมี “ชาวสะลัฟ” ท่านใดเคยอุทิศผลบุญการทำความดีของพวกท่านให้แก่ผู้ตายคนใด นอกจากการ “ทำแทน” ให้ ดังกล่าวมาแล้ว ...
และสิ่งที่ผู้ตายจะได้รับประโยชน์จากการกระทำของคนเป็น อันเป็นข้อยกเว้น (تَخْصِيْصٌ) จากโองการที่ว่า “แท้จริง จะไม่ได้แก่มนุษย์นอกจากสิ่งที่เขาเคยขวนขวายไว้เท่านั้น” – ตามหลักฐาน -- จะมีเพียง 5 ประการคือ ...
1. คนมุสลิม (จะเป็นใครก็ได้) ขอดุอาให้ผู้ตาย ...
2. การชดใช้หนี้สินแทนให้ (โดยใครก็ได้) ...
3. การเศาะดะเกาะฮ์แทนให้ (ข้อนี้ตามหลักฐานที่ถูกต้องเป็นเรื่องระหว่างพ่อ-แม่-ลูก, คนอื่นไม่เกี่ยว) ...
4. ทายาทหรือญาติใกล้ชิดของผู้ตายถือศีลอดนะซัรฺหรือหัจญ์นะซัรฺ (ศีลอดหรือหัจญ์ที่ผู้ตายบนบานไว้) แทนให้ ...
5. การทำหัจญ์ฟัรฺฎูแทนให้ (ตามหลักฐาน เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างบิดามารดาและบุตร หรือพี่กับน้อง .. ส่วนการที่คนอื่นรับจ้างทำหัจญ์แทนกันนั้น เป็นเพียงทัศนะนักวิชาการซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่ได้ แต่ไม่ถือว่าเป็นหลักฐาน) ...



ชี้แจง .. บทวิภาษของ อ.อัชอะรีย์ต่อ อ.ปราโมทย์ (ตอนที่ 7)


ชี้แจงคำพูด อ.กอเซ็มที่ว่า ถ้าไม่มีหลักฐานห้ามคือทำได้***

โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย


(7). ชี้แจงคำพูด อ.กอเซ็มที่ว่า ถ้าไม่มีหลักฐานห้ามคือทำได้ และการแก้ต่างของ อ.อัชอะรีย์
7.1 อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ...
“อ.ปราโมทย์ท้วงติงหลักการที่ว่า “ไม่มีหลักฐานห้าม” เป็นทัศนะที่ผิดของ อ.กอเซ็ม ซึ่งความจริงแล้วคำพูดของ อ.กอเซ็มที่ว่า “ไม่มีหลักฐานห้าม” นั้น อ.ปราโมทย์ไม่เข้าใจคำพูดของ อ.กอ เซ็มเอง เนื่องจากเป้าหมายคำพูดของ อ.กอเซ็มก็คือ มีหลักฐานแบบกว้างๆ, หรือแบบครอบคลุม มาระบุรับรองไว้แล้ว (ผมขอกล่าวเสริมว่า) พร้อมกันนั้น ก็ไม่มีหลักฐานมาระบุจำกัดหรือเจาะจงห้าม และรูปแบบการกระทำต้องไม่ขัดกับหลักศาสนา” ...
ชี้แจง
ก่อนอื่น อยากจะขอถาม อ.อัชอะรีย์ว่า ได้รับฟังแผ่นซีดีคำบรรยายของ อ.กอเซ็ม (จนตลอด) แล้วหรือยัง ??? ...
แต่ไม่ว่า อ.อัชอะรีย์จะเคยได้รับฟังหรือไม่ได้รับฟัง ก็อย่ามาแก้แทนกันเสียให้ยาก เพราะผมยังยืนยันว่า คำพูด อ.กอเซ็มที่กล่าวย้ำอยู่หลายครั้งในลักษณะว่า “เมื่อไม่มีหลักฐานห้ามก็คือทำได้” ผมเข้าใจไม่ผิดหรอก ...
ต่อให้ไปถามผู้ที่เคยฟังแผ่นซีดีการบรรยายของ อ.กอเซ็มคนใดก็ตาม เชื่อว่าร้อยทั้งร้อย – หากไม่ลำเอียง -- ก็คงจะเข้าใจเหมือนที่ผมเข้าใจนั่นแหละ ...
เพราะฉะนั้น ตัวอย่างคำถามต่างๆที่ผมได้ถาม อ.กอเซ็มไป 6 ข้อนั้น เชื่อว่าไม่ผิดวัตถุประสงค์และไม่ออกนอกประเด็นแน่นอน ...
7.2 อ.อัชอะรีย์กล่าวอีกว่า ..
เป้าหมายคำพูด อ.กอเซ็มที่ว่าไม่มีหลักฐานห้าม หมายถึงสิ่งที่มีหลักฐานแบบกว้างๆหรือแบบครอบคลุมมารับรองไว้แล้ว, ..
และ อ.อัชอะรีย์ได้เสริมเอาเองอีกว่า .. พร้อมกันนั้นก็ไม่มีหลักฐานเจาะจงห้าม และการกระทำนั้น ไม่ขัดกับหลักศาสนา ...
ชี้แจง
สรุปคำกล่าว อ.อัชอะรีย์ตอนนี้ก็คือ เรื่องอิบาดะฮ์ใดก็ตาม แม้จะไม่มี “นัศ” หรือหลักฐานที่ชัดเจนในเรื่องนั้น แต่ก็สามารถจะปฏิบัติได้ทุกเรื่อง .. โดยมีเงื่อนไข 3 ประการคือ ...
1. มีหลักฐานกว้างๆรองรับไว้แล้ว ...
2. ไม่มีหลักฐานห้ามที่เจาะจงในเรื่องนั้น ...
3. ไม่ขัดกับหลักการศาสนา ...
ถ้าความหมายจากคำพูด อ.อัชอะรีย์เป็นอย่างที่ว่า ผมก็ขอเสนอแนะ อ.อัชอะรีย์เบาะๆสัก 3-4 ประการคือ ...
1. ในปีต่อไป อ.อัชอะรีย์ จงใช้ให้ใครสักคน “อะซาน” เพื่อเรียกผู้คนมาร่วมนมาซญะมาอะฮ์วันอีด หรือนมาซญะมาอะฮ์ตะรอเวี๊ยะห์ในเดือนรอมะฎอน เหมือนการอะซานก่อนนมาซฟัรฺฎูได้เลย เพราะ ...
ก. การอะซานเพื่อเรียกคนมานมาซญะมาอะฮ์ ไม่ว่านมาซอะไร .. มี “หลักฐานกว้างๆ” มารองรับ .. คือ โองการที่ 33 จากซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต ที่ว่า ...
وَمَنْ أَحْسَنُ قَوْلاً مِمَّنْ دَعَا إِلَى اللهِ وَعَمِلَ صَالِحًا
“และใครเล่า จะดีเลิศในด้านคำพูด ยิ่งไปกว่าผู้ที่เรียกร้องเชิญชวนมาสู่อัลลอฮ์ และเขากระทำสิ่งที่ดี” ...
อ.อัชอะรีย์จะปฏิเสธหรือว่า “การอะซาน” เพื่อให้คนมานมาซญะมาอะฮ์วันอีดหรือนมาซตะรอเวี๊ยะห์นั้น มิใช่เป็นคำพูดที่ดีเลิศ,.. มิใช่เป็นการเรียกร้องเชิญชวนมาสู่อัลลอฮ์ และมิใช่เป็นการกระทำที่ดี ??? ...
นอกจากโองการดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานเสริม คือการ “กิยาส” การนมาซญะมาอะฮ์วันอีดหรือนมาซตะรอเวี๊ยะห์กับการอะซานนมาซฟัรฺฎูได้ เพราะมี “จุดเหมือน” คือ เป็น “นมาซ” เหมือนกัน, .. และมีการ “ญะมาอะฮ์” เหมือนกันด้วย ...
ข. การอะซานเพื่อเรียกร้องคนมานมาซวันอีดหรือนมาซตะรอเวี๊ยะห์ ไม่มีหลักฐานเจาะจงห้าม ...
หรือ อ.อัชอะรีย์เคยเจอหลักฐานเจาะจงห้ามอะซานเพื่อนมาซอีดและนมาซตะรอเวี๊ยะห์ ??? ...
ค. การอะซานเพื่อเรียกร้องคนมานมาซวันอีดหรือนมาซตะรอเวี๊ยะห์ ไม่ขัดกับหลักการศาสนาตรงไหนเลย ?? ...
หรือ อ.อัชอะรีย์จะบอกว่า การ “อะซาน” เพื่อเรียกร้องคนมานมาซ ขัดกับหลักการศาสนา ? ...
2. และในปีต่อๆไป อ.อัชอะรีย์ก็ควรจะเรียกเก็บซะกาตส้มโอ ทุเรียน, มังคุด, มะม่วง, ทุเรียน, ลองกอง เป็นต้น เสียด้วย เพราะ ...
ก. การเก็บซะกาตผลไม้อันเป็นสิ่งเพาะปลูกดังกล่าวมี “หลักฐานกว้างๆ” มารองรับ นั่นคือโองการที่ 267 จากซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์ที่ว่า ...
يَاأَيُّهَاالَّذِيْنَ آمَنُوْا أَنْفِقُوْا مِنْ طَيِّبَاتِ مَا كَسَبْتُمْ وَمِمَّا أَخْرَجْنَا لَكُمْ مِنَ اْلأَرْضِ
“ผู้ศรัทธาทั้งหลาย, พวกเจ้าจงบริจาคส่วนหนึ่งจากสิ่งดีทั้งหลายที่พวกเจ้าขวนขวายได้ และจากสิ่งซึ่งเราได้ให้มันออกมาจากพื้นดิน” ...
คำว่า “พวกเจ้าจงบริจาค” ในโองการบทนี้ ท่านอิบนุญะรีรฺ อัฏ-ฏ็อบรีย์ ได้รายงานในหนังสือตัฟซีรฺ “ญามิอุ้ลบะยาน” เล่มที่ 3 หน้า 81 จากท่านอะลีย์ ร.ฎ. และท่านอัช-เชากานีย์ ได้รายงานมาจากชาวสะลัฟกลุ่มหนึ่งในหนังสือตัฟซีรฺ “ฟัตหุ้ลเกาะดีรฺ” เล่มที่ 1 หน้า 436-437 ว่า หมายถึงการบริจาคที่เป็นฟัรฺฎูหรือซะกาต ...
และคำว่า “สิ่งที่เราได้ให้มันออก(งอกเงย)มาจากพื้นดิน” นั้น มิได้มีความหมายเฉพาะอินทผลัม, องุ่น, ข้าวสาลี, ข้าวบาร์เล่ย์หรือแร่ทองคำและเงินเท่านั้น แต่มีความหมายครอบคลุมผลไม้ทุกชนิดด้วย ...
ข. ไม่มี “หลักฐานเจาะจง” ห้ามเก็บซะกาตจากผลไม้เหล่านี้ ...
ค. การเก็บซะกาตจากผลไม้เหล่านี้ไม่ขัดแย้งกับหลักการศาสนา ...
3. เวลามีคนตาย อ.อัชอะรีย์ก็ไม่ควรจะกำหนดไปทำการซิกรุ้ลลอฮ์กันที่กุบูรฺอย่างเดียว แต่ควรจัดให้มีขบวนแห่ แล้วให้อ่านซิกรุ้ลลอฮ์หรืออ่านอัล-กุรฺอ่านดังๆ นำหน้ามัยยิตไปกุบูรฺ ด้วย เพราะตรงตามเงื่อนไข 3 ประการของ อ.อัชอะรีย์ทุกอย่าง ...
และ.. ดูเหมือน อ.อัชอะรีย์จะส่งเสริมให้มีการซิกรุ้ลลอฮ์ได้โดยไม่จำกัด “สถานที่และเวลา” ในบทวิภาษผมตอนหนึ่งด้วยมิใช่หรือ ? ...
เพราะฉะนั้น ให้มีขบวนแห่แล้วทำการซิกรุ้ลลอฮ์ดังๆนำหน้ามัยยิตไปกุบูรนี่แหละ ผมว่าเหมาะนัก .. หรือ อ.อัชอะรีย์จะว่ายังไง ??? ...
4. และต่อไปนี้ อ.อัชอะรีย์ก็ไม่ควรให้บ้านผู้ตายเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงอาหารอีกต่อไป เพราะแม้จะถือว่า มีหลักฐานกว้างๆเรื่องส่งเสริมให้เลี้ยงอาหาร และไม่มีหลักฐานห้ามเจาะจงก็จริง ...
แต่ก็ยังขาดเงื่อนไขข้อที่ 3 ...
นั่นคือ การให้ครอบครัวผู้ตายเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารนั้น “ขัดแย้ง” กับหลักการศาสนาที่ท่านนบีย์ “สั่ง” ให้บ้านใกล้เรือนเคียง เลี้ยงอาหารแก่ครอบครัวผู้ตาย ...
หรือ อ.อัชอะรีย์จะถือว่า “การที่เราเลี้ยงอาหารแก่ครอบครัวผู้ตาย” ตามคำสั่งท่านนบีย์ กับ “การให้ครอบครัวผู้ตายเลี้ยงอาหารเรา” ตามการส่งเสริมของ อ.อัชอะรีย์นั้น ไม่ขัดแย้งกัน ...
7.3 อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ...
“ดังนั้น เราจะไปละหมาดวันศุกร์ 10 โมงเช้าโดยอ้างหลักฐานว่า “ไม่มีหลักฐานห้าม” นั้นไม่ได้ เพราะมันไปขัดกับหลักการเดิมที่ระบุให้ละหมาดวันศุกร์ในเวลาซุฮ์ริ, การอุทิศผลบุญให้แก่คนกาเฟรฺนั้นไม่ได้ เพราะไปขัดกับหลักการขอดุอาต่ออัลลอฮ์ให้ทรงฮะดียะฮ์ผลบุญ(ที่อยู่ในความหมายว่าเราะห์มะฮ์และการอภัยโทษของอัลลอฮ์)แก่มัยยิตนั้น ต้องให้แก่บรรดามุสลิมเท่านั้น ฯลฯ” ...
ชี้แจง
ผมเองก็เห็นสอดคล้องกับ อ.อัชอะรีย์นั่นแหละครับว่า การนมาซวันศุกร์ในเวลา 10 โมงเช้าทำไม่ได้, การอุทิศผลบุญให้กาฟิรฺทำไม่ได้, และการจ่ายซะกาตให้กาฟิรฺก็ไม่ได้ เพราะขัดต่อบทบัญญัติและซุนนะฮ์ ...
แต่รูปการณ์ตามคำกล่าวและทัศนะของ อ.กอเซ็มถือว่าทำได้ เพราะท่านอ้างทุกเรื่องในการบรรยายว่าสิ่งใดไม่มีหลักฐานห้ามก็ทำได้ .. ซึ่งการอ้างดังกล่าว ให้ อ.อัชอะรีย์ลองไปฟังซีดีการบรรยายของ อ.กอเซ็มเอง หรือจะถามทุกคนที่ไม่มีใจลำเอียงและเคยฟังการบรรยายนั้นดูเถิดว่า มีตอนใดบ้างที่จะทำให้เข้าใจเหมือนอย่างที่ อ.อัชอะรีย์พยายามแก้แทนให้ ...
ดังนั้น คำถามข้างต้นของผมก็เพื่อจะขอ “หลักฐาน” ห้ามนมาซวันศุกร์ 10 โมงเช้า, ห้ามอุทิศผลบุญให้กาฟิรฺ, ห้ามจ่ายซะกาตให้กาฟิรฺ เป็นต้น ว่ามีอยู่ในตำราหะดีษเล่มใด หรือ ณ ที่ใดบ้าง ...
ถ้าไม่มีหลักฐานห้าม แสดงว่า สิ่งเหล่านี้ “ย่อมทำได้” ตามทัศนะของ อ.กอเซ็ม
เพราะฉะนั้น หน้าที่ของ อ.อัชอะรีย์ในกรณีนี้ก็คือ ให้นำ “หลักฐานห้าม” ในเรื่องเหล่านี้ (ถ้ามี) มาแสดงแทน อ.กอเซ็ม ..ไม่ใช่พยายามกลบเกลื่อนและ “ตะอ์วีล” แบบอ้างเงื่อนไขเอาเองเพื่อปกป้อง อ.กอเซ็มที่กล่าวย้ำแทบทุกเรื่องว่า “เรื่องอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺมีหลักฐานห้ามหรือไม่ ?, การกินเลี้ยงบ้านผู้ตายมีหลักฐานห้ามหรือไม่ ?” เป็นต้น ให้ผิดแผกไปจากความเป็นจริงที่ผู้ฟังทุกท่านเข้าใจตรงกันอย่างนี้ ...
(8). ชี้แจงเรื่องสิ่งที่ท่านนบีย์ละทิ้งมิได้หมายความว่าจะต้องละทิ้งตาม
อ.อัชอะรีย์กล่าวว่า ...
“ดังนั้น สิ่งใดที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมได้นำมาหรือสั่งใช้ ไม่ว่าจะสั่งใช้แบบเฉพาะหรือแบบกว้างๆ ก็จงกระทำให้สุดเท่าที่เรามีความสามารถ แต่สิ่งใดที่ท่านรอซู้ลได้ห้ามไว้รือขัดแย้งกับหลักการของศาสนาก็จงห่างไกล มิใช่หมายความว่าสิ่งที่นบีย์ทิ้งไม่ได้กระทำแล้วห่างไกล เพราะซุนนะฮ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม มิได้หมายถึงแค่การกระทำของท่านนบีย์เพียงแค่นั้น แต่รวมถึงคำพูดของท่านในรูปแบบเฉพาะเจาะจงและคำพูดของท่านนบีย์ในรูปแบบกว้างๆด้วยเช่นกัน” ...
ชี้แจง
คำกล่าวของ อ.อัชอะรีย์ที่ว่า .. “ซุนนะฮ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม มิได้หมายถึงแค่การกระทำของท่าน แต่หมายถึงสิ่งที่เป็นคำพูดของท่านด้วย” ถือเป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง ...
แต่คำพูดที่ว่า .. “มิใช่หมายความว่า สิ่งที่ท่านนบีย์ทิ้งมิได้กระทำแล้ว ให้ห่างไกลด้วย” .. แสดงว่า อ.อัชอะรีย์ยังไม่เข้าใจคำว่า “ซุนนะฮ์” ตามความหมายของนักวิชาการจริงๆ ...
ก่อนอื่น ผมขออธิบายว่า .. สิ่งที่ท่านนบีย์ “ไม่ได้กระทำ” นั้น จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ...
1. เพราะสิ่งนั้นไม่เคยปรากฏในสมัยของท่าน, .. หรือปรากฏมีแล้วแต่ไม่มีประเด็นส่งเสริมให้ทำ, หรือมีประเด็นส่งเสริมให้ทำแล้ว แต่ก็มีอุปสรรคขัดขวางท่านจากกระทำสิ่งนั้น ...
คำพูดของอ.อัชอะรีย์ที่ว่า “การที่ท่านนบีย์ไม่กระทำสิ่งใดก็มิได้หมายความว่าจะห้ามเราไม่ให้กระทำสิ่งนั้นด้วย” จึงหมายถึง “สิ่งที่ท่านนบีย์มิได้กระทำ” ตามนัยข้อนี้ ...
ตัวอย่างในกรณีนี้มีหลายประการ แต่ผมจะไม่ขอนำมากล่าว ณ ที่นี้ เพราะอาจจะทำให้ข้อเขียนนี้ยืดเยื้อเกินไป ...
2. สิ่งที่ท่านนบีย์ละทิ้งหรือไม่กระทำนั้น เคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วในขณะท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ท่านไม่กระทำ ทั้งๆที่มีประเด็นส่งเสริมให้กระทำและไม่มีอุปสรรคใดๆ ...
ข้อนี้ นักวิชาการอุศู้ลฯ เห็นพ้องกันว่า การละทิ้งหรือไม่กระทำสิ่งนั้น ถือเป็น “ซุนนะฮ์” ด้วยเช่นเดียวกัน ...
ซุนนะฮ์จึงมี 2 ลักษณะคือ ซุนนะฮ์ในด้าน “กระทำตาม” ในสิ่งที่ท่านนบีย์ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมกระทำ (เรียกว่า سُنَّةٌ فِعْلِيَّةٌ) .. และซุนนะฮ์ในด้าน “ละทิ้งตาม” ในสิ่งที่ท่านนบีย์ ละทิ้ง (เรียกว่า سُنَّةٌ تَرْكِيَّةٌ) ...
ท่านอัช-เชากานีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “อิรฺชาด อัล-ฟุหูล” อันเป็นหนังสือวิชาอุศูลุลฟิกฮ์ของท่าน หน้า 42 ว่า ...
تَرْكُهُ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لِلشَّىْءِ كَفِعْلِهِ لَهُ فِى التَّأَسِّىْ بِهْ فَيْهِ، قَالَ ابْنُ السَّمْعَانِىُّ : إِذَا تَرَكَ الرَّسُوْلُ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ شَيْئًا وَجَبَ عَلَيْنَا مُتَابَعَتُهُ فِيْهِ ....
“การ “ละทิ้ง” ของท่านรอซู้ลฯ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมต่อสิ่งใด ก็เหมือนกับการ “กระทำ” ของท่านต่อสิ่งนั้น .. ในแง่ที่เป็นแบบอย่างให้ปฏิบัติตาม .. ท่านอิบนุ อัซ-ซัมอานีย์กล่าวว่า .. เมื่อท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมได้ละทิ้งสิ่งใด วาญิบต่อพวกเราจะต้องปฏิบัติตามท่านใน(การละทิ้ง)สิ่งนั้นด้วย” ...
ท่านเช็คอะลีญ์ มะห์ฟูศ ได้กล่าวในหนังสือ “อัล-อิบดาอ์ฯ” หน้า 34-35 ว่า ...
وَكَمَا لاَ تَتَقّرَّبُ إِلَى اللهِ تَعَالَى بِتَرْكِ مَا فَعَلَ لاَ تَتَقَرَّبُ إِلَيْهِ بِفِعْلِ مَا تَرَكَ، فَلاَ فَرْقَ بَيْنَ الْفَاعِلِ لِمَا تَرَكَ وَالتَّارِكِ لِمَا فَعَلَ ...
“และการที่ท่านไม่สามารถทำตัวให้ใกล้ชิดพระองค์อัลลอฮ์ได้ด้วยการ “ละทิ้งสิ่งที่ท่านศาสดาปฏิบัติ” ฉันใด มันก็เหมือนกับการที่ท่านไม่สามารถทำตัวให้ใกล้ชิดพระองค์อัลลอฮ์ด้วยการ “ปฏิบัติสิ่งที่ท่านศาสดาละทิ้ง” ฉันนั้น .. ดังนั้น จึงไม่มีข้อแตกต่างอันใดในระหว่างผู้ปฏิบัติในสิ่งที่ท่านศาสดาละทิ้ง กับผู้ที่ละทิ้งในสิ่งที่ท่านศาสดาปฏิบัติ” ...
ท่านเช็คอะลีย์ มะห์ฟูศ ได้กล่าวในหนังสือดังกล่าว หน้า 38 อีกว่า ...
فَإِنَّ تَرْكَهُ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ سُنَّةٌ كَمَا أَنَّ فِعْلَهُ سُنَّةٌ! فَإِذَااسْتَحْبَبْنَا فِعْلَ مَا تَرَكَ كَانَ نَظِيْرَاسْتِحْبَابِنَا تَرْكَ مَا فَعَلَ، وَلاَ فَرْقَ ...
“แน่นอน การละทิ้ง(ไม่กระทำ) ของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม คือซุนนะฮ์, เหมือนอย่างการกระทำของท่านก็คือซุนนะฮ์! .. เมื่อเราถือว่า “การกระทำ” ในสิ่งที่ท่านละทิ้งเป็นเรื่องที่ชอบ ก็อุปมาเหมือนอย่างเราถือว่า “การละทิ้ง” ในสิ่งที่ท่านกระทำก็เป็นเรื่องที่ชอบเช่นเดียวกัน .. ไม่มีข้อแตกต่างกันเลย” ...
ท่านอัล-ก็อซฏ็อลลานีย์ นักวิชาการฟิกฮ์มัษฮับชาฟิอีย์อีกท่านหนึ่ง ได้กล่าวในหนังสือ “อัล-มะวาฮิบฯ” ของท่านว่า ...
تَرْكُهُ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ سُنَّةٌ كَمَا أَنَّ فِعْلَهُ سُنَّةٌ، فَلَيْسَ لَنَا أَنْ نُسَوِّىَ بَيْنَ فِعْلِهِ وَتَرْكِهِ، فَنَأْتِىْ مِنَ الْقَوْلِ فِى الْمَوْضِعِ الَّذِىْ تَرَكَهُ بِنَظِيْرِمَا أُتِىَ بِهِ فِى الْمَوْضِعِ الَّذِىْ فَعَلَهُ
“การละทิ้ง (สิ่งใด) ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ถือเป็นซุนนะฮ์ เสมือนกับการกระทำของท่านก็เป็นซุนนะฮ์, จึงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะให้เสมอเหมือนกันในระหว่างการกระทำและการละทิ้งของท่าน (หมายความว่า ความเข้าใจที่ว่า ..ไม่ว่าท่านนบีย์จะทำสิ่งใดหรือละทิ้งสิ่งใดย่อมเสมอเหมือนกัน คือเรา “ทำ” ได้ทั้งหมด .. เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง) .. ดังนั้น เราจะต้องกล่าวในสิ่งที่ท่านนบีย์ทิ้งให้เหมือนกับที่เรากล่าวในสิ่งที่ท่านนบีย์ทำ” ...
(จากหนังสือ “อัล-อิบดาอ์ฯ” หน้า 38) ...
คำว่า “สิ่งที่ท่านศาสดาละทิ้งหรือไม่กระทำ” แล้ว “ซุนนะฮ์ให้เราละทิ้งตาม” ในที่นี้ หมายถึง .. “สิ่งนั้นหรือเหตุการณ์นั้นเคยเกิดขึ้นแล้วในสมัยของท่าน, มีเหตุผลส่งเสริมให้ทำ และไม่มีอุปสรรคใดๆขัดขวางจากการกระทำ แต่ท่านก็ไม่ยอมทำมัน” .. ดังที่นักวิชาการวิชาอุศูลลุลฟิกฮ์ทั้งหลายได้กำหนดกรอบเอาไว้ ...
เมื่อเรามาพิจารณาดูเรื่องการอ่านอัล-กุรฺอ่านเพื่ออุทิศผลบุญให้ผู้ตาย – ไม่ว่าที่กุบูรฺหรือที่บ้าน -- จะเห็นได้ว่า มันจัดอยู่ในหลักเกณฑ์ของ “ซุนนะฮ์ที่ต้องละทิ้งตาม”ทุกประการ เพราะ ...
1. เหตุการณ์เรื่องการตาย เคยเกิดมีมาแล้วในสมัยของท่านศาสดา แถมผู้ที่ตายส่วนมากคือเศาะหาบะฮ์ของท่านด้วย ...
2. มีเหตุผลส่งเสริมให้ทำ .. คือ เพื่อเป็นการอุทิศผลบุญการอ่านให้ผู้ตาย ...
3. ไม่มีอุปสรรคใดๆที่จะขัดขวางท่านจากการอ่านอัล-กุรฺอ่านเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตายเหล่านั้น ...
แต่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมก็ไม่เคยอ่านอัล-กุรฺอ่านเพื่ออุทิศผลบุญให้แก่เศาะหาบะฮ์ที่ตายเลยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าที่กุบูรฺหรือที่บ้าน ...
จึงอยากให้ อ.อัชอะรีย์ลองไปเปิดดูคำถามที่ผมเขียนถามไว้รวม 9 ข้อในบทสรุปการวิภาษคำบรรยายของ อ.กอเซ็มอีกครั้ง แล้วลองให้คำตอบดู ...
เพราะบางที อ.อัชอะรีย์อาจจะเจอคำถามข้อใดที่พอจะอ้างได้ว่า เป็น “อุปสรรค” จนทำให้ท่านนบีย์ไม่สามารถอ่านอัล-กุรฺอ่านที่กุบูรฺได้ ...
หรือมิฉะนั้น อ.อัชอะรีย์ก็อาจจะเกิด “ดวงตาเห็นธรรม” จนพอจะแยกแยะออกว่า ในเรื่องนี้ อะไรคือ “ซุนนะฮ์” และอะไรที่ “มิใช่ซุนนะฮ์” ...



ชี้แจงเรื่อง กิยาสการอะซานในนมาซอีด กับการอะซานในนมาซฟัรฺฎู


โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

...
เมื่อหลายวันก่อน ผมเขียนแซวเรื่องกิยาสการอะซานในนมาซอีด กับการอะซานในนมาซฟัรฺฎู ว่าทำไมไม่ลองกิยาสกันบ้าง เพราะเห็นชอบอ้างกันเหลือเกินว่า สิ่งใดที่ท่านนบีย์ไม่ได้ห้ามแล้ว ย่อมทำได้ ไม่ว่าเรื่องอิบาดะฮ์หรือเรื่องชีวิตประจำวัน ...
แล้วมีอาจารย์บางท่าน (ไม่แน่ใจว่าจะเป็น อ.อัซฮารีย์หรือเปล่า) เขียนโต้แย้งผม ซึ่งสรุปจากข้อเขียนของอาจารย์ท่านนั้นก็คือ .. การอะซานนมาซอีดทำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมไม่ทำ แต่เพราะนำการอะซานนมาซฟัรฺฎู ไปกิยาส (เปรียบเทียบ) กับนมาซสุนัตย่อมไม่ได้ ...
นี่คือทัศนะของอาจารย์ท่านนั้น ...
แต่สำหรับผม มีความเห็นต่างกับอาจารย์ท่านนั้นในเรื่องนี้เหมือนขาวกับดำ คือ ผมเห็นว่า การกิยาสอะซานนมาซอีดกับอะซานนมาซฟัรฺฎูทำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความแตกต่างระหว่างนมาซฟัรฺฎูกับนมาซสุนัต อย่างที่อาจารย์ท่านนั้นอ้าง ...
แต่เพราะการกิยาสนั้น มันจะนำไปสู่ความขัดแย้งกับซุนนะฮ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หรือนำไปสู่การปฏิบัติในสิ่งที่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเจตนาละทิ้ง ...
เรื่องการห้ามอะซานในนมาซวันอีด, นมาซตะรอเวี๊ยะห์ เป็นต้น คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดของ “ซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์” .. คือ ซุนนะฮ์ในการละทิ้ง(ไม่กระทำ) ในสิ่งที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม “เจตนา” ละทิ้งหรือไม่กระทำมัน ...
คำว่า “เจตนาละทิ้ง” หมายถึงว่า เรื่องราวของสิ่งนั้น (เช่นการนมาซอีด) เคยเกิดมีมาแล้วในสมัยของท่าน .. มีประเด็นส่งเสริมให้กระทำ (เพราะการอะซานเป็นการเรียกร้องไปสู่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ดังเนื้อหาในซูเราะฮ์ฟุศศิลัต อายะฮ์ที่ 33) .. และไม่มีอุปสรรคใดๆเลยที่จะขัดขวางท่านในการกระทำสิ่งนั้น ...
การไม่อะซานนมาซอีดของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม - ทั้งๆที่ในชั่วชีวิตของท่าน ผ่านการนมาซอีดมาเกือบ 20 ครั้ง - โดยที่ไม่มีอุปสรรคอะไรขัดขวางเลย จึงถือเป็น “เจตนา” โดยตรงของท่านที่จะละทิ้งสิ่งนี้ ...
เพราะฉะนั้น การไม่อะซานในนมาซอีดจึงเป็นการปฏิบัติตาม “ซุนนะฮ์ ตัรฺกียะฮ์” ของท่าน ...
ทุกคน ไม่มีความขัดแย้งในประเด็นที่ว่า การอะซานและอิกอมะฮ์ในการนมาซอีด, นมาซตะรอเวี๊ยะห์ หรือนมาซสุนัตอื่นใด ทำไม่ได้ แม้จะเป็นการนมาซในลักษณะญะมาอะฮ์เหมือนนมาซฟัรฺฎู 5 เวลาก็ตาม ...
แต่ที่เราขัดแย้งกันตอนนี้ ก็คือ “เหตุผล” ห้ามกิยาส .. ในกรณีสมมุติถ้าใครสักคนจะกิยาส .. ว่า ที่มันกิยาสไม่ได้ เพราะมันขัดกับเงื่อนไขกิยาสข้อใด ?? ...
ข้อมูลจากคำกล่าวของนักวิชาการต่างๆ อาทิเช่นอิหม่ามนะวะวีย์ ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ที่อาจารย์ท่านนั้นนำมาอ้างอิง ก็เพียงแต่กล่าวว่า ไม่มีบทบัญญัติให้อะซานในนมาซอีด, นมาซตะรอเวี๊ยะห์ เป็นต้น ...
ข้อนี้ ถึงไม่บอก ก็ตรงกับความเข้าใจของพวกเราทุกคนอยู่แล้ว ...
แต่ไม่มีพวกท่านคนใดเลยที่กล่าวว่า ห้ามกิยาส หรือกิยาสไม่ได้ เพราะเหตุผลความแตกต่างระหว่างฟัรูฎูกับสุนัต ดังการอ้างของอาจารย์ท่านนั้น ...
ผมไปตรวจสอบเงื่อนไขการกิยาสจากตำราอุศูลุ้ลฟิกฮ์หลายเล่ม ก็ไม่เจอเงื่อนไขจากตำราเล่มใดที่ห้ามกิยาสด้วยเหตุผลความแตกต่างระหว่างสุนัต-ฟัรฺฎู ...
ตรงกันข้าม ในความเป็นจริงนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มีหลักฐานว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยกระทำใน “นมาซฟัรฺฎู” เท่านั้น .. ไม่มีรายงานว่าท่านจะกระทำสิ่งนั้นใน “นมาซสุนัต” เลย .. .
แล้วมุสลิมเราทุกคน -- ไม่เว้นแม้แต่ตัวอาจารย์ท่านนั้น -- ก็กระทำสิ่งนั้นด้วยในนมาซสุนัต โดยอาศัยการกิยาสกับนมาซฟัรฺฎูนี่แหละ ...
ตัวอย่างเช่น การอ่านดุอาอิฟติตาห์หลังการตักบีเราะตุ้ลเอี๊ยะห์รอม ซึ่งมีรายงานว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยอ่านไว้ในนมาซฟัรฺฎูประมาณ 12 บท โดยไม่มีรายงานเลยว่าท่านจะเคยอ่านดุอาอิฟติตาห์เหล่านั้นในนมาซสุนัตอื่นใดของท่าน นอกจากในนมาซกิยามุลลัยล์เพียง 1 หรือ 2 บทเท่านั้น ...
ถ้าจะทำตามกฎเกณฑ์ของอาจารย์ท่านนั้น ดุอาอิฟติตาห์ที่มีหลักฐานว่าท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยอ่านในนมาซฟัรฺฎูอีกประมาณ 10 บท ก็คงจะกิยาส .. คือนำมาอ่านในนมาซสุนัตไม่ได้ มิใช่หรือ ?? ...
แต่ในเชิงปฏิบัติ พวกเราสามารถอ่านดุอาอิฟติตาห์ได้ทั้ง 12 บท, ในนมาซสุนัตต่างๆของเรา แล้วแต่เราจะจดจำบทไหน ...
นี่เป็นเพียง “หนึ่ง” จากหลายๆตัวอย่างในเรื่อง “การอ่าน” ในนมาซ ทั้งฟัรฺฎูและสุนัต ...
การอ่านอื่นๆ และอิริยาบถต่างๆในนมาซก็เช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่ในนมาซสุนัต ก็ล้วน “กิยาส” มาจากอิริยาบถของนมาซฟัรฺฎูแทบทั้งสิ้น ...
ท่านอาจารย์ฯ จะชี้แจงเรื่องนี้อย่างไร ? ...
ผมไม่เคยเจอนักวิชาการท่านใด จะอ้างเหตุผลเรื่อง “ฟัรฺฎู” และ “สุนัต” มาจำแนกความแตกต่างในการอ่านและการปฏิบัตินมาซทั้งสองชนิดนี้ เหมือนอาจารย์ท่านนี้มาก่อน ...
ตรงกันข้าม - เท่าที่ผมเคยอ่านเจอ - นักวิชาการต่างกล่าวตรงกันว่า การอ่าน, การกระทำ และอิริยาบถต่างๆในระหว่างนมาซฟัรฺฎูและนมาซสุนัต จะไม่แตกต่างกันเลย แม้ว่าหลายๆอย่างในสิ่งที่กล่าวมานี้ จะมีรายงานมาเฉพาะในนมาซฟัรฺฎู .. ไม่มีรายงานไว้ในเรื่องนมาซสุนัตเลยก็ตาม ...
เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดอ้างว่ามีความแตกต่างในเรื่องการอ่าน, การกระทำ และอิริยาบถต่างๆในระหว่างนมาซฟัรฺฎูและนมาซสุนัต ก็ขอหลักฐานด้วย ...
สรุปแล้ว สิ่งใดในนมาซสุนัตที่เราทำไม่ได้ เช่นการอะซานในนมาซสุนัต เป็นต้น จึงมิใช่เพราะเหตุผลความแตกต่างระหว่างฟัรฺฎูและสุนัต แต่เพราะเป็นการฝ่าฝืนรูปแบบและคำสั่งของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า “พวกท่านจงนมาซ เหมือนที่พวกท่านรู้ (เห็น) ว่าฉันเคยนมาซอย่างไร” มากกว่า ...
พูดสั้นๆก็คือ ที่เราทำไม่ได้ เพราะมันไปฝ่าฝืนซุนนะฮ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ใช่ทำไม่ได้เพราะความแตกต่างเรื่องนมาซฟัรฺฎู – นมาซสุนัตอะไรหรอก ...
นี่คือ “ความเห็นต่าง” ระหว่างผมกับอาจารย์ท่านนั้น ก็ขอให้ท่านผู้อ่านใช้ดุลยพินิจเอาเองเถิดครับว่า อันใดน่าจะถูกต้อง และอันใดน่าจะผิดพลาด ...
ส่วนที่เราเห็นตรงกันและไม่เห็นต่างกันเลยก็คือ การอะซานนมาซอีดนั้น ยังไงๆ ก็ห้ามกระทำด้วยประการทั้งปวงครับ ...



วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

คำกล่าวที่ว่า "อย่าเข้ามัสยิดที่ทำบิดอะฮ์"



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม
ขอได้โปรดอธิบายการทำบิดอะห์เป็นอย่างไรมีอะไรบ้างผมอยู่มีนบุรี. กทม มีอะไรมัสยิดทำบิดอะห์ ตอนจะกลับจากทำฮัจย์คนให้โอวาสว่าก่อนเข้าบ้านให้ละหมาดมัสยิดก่อนแต่อย่าเข้ามัสยิดที่ทำบิดอะห์ผมยังคิดอยู่จนปัจุบันนี้ สิ่งทีว่าเป็นบิดอะห์นี้สำนักจุฬาว่าอย่างไร. ปีนั้นผมไปทำฮัจย์ที่อาจารย์สังกัดอยู่ครับ

ตอบ
เรื่องบิดอะฮ์เป็นเรื่องละเอียด, อ่อนไหวต่อความรู้สึกผู้ฟังบางคน และเหมือนจะเป็นการตัดสินว่าผู้ที่ทำสิ่งที่ผู้พูดมองว่าเป็นบิดอะฮ์นั้นคือชาวนรก จึงสมควรอย่างยิ่งที่ผู้จะหุก่มใครสักคนว่าทำบิดอะฮ์จะต้องรอบคอบและตระหนักให้มากในเรื่องนี้ เพราะเท่ากับท่านไปหุก่มว่าเขาเป็นชาวนรก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ผมเอง หากจะพูดเรื่องบิดอะฮ์ก็จะเป็นการพูดอธิบายและวิเคราะห์ตามหลักวิชาการให้เห็นเท่านั้นว่า สิ่งใดที่นักวิชาการกล่าวว่าเป็นบิดอะฮ์ เขามีมุมมองอย่างไร, ตรงกับหลักเกณฑ์ของบิดอะฮ์ต้องห้ามข้อใด เป็นต้น แต่ผมไม่เคยไปหุก่มตัวบุคคลใดเป็นการเฉพาะแม้แต่ครั้งเดียวว่า เป็นชาวบิดอะฮ์ หรือทำบิดอะฮ์ .. ...
ส่วนคำกล่าวที่ว่า "อย่าเข้ามัสยิดที่ทำบิดอะฮ์" ผมมองว่าเป็นความเข้าใจผิดของผู้พูดมากกว่า เพราะมัสยิดทุกหลัง ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ ไม่มีมัสยิดหลังไหนในโลกนี้เป็นมัสยิดบิดอะฮ์ หากจะมีสิ่งบิดอะฮ์อยู่ในมัสยิดใดก็คงเป็นการกระทำของคนบางคนหรือหลายคนในมัสยิดนั้นมากกว่า ซึ่งหากเราจะไปโยนคำว่า "บิดอะฮ์" นั้นให้มัสยิดก็คงไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น มัสยิดทุกหลัง (ยกเว้นมัสยิดฎิร็อรฺที่ท่านนบีย์สั่งทำลายไปแล้ว) เราเข้าไปนมาซได้ทั้งนั้นแหละครับ และผู้ที่กลับจากการเดินทาง - ไม่ว่าเดินทางไปทำหัจญ์หรือเดินทางไปทำธุรกิจที่ใดก็ตาม - เมื่อมาถึงบ้าน ตามซุนนะฮ์ก็ให้เขาแวะเข้าไปนมาซ 2 ร็อกอะฮ์ในมัสยิดก่อนอื่น แล้วจึงเข้าบ้านทีหลังครับ ...

ถาม
ผมขออนุญาต ถามอาจารย์ต่อครับ..เป็นเรื่องคนกลับจากการทำฮัจย์ คนที่บ้านผม กลับจากทำฮัจย์แล้ว หลายๆคน จะแวะไปที่กูโบร์ก่อน ที่กูโบร์จะมีอาคารเอนกประสงค์ จะพักที่กูโบร์ก่อน ทำนองคล้ายๆ การเฝ้ากูโบร์หลังการฝังคนตาย...จะมีการทำกิน ที่กูโบร์ อ่านกุรอ่านประมาณ 3 วัน 3 คืน แล้วค่อยเข้าบ้าน.......เขาไปได้ทัศนะนี้ มาจากไหน ครับ

ตอบ
ข้อนี้คุณ Charoon จะต้องถามคนที่ทำแล้วละครับว่าเขาเอาหลักปฏิบัติอย่างนี้มาจากหะดีษบทใหน ? ของนบีย์ท่านใด? หรือของสลัฟท่านใด ? .. แต่ผมมั่นใจเกินพันเปอร์เซ็นต์ว่า การกระทำดังที่คุณ Charoon กล่าวมานี้เป็นสิ่งไม่มีหลักฐานในอิสลาม, ไม่ใช่แบบอย่างของท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และ/หรือแบบอย่างของสลัฟท่านใดแน่นอน .. บอกแล้วว่าผมไม่ชอบใช้คำว่า "บิดอะฮ์" กับการกระทำของบุคคลใดเป็นการเฉพาะ แม้ในความรู้สึกส่วนตัวจะมองว่า "ใช่" ก็ตาม แต่ในกรณีนี้ผมมองว่า นอกจากจะเป็นการกระทำที่ "สวนทาง" อย่างชัดเจนกับกับซุนนะฮ์ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมที่ใช้ให้ผู้กลับจากการเดินทางไปนมาซมัสยิดก่อนอื่นแล้ว ยังไม่เห็นหนทางใดว่า การกระทำดังที่เล่ามานี้จะหลีกเลี่ยงจากความหมายของคำว่า "บิดอะฮ์" ตามหลักวิชาการได้เลยครับ ...